เกสีสูตร: ฝึกอย่างละมุน อย่างเข้ม และการ "ฆ่า" ในวินัยของพระอริยะ
เกสีสุตฺตํเกสีผู้ฝึกม้าฝึกม้าด้วยวิธีละม่อม รุนแรง หรือทั้งสองอย่าง พระพุทธเจ้าก็ทรงฝึกคนเช่นนั้น — แต่คำว่า "ฆ่า" คนที่…
สนฺทกสุตฺตํ
พระอานนท์อธิบายแก่สันทกปริพาชกถึงลัทธิ ๔ แบบที่ทำให้การประพฤติพรหมจรรย์ไร้ความหมาย และพรหมจรรย์ ๔ แบบที่ไม่น่าวางใจ แล้วแสดงพรหมจรรย์ที่วิญญูชนควรประพฤติ จนถึงพระอรหันต์ผู้ไม่อาจล่วงฐานะ ๕
ในสันทกสูตร มัชฌิมนิกาย ท่านพระอานนท์พาภิกษุไปที่ถ้ำใกล้เมืองโกสัมพี พบสันทกปริพาชกกับบริวารราวห้าร้อยกำลังคุยเรื่องไร้สาระกันเสียงดัง สันทกะห้ามบริวารให้เงียบ แล้วเชิญพระอานนท์นั่ง พระอานนท์จึงแสดงธรรมให้ฟัง
พระอานนท์กล่าวว่า พระผู้มีพระภาคตรัสถึงลัทธิ ๔ แบบที่ไม่เป็นโอกาสให้ประพฤติพรหมจรรย์ (อพรหมจริยวาส) ได้แก่ ลัทธิที่ว่าตายแล้วสูญ ลัทธิที่ว่าทำชั่วก็ไม่เป็นบาป ลัทธิที่ว่าความเศร้าหมองและความบริสุทธิ์ไม่มีเหตุปัจจัย และลัทธิที่ว่าสัตว์ท่องเที่ยวไปแล้วจะพ้นทุกข์ได้เอง และตรัสถึงพรหมจรรย์ ๔ แบบที่ไม่น่าวางใจ (อนัสสาสิกะ) คือ ครูที่อ้างว่ารู้ทุกอย่าง ครูที่อาศัยการฟังสืบต่อกันมา ครูที่อาศัยการตรึกคิดเอง และครูที่เขลาจนตอบแบบส่ายไปมา
จากนั้นพระอานนท์แสดงพรหมจรรย์ที่วิญญูชนควรอยู่ประพฤติ คือการฝึกตามลำดับ ตั้งแต่ศีลไปจนถึงฌาน ๔ และวิชชา ๓ และตอบคำถามว่าพระอรหันต์ไม่อาจทำสิ่งใดบ้าง ท้ายพระสูตร สันทกะชวนบริวารให้ไปประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักพระผู้มีพระภาค แต่กล่าวว่าสำหรับพวกตนในตอนนี้ การสละลาภ สักการะ และคำสรรเสริญ ไม่ใช่เรื่องง่าย
ลัทธิแรกว่าทานไม่มีผล กรรมดีกรรมชั่วไม่มีผล คนเป็นเพียงธาตุสี่ ตายแล้วขาดสูญ ลัทธิที่สองว่าฆ่า ขโมย โกหก ก็ไม่เป็นบาป ให้ทานก็ไม่เป็นบุญ ลัทธิที่สามว่าความเศร้าหมองและความบริสุทธิ์ของสัตว์ไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย ความเพียรของคนไม่มีผล ลัทธิที่สี่ว่าคนพาลและบัณฑิตท่องเที่ยวไปครบกำหนดแล้วจะพ้นทุกข์เอง เหมือนกลุ่มด้ายที่ขว้างไปแล้วคลี่ออกจนหมดเอง
เวลาเจอความคิดทำนอง "ทำดีไปก็เท่านั้น" หรือ "ชีวิตถูกกำหนดไว้หมดแล้ว" ให้รู้ทันว่าความคิดแบบนี้บั่นทอนแรงจูงใจที่จะทำดี
วิญญูชนพิจารณาว่า ถ้าคำของครูเช่นนั้นเป็นจริง สิ่งที่เราไม่ได้ทำก็เท่ากับทำแล้ว เราผู้ครองเรือน นอนกับลูก ใช้ของหอม ยินดีเงินทอง กับครูผู้เปลือยกาย ถอนผม บำเพ็ญความเพียรลำบาก ก็จะมีคติเท่ากัน แล้วจะประพฤติพรหมจรรย์ในครูนั้นไปทำไม เมื่อเห็นเช่นนี้ก็เบื่อหน่ายหลีกไป
ก่อนรับแนวคิดใด ลองถามว่า "ถ้าสิ่งนี้จริง การที่ฉันพยายามอยู่ตอนนี้จะมีความหมายอะไร" คำถามนี้ช่วยให้เห็นผลของความเชื่อนั้นต่อชีวิตจริง
นอกจากลัทธิที่ปฏิเสธพรหมจรรย์ตรง ๆ แล้ว ยังมีพรหมจรรย์อีก ๔ แบบที่ไม่ได้ปฏิเสธการปฏิบัติ แต่ตั้งอยู่บนฐานที่ไม่มั่นคง วิญญูชนรู้แล้วย่อมไม่อยู่ประพฤติ และแม้อยู่ก็ไม่อาจทำกุศลธรรมเครื่องออกจากทุกข์ให้สำเร็จได้
คำสอนที่ฟังดีมีคุณธรรมก็ยังต้องดูฐานของมันด้วย ว่าอาศัยอะไรเป็นหลักในการบอกว่าจริง
ครูบางคนอ้างว่ารู้เห็นทุกสิ่ง ความรู้ปรากฏอยู่ตลอดเวลาทั้งเดิน ยืน หลับ ตื่น แต่ก็ยังเข้าบ้านร้าง บิณฑบาตไม่ได้ข้าว ถูกสุนัขกัด เจอช้างดุ ม้าดุ วัวดุ และต้องถามชื่อคนและถามทางเข้าหมู่บ้าน เมื่อถูกถามก็อ้างว่าเป็นเพราะเหตุที่ควรเป็นเช่นนั้นเอง
ระวังผู้ที่อ้างว่ารู้ทุกเรื่องแต่ไม่เคยยอมรับว่าพลาด และมีคำอธิบายแก้ตัวไว้สำหรับทุกความผิดพลาด
ครูบางคนเชื่อว่าจริงเพราะฟังสืบต่อกันมาตามตำรา ครูบางคนแสดงธรรมตามที่ตนตรึกและพิจารณาเอง พระอานนท์ชี้ว่า สิ่งที่ฟังต่อกันมาย่อมมีทั้งที่ฟังมาถูกและฟังมาผิด สิ่งที่ตรึกเอาก็มีทั้งที่ตรึกถูกและตรึกผิด อาจเป็นอย่างนั้นหรือเป็นอย่างอื่นก็ได้
ข้อมูลที่แชร์ต่อกันมา หรือเหตุผลที่ฟังดูเข้าท่า ยังไม่ใช่หลักฐาน ให้ตรวจสอบกับความจริงและประสบการณ์ตรงก่อนเชื่อ
ครูบางคนเขลาและงมงาย เมื่อถูกถามปัญหาก็ตอบดิ้นไปมาว่า "อย่างนี้ก็ไม่ใช่ อย่างนั้นก็ไม่ใช่ อย่างอื่นก็ไม่ใช่ ไม่ใช่ก็ไม่ใช่ มิใช่ไม่ใช่ก็ไม่ใช่" วิญญูชนเห็นแล้วก็รู้ว่าพรหมจรรย์นี้ไม่น่าวางใจ
ถ้าถามคำถามตรง ๆ แล้วได้คำตอบที่วนไปมาจนจับอะไรไม่ได้ทุกครั้ง ให้สงสัยไว้ก่อนว่าผู้ตอบอาจไม่รู้จริง
พระอานนท์แสดงการบวช ศีล การสำรวมอินทรีย์ สติสัมปชัญญะ ความสันโดษ การละนิวรณ์ ๕ จนถึงฌานที่ ๑ ถึงที่ ๔ และวิชชา ๓ คือระลึกชาติได้ รู้การจุติและเกิดของสัตว์ตามกรรม และรู้ความสิ้นอาสวะ แต่ละขั้นพระอานนท์กล่าวว่า สาวกบรรลุคุณวิเศษเช่นนี้ในศาสดาใด วิญญูชนพึงอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในศาสดานั้น
เกณฑ์ที่ดีในการเลือกแนวทางคือดูผลที่เกิดขึ้นจริงในตัวผู้ปฏิบัติ เช่น ใจสงบขึ้น กิเลสเบาลง ไม่ใช่ดูแค่คำโฆษณา
สันทกะถามว่าพระอรหันต์ยังบริโภคกามอยู่หรือไม่ พระอานนท์ตอบว่า พระอรหันต์ไม่อาจจงใจฆ่าสัตว์ ไม่อาจลักทรัพย์ ไม่อาจเสพเมถุน ไม่อาจพูดเท็จทั้งที่รู้ และไม่อาจสั่งสมบริโภคกามเหมือนตอนเป็นคฤหัสถ์ เมื่อถามต่อว่าความรู้ว่าสิ้นอาสวะปรากฏอยู่ตลอดหรือ ท่านเปรียบกับคนที่มือเท้าขาด แม้ไม่ได้นึกถึงตลอด มือเท้าก็ขาดอยู่ตลอด และเมื่อพิจารณาก็รู้ได้
คุณธรรมแท้ไม่ต้องประกาศตลอดเวลา แต่ปรากฏเป็นสิ่งที่คนคนนั้น "ทำไม่ได้" อย่างเป็นธรรมชาติ ลองสังเกตว่าเรื่องไหนที่เราเลิกได้จนไม่ต้องฝืนแล้ว
พระสูตรนี้เป็นเครื่องมือตรวจคำสอนที่ใช้ได้ทุกยุค ข้อสำคัญไม่ใช่การดูว่าใครพูดเก่งหรือปฏิบัติเคร่งแค่ไหน แต่ดูว่าถ้าคำสอนนั้นจริง ความพยายามทำดีจะมีความหมายหรือไม่ และคำสอนนั้นตั้งอยู่บนอะไร
วิธีคิดนี้ใช้ได้กับกูรูออนไลน์ หนังสือพัฒนาตนเอง หรือคอร์สต่าง ๆ ด้วย ครูที่อ้างว่ารู้ทุกเรื่องแต่แก้ตัวทุกครั้งที่พลาด คำสอนที่อ้างแต่ว่า "สืบต่อกันมา" หรือเหตุผลที่ฟังดีแต่ไม่มีใครพิสูจน์ ล้วนควรชั่งน้ำหนักให้ดีก่อนเชื่อ
พระสูตรนี้ไม่ได้ชวนให้ดูหมิ่นศาสนาหรือความเชื่อของใคร พระอานนท์ไม่ได้ด่าว่าเจ้าลัทธิ แต่ชวนให้ผู้ฟังพิจารณาเองอย่างวิญญูชน
คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง
เกสีผู้ฝึกม้าฝึกม้าด้วยวิธีละม่อม รุนแรง หรือทั้งสองอย่าง พระพุทธเจ้าก็ทรงฝึกคนเช่นนั้น — แต่คำว่า "ฆ่า" คนที่…
อดีตพระราชาสององค์ออกบวชด้วยกัน องค์หนึ่งแอบเก็บเกลือไว้ อีกองค์ตักเตือน ผู้ถูกเตือนย้อนว่าไหนว่าเลิกสั่งสอนคน…
ภิกษุณีรูปหนึ่งถวายอาหารที่ได้มาจนตนเองอดสามวันแล้วล้มกลางถนน ตระกูลที่มีศรัทธาแต่ยากจนถวายจนบางคราวไม่ได้กินเ…
หลังพุทธปรินิพพานไม่นาน พราหมณ์ถามพระอานนท์ว่าใครคือผู้สืบตำแหน่ง คำตอบคือไม่มีใครเลย ทั้งที่พระพุทธเจ้าทรงแต่…