ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง
ภวตุ สพฺพมงฺคลํบทให้พรสั้น ๆ ที่ใช้ปิดท้ายการสวดมนต์และงานบุญเกือบทุกงาน ขอให้มงคลและความสวัสดีมีแก่ผู้ฟัง
สพฺพีติโย
บทที่พระสงฆ์ให้พรผู้ถวายทาน ขอให้พ้นจากสิ่งเลวร้าย มีความสุข และเจริญงอกงามพร้อมทั้งหมู่ญาติ
พระสงฆ์สวดให้พรหลังรับประเคนอาหารหรือเครื่องไทยธรรม ทั้งในงานบุญที่บ้าน งานศพ และเวลาใส่บาตรที่วัด มักสวดต่อจากบทยถา วาริวหา ซึ่งเป็นบทอุทิศให้ผู้ล่วงลับ
ธรรมเนียมคือระหว่างที่พระสวดยถา ผู้ถวายจะกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญ พอขึ้นบทสัพพีติโยจึงวางภาชนะน้ำแล้วประนมมือรับพรจนจบ
ฆราวาสไม่ได้สวดบทนี้ให้ตัวเอง แต่รู้ความหมายไว้จะช่วยให้ช่วงรับพรไม่ใช่แค่การนั่งรอ
บทนี้เป็นคำให้พรตามแบบแผนของวัดไทย ไม่ได้ยกมาจากพระสูตรทั้งบท ท่อนแรกขอให้สิ่งเลวร้ายและโรคภัยผ่านพ้นไป อันตรายอย่าได้มี และขอให้ผู้รับพรมีความสุขอายุยืน
สี่บรรทัดกลางเป็นคาถาที่มาจากพระไตรปิฎกจริง คือคาถาในธรรมบทว่า ผู้มีปกติกราบไหว้และอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่เป็นนิตย์ ย่อมเจริญด้วยธรรมสี่อย่าง คือ อายุ ผิวพรรณ ความสุข และกำลัง จุดสำคัญคือพรนี้ผูกกับการประพฤติของผู้รับเอง ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ให้พรเสกให้
ท่อนท้าย โส อตฺถลทฺโธ มีสามรูป คือใช้กับผู้ชายหนึ่งคน ผู้หญิงหนึ่งคน และหมู่คณะ พระจะเลือกใช้ให้ตรงกับผู้ถวายในงานนั้น ๆ
คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง
บทให้พรสั้น ๆ ที่ใช้ปิดท้ายการสวดมนต์และงานบุญเกือบทุกงาน ขอให้มงคลและความสวัสดีมีแก่ผู้ฟัง
บทพิจารณาก่อนฉันหรือก่อนกิน ว่ากินเพื่อให้ร่างกายอยู่ได้และทำสิ่งที่ควรทำต่อ ไม่ใช่เพื่อความสนุกหรือความสวยงาม
บทแผ่เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ไปยังสรรพสัตว์ นิยมสวดปิดท้ายการสวดมนต์หรือหลังนั่งสมาธิ
คำกล่าวของฆราวาสเพื่อนิมนต์พระสงฆ์เริ่มสวดพระปริตร ในงานทำบุญบ้านและงานมงคลต่าง ๆ