หลักธรรมพื้นฐาน

อปัณณกสูตร: ทางที่ไม่ผิดไม่ว่ากรณีใด

อปณฺณกสุตฺตํ

เมื่อยังไม่มีศาสดาที่เชื่อถือ และเผชิญความเห็นที่ขัดกัน เช่น โลกหน้ามีหรือไม่มี กรรมมีผลหรือไม่ คนมีปัญญาจะเลือกทางที่ปลอดภัยทั้งสองกรณี แล้วทรงแสดงบุคคล ๔ จำพวกที่ทำตนและผู้อื่นให้เดือดร้อนหรือไม่

๗ ข้อ

ในอปัณณกสูตร มัชฌิมนิกาย พระพุทธเจ้าเสด็จถึงบ้านศาลาในแคว้นโกศล ตรัสถามพราหมณ์และคฤหบดีว่า มีศาสดาที่ท่านชอบใจและเชื่อถืออย่างมีเหตุผลหรือไม่ เมื่อพวกเขาตอบว่าไม่มี จึงทรงแสดงอปัณณกธรรม คือหลักปฏิบัติที่ไม่ผิดพลาด ให้ถือปฏิบัติไปก่อน

ทรงยกความเห็นที่ขัดกันโดยตรงหลายคู่ เช่น ทานไม่มีผล โลกหน้าไม่มี กับ ทานมีผล โลกหน้ามี การกระทำไม่ชื่อว่าทำ กับ การกระทำชื่อว่าทำ และ ความเศร้าหมองหรือบริสุทธิ์ของสัตว์ไม่มีเหตุปัจจัย กับ มีเหตุปัจจัย แล้วชี้ว่าผู้มีปัญญาย่อมพิจารณาว่า ถ้าเชื่อฝ่ายปฏิเสธแล้วทำชั่ว หากโลกหน้าไม่มีจริง ก็ยังถูกวิญญูชนติเตียนในปัจจุบัน หากมีจริงก็แพ้ทั้งสองโลก ส่วนผู้ประพฤติดี หากโลกหน้าไม่มีก็ยังได้รับการสรรเสริญในปัจจุบัน หากมีก็ชนะทั้งสองโลก

ท้ายพระสูตรทรงแสดงบุคคล ๔ จำพวก คือผู้ทำตนให้เดือดร้อน ผู้ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน ผู้ทำทั้งตนและผู้อื่นให้เดือดร้อน และผู้ไม่ทำใครให้เดือดร้อน ซึ่งอยู่อย่างเย็นและเป็นสุขในปัจจุบัน พราหมณ์และคฤหบดีชาวบ้านศาลาจึงประกาศตนเป็นอุบาสก

  1. เมื่อยังไม่มีศาสดาที่เชื่อถือ อปณฺณโก ธมฺโม

    พระพุทธเจ้าไม่ได้เริ่มด้วยการให้ชาวบ้านศาลาเชื่อพระองค์ แต่ตรัสว่า เมื่อยังไม่ได้ศาสดาที่ชอบใจ ให้สมาทานอปัณณกธรรมนี้ไปก่อน เพราะถ้าปฏิบัติให้บริบูรณ์ จะเป็นไปเพื่อประโยชน์และความสุขสิ้นกาลนาน

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ถ้ายังไม่แน่ใจว่าจะเชื่อคำสอนใด ให้เริ่มจากสิ่งที่ไม่มีทางผิด คือไม่เบียดเบียน พูดจริง และทำดี ระหว่างที่ศึกษาต่อ

  2. โลกหน้ามีหรือไม่มี นตฺถิ ปรโลโก

    ผู้เห็นว่าโลกหน้าไม่มี ทานไม่มีผล มักจะละกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต แล้วประพฤติทุจริต เพราะไม่เห็นโทษของอกุศล ถ้าโลกหน้ามีจริง ความเห็นนั้นก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ พาให้ดำริผิด พูดผิด ชักชวนผู้อื่นให้เข้าใจผิด และยกตนข่มผู้อื่น

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    สังเกตว่าความเชื่อแบบ "ทำอะไรก็ไม่มีผล" มักพาให้เราผ่อนปรนกับตัวเองในเรื่องที่ไม่ควร แม้ในเรื่องเล็ก ๆ อย่างการโกงเวลา

  3. เดิมพันที่ชนะทั้งสองทาง

    ผู้มีปัญญาพิจารณาว่า ผู้ทำชั่วเพราะเชื่อว่าโลกหน้าไม่มี ถ้าโลกหน้าไม่มีจริง ก็ยังถูกวิญญูชนติเตียนในปัจจุบันว่าทุศีล ถ้ามีจริงก็แพ้ทั้งสองโลก ส่วนผู้ประพฤติดี ถ้าโลกหน้าไม่มี ก็ได้รับการสรรเสริญในปัจจุบัน ถ้ามีก็ชนะทั้งสองโลก ข้อถือที่ดีเช่นนี้แผ่ไปทั้งสองส่วน

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ก่อนทำสิ่งที่ลังเล ถามว่า "ถ้าไม่มีใครรู้และไม่มีผลตามมาเลย เรายังภูมิใจกับการกระทำนี้ไหม" ถ้าคำตอบคือใช่ ทางนั้นปลอดภัยทั้งสองกรณี

  4. การกระทำมีผล และมีเหตุปัจจัย นตฺถิ เหตุ นตฺถิ ปจฺจโย

    ทรงใช้เหตุผลแบบเดียวกันกับอีกสองคู่ คือความเห็นว่าการฆ่า ลัก หรือให้ทานไม่ชื่อว่าได้ทำบาปทำบุญ กับความเห็นว่าชื่อว่าได้ทำ และความเห็นว่าความเศร้าหมองหรือความบริสุทธิ์ของสัตว์ไม่มีเหตุปัจจัย ไม่มีความเพียร กับความเห็นว่ามีเหตุปัจจัย มีความเพียร ผู้ถือฝ่ายหลังย่อมปลอดภัยทั้งสองกรณี

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อรู้สึกว่า "ชีวิตเป็นไปตามโชคชะตา ทำอะไรก็ไม่เปลี่ยน" ให้ลองเลือกเชื่อว่าความเพียรมีผล แล้วลงมือเล็ก ๆ ดู ไม่มีอะไรเสียหาย

  5. สิ่งที่ยังไม่รู้ อย่าด่วนยืนยันฝ่ายเดียว อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญํ

    สำหรับความเห็นว่าอรูปพรหมมีหรือไม่มี และความดับสนิทแห่งภพมีหรือไม่มี ผู้มีปัญญาพิจารณาว่าตนยังไม่รู้ไม่เห็น การยึดข้างเดียวว่า "สิ่งนี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเปล่า" จึงไม่สมควร แล้วปฏิบัติเพื่อความหน่ายและความดับแห่งรูป และแห่งภพ ตามลำดับ ทรงชี้ว่าความเห็นว่าความดับแห่งภพไม่มี ใกล้ต่อความกำหนัดและความยึดมั่น ความเห็นฝ่ายตรงข้ามใกล้ต่อความไม่ยึดมั่น

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ในการถกเถียงเรื่องที่ไม่มีใครพิสูจน์ได้ ให้กล้าพูดว่า "ยังไม่รู้" แล้วหันมาทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แน่ ๆ แทนการเอาชนะ

  6. บุคคล ๔ จำพวก อตฺตนฺตโป ปรนฺตโป

    ผู้ทำตนให้เดือดร้อน เช่น นักพรตที่ทรมานตนด้วยข้อวัตรต่าง ๆ ผู้ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน เช่น ผู้เลี้ยงชีพด้วยการฆ่าสัตว์ ผู้ทำทั้งตนและผู้อื่นให้เดือดร้อน เช่น กษัตริย์หรือพราหมณ์ที่ทรมานตนในพิธีบูชายัญ แล้วสั่งฆ่าสัตว์จำนวนมาก จนคนรับใช้ต้องทำงานทั้งน้ำตาด้วยความกลัว

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ทบทวนงานและนิสัยของเรา ว่ามีส่วนไหนที่ทำให้ตัวเองทุกข์โดยไม่จำเป็น หรือได้มาด้วยความเดือดร้อนของคนอื่น

  7. ผู้ไม่ทำใครให้เดือดร้อน นิจฺฉาโต นิพฺพุโต สีติภูโต

    จำพวกที่ ๔ ไม่ทำตนและผู้อื่นให้เดือดร้อน ไม่หิวกระหาย ดับเย็น เสวยสุขอยู่ในปัจจุบัน พระสูตรแสดงว่าคือผู้ที่ได้ฟังธรรมแล้วออกบวช รักษาศีล สำรวมอินทรีย์ ละนิวรณ์ เจริญฌาน จนสิ้นอาสวะ

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    แม้ไม่ได้บวช ก็ขยับเข้าใกล้จำพวกที่ ๔ ได้ทีละน้อย ด้วยการเลือกทำมาหากินที่ไม่เบียดเบียนและไม่ทรมานตัวเองเกินพอดี

ลองใช้ในชีวิตประจำวัน

พระสูตรนี้เหมาะกับคนที่ยังไม่แน่ใจเรื่องชาติหน้าหรือกฎแห่งกรรม พระพุทธเจ้าไม่ได้บังคับให้เชื่อก่อน แต่ชี้ว่าการใช้ชีวิตอย่างมีศีลเป็นทางเลือกที่ไม่ขาดทุนไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร เพราะอย่างน้อยก็ได้ชีวิตที่คนมีปัญญายกย่องและสบายใจในปัจจุบัน

วิธีคิดนี้ใช้กับการตัดสินใจเรื่องอื่นในชีวิตได้ เมื่อข้อมูลยังไม่พอ ให้ถามว่าทางเลือกไหนไม่เสียหายไม่ว่าผลจะออกมาทางใด

ทั้งนี้ อปัณณกธรรมเป็นหลักสำหรับผู้ที่ยังไม่มีศาสดาที่เชื่อถือ พระสูตรไม่ได้บอกว่าความจริงรู้ไม่ได้ ในเรื่องที่ตนยังไม่รู้ไม่เห็น เช่น อรูปพรหม ก็ทรงสอนไม่ให้ด่วนยืนยันว่าฝ่ายใดจริงแต่เพียงฝ่ายเดียว

ที่มาในพระไตรปิฎก

คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง

หลักธรรมอื่นที่น่าสนใจ

เตวิชชสูตร: แถวคนตาบอดกับทางที่ไม่มีใครเคยเห็น

เตวิชฺชสุตฺตํ

มาณพสองคนเถียงกันว่าทางไปพรหมของอาจารย์ใครตรงกว่า พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่าไม่มีใครในสายนั้นเคยเห็นพรหม แล้วทรงยกอุ…

มหาทุกขักขันธสูตร: คุณ โทษ และทางออกของกาม

มหาทุกฺขกฺขนฺธสุตฺตํ

ทุกเรื่องมีสามด้านที่ต้องเห็นให้ครบ — ส่วนที่น่ายินดี ส่วนที่เป็นโทษ และทางออก พระพุทธเจ้าทรงไล่ให้เห็นทั้งสาม…