สวดพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ (กุสลา ธมฺมา)
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺมบทขึ้นต้นของคัมภีร์พระอภิธรรมทั้งเจ็ด ที่พระสงฆ์สวดในงานศพและงานบำเพ็ญกุศลของไทย
องฺคุลิมาลปริตฺตํ
คำสัตย์สั้น ๆ ที่พระองคุลิมาลกล่าวแก่หญิงมีครรภ์ตามที่พระพุทธเจ้าทรงแนะนำ นิยมสวดให้กำลังใจแก่หญิงที่กำลังจะคลอด
นิยมสวดให้หญิงที่ใกล้คลอดหรือกำลังคลอด ทั้งที่บ้านและที่โรงพยาบาล บางครั้งสามีหรือญาติเป็นผู้สวดข้างเตียง บางครั้งนิมนต์พระมาสวดให้ก่อนวันกำหนดคลอด
สวดสามจบเป็นธรรมเนียม แต่จะสวดกี่จบก็ได้ สิ่งที่บทนี้ให้คือความสงบและกำลังใจของคนที่อยู่ตรงนั้น ไม่ได้แทนการดูแลของหมอและพยาบาล ถ้ามีอาการผิดปกติให้บอกทีมแพทย์ทันที
บางคนสวดบทนี้เป็นกำลังใจในสถานการณ์อื่นที่ต้องผ่านความเจ็บปวดหรือความกลัว เช่น ก่อนเข้าห้องผ่าตัด ซึ่งก็เหมาะสม เพราะใจความคือการตั้งคำสัตย์ว่าเราไม่เบียดเบียนใคร
องคุลิมาลเคยเป็นโจรที่ฆ่าคนมามาก จนพระพุทธเจ้าเสด็จไปพบและทรงทำให้เขาหยุด เขาจึงบวชและต่อมาได้บรรลุธรรม
วันหนึ่งขณะบิณฑบาตในเมืองสาวัตถี ท่านเห็นหญิงคนหนึ่งมีครรภ์แก่และกำลังทุกข์ทรมาน จึงกลับไปกราบทูลพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงแนะให้ท่านไปกล่าวคำสัตย์แก่หญิงนั้น ครั้งแรกทรงให้กล่าวว่า "ตั้งแต่เราเกิดมา เราไม่เคยจงใจฆ่าสัตว์" ท่านทูลว่าถ้าพูดอย่างนั้นก็เท่ากับโกหก เพราะเคยฆ่าคนมามาก พระองค์จึงทรงแก้ให้ใหม่ว่า "ตั้งแต่เราเกิดในชาติอันประเสริฐ" คือนับตั้งแต่วันที่บวชและเปลี่ยนชีวิต
สิ่งที่บทนี้บอกจึงไม่ใช่เรื่องอำนาจวิเศษ แต่เป็นเรื่องความจริงที่พูดได้อย่างเต็มปาก ว่าเวลานี้เราไม่ได้ทำร้ายใครแล้ว เรื่องเล่าบอกว่าเมื่อท่านกล่าวคำนี้ หญิงนั้นก็คลอดได้โดยสวัสดี คนไทยจึงนิยมสวดให้หญิงใกล้คลอดสืบมา
คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง
บทขึ้นต้นของคัมภีร์พระอภิธรรมทั้งเจ็ด ที่พระสงฆ์สวดในงานศพและงานบำเพ็ญกุศลของไทย
คาถาท้ายภารสูตร ว่าขันธ์ ๕ เป็นของหนัก การแบกถือไว้เป็นทุกข์ การวางลงได้เป็นสุข
พระธรรมเทศนาครั้งที่สองแก่ปัญจวัคคีย์ ชี้ว่าขันธ์ห้าไม่ใช่ตัวตนที่เราสั่งได้ จึงไม่ควรยึดว่าเป็นเรา เป็นของเรา
พระดำรัสสุดท้ายของพระพุทธเจ้าก่อนปรินิพพาน ว่าสังขารทั้งหลายเสื่อมไปเป็นธรรมดา จงทำประโยชน์ให้ถึงพร้อมด้วยความ…