ไตรสรณคมน์
ติสรณคมนํคำประกาศถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง กล่าวย้ำสามครั้งตามถ้อยคำที่มาในขุททกปาฐะ
พฺรหฺมวิหารผรณ
บทแผ่เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ไปยังสรรพสัตว์ นิยมสวดปิดท้ายการสวดมนต์หรือหลังนั่งสมาธิ
สวดปิดท้ายการสวดมนต์ หลังนั่งสมาธิ หรือก่อนนอน เป็นบทที่ยาวกว่าบทแผ่เมตตาสั้น เพราะครบทั้งสี่ข้อ
ถ้ามีเวลา ให้สวดช้า ๆ แล้วหยุดคิดตามในแต่ละท่อน ท่อนเมตตานึกถึงคนที่เรารัก ท่อนกรุณานึกถึงคนที่กำลังลำบาก ท่อนมุทิตานึกถึงคนที่กำลังได้ดี ท่อนอุเบกขานึกถึงเรื่องที่เราช่วยอะไรไม่ได้แล้ว
พรหมวิหาร ๔ คือท่าทีของใจสี่อย่างที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ฝึกไว้ต่อคนอื่น ได้แก่ เมตตา ความอยากให้เขาเป็นสุข กรุณา ความอยากให้เขาพ้นทุกข์ มุทิตา ความพลอยยินดีเมื่อเขาได้ดี และอุเบกขา ความวางใจเป็นกลางเมื่อช่วยอะไรไม่ได้แล้ว
สามข้อแรกเข้าใจได้ไม่ยาก แต่ข้อสุดท้ายมักถูกเข้าใจผิด ท่อนอุเบกขาที่ว่าสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตนนั้น เป็นการเตือนตัวผู้สวดเองว่าเราทำแทนใครไม่ได้ และผลของการกระทำเป็นของผู้ทำ ไม่ใช่คำตัดสินว่าใครสมควรได้รับความทุกข์ที่เขาเจอ เมื่อช่วยเต็มที่แล้วยังไม่พอ อุเบกขาคือสิ่งที่ทำให้เราช่วยต่อไปได้โดยใจไม่พัง
ข้อความสี่ท่อนนี้เป็นคำสวดตามแบบแผนของวัดไทย เรียบเรียงจากหลักพรหมวิหารที่มาในพระสูตร ไม่ได้ยกมาทั้งท่อนจากพระไตรปิฎก
คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง
คำประกาศถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง กล่าวย้ำสามครั้งตามถ้อยคำที่มาในขุททกปาฐะ
บทสรรเสริญคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ตามถ้อยคำที่มาในธชัคคสูตร
คำขอศีลจากพระสงฆ์ และคำสมาทานศีล ๕ ทีละข้อ ใช้ในงานบุญและใช้ตั้งใจเองที่บ้านได้
คำกล่าวถวายอาหารแก่หมู่สงฆ์ในงานบุญอุทิศให้พ่อแม่และญาติที่จากไปแล้ว