สังยุตตนิกาย สคาถวรรค
ฉบับแปลเยอรมัน · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๑๕ · ๓๕๒ หน้า
สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๒๖๕ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น
- หน้า ๑–๒ โอฆตรณสูตร เทวดาไม่ปรากฏนามทูลถามพระพุทธเจ้าว่าทรงข้ามโอฆะ (กระแสวัฏสงสาร) ได้อย่างไร พระองค์ตรัสตอบว่าข้ามได้ด้วยการไม่หยุดยั้งอยู่กับที่และไม่ดิ้นรนขวนขวาย เพราะหากหยุดนิ่งก็จมลง หากดิ้นรนก็ถูกน้ำพัดไป ต้องรักษาความสมดุลจึงข้ามพ้นได้ เทวดาจึงชื่นชมว่าทรงเป็นผู้ดับกิเลสแล้ว
- หน้า ๒–๓ นิโมกขสูตร เทวดาทูลถามว่าพระพุทธเจ้าทรงทราบทางหลุดพ้น ปลดปล่อย และวิเวกของสัตว์ทั้งหลายหรือไม่ พระองค์ตรัสตอบว่าทรงทราบ คือด้วยความสิ้นไปแห่งความเพลิดเพลินในภพ ความดับแห่งสัญญาและวิญญาณ และความสงบแห่งเวทนา นี่คือทางหลุดพ้นที่แท้จริงของสัตว์
- หน้า ๓–๔ อุปเนยยสูตร เทวดากล่าวคาถาว่าชีวิตถูกชรานำเข้าสู่ความตายอย่างไม่มีที่พึ่ง เมื่อเห็นภัยในความตายจึงควรทำบุญเพื่อความสุข พระพุทธเจ้าทรงแก้ไขมุมมองว่า เมื่อเห็นภัยเช่นนี้ควรละเลิกเหยื่อของโลก (โลกามิส) มุ่งสู่ความสงบ มิใช่เพียงสั่งสมบุญเพื่อผลทางโลก
- หน้า ๔ อัจเจนติสูตร เทวดากล่าวคาถาทำนองเดียวกับสูตรก่อนว่ากาลเวลาผ่านไป คืนวันล่วงไป วัยเสื่อมไปตามลำดับ เมื่อเห็นภัยในความตายควรสั่งสมบุญ พระพุทธเจ้าตรัสตอบเน้นย้ำว่าควรละโลกามิสมุ่งสู่ความสงบ ยิ่งกว่าเพียงสั่งสมบุญเพื่อผลทางโลก
- หน้า ๔–๕ กติฉินทิสูตร เทวดาทูลถามเป็นคาถาปริศนาว่าภิกษุต้องตัดเท่าไร ละเท่าไร เจริญเท่าไร และผ่านพ้นเครื่องข้องเท่าไรจึงข้ามโอฆะได้ พระพุทธเจ้าตรัสตอบเป็นปริศนาเช่นกันว่าอย่างละ ๕ (หมายถึงสังโยชน์เบื้องต่ำ เบื้องสูง และอินทรีย์ ๕)
- หน้า ๕ ชาครสูตร เทวดาทูลถามปริศนาว่าในหมู่ผู้หลับกี่คนตื่นอยู่ ธรรมเท่าไรทำให้เกิดกิเลสดุจธุลี และเท่าไรที่ทำให้บริสุทธิ์ พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าอย่างละ ๕ เช่นกัน หมายถึงอินทรีย์ ๕ ที่เป็นเครื่องตื่นรู้และชำระกิเลส
- หน้า ๕–๖ อัปปฏิวิทิตสูตร เทวดากล่าวคาถาว่าผู้ยังไม่แทงตลอดธรรมมักถูกลัทธิอื่นชักจูงไป ดุจคนหลับที่ถึงเวลาตื่นแล้วก็ยังไม่ตื่น พระพุทธเจ้าตรัสแก้ว่าผู้แทงตลอดธรรมดีแล้วไม่ถูกชักจูง ตรัสรู้ชอบด้วยตนเอง ดำเนินไปได้ราบเรียบแม้ในที่ขรุขระ
- หน้า ๖ สุสัมมุฏฐสูตร เนื้อหาคล้ายสูตรก่อนแต่ใช้คำว่า "ธรรมอันหลงลืม" เทวดากล่าวว่าผู้มีธรรมอันหลงลืมย่อมถูกลัทธิอื่นชักจูง ยังหลับไม่ตื่น พระพุทธเจ้าตรัสแก้ว่าผู้มีธรรมอันไม่หลงลืม ตรัสรู้ชอบ ดำเนินไปได้ราบรื่นแม้ในที่ขรุขระ
- หน้า ๖ มานกามสูตร เทวดากล่าวว่าผู้ใคร่ในมานะย่อมไม่มีทางฝึกตน แม้อยู่ป่าคนเดียวแต่ประมาทก็ข้ามบ่วงมัจจุราชไม่ได้ พระพุทธเจ้าตรัสแก้ว่าผู้ละมานะได้ มีจิตตั้งมั่นดี หลุดพ้นในที่ทั้งปวง อยู่ป่าคนเดียวด้วยความไม่ประมาท จึงข้ามบ่วงมัจจุราชไปได้
- หน้า ๖–๗ อรัญญสูตร เทวดาทูลถามว่าอะไรทำให้ผิวพรรณของผู้อยู่ป่า สงบ ฉันอาหารมื้อเดียว ผ่องใสได้ พระพุทธเจ้าตรัสว่าเพราะไม่เศร้าโศกถึงอดีต ไม่กระวนกระวายถึงอนาคต ดำรงอยู่กับปัจจุบัน ตรงข้ามกับคนพาลที่ซูบซีดดุจต้นอ้อถูกตัดสด (จบนฬวรรคที่ ๑)
- หน้า ๘–๙ นันทนสูตร พระพุทธเจ้าตรัสเล่าว่าเทวดาชาวดาวดึงส์องค์หนึ่งเพลิดเพลินอยู่ในสวนนันทวันกล่าวว่าผู้ไม่เคยเห็นนันทวันย่อมไม่รู้จักความสุข เทวดาอีกองค์แก้ว่าไม่รู้ตามที่พระอรหันต์กล่าว สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เกิดดับเป็นธรรมดา ความสงบแห่งสังขารต่างหากคือความสุขแท้จริง
- หน้า ๙ นันทิสูตร เทวดากล่าวว่าคนมีบุตรย่อมยินดีเพราะบุตร คนมีโคยินดีเพราะโค ความยินดีเกิดจากอุปธิ (สิ่งที่ยึดถือ) ผู้ไม่มีอุปธิย่อมไม่ยินดี พระพุทธเจ้าตรัสแก้ตรงข้ามว่าคนมีบุตรก็เศร้าโศกเพราะบุตรได้เช่นกัน เพราะอุปธิเป็นเหตุแห่งทั้งสุขและทุกข์
- หน้า ๙–๑๐ นัตถิปุตตสมสูตร เทวดากล่าวว่าไม่มีความรักใดเสมอรักในบุตร ไม่มีทรัพย์ใดเสมอโค ไม่มีแสงใดเสมอดวงอาทิตย์ และทะเลเป็นเลิศกว่าห้วงน้ำทั้งปวง พระพุทธเจ้าตรัสแก้ว่าไม่มีความรักใดเสมอรักตน ไม่มีทรัพย์ใดเสมอข้าวเปลือก ไม่มีแสงใดเสมอปัญญา และฝนต่างหากประเสริฐกว่าห้วงน้ำทั้งปวง
- หน้า ๑๐ ขัตติยสูตร เทวดากล่าวว่ากษัตริย์ประเสริฐกว่าสัตว์สองเท้า โคผู้ประเสริฐกว่าสัตว์สี่เท้า สาวพรหมจารีเลิศในหมู่ภรรยา บุตรคนแรกเลิศในหมู่บุตร พระพุทธเจ้าตรัสแก้ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประเสริฐกว่าสัตว์สองเท้า ม้าอาชาไนยเลิศกว่าสัตว์สี่เท้า ภรรยาและบุตรที่เชื่อฟังเป็นเลิศ
- หน้า ๑๐ สกมานสูตร เทวดากล่าวคาถาบรรยายยามเที่ยงวันที่นกจับนิ่ง ป่าใหญ่สงัดราวหลบหนี เป็นเวลาที่ภัยปรากฏแก่ใจ พระพุทธเจ้าตรัสคาถาเดียวกันแต่เปลี่ยนคำสุดท้ายเป็นความยินดี (ไม่ใช่ความกลัว) ปรากฏแก่พระองค์ แสดงถึงจิตที่ปราศจากภัยของผู้หมดกิเลส
- หน้า ๑๐–๑๑ นิททาตันทิสูตร เทวดากล่าวว่าความง่วง เกียจคร้าน หาว ไม่ยินดี และมึนเมาหลังอาหาร เป็นเครื่องขัดขวางไม่ให้อริยมรรคปรากฏแก่สัตว์ พระพุทธเจ้าตรัสแก้ว่าด้วยความเพียรกำจัดสิ่งเหล่านี้ อริยมรรคจึงจะบริสุทธิ์
- หน้า ๑๑ ทุกกรสูตร เทวดากล่าวว่าความเป็นสมณะเป็นสิ่งทำได้ยากสำหรับผู้ไม่ฝึกตน มีอุปสรรคมากมายที่คนพาลจมลง พระพุทธเจ้าตรัสขยายว่าหากไม่ควบคุมจิตจะพลาดพลั้งทุกย่างก้าว จึงควรเป็นดุจเต่าหดอวัยวะเข้ากระดอง สำรวมความตรึก ไม่พึ่งพิงหรือเบียดเบียนผู้อื่น
- หน้า ๑๑ หิริสูตร เทวดาทูลถามว่ามีผู้ใดในโลกที่อาศัยหิริ (ความละอายต่อบาป) ปลุกตนให้ตื่นจากความหลับดุจม้าดีตื่นด้วยแส้ พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าผู้มีหิริกำกับตนด้วยสติเสมอ ย่อมถึงที่สุดแห่งทุกข์ ดำเนินไปได้ราบรื่นแม้ในที่ขรุขระ
- หน้า ๑๑–๑๒ กุฏิกาสูตร เทวดาทูลถามภิกษุเชิงเปรียบเทียบว่าท่านไม่มีกระท่อม ไม่มีรัง ไม่มีเครื่องผูกพัน หลุดพ้นจากเครื่องจองจำแล้วหรือ ภิกษุตอบรับ เมื่อถูกซักถามจึงอธิบายว่า "กระท่อม" คือมารดา "รัง" คือภรรยา "เครื่องผูกพัน" คือบุตร และ "เครื่องจองจำ" คือตัณหา ซึ่งท่านละได้หมดแล้ว
- หน้า ๑๒–๑๗ สมิทธิสูตร พระสมิทธิลงอาบน้ำที่ตโปทายามเช้ามืด เทวดาองค์หนึ่งเชิญชวนให้เสวยกามสุขก่อนบวช พระสมิทธิแย้งว่าควรละสิ่งที่ต้องรอกาลเพื่อสิ่งที่เห็นได้เอง (ธรรม) เมื่อตอบคำถามลึกไม่ได้จึงไปทูลพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสว่าผู้ยึดติดในสิ่งที่เรียกขานได้ย่อมเข้าถึงแอกมัจจุ ผู้กำหนดรู้แล้วไม่สำคัญตนย่อมพ้นจากมัจจุ สรุปว่าไม่ควรทำบาปด้วยกาย วาจา ใจ พึงละกามด้วยสติสัมปชัญญะ (จบนันทนวรรคที่ ๒)
- หน้า ๑๙ สัตติสูตร เทวดากล่าวคาถาเปรียบเทียบว่าภิกษุควรมีสติเที่ยวไปเพื่อละราคะในกาม ดุจคนถูกหอกทิ่มแทงหรือไฟไหม้ที่ศีรษะ ต้องรีบดับโดยเร็ว พระพุทธเจ้าตรัสคาถาเดียวกันแต่เปลี่ยนเป้าหมายเป็นการละสักกายทิฏฐิ (ความเห็นว่ามีตัวตน) แทน
- หน้า ๑๙–๒๐ ผุสติสูตร เทวดากล่าวว่าผู้ที่ไม่ถูกกระทบก่อนกลับไปกระทบผู้อื่น ผู้ถูกกระทบก่อนจึงกระทบตอบ พระพุทธเจ้าตรัสขยายว่าผู้ประทุษร้ายคนบริสุทธิ์ไม่มีกิเลส บาปนั้นย่อมย้อนกลับสู่ผู้กระทำเอง เหมือนฝุ่นซัดทวนลมย่อมกลับใส่ผู้ซัด
- หน้า ๒๐ ชฏาสูตร เทวดาทูลถามว่ามนุษยชาติดุจเส้นด้ายยุ่งเหยิงทั้งภายในภายนอก ใครจะแก้ปมนี้ได้ พระพุทธเจ้าตรัสว่าคนมีปัญญาตั้งอยู่ในศีล เจริญจิตและปัญญา มีความเพียร ย่อมแก้ปมได้ และพระอรหันต์ผู้คลายราคะโทสะอวิชชาได้แล้วคือผู้แก้ปมได้จริง เพราะนามรูปดับไม่มีเหลือ
- หน้า ๒๐ มโนนิวารณสูตร เทวดากล่าวว่าไม่ว่าจะห้ามใจจากอารมณ์ใด ทุกข์ก็ไม่มาถึงจากอารมณ์นั้น จึงควรห้ามใจจากทุกสิ่งเพื่อพ้นทุกข์ทั้งปวง พระพุทธเจ้าตรัสแก้ว่าไม่ควรห้ามใจจากทุกสิ่งโดยไม่เลือก แต่ควรห้ามใจเฉพาะจากสิ่งที่เป็นบาปเท่านั้น
- หน้า ๒๐–๒๒ อรหันตสูตร มีบทสนทนาไล่เรียงว่าพระอรหันต์ผู้สิ้นภพชาติแล้วจะยังกล่าว "เรากล่าว" หรือ "เขากล่าวถึงเรา" ได้หรือไม่ คำตอบสรุปว่าท่านยังกล่าวเช่นนั้นได้ แต่ไม่ใช่ด้วยมานะ เป็นเพียงการใช้โวหารโลกตามสมมติที่ฉลาดรู้ ผู้ละมานะได้หมดจึงพูดตามภาษาโลกได้โดยไม่ยึดติด
- หน้า ๒๒ ปัชโชตสูตร เทวดาทูลถามว่าในโลกมีแสงสว่างกี่อย่างที่ทำให้โลกสว่างไสว พระพุทธเจ้าตรัสว่ามี ๔ อย่าง คือดวงอาทิตย์ส่องกลางวัน ดวงจันทร์ส่องกลางคืน ไฟส่องทั้งกลางวันกลางคืน และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นแสงสว่างประเสริฐที่สุดในบรรดาแสงสว่างทั้งปวง
- หน้า ๒๒ สรสูตร เทวดาทูลถามว่ากระแสน้ำแห่งตัณหาหวนกลับที่ไหน วัฏฏะไม่หมุนที่ไหน นามรูปดับสิ้นไม่เหลือที่ไหน พระพุทธเจ้าตรัสว่าที่ซึ่งธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม หยั่งลงไม่ได้ (คือพระนิพพาน) เป็นที่ซึ่งสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้น
- หน้า ๒๒–๒๓ มหัทธนสูตร เทวดาทูลถามว่ากษัตริย์ผู้มั่งคั่งแย่งชิงกันในกามเพราะไม่รู้จักพอ จมอยู่ในกระแสภพ ใครในโลกไม่กระวนกระวายเช่นนั้น พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้สละเรือน ละบุตร ละราคะโทสะอวิชชาออกบวชคือพระอรหันต์ ผู้ไม่กระวนกระวายในโลก
- หน้า ๒๓ จตุจักกสูตร เทวดาทูลถามปริศนาว่าร่างกายมีล้อ ๔ มีประตู ๙ เต็มไปด้วยความโลภ จมอยู่ในเปือกตม จะเดินทางชีวิตไปได้อย่างไร พระพุทธเจ้าตรัสว่าด้วยการตัดสายรัด เชือกหนัง ความอยากและความโลภ ถอนตัณหาพร้อมราก การเดินทางจึงสำเร็จได้
- หน้า ๒๓ เอณิชังฆสูตร เทวดาสรรเสริญพระพุทธเจ้าว่าทรงมีแข้งดุจเนื้อทราย ผอมบาง เสวยน้อย เที่ยวไปผู้เดียวดุจราชสีห์ไม่เยื่อใยในกาม แล้วทูลถามวิธีพ้นทุกข์ พระพุทธเจ้าตรัสว่ากามคุณ ๕ มีใจเป็นที่ ๖ เมื่อคลายฉันทะในสิ่งเหล่านี้ได้ ย่อมพ้นทุกข์ (จบสัตติวรรคที่ ๓)
- หน้า ๒๔–๒๕ สัพภิสูตร หมู่เทวดาผลัดกันกล่าวคาถาว่า "พึงคบหาแต่สัตบุรุษ พึงทำความสนิทสนมกับสัตบุรุษ" แต่ต่อท้ายด้วยผลต่างกัน เช่น ได้ปัญญา ไม่เศร้าโศก รุ่งเรืองในหมู่ญาติ ไปสู่สุคติ เมื่อทูลถามว่าคำของใครดีที่สุด พระพุทธเจ้าตรัสว่าล้วนถูกโดยปริยาย แต่ทรงเสริมผลสูงสุดคือการพ้นจากทุกข์ทั้งปวง
- หน้า ๒๕–๒๘ มัจฉริสูตร หมู่เทวดาสนทนาเรื่องทาน เริ่มจากคาถาว่าเพราะความตระหนี่และประมาท ทานจึงไม่สำเร็จ ผู้หวังบุญพึงให้ทาน เทวดาองค์อื่นเสริมว่าคนตระหนี่ย่อมหวาดกลัวความอดอยากที่ตนไม่ยอมให้ทาน และผู้ให้น้อยด้วยศรัทธาก็มีค่าเท่าให้พันหนึ่ง ท้ายสูตรพระพุทธเจ้าทรงชี้ว่าทานที่ได้จากการฆ่าหรือเบียดเบียนสัตว์ (เช่นบูชายัญ) ย่อมไม่มีอานิสงส์เท่าทานที่ให้โดยธรรม
- หน้า ๒๘–๓๑ สาธุสูตร หมู่เทวดาผลัดกันอุทานสรรเสริญทานว่า "ทานเป็นความดี" แล้วเสริมต่อกันว่าทานแม้น้อยก็ดี ทานที่ให้ด้วยศรัทธาก็ดี ทานที่ได้มาโดยธรรมก็ดี และทานที่เลือกสรรให้แก่ผู้ควรรับ (วิเจยยทาน) ยิ่งดี รวมทั้งการสำรวมไม่เบียดเบียนสัตว์ก็เป็นความดี ท้ายสุดพระพุทธเจ้าตรัสว่าบทแห่งปัญญายังประเสริฐกว่าทาน เพราะสัตบุรุษในกาลก่อนบรรลุนิพพานได้ด้วยปัญญา
- หน้า ๓๑–๓๓ นสันติสูตร เทวดากล่าวว่ากามในหมู่มนุษย์ไม่เที่ยงแท้ แต่สิ่งน่าใคร่ยังมีอยู่ในโลกที่คนผูกพัน ผู้ประมาทในสิ่งเหล่านั้นย่อมไม่มีทางกลับจากบ่วงมัจจุ ต่อมามีบทสนทนากับพระโมฆราชว่าผู้ยังไม่เห็นผู้หลุดพ้นเช่นนั้น พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้นอบน้อมและเข้าใจธรรมของท่านผู้หลุดพ้น ก็นับว่าข้ามพ้นเครื่องข้องได้เช่นกัน
- หน้า ๓๓–๓๕ อุชฌานสัญญิสูตร หมู่เทวดาผู้มีความคิดตำหนิมากล่าวหาพระพุทธเจ้าว่าพูดอย่างทำอย่างดุจนักเลงการพนันที่โกง พระพุทธเจ้าตรัสแก้ว่าการหลุดพ้นไม่สำเร็จได้เพียงด้วยคำพูดหรือการฟัง ต้องปฏิบัติตามทางที่มั่นคง เมื่อเทวดาสำนึกผิดขอโทษ พระองค์ทรงยิ้มและยินดีรับคำขอโทษ แม้เทวดาจะตำหนิเพิ่มอีกก็ตาม
- หน้า ๓๕–๓๖ สัทธาสูตร เทวดากล่าวว่าศรัทธาเป็นเพื่อนสองของบุรุษ หากไม่ยึดถือความไม่มีศรัทธา ยศเกียรติย่อมมีแก่เขาและตายแล้วไปสวรรค์ พระพุทธเจ้าตรัสแก้ด้วยคาถาเรื่องการละมานะและความโกรธ พร้อมเตือนเรื่องความไม่ประมาทว่าผู้มีปัญญาพึงรักษาความไม่ประมาทดุจทรัพย์อันประเสริฐ
- หน้า ๓๖–๓๗ สมยสูตร (มหาสมัย) พระพุทธเจ้าประทับที่ป่ามหาวันใกล้กบิลพัสดุ์พร้อมภิกษุอรหันต์ ๕๐๐ รูป เทวดาจากหมื่นโลกธาตุมาชุมนุมชมพระองค์และหมู่สงฆ์ เทวดาชั้นสุทธาวาส ๔ องค์กล่าวคาถาสรรเสริญมหาสมาคมนี้ พรรณนาภิกษุผู้สำรวมอินทรีย์ดุจสารถี ผู้ตัดกิเลสดุจเสาเขื่อนแล้วบริสุทธิ์ และผู้ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะย่อมไม่ไปสู่อบาย
- หน้า ๓๗–๔๑ สกลิกสูตร พระบาทของพระพุทธเจ้าถูกสะเก็ดหินกระทบจนได้รับทุกขเวทนารุนแรง แต่ทรงมีสติสัมปชัญญะอดกลั้นไว้ได้โดยไม่กระวนกระวาย เทวดา ๗๐๐ องค์มาสรรเสริญด้วยฉายาต่าง ๆ เช่น นาค สีหะ อาชาไนย ว่าทรงอดทนสมกับพระคุณเหล่านั้น จบด้วยคาถาสรรเสริญสมาธิและจิตหลุดพ้นของพระองค์ ซึ่งประเสริฐกว่าตบะของพราหมณ์ผู้จิตยังไม่หลุดพ้นจริง
- หน้า ๔๑ ปฐมปัชชุนนธีตุสูตร นางโกกนทา ธิดาของปชุนนเทพ มาเฝ้าพระพุทธเจ้าที่ป่ามหาวัน เวสาลี กล่าวคาถาถวายอภิวาทว่าแต่ก่อนเคยได้ยินธรรมเพียงคำเล่าลือ บัดนี้ประจักษ์ด้วยตนเองแล้ว และเตือนว่าผู้ตำหนิพระอริยธรรมย่อมตกนรกยาวนาน ส่วนผู้มีขันติในพระอริยธรรมย่อมได้เกิดในหมู่เทวดา
- หน้า ๔๑–๔๓ ทุติยปัชชุนนธีตุสูตร นางจุลลโกกนทา ธิดาอีกองค์ของปชุนนเทพ มาเฝ้าพระพุทธเจ้าเช่นกัน กล่าวคาถานอบน้อมและขอให้ทรงแสดงธรรมโดยย่อ พระพุทธเจ้าตรัสสรุปว่าไม่ควรทำบาปด้วยวาจา ใจ กาย พึงละกามด้วยสติสัมปชัญญะ ไม่ควรเสพทุกข์ที่ไม่มีประโยชน์ (จบสตุลลปกายิกวรรคที่ ๔)
- หน้า ๔๓–๔๔ อาทิตตสูตร เทวดาเปรียบโลกดุจเรือนที่กำลังถูกไฟไหม้ ภาชนะที่ขนออกมาได้เท่านั้นจึงเป็นประโยชน์ ฉันใด โลกที่ถูกความแก่และความตายเผาผลาญก็ฉันนั้น ควรขนออกด้วยการให้ทาน เพราะสิ่งที่ให้แล้วมีผลเป็นสุข ส่วนที่ไม่ให้อาจถูกโจรหรือไฟทำลาย และในที่สุดต้องละทิ้งแม้ร่างกาย ผู้มีปัญญาจึงควรทั้งบริโภคและให้ทาน
- หน้า ๔๔ กินททสูตร เทวดาทูลถามว่าให้อะไรจึงชื่อว่าให้กำลัง ให้ผิวพรรณ ให้ความสุข ให้จักษุ และให้อะไรจึงชื่อว่าให้ทุกสิ่ง พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าอาหาร ผ้า ยานพาหนะ และประทีปให้ผลตามลำดับ ส่วนผู้ให้ที่พักอาศัยชื่อว่าให้ทุกสิ่ง และผู้แสดงธรรมชื่อว่าให้อมตธรรม
- หน้า ๔๔–๔๕ อันนสูตร มีข้อความว่าเทวดาและมนุษย์ต่างชื่นชมยินดีในอาหาร ผู้ใดไม่ยินดีในอาหารจึงได้ชื่อว่ายักษ์ พระพุทธเจ้าตรัสอธิบายว่าผู้ให้อาหารด้วยศรัทธาและจิตผ่องใสย่อมได้รับผลทั้งในโลกนี้และโลกหน้า จึงควรกำจัดความตระหนี่แล้วให้ทาน เพราะบุญเป็นที่พึ่งของสัตว์ในโลกหน้า
- หน้า ๔๕ เอกมูลสูตร คาถาปริศนาสั้น ๆ กล่าวถึงสิ่งมีรากเดียว มีวังวนสอง มีมลทินสาม มีสิ่งแผ่ไปห้า และทะเลมีวังวนสิบสอง โดยกล่าวว่าฤๅษีได้ข้ามพ้นห้วงบาดาลนั้นไปแล้ว เป็นคาถาเชิงสัญลักษณ์กล่าวถึงผู้บำเพ็ญเพียรที่ข้ามพ้นวัฏสงสารอันซับซ้อนไปได้
- หน้า ๔๕ อโนมิยสูตร คาถาสั้น ๆ พรรณนาถึงบุคคลผู้มีนามอันไม่ต่ำต้อย เห็นแจ้งในอรรถอันละเอียด ให้ปัญญาเป็นทาน ไม่ติดในที่อาศัยแห่งกาม เชิญชวนให้มองดูบุคคลผู้รู้แจ้งทุกสิ่ง มีปัญญาเลิศ ดำเนินอยู่ในอริยมรรค อันหมายถึงพระอรหันต์ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่
- หน้า ๔๕–๔๖ อัจฉราสูตร เทวดาทูลถามถึงป่าชื่อ "โมหนะ" อันมีเสียงกึกก้องของนางอัปสรและเป็นที่สิงของปีศาจ จะเดินทางผ่านไปได้อย่างไร พระพุทธเจ้าตรัสอุปมาว่าทางตรงชื่อว่าไม่มีภัย มีธรรมเป็นล้อรถ หิริเป็นแอก สติเป็นเครื่องกำกับ ธรรมเป็นสารถีนำด้วยสัมมาทิฏฐิ ผู้มียานเช่นนี้ย่อมใกล้นิพพานแน่แท้
- หน้า ๔๖ วนโรปสูตร เทวดาทูลถามว่าบุญของใครเจริญงอกงามทั้งกลางวันกลางคืน และใครที่ตั้งอยู่ในธรรมย่อมไปสู่สวรรค์ พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้ปลูกสวน ปลูกป่า สร้างสะพาน ขุดบ่อน้ำ และให้ที่พักอาศัย บุญของเขาย่อมเจริญงอกงามทั้งกลางวันกลางคืน
- หน้า ๔๖ เชตวนสูตร เทวดากล่าวคาถาสรรเสริญป่าเชตวันว่าเป็นที่อยู่ของหมู่ฤๅษีและพระธรรมราชา ยังปีติให้เกิดแก่ตน แล้วชี้ว่ากรรม วิชชา ธรรม ศีล และการเลี้ยงชีพอันอุดมทำให้มนุษย์บริสุทธิ์ มิใช่ตระกูลหรือทรัพย์ โดยยกพระสารีบุตรผู้เพียบพร้อมปัญญาศีลและความสงบเป็นแบบอย่าง
- หน้า ๔๖–๔๘ มัจฉริสูตร (ผลกรรมของผู้ตระหนี่และผู้เอื้อเฟื้อ) เทวดาทูลถามถึงผลกรรมของผู้ตระหนี่ปากร้ายที่ขัดขวางผู้อื่นให้ทาน พระพุทธเจ้าตรัสว่าคนเหล่านี้ไปเกิดในนรก สัตว์เดรัจฉาน หรือโลกพญายม แม้เกิดเป็นมนุษย์ก็ยากจนไม่สมหวัง ตรงข้ามกับผู้มีศรัทธาเลื่อมใสในพระรัตนตรัยซึ่งตายแล้วไปสวรรค์ หรือเกิดเป็นมนุษย์ในตระกูลมั่งคั่งเสวยสุขดุจเทวดา
- หน้า ๔๘–๕๐ ฆฏิกรสูตร เทวดากล่าวว่าภิกษุ ๗ รูปไปเกิดในพรหมโลกชั้นอวิหา หลุดพ้นแล้ว สิ้นราคะโทสะ พร้อมระบุชื่อภิกษุเหล่านั้น เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสถามว่าอาศัยธรรมของใคร เทวดาทูลว่าอาศัยคำสอนของพระองค์ แล้วเปิดเผยว่าตนเคยเป็นนายช่างหม้อชื่อฆฏิการในสมัยพระกัสสปพุทธเจ้าและเคยเป็นสหายกับพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ซึ่งพระองค์ทรงยืนยันว่าจริง (จบอาทิตตวรรคที่ ๕)
- หน้า ๕๐ ชราสูตร และ อชรสาสูตร คาถาปริศนาคู่กันเกือบเหมือนกันทุกประการ ถามว่าอะไรดีจนถึงชรา อะไรดีเมื่อตั้งมั่น อะไรเป็นรัตนะของคน และอะไรที่โจรลักไปไม่ได้ พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าศีลดีจนถึงชรา ศรัทธาดีเมื่อตั้งมั่น ปัญญาเป็นรัตนะของคน และบุญเป็นสิ่งที่โจรลักไปไม่ได้
- หน้า ๕๐–๕๑ มิตตสูตร เทวดาทูลถามว่าอะไรคือมิตรของผู้เดินทาง มิตรในเรือน มิตรยามมีกิจธุระ และมิตรในภพหน้า พระพุทธเจ้าตรัสว่าหมู่เกวียนเป็นมิตรของผู้เดินทาง มารดาเป็นมิตรในเรือน สหายเป็นมิตรยามมีกิจธุระ และบุญที่ทำเองต่างหากคือมิตรในภพหน้า
- หน้า ๕๑ วัตถุสูตร เทวดาทูลถามว่าอะไรเป็นที่ตั้งของมนุษย์ อะไรเป็นสหายอันประเสริฐ และสัตว์ที่อาศัยแผ่นดินดำรงชีพด้วยอะไร พระพุทธเจ้าตรัสว่าบุตรเป็นที่ตั้งของมนุษย์ ภรรยาเป็นสหายอันประเสริฐ และฝนเป็นสิ่งที่สัตว์ทั้งหลายใช้ดำรงชีพ
- หน้า ๕๑–๕๒ ชนสูตร (ปฐม ทุติย ตติย) ชุดคาถาปริศนาสามสูตรที่ซ้ำโครงสร้างกัน ถามว่าอะไรทำให้บุคคลเกิด อะไรวิ่งพล่านไปตามเขา อะไรทำให้ถึงสังสารวัฏ และอะไรเป็นภัยใหญ่/ไม่หลุดพ้น/เป็นที่พึ่งของเขา พระพุทธเจ้าตรัสตอบเหมือนกันทุกสูตรว่าตัณหาทำให้เกิดและจิตวิ่งพล่านตามตัณหา โดยแต่ละสูตรระบุผลลัพธ์ต่างกันคือทุกข์เป็นภัยใหญ่ ไม่หลุดพ้นจากทุกข์ และกรรมเป็นที่พึ่ง
- หน้า ๕๒ อุปปถสูตร เทวดาทูลถามว่าอะไรคือทางผิด อะไรทำให้วันคืนหมดไป อะไรเป็นมลทินของพรหมจรรย์ และอะไรคือการชำระล้างที่ไม่ต้องใช้น้ำ พระพุทธเจ้าตรัสว่าราคะคือทางผิด วัยที่ล่วงไปทำให้วันคืนหมดไป สตรีเป็นมลทินของพรหมจรรย์ และตบะพร้อมพรหมจรรย์คือการชำระล้างที่ไม่ต้องใช้น้ำ
- หน้า ๕๒ ทุติยสูตร เทวดาทูลถามว่าอะไรเป็นเพื่อนที่สองของบุรุษ อะไรแนะนำสั่งสอนเขา และยินดีในสิ่งใดจึงพ้นทุกข์ทั้งปวง พระพุทธเจ้าตรัสว่าศรัทธาเป็นเพื่อนที่สอง ปัญญาแนะนำสั่งสอนเขา และผู้ยินดีในพระนิพพานย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวง
- หน้า ๕๒–๕๔ กวิสูตร เทวดาทูลถามว่าอะไรเป็นต้นเหตุของคาถา (บทกวี) อะไรแสดงออกของคาถา คาถาอาศัยอะไร และอะไรเป็นที่อาศัยของคาถา พระพุทธเจ้าตรัสว่าฉันทะเป็นต้นเหตุ อักษรเป็นเครื่องแสดงออก คาถาอาศัยชื่อ และกวีเป็นที่อาศัยของคาถา (จบชราวรรคที่ ๖)
- หน้า ๕๔ นามสูตร จิตตสูตร และ ตัณหาสูตร ชุดคาถาปริศนาสามสูตรโครงสร้างเหมือนกัน ถามว่าอะไรทำให้สิ่งทั้งปวงมืดบอด อะไรที่ไม่มีสิ่งใดยิ่งกว่า และธรรมอย่างเดียวใดที่สิ่งทั้งปวงตกอยู่ในอำนาจ พระพุทธเจ้าตรัสตอบต่างกันว่า "ชื่อ" (นาม) ทำให้มืดบอด "จิต" นำโลกไปและย่ำยีโลก และ "ตัณหา" นำโลกไปและย่ำยีโลก แสดงอำนาจสามอย่างที่ครอบงำสรรพสัตว์
- หน้า ๕๕ สัญโญชนสูตร และ พันธนสูตร คาถาปริศนาคู่กันเกือบเหมือนกัน ถามว่าอะไรเป็นเครื่องผูกพันโลก อะไรทำให้โลกท่องเที่ยวไป และการละสิ่งใดจึงเรียกว่านิพพานหรือตัดเครื่องผูกพันได้ทั้งหมด พระพุทธเจ้าตรัสว่าความเพลิดเพลิน (นันทิ) ผูกพันโลก ความตรึก (วิตก) ทำให้โลกท่องเที่ยว และการละตัณหาเท่านั้นที่เรียกว่านิพพาน
- หน้า ๕๕ อัพภาหตสูตร เทวดาทูลถามว่าโลกถูกอะไรห้ำหั่น ล้อมไว้ เสียบแทงด้วยลูกศรอะไร และถูกสิ่งใดแผดเผาอยู่เป็นนิตย์ พระพุทธเจ้าตรัสว่าโลกถูกความตายห้ำหั่น ถูกความแก่ล้อมไว้ ถูกลูกศรคือตัณหาเสียบแทง และถูกความปรารถนาแผดเผาอยู่เป็นนิตย์
- หน้า ๕๕ อุฑฑิตสูตร เทวดาทูลถามว่าโลกถูกอะไรดักไว้ ล้อมไว้ ปิดกั้นไว้ และตั้งอยู่บนสิ่งใด พระพุทธเจ้าตรัสว่าโลกถูกตัณหาดักไว้ ถูกความแก่ล้อมไว้ ถูกความตายปิดกั้นไว้ และโลกตั้งอยู่บนความทุกข์ เป็นสูตรสุดท้ายที่ปรากฏในช่วงข้อความนี้ เนื้อหาของอันธวรรคที่ ๗ ยังไม่จบและดำเนินต่อในส่วนถัดไปของเล่ม
- หน้า ๕๖ ปิหิตสุตฺต, อิจฺฉาสุตฺต และโลกสุตฺต (ท้ายอันธวรรค) เทวดาทูลถามพระพุทธเจ้าด้วยปริศนาสั้นๆ สามข้อว่าอะไรห่อหุ้ม/ผูกพัน/ทำให้โลกเดือดร้อน พระองค์ตรัสตอบว่าความตายห่อหุ้มโลก ทุกข์เป็นที่ตั้งของโลก ตัณหายกโลกขึ้น ชราล้อมโลกไว้ โลกถูกผูกด้วยความอยาก (อิจฉา) และหลุดพ้นได้ด้วยการละความอยากนั้น และโลกเกิดขึ้น เกี่ยวข้อง อาศัย และเดือดร้อนก็เพราะอายตนะทั้งหกเท่านั้น สรุปจบอันธวรรคที่ ๗ ของเทวตาสังยุตต์
- หน้า ๕๗ ฆตฺวาสุตฺต เทวดาทูลถามว่าฆ่าอะไรแล้วอยู่เป็นสุข ฆ่าอะไรแล้วไม่เศร้าโศก และธรรมข้อเดียวใดที่พระองค์ทรงสรรเสริญการฆ่า พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าคือความโกรธ ซึ่งมีรากเป็นพิษแต่ยอดหวาน พระอริยะจึงสรรเสริญการฆ่าความโกรธเพราะฆ่าแล้วไม่ต้องเศร้าโศกภายหลัง เป็นสูตรแรกของฆตฺวาวรรคที่ ๘
- หน้า ๕๗ รถสุตฺต เทวดาทูลถามถึงเครื่องหมายบ่งบอกของรถ ของไฟ ของแว่นแคว้น และของสตรี พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าธงเป็นเครื่องหมายของรถ ควันเป็นเครื่องหมายของไฟ พระราชาเป็นเครื่องหมายของแว่นแคว้น และสามีเป็นเครื่องหมายของสตรี เป็นคำสอนแบบเปรียบเทียบสั้นๆ
- หน้า ๕๗–๕๘ วิตฺตสุตฺต เทวดาทูลถามว่าทรัพย์อันใดประเสริฐสุดสำหรับบุรุษ อะไรที่ประพฤติแล้วนำสุขมาให้ รสอะไรดีที่สุด และชีวิตแบบใดประเสริฐที่สุด พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าศรัทธาเป็นทรัพย์ประเสริฐสุด ธรรมที่ประพฤติดีแล้วนำสุขมา สัจจะเป็นรสที่ดีที่สุด และการดำรงชีวิตด้วยปัญญาเป็นชีวิตที่ประเสริฐที่สุด
- หน้า ๕๘ วุฏฺฐิสุตฺต เทวดาทูลถามถึงสิ่งประเสริฐที่สุดในบรรดาสิ่งที่ลอยขึ้น สิ่งที่ตกลงมา สิ่งที่เดินได้ และผู้พูด พระพุทธเจ้าตรัสตอบสองชั้น ชั้นแรกทางโลก (เมล็ดพืช ฝน โค บุตร) และชั้นที่สูงกว่า (วิชชา อวิชชา สงฆ์ พระพุทธเจ้า) เป็นสิ่งประเสริฐที่สุดในแต่ละหมวดนั้นๆ
- หน้า ๕๘–๕๙ ภีตสุตฺต เทวดาทูลถามว่าเหตุใดหมู่สัตว์จึงหวาดกลัวปรโลก และตั้งอยู่ในธรรมอะไรจึงจะไม่กลัว พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าผู้สำรวมวาจาและใจ ไม่ทำบาปทางกาย เลี้ยงดูผู้อื่นด้วยข้าวน้ำ มีศรัทธา อ่อนโยน เผื่อแผ่ และรู้ถ้อยคำ ตั้งอยู่ในธรรมสี่ประการนี้ ย่อมไม่กลัวปรโลก
- หน้า ๕๙ นชีรติสุตฺต เทวดาทูลถามปริศนาหลายข้อรวดเดียวว่าอะไรคร่ำคร่า อะไรไม่คร่ำคร่า อะไรเป็นทางผิด อะไรเป็นมลทินของพรหมจรรย์ และช่องโหว่ในโลกที่ทำให้จิตไม่ตั้งมั่นมีกี่อย่าง พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่ารูปกายคร่ำคร่าแต่ชื่อและโคตรไม่คร่ำคร่า ราคะเป็นทางผิด โลภะเป็นเครื่องกั้นธรรม สตรีเป็นมลทินของพรหมจรรย์ และความเกียจคร้าน ความประมาท และการหลับใหลเป็นช่องโหว่ของโลก
- หน้า ๖๐ อิสฺสรสุตฺต เทวดาทูลถามถึงความเป็นใหญ่ในโลก ของมีค่าสูงสุด มลทินของศาสตราวุธ และภัยของโลก พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าอำนาจเป็นความเป็นใหญ่ สตรีเป็นของมีค่าสูงสุด ความโกรธเป็นมลทินของศาสตรา โจรเป็นภัยของโลก แต่สมณะผู้นำสิ่งดีมาให้กลับเป็นที่รักและเป็นที่ยกย่องของบัณฑิต
- หน้า ๖๐ กามสุตฺต เทวดาทูลถามว่าคนไม่ควรให้หรือสละสิ่งใด และควรปล่อยวาจาแบบใด พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าไม่ควรให้หรือสละตนเอง (คือไม่ทำร้ายตนเอง) แต่ควรปล่อยวาจาที่ดีงามออกไปและไม่ปล่อยวาจาชั่วออกไป
- หน้า ๖๐–๖๑ ปาเถยฺยสุตฺต เทวดาทูลถามถึงสิ่งที่ผูกเสบียงเดินทาง ที่อยู่ของโภคทรัพย์ สิ่งที่ฉุดคร่าคน และสิ่งที่ละได้ยากที่สุดในโลก พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าศรัทธาผูกเสบียง สิริเป็นที่อยู่ของโภคะ ความอยาก (อิจฉา) ฉุดคร่าคนและละได้ยากที่สุด สัตว์ทั้งหลายถูกความอยากผูกไว้ดุจนกติดบ่วงของนายพราน
- หน้า ๖๑ ปชฺโชตสุตฺต เทวดาทูลถามถึงแสงสว่างของโลก ความตื่นของโลก และสิ่งที่เลี้ยงดูสรรพสัตว์ พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าปัญญาเป็นแสงสว่างของโลก สติเป็นความตื่น โคเป็นเครื่องมือในการงาน และฝนเลี้ยงดูสรรพชีวิตดุจมารดาเลี้ยงบุตร
- หน้า ๖๑–๖๒ อรณสุตฺต เทวดาทูลถามว่าใครในโลกที่ไม่มีกิเลสข้าศึก ใครไม่เสื่อมจากการอยู่ที่บำเพ็ญมา ใครกำหนดรู้ความอยาก และใครแม้เกิดในตระกูลต่ำก็ยังได้รับความเคารพจากกษัตริย์ พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าคือสมณะ ผู้กำหนดรู้ความอยากและปราศจากกิเลส แม้เกิดต่ำก็เป็นที่เคารพบูชาของบิดามารดาและกษัตริย์ จบวรรคที่ ๘ และจบเทวตาสังยุตต์ทั้งหมด
- หน้า ๖๓ ปฐมกสฺสปสุตฺต เปิดเทวปุตตสังยุตต์ กัสสปเทพบุตรเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้ายามค่ำคืนแล้วทูลถามว่าทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุแล้ว แต่ภิกษุยังสอนกันเองด้วยหรือไม่ พระพุทธเจ้าจึงให้กัสสปเทพบุตรกล่าวธรรมนั้นเอง ท่านจึงกล่าวว่าภิกษุพึงศึกษาสุภาษิต การเข้าไปหาสมณะ การนั่งในที่สงัดผู้เดียว และความสงบแห่งจิต ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงเห็นชอบด้วย
- หน้า ๖๓–๖๔ ทุติยกสฺสปสุตฺต กัสสปเทพบุตร (อีกองค์หนึ่ง) กล่าวคาถาต่อพระพุทธเจ้าว่าภิกษุพึงเป็นผู้เพ่งฌาน มีจิตหลุดพ้น พึงหวังความสำเร็จแห่งใจ รู้ความเกิดดับของโลก มีใจดีงามและไม่มีที่อาศัย จึงจะได้อานิสงส์นั้น เป็นคาถาสั้นซ้ำแนวเดียวกับที่จะปรากฏอีกในสูตรถัดไป
- หน้า ๖๔ มาฆสุตฺต มาฆเทพบุตรทูลถามปริศนาเดียวกับฆตวาสูตรว่าฆ่าอะไรแล้วอยู่เป็นสุขและไม่เศร้าโศก พระพุทธเจ้าตรัสตอบเช่นเดิมว่าคือความโกรธ ซึ่งมีรากเป็นพิษแต่ยอดหวาน การฆ่าความโกรธเป็นสิ่งที่พระอริยะสรรเสริญ
- หน้า ๖๔–๖๕ มาคธสุตฺต มาคธเทพบุตรทูลถามว่าในโลกมีแสงสว่างกี่อย่างที่ทำให้โลกสว่างไสว พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่ามีสี่อย่าง คือดวงอาทิตย์ส่องสว่างกลางวัน ดวงจันทร์ส่องสว่างกลางคืน ไฟส่องสว่างทั้งกลางวันกลางคืน แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นแสงสว่างอันประเสริฐสูงสุดเหนือกว่าทั้งหมด
- หน้า ๖๕–๖๖ ทามลิสุตฺต ทามลิเทพบุตรกล่าวว่าพราหมณ์ควรบำเพ็ญเพียรละกามอย่างไม่หยุดพัก พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าสำหรับพราหมณ์ผู้สิ้นอาสวะถึงฝั่งแล้วไม่มีกิจที่ต้องทำอีก เปรียบเหมือนผู้ที่ยังไม่ถึงที่พึ่งในแม่น้ำต้องพยายามว่ายอยู่ แต่เมื่อขึ้นถึงฝั่งบนบกแล้วก็ไม่ต้องพยายามอีกต่อไป
- หน้า ๖๖ กามทสุตฺต กามทเทพบุตรทูลว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสอน (การครองพรหมจรรย์ ความยินดี ความตั้งมั่นแห่งจิต และหนทางที่ขรุขระ) ทำได้ยากยิ่ง พระพุทธเจ้าตรัสตอบทีละข้อว่าผู้มีศีลสมาธิ ผู้ยินดีในความสงบจิต และผู้สำรวมอินทรีย์ ล้วนทำได้และพระอริยะย่อมก้าวข้ามทางขรุขระนั้นได้ราวกับเป็นทางราบเรียบ
- หน้า ๖๗ ปญฺจาลจณฺฑสุตฺต ปัญจาลจัณฑเทพบุตรกล่าวสรรเสริญว่าพระพุทธเจ้าผู้มีปัญญากว้างใหญ่ทรงพบโอกาส (นิพพาน) ได้แม้ในที่คับแคบ พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าผู้มีสติตั้งมั่นดีก็ย่อมตั้งอยู่ในธรรมเพื่อบรรลุนิพพานได้เช่นกันแม้ในที่คับแคบ
- หน้า ๖๗–๖๙ ตายนสุตฺต ตายนเทพบุตรผู้เคยเป็นเจ้าลัทธิมาก่อนกล่าวคาถาสอนเรื่องการเพียรตัดกระแสกิเลส ละกาม ไม่ทำความชั่วเพราะทำแล้วจะเดือดร้อนภายหลัง และพรหมจรรย์ที่ย่อหย่อนหรือแปดเปื้อนย่อมไม่มีผลมาก รุ่งเช้าพระพุทธเจ้าทรงเล่าเหตุการณ์นี้แก่ภิกษุและตรัสสั่งให้ท่องจำคาถาของตายนเทพบุตรไว้ เพราะมีประโยชน์เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์
- หน้า ๖๙–๗๐ จนฺทิมสุตฺต พระจันทร์เทพบุตรถูกราหูอสูรจับ จึงระลึกถึงพระพุทธเจ้าและกล่าวคาถาขอถึงพระองค์เป็นที่พึ่ง พระพุทธเจ้าตรัสสั่งราหูให้ปล่อยพระจันทร์เพราะได้ถึงพระองค์เป็นที่พึ่งแล้ว ราหูตกใจกลัวจึงปล่อยและเล่าให้เวปจิตติอสูรฟังว่ากลัวศีรษะจะแตกเป็นเจ็ดเสี่ยงหากขืนไว้ เพราะถูกคาถาของพระพุทธเจ้าสั่งห้าม
- หน้า ๗๐–๗๑ สุริยสุตฺต เหตุการณ์ซ้ำกับสูตรก่อนแต่เป็นพระอาทิตย์เทพบุตรถูกราหูจับ พระพุทธเจ้าตรัสให้ราหูปล่อยพระอาทิตย์ผู้เป็นแสงสว่างส่องโลก ราหูจึงปล่อยและให้เหตุผลเดียวกันแก่เวปจิตติว่ากลัวศีรษะแตกหากไม่เชื่อฟัง จบวรรคที่ ๑ ของเทวปุตตสังยุตต์
- หน้า ๗๒ จนฺทิมสสุตฺต เปิดวรรคที่ ๒ (อนาถปิณฑิกวรรค) จันทิมสเทพบุตรกล่าวคาถาว่าผู้บำเพ็ญฌานถึงความเป็นหนึ่งของจิตย่อมถึงความสวัสดี พระพุทธเจ้าทรงแก้ไขว่าที่จริงคือผู้บำเพ็ญฌานที่ตัดข่ายกิเลส ไม่ประมาทต่างหากที่จะถึงฝั่ง
- หน้า ๗๒–๗๓ เวณฺฑุสุตฺต เวณฑุเทพบุตรกล่าวสรรเสริญมนุษย์ผู้ได้เข้าเฝ้าพระสุคตและปฏิบัติตามคำสอนของพระโคดมว่าเป็นผู้มีความสุข พระพุทธเจ้าตรัสแก้ไขว่าเฉพาะผู้ตั้งใจศึกษาตามคำสอนนั้นด้วยความไม่ประมาทในกาลอันควรเท่านั้นจึงจะไม่ตกอยู่ในอำนาจมัจจุ
- หน้า ๗๓ ทีฆลฏฺฐิสุตฺต ทีฆลัฏฐิเทพบุตร ณ กรุงราชคฤห์ กล่าวคาถาเดียวกับที่เคยปรากฏก่อนหน้านี้ (ภิกษุพึงเพ่งฌาน มีจิตหลุดพ้น รู้ความเกิดดับของโลก) แสดงให้เห็นว่าธรรมข้อนี้เป็นที่รู้จักแพร่หลายในหมู่เทวดาหลายองค์
- หน้า ๗๓–๗๔ นนฺทนสุตฺต นันทนเทพบุตรทูลถามลักษณะของผู้มีศีล ผู้มีปัญญา ผู้ก้าวล่วงทุกข์ และผู้ที่เทวดาบูชา พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าคือผู้มีศีล มีปัญญา อบรมตนแล้ว มีสมาธิ ยินดีในฌาน มีสติ สิ้นความเศร้าโศกและอาสวะทั้งปวง ผู้เช่นนี้นั่นเองที่ได้ชื่อว่าเป็นเช่นนั้นในทุกประการ
- หน้า ๗๔–๗๕ จนฺทนสุตฺต จันทนเทพบุตรทูลถามว่าทำอย่างไรจึงจะข้ามโอฆะ (กระแสกิเลส) ได้ทั้งกลางวันกลางคืนโดยไม่จมลงในที่ลึกทั้งที่ไม่มีที่พึ่งพิง พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ปัญญา สมาธิ ความเพียร ปราศจากกามสัญญาและสังโยชน์ทางรูป สิ้นความเพลิดเพลินในภพ ย่อมข้ามโอฆะได้โดยไม่จม
- หน้า ๗๕ วาสุทตฺตสุตฺต วาสุทัตตเทพบุตรกล่าวว่าภิกษุพึงมีสติละกามราคะอย่างเร่งด่วนดุจถูกดาบแทงที่ศีรษะซึ่งกำลังไหม้อยู่ พระพุทธเจ้าทรงเสริมว่าพึงละสักกายทิฏฐิ (ความเห็นว่ามีตัวตน) ด้วยความเร่งด่วนเช่นเดียวกันนั้น
- หน้า ๗๕ สุพฺรหฺมสุตฺต สุพรหมเทพบุตรทูลถามว่าจิตนี้หวาดสะดุ้งอยู่เป็นนิตย์ทั้งในกิจที่ยังไม่เกิดขึ้นและที่เกิดขึ้นแล้ว มีสิ่งใดที่ไม่หวาดสะดุ้งบ้าง พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าความปลอดภัยของสัตว์มีได้ก็ด้วยโพชฌงค์ (องค์แห่งการตรัสรู้) การสำรวมอินทรีย์ และการสละคืนทุกสิ่งเท่านั้น
- หน้า ๗๖ กกุธสุตฺต กกุธเทพบุตรถามพระพุทธเจ้าเชิงหยั่งเชิงว่าทรงยินดีหรือเศร้าโศกอะไรอยู่หรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าไม่ทรงยินดีและไม่ทรงเศร้าโศก เพราะความยินดีเกิดคู่กับความเศร้าโศกเสมอ ผู้ไม่มีทั้งสองอย่างจึงเป็นผู้ดับกิเลสเย็นสนิท กกุธเทพบุตรจึงกล่าวสรรเสริญว่าได้พบพราหมณ์ผู้ปรินิพพานแล้วเช่นนี้เป็นของหายาก
- หน้า ๗๗ อุตฺตรสุตฺต อุตตรเทพบุตร ณ กรุงราชคฤห์ กล่าวคาถาเตือนสติว่าชีวิตถูกนำเข้าใกล้ความตายอยู่ทุกขณะ ไม่มีที่ต้านทานความแก่ พึงเห็นภัยในความตายแล้วทำบุญนำสุขมาให้ พระพุทธเจ้าทรงแก้ไขบทท้ายว่าที่จริงพึงละอามิสโลกโดยมุ่งหวังความสงบต่างหาก
- หน้า ๗๗–๗๙ อนาถปิณฺฑิกสุตฺต เทพบุตรองค์หนึ่ง (ซึ่งภายหลังพระพุทธเจ้าทรงเปิดเผยแก่พระอานนท์ว่าคืออนาถบิณฑิกเศรษฐีที่สิ้นชีวิตไปเกิดเป็นเทวดา) มากล่าวสรรเสริญพระเชตวันและธรรมของพระพุทธเจ้าว่าสัตว์บริสุทธิ์ได้ด้วยกรรม วิชชา ธรรม ศีล และชีวิตอันประเสริฐ ไม่ใช่ด้วยโคตรหรือทรัพย์ พร้อมยกย่องพระสารีบุตรว่าเป็นผู้ถึงฝั่งด้วยปัญญาและศีล จบวรรคที่ ๒
- หน้า ๘๐–๘๑ สิวสุตฺต เปิดวรรคที่ ๓ (นานาติตถิยวรรค) สิวเทพบุตรกล่าวคาถาซ้ำเป็นชุดสอนว่าพึงคบหาและทำความสนิทสนมกับสัตบุรุษ เพราะเมื่อรู้พระสัทธรรมของสัตบุรุษแล้วย่อมได้ปัญญา ไม่เศร้าโศก รุ่งโรจน์ในหมู่ญาติ และไปสู่สุคติ พระพุทธเจ้าทรงเสริมท้ายว่าจะพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้ด้วย
- หน้า ๘๑–๘๒ เขมสุตฺต เขมเทพบุตรกล่าวคาถาสอนว่าคนพาลมักทำบาปกรรมที่ให้ผลเผ็ดร้อนดุจเป็นศัตรูต่อตนเอง กรรมที่ทำแล้วเดือดร้อนภายหลังไม่ดี กรรมที่ทำแล้วไม่เดือดร้อนจึงดี ผู้มีปัญญาไม่ควรดำเนินตามทางผิดเหมือนสารถีเกวียนที่ทิ้งทางใหญ่ไปเดินทางขรุขระจนล้อหัก
- หน้า ๘๒–๘๕ เสรีสุตฺต เสรีเทพบุตรทูลถามว่าเหตุใดยักษ์บางจำพวกจึงไม่ยินดีในอาหารทั้งที่มนุษย์และเทวดาทั่วไปยินดี พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าผู้ให้ทานด้วยศรัทธาและใจผ่องใสย่อมได้รับผลบุญทั้งโลกนี้และโลกหน้า จึงควรกำจัดความตระหนี่แล้วให้ทาน เสรีเทพบุตรจึงเล่าอดีตชาติที่ตนเคยเป็นพระเจ้าเสรีผู้เป็นทานบดี แต่เมื่อขยายการให้ทานแก่ผู้อื่นจนตนเองไม่มีโอกาสได้ให้อีก ก็ยังไม่อาจประมาณผลบุญของทานที่ทำมานานได้
- หน้า ๘๕–๘๖ ฆฏิการสุตฺต ฆฏิการเทพบุตรกล่าวถึงภิกษุเจ็ดรูปที่หลุดพ้นไปเกิดในพรหมโลกชั้นอวิหา สิ้นราคะโทสะ ข้ามพ้นตัณหาในโลกแล้ว เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสถามว่ารู้จักได้อย่างไร ฆฏิการเทพบุตรจึงเล่าว่าในอดีตชาติตนเคยเป็นช่างหม้อชื่อฆฏิการ อุปัฏฐากพระกัสสปพุทธเจ้าและเป็นสหายกับพระโพธิสัตว์ในชาตินั้น จึงจดจำภิกษุเหล่านั้นได้
- หน้า ๘๖–๘๗ ชนฺตุสุตฺต ภิกษุกลุ่มหนึ่งในป่าหิมพานต์ประพฤติตัวคะนอง ฟุ้งซ่าน ไม่สำรวมอินทรีย์ ชันตุเทพบุตรจึงมากล่าวตักเตือนด้วยคาถาว่าแต่ก่อนสาวกพระโคดมเป็นอยู่ง่าย ไม่ทะยานอยาก รู้ความไม่เที่ยงของโลกจึงทำที่สุดทุกข์ได้ แต่บัดนี้บางพวกกลับปล่อยตัวมัวเมา ตนกล่าวตำหนิผู้ประมาทและนอบน้อมแก่ผู้ไม่ประมาท
- หน้า ๘๗–๘๙ โรหิตสฺสสุตฺต โรหิตัสสเทพบุตรทูลถามว่าสามารถเดินทางไปให้ถึงที่สุดโลก (ที่ไม่มีเกิด แก่ ตาย จุติ อุบัติ) ได้หรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่มีทางถึงที่สุดโลกด้วยการเดินทางได้เลย โรหิตัสสเทพบุตรจึงเล่าอดีตชาติที่ตนเป็นฤๅษีมีฤทธิ์เหาะเร็วยิ่งกว่าลูกศร เดินทางร้อยปีก็ยังไม่ถึงที่สุดโลกจนตายเสียก่อน พระพุทธเจ้าจึงสรุปว่าพระองค์บัญญัติโลก เหตุเกิดโลก ความดับโลก และทางถึงความดับโลกไว้ในร่างกายยาววาหนึ่งนี้เอง ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปให้ถึงที่สุดโลกจริง
- หน้า ๘๙–๙๐ นนฺทสุตฺต นันทเทพบุตรกล่าวคาถาเตือนว่ากาลเวลาล่วงไป คืนวันผ่านไป วัยก็ร่วงโรยไปตามลำดับ เมื่อเห็นภัยในความตายควรทำบุญนำสุขมาให้ พระพุทธเจ้าทรงแก้ไขบทท้ายเช่นเดียวกับสูตรอุตตระว่าพึงละอามิสโลกโดยมุ่งหวังความสงบต่างหาก
- หน้า ๙๐ นนฺทิวิสาลสุตฺต นันทิวิสาลเทพบุตรทูลถามเป็นปริศนาถึงเกวียนสี่ล้อเก้าประตูที่เต็มไปด้วยความโลภและเปื้อนโคลน (หมายถึงร่างกาย) ว่าจะเดินทาง (ดำเนินชีวิต) ไปได้อย่างไร พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าเมื่อตัดเชือกและสายรัด คือความอยากและโลภอันชั่ว พร้อมทั้งถอนตัณหาพร้อมราก การเดินทางนั้นก็จะสำเร็จได้
- หน้า ๙๐–๙๔ สุสิมสุตฺต พระอานนท์ทูลถามพระพุทธเจ้าว่าทรงพอพระทัยในพระสารีบุตรหรือไม่ แล้วพรรณนาคุณของพระสารีบุตรอย่างพิสดารว่าเป็นผู้มีปัญญามาก ปัญญากว้างขวาง ปัญญาแล่น ปัญญาเฉียบแหลม มักน้อย สันโดษ สงบสงัด พระพุทธเจ้าทรงรับรองเช่นเดียวกัน ขณะนั้นสุสิมเทพบุตรพร้อมบริวารเทวดาจำนวนมากมาฟังคำสรรเสริญนี้ด้วยความปีติยินดีดุจแก้วไพฑูรย์หรือทองคำสุกใส แล้วกล่าวคาถาสรรเสริญพระสารีบุตรว่าเป็นบัณฑิตผู้ไม่โกรธ มักน้อย สงบเสงี่ยม พระพุทธเจ้าทรงเสริมคาถาว่าท่านยังรอเวลาอันเหมาะสมแห่งความสงบที่ฝึกดีแล้ว
- หน้า ๙๔–๙๗ นานาติตฺถิยสุตฺต เทพบุตรหกองค์ที่เคยเป็นสาวกของเจ้าลัทธิต่างๆ (ปูรณกัสสป มักขลิโคสาล นิครนถ์นาฏบุตร และเจ้าลัทธิอื่น) ต่างมาเข้าเฝ้าและกล่าวคาถาเกี่ยวกับครูของตนในเชิงเสียดสีหรือกล่าวชม แต่ล้วนแสดงให้เห็นว่าเจ้าลัทธิเหล่านั้นยังไม่พ้นบาปหรือยังมัวหมองอยู่ แม้มารร้ายแฝงตัวมากล่าวแทรกก็ถูกพระพุทธเจ้าทรงเห็นและตรัสโต้ตอบเปิดเผยความจริง สุดท้ายมาณวคามิยเทพบุตรกล่าวสรรเสริญพระพุทธเจ้าว่าทรงเป็นเลิศในโลกทั้งปวง ดุจภูเขาวิปุละเป็นเลิศแห่งราชคฤห์ จบวรรคที่ ๓ และจบเทวปุตตสังยุตต์ทั้งหมด
- หน้า ๙๘–๑๐๑ ทหรสุตฺต เปิดโกศลสังยุตต์ พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเข้าเฝ้าและทูลถามว่าพระพุทธเจ้าทรงปฏิญาณตนตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณจริงหรือ ทั้งที่เจ้าลัทธิใหญ่มีชื่อเสียงอื่นยังไม่กล้าปฏิญาณเช่นนั้น และทั้งที่พระองค์ยังทรงพระเยาว์และบวชได้ไม่นาน พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่ามีสี่สิ่งที่ไม่ควรดูหมิ่นว่ายังเยาว์ คือกษัตริย์ งู ไฟ และภิกษุ เพราะแต่ละอย่างล้วนมีอานุภาพเป็นภัยได้แม้ดูเล็กน้อย พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงเลื่อมใสจึงประกาศตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ
- หน้า ๑๐๑–๑๐๒ ปุริสสุตฺต พระเจ้าปเสนทิโกศลทูลถามว่าธรรมอะไรเมื่อเกิดขึ้นภายในบุรุษแล้วนำมาซึ่งความไม่เกื้อกูล ความทุกข์ และความอยู่ไม่ผาสุก พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่ามีสามอย่างคือโลภะ โทสะ และโมหะ ซึ่งเกิดจากตัวบุคคลเองแล้วเบียดเบียนบุคคลผู้มีจิตเลวนั้นดุจเปลือกไม้ทำร้ายต้นไม้ที่ให้กำเนิดตน
- หน้า ๑๐๒–๑๐๓ ราชสุตฺต พระเจ้าปเสนทิโกศลทูลถามว่ามีผู้เกิดมาแล้วพ้นจากความแก่และความตายได้บ้างหรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าไม่มีเลย แม้กษัตริย์ พราหมณ์ คฤหบดีผู้มั่งคั่งมหาศาล หรือแม้พระอรหันต์ผู้สิ้นอาสวะแล้ว ร่างกายก็ยังต้องแตกสลายเป็นธรรมดา มีเพียงธรรมของสัตบุรุษเท่านั้นที่ไม่คร่ำคร่าไปตามกาลเวลา
- หน้า ๑๐๓–๑๐๔ ปิยสุตฺต พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงเล่าความคิดที่เกิดขึ้นขณะหลีกเร้นว่าคนเช่นไรรักตนเองและคนเช่นไรไม่รักตนเอง ทรงสรุปว่าผู้ประพฤติทุจริตทางกาย วาจา ใจ แม้กล่าวว่ารักตนก็ชื่อว่าไม่รักตน เพราะทำกับตนดุจศัตรูทำกับศัตรู ส่วนผู้ประพฤติสุจริตแม้กล่าวว่าไม่รักตนก็ชื่อว่ารักตนจริง พระพุทธเจ้าทรงรับรองความคิดนี้และตรัสเสริมว่าบุญบาปที่บุคคลทำไว้เท่านั้นจะติดตามเขาไปดุจเงาตามตัว
- หน้า ๑๐๔–๑๐๖ อตฺตรกฺขิตสุตฺต พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงเล่าความคิดขณะหลีกเร้นว่าคนเช่นไรชื่อว่ารักษาตนและคนเช่นไรไม่รักษาตน ทรงสรุปว่าผู้ประพฤติทุจริตแม้มีกองทัพช้าง ม้า รถ พลเดินเท้าคุ้มกันก็ชื่อว่าไม่รักษาตน เพราะการรักษาภายนอกไม่ใช่การรักษาที่แท้จริง ส่วนผู้ประพฤติสุจริตแม้ไม่มีกองทัพคุ้มกันก็ชื่อว่ารักษาตนแล้วด้วยการรักษาภายใน พระพุทธเจ้าทรงรับรองและสรุปว่าการสำรวมกาย วาจา ใจ คือการรักษาตนที่แท้จริง
- หน้า ๑๐๖–๑๐๗ อปฺปกสุตฺต พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงเล่าความคิดว่าสัตว์ที่ได้โภคทรัพย์มากมายแล้วไม่มัวเมา ไม่ประมาท ไม่ติดในกามและไม่ประพฤติผิดต่อผู้อื่นนั้นมีน้อย ส่วนที่ได้แล้วมัวเมาประมาทมีมากกว่า พระพุทธเจ้าทรงรับรองและตรัสเสริมว่าสัตว์ที่กำหนัดยินดีในกามโภคะย่อมไม่รู้ตัวว่ากำลังก้าวล่วงจนติดกับดักดุจเนื้อที่ติดบ่วง ผลกรรมภายหลังจึงเผ็ดร้อน
- หน้า ๑๐๗–๑๐๘ อตฺถกรณสุตฺต พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงเล่าว่าเมื่อนั่งพิจารณาคดีความ ทรงเห็นแม้กษัตริย์ พราหมณ์ คฤหบดีผู้มั่งคั่งยังกล่าวเท็จทั้งที่รู้เพราะเหตุแห่งกาม จึงทรงคิดว่าพอแล้วสำหรับการพิจารณาคดีความ พระพุทธเจ้าทรงรับรองว่าผู้มั่งมีที่ยังกล่าวเท็จเพราะกามเช่นนั้นจะได้รับผลเป็นความไม่เกื้อกูลและทุกข์ไปนาน
- หน้า ๑๐๘–๑๐๙ มลฺลิกาสุตฺต พระเจ้าปเสนทิโกศลตรัสถามพระนางมัลลิกาเทวีว่ามีใครเป็นที่รักยิ่งกว่าตนเองหรือไม่ พระนางตอบว่าไม่มี และตรัสถามกลับพระราชาก็ทรงตอบเช่นเดียวกัน เมื่อพระราชาทูลเรื่องนี้แด่พระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสว่าไม่ว่าจะตรวจตราไปทั่วทุกทิศด้วยใจก็จะไม่พบผู้ใดเป็นที่รักยิ่งกว่าตนเอง สัตว์ทั้งหลายต่างรักตนเองเช่นนี้ทั้งสิ้น ฉะนั้นผู้รักตนจึงไม่ควรเบียดเบียนผู้อื่น
- หน้า ๑๐๙–๑๑๐ ยญฺญสุตฺต (เนื้อหาต่อในหน้าถัดไป ยังไม่จบ) พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงเตรียมมหายัญบูชาใหญ่ ผูกโคผู้ โคถึก ลูกโคเมีย แพะ และแกะอย่างละห้าร้อยตัวไว้ที่หลักบูชายัญ พร้อมทั้งบังคับทาสกรรมกรให้เตรียมงานด้วยความหวาดกลัวและร้องไห้ ภิกษุหลายรูปนำเรื่องนี้มากราบทูลพระพุทธเจ้า พระองค์จึงเริ่มตรัสคาถาว่ายัญที่มีการฆ่าสัตว์และเบียดเบียนมาก เช่นอัสสเมธ ปุริสเมธ ย่อมไม่มีผลมาก พระอริยะย่อมไม่เข้าไปสู่ยัญเช่นนั้น ส่วนยัญที่ไม่เบียดเบียนสัตว์และทำติดต่อกันเสมอย่อมประเสริฐกว่า เนื้อหาของสูตรนี้ถูกตัดจบที่หน้า ๑๑๐ ยังไม่จบสมบูรณ์ ต่อในส่วนถัดไปของเนื้อหา
- หน้า ๑๑๑–๑๑๒ ทสมํ พนฺธนสุตฺตํ (พันธนสูตร) หน้า ๑๑๑ เริ่มต้นด้วยคาถาปิดท้ายของพระสูตรก่อนหน้า (ว่าด้วยยัญญ์) เพียงไม่กี่บรรทัดก่อนขึ้นชื่อพระสูตรใหม่ พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงสั่งจองจำคนจำนวนมากด้วยเชือก ขื่อคา และโซ่ตรวน ภิกษุนำเรื่องไปกราบทูลพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสว่าเครื่องพันธนาการที่แท้จริงมิใช่เหล็กหรือไม้ แต่คือความยึดติดผูกพันในเครื่องประดับ บุตร และภรรยา ซึ่งดูเหมือนหลวมแต่ถอนได้ยาก ผู้ปราศจากความห่วงใยในกามสุขเท่านั้นจึงตัดเครื่องพันธนาการนี้ออกบวชได้ พระสูตรนี้ปิดท้ายวรรคแรกของโกสลสังยุตต์
- หน้า ๑๑๓–๑๑๖ ปฐมํ ชฏิลสุตฺตํ (ชฏิลสูตร) พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงพบนักบวชเปลือยกาย ชฎิล นิครนถ์ และปริพาชกผู้มีรูปลักษณ์ขรึขลังผ่านมา จึงทรงหมอบกราบแสดงความเคารพ แล้วทูลถามพระพุทธเจ้าว่าบุคคลเหล่านี้เป็นพระอรหันต์หรือผู้บรรลุอรหัตตมรรคหรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัสว่าคฤหัสถ์ผู้บริโภคกามยากจะหยั่งรู้ได้ ต้องอาศัยการอยู่ร่วมกันเป็นเวลานาน การเจรจา และในยามมีอันตรายจึงจะเห็นศีล ความสะอาด กำลังใจ และปัญญาของผู้อื่นได้จริง พร้อมตรัสคาถาเสริมว่าอย่าเชื่อคนเพราะรูปลักษณ์ภายนอก เพราะผู้ไม่สำรวมอาจแฝงตัวอยู่ภายใต้เครื่องแต่งกายที่ดูขรึขลังได้
- หน้า ๑๑๖–๑๑๘ ทุติยํ ปญฺจราชสุตฺตํ (ปัญจราชสูตร) พระเจ้าปเสนทิโกศลพร้อมกษัตริย์อีกสี่พระองค์ถกเถียงกันว่ากามคุณอย่างใดเป็นเลิศที่สุดในบรรดารูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส เมื่อตกลงกันไม่ได้จึงเข้าเฝ้าทูลถามพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสว่าความเป็นเลิศของกามคุณแต่ละอย่างขึ้นอยู่กับว่าสิ่งใดถูกใจบุคคลนั้นที่สุดจนไม่ปรารถนาสิ่งอื่นที่ดีกว่าอีก อุบาสกจันทนังคลิกะที่นั่งอยู่ในที่ประชุมได้กล่าวคาถาสรรเสริญพระพุทธเจ้าดุจดอกบัวหอมที่งามเหนือกว่าสิ่งอื่น กษัตริย์ทั้งห้าจึงคลุมผ้าห่มบูชาแก่อุบาสก และอุบาสกนำผ้านั้นไปคลุมถวายพระพุทธเจ้าต่ออีกทอดหนึ่ง
- หน้า ๑๑๘–๑๒๐ ตติยํ โทณปากสุตฺตํ (โทณปากสูตร) พระเจ้าปเสนทิโกศลเสวยข้าวสุกปริมาณมาก (โทณปาก) จนอึดอัด แล้วเสด็จมาเฝ้าพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสคาถาว่าผู้มีสติรู้จักประมาณในการบริโภคจะมีเวทนาเบาบาง แก่ช้า และมีอายุยืน พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงให้มาณพชื่อสุทัสสนะท่องจำคาถานี้ไว้กล่าวเตือนพระองค์ทุกมื้ออาหาร จนในที่สุดทรงลดปริมาณอาหารลงเหลือเพียงหนึ่งทะนาน พระวรกายกระชับขึ้น และทรงเปล่งอุทานขอบพระคุณที่พระพุทธเจ้าทรงอนุเคราะห์ทั้งประโยชน์ปัจจุบันและประโยชน์ภายหน้า
- หน้า ๑๒๐–๑๒๒ จตุตฺถํ ปฐมสงฺคามวตฺถุสุตฺตํ (สงครามครั้งที่ ๑) พระเจ้าอชาตศัตรูแห่งแคว้นมคธยกทัพมาตีแคว้นกาสีของพระเจ้าปเสนทิโกศล ทั้งสองฝ่ายทำสงครามกัน ผลปรากฏว่าพระเจ้าปเสนทิโกศลพ่ายแพ้ต้องถอยทัพกลับสาวัตถี ภิกษุนำเรื่องไปกราบทูลพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสว่าพระเจ้าอชาตศัตรูมีมิตรชั่ว ส่วนพระเจ้าปเสนทิโกศลมีมิตรดีแต่คืนนี้จะต้องนอนเป็นทุกข์เพราะพ่ายแพ้ พร้อมตรัสคาถาว่าผู้ชนะย่อมก่อเวร ผู้แพ้ย่อมนอนเป็นทุกข์ ส่วนผู้สงบระงับละทั้งแพ้ทั้งชนะย่อมอยู่เป็นสุข
- หน้า ๑๒๒–๑๒๕ ปญฺจมํ ทุติยสงฺคามวตฺถุสุตฺตํ (สงครามครั้งที่ ๒) พระเจ้าอชาตศัตรูยกทัพมาตีอีกครั้ง แต่คราวนี้พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงมีชัย จับพระเจ้าอชาตศัตรูเป็นเชลย ทรงดำริว่าแม้ผู้นี้จะประทุษร้ายพระองค์ผู้ไม่ได้ประทุษร้ายก่อน แต่ก็เป็นหลานชาย จึงทรงริบพลช้าง พลม้า พลรถ และพลเดินเท้าทั้งหมด แล้วปล่อยตัวไปทั้งเป็น พระพุทธเจ้าตรัสคาถาว่าผู้ปล้นชิงย่อมถูกปล้นชิงคืนตามวัฏจักรแห่งกรรม คนพาลเข้าใจว่าตนได้ที่จนกว่าผลบาปจะสุก ผู้ประหารย่อมถูกประหารตอบ ผู้ด่าว่าย่อมถูกด่าว่าตอบ
- หน้า ๑๒๕ ฉฏฺฐํ ธีตุสุตฺตํ (ธีตุสูตร) มีผู้มากราบทูลพระเจ้าปเสนทิโกศลขณะประทับอยู่ต่อหน้าพระพุทธเจ้าว่าพระนางมัลลิกาประสูติพระธิดา พระองค์ทรงแสดงความไม่พอพระทัย พระพุทธเจ้าจึงตรัสคาถาปลอบว่าสตรีบางคนอาจดีกว่าบุรุษ หากเป็นผู้มีปัญญา มีศีล เคารพแม่ผัว และภักดีต่อสามี บุตรที่เกิดจากสตรีเช่นนี้อาจเป็นผู้กล้าหาญ เป็นใหญ่ในทิศ และปกครองแผ่นดินได้
- หน้า ๑๒๕–๑๒๖ สตฺตมํ ปฐมอปฺปมาทสุตฺตํ (อัปปมาทสูตรที่ ๑) พระเจ้าปเสนทิโกศลทูลถามพระพุทธเจ้าว่ามีธรรมข้อเดียวหรือไม่ที่ยึดถือประโยชน์ได้ทั้งปัจจุบันและภายหน้า พระพุทธเจ้าตรัสว่าคือความไม่ประมาท (อัปปมาทะ) โดยทรงเปรียบเทียบว่ารอยเท้าของสัตว์บกทั้งหลายย่อมรวมลงในรอยเท้าช้างซึ่งใหญ่ที่สุดฉันใด ความไม่ประมาทก็เป็นธรรมที่รวมประโยชน์ทั้งสองไว้ได้ฉันนั้น
- หน้า ๑๒๖–๑๓๐ อฏฺฐมํ ทุติยอปฺปมาทสุตฺตํ (อัปปมาทสูตรที่ ๒) พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงเล่าความคิดที่เกิดขึ้นขณะทรงหลีกเร้นว่าธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ดีนั้นเป็นไปเพื่อผู้มีมิตรดีเท่านั้น พระพุทธเจ้าทรงรับรองและเล่าถึงครั้งที่พระอานนท์เคยทูลว่าความมีมิตรดีเป็นครึ่งหนึ่งของพรหมจรรย์ แต่พระองค์ทรงแก้ไขว่าที่จริงเป็นพรหมจรรย์ทั้งหมด เพราะผู้มีมิตรดีย่อมเจริญอริยมรรคมีองค์แปดได้ จากนั้นทรงสอนพระเจ้าปเสนทิโกศลให้เป็นผู้ไม่ประมาท ซึ่งความไม่ประมาทของพระราชาจะส่งผลดีลงไปถึงราชสำนัก กองทัพ และประชาชนทั่วแว่นแคว้นตามลำดับ ทำให้ทั้งพระองค์และแผ่นดินได้รับการคุ้มครอง
- หน้า ๑๓๐–๑๓๓ นวมํ ปฐมาปุตฺตกสุตฺตํ (อปุตตกสูตรที่ ๑) พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จมาจากการจัดการทรัพย์สมบัติมหาศาลของเศรษฐีผู้ไม่มีทายาทซึ่งถึงแก่กรรม โดยเศรษฐีนั้นเมื่อยังมีชีวิตอยู่กลับใช้ชีวิตอย่างฝืดเคือง กินข้าวหยาบ นุ่งผ้าเนื้อหยาบ พระพุทธเจ้าตรัสว่าอสัตบุรุษแม้ได้โภคทรัพย์มากมายก็ไม่รู้จักเลี้ยงตนเอง บิดามารดา บุตรภรรยา หรือทำทานแก่สมณพราหมณ์ เปรียบดังสระน้ำใสในป่าที่ไม่มีใครใช้ประโยชน์ น้ำนั้นย่อมเสื่อมสิ้นไปเปล่าๆ โดยไม่ได้ถูกใช้
- หน้า ๑๓๓–๑๓๕ ทสมํ ทุติยาปุตฺตกสุตฺตํ (อปุตตกสูตรที่ ๒) ในเรื่องเดียวกัน พระพุทธเจ้าทรงเล่าอดีตชาติของเศรษฐีนั้นว่าครั้งหนึ่งเคยถวายบิณฑบาตแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าชื่อตครสิขี แต่ภายหลังกลับเสียใจที่ให้ทาน อีกทั้งยังฆ่าหลานชายเพื่อแย่งชิงมรดก ผลบุญจากการถวายทานทำให้ได้เกิดในสวรรค์และเป็นเศรษฐีถึงเจ็ดครั้ง แต่ผลจากความเสียใจในทานทำให้จิตไม่โน้มไปในการใช้โภคทรัพย์อย่างเต็มที่ ส่วนผลจากการฆ่าหลานทำให้ต้องไหม้อยู่ในนรกเป็นเวลานาน บัดนี้ทรัพย์ครั้งที่เจ็ดจึงตกเป็นของหลวงเพราะไม่มีทายาท พระพุทธเจ้าปิดท้ายด้วยคาถาว่าเมื่อตายไปมีเพียงกรรมที่ทำไว้เท่านั้นที่ติดตาม
- หน้า ๑๓๖–๑๔๐ ปฐมํ ปุคฺคลสุตฺตํ (ปุคคลสูตร) พระพุทธเจ้าตรัสแสดงบุคคลสี่จำพวกแก่พระเจ้าปเสนทิโกศล คือ ผู้มืดมาแล้วมืดไป (เกิดในตระกูลต่ำ รูปร่างอัปลักษณ์ และประพฤติชั่ว จึงไปสู่นรก) ผู้มืดมาแล้วสว่างไป (เกิดต่ำแต่ประพฤติดี จึงไปสู่สวรรค์) ผู้สว่างมาแล้วมืดไป (เกิดในตระกูลสูงมั่งคั่งแต่ประพฤติชั่ว จึงไปสู่นรก) และผู้สว่างมาแล้วสว่างไป (เกิดสูงและประพฤติดี จึงไปสู่สวรรค์) พร้อมตรัสคาถาว่าคนจนหรือคนรวยที่ไร้ศรัทธาตระหนี่ย่อมไปสู่นรก ส่วนผู้มีศรัทธาเอื้อเฟื้อย่อมไปสู่สวรรค์ไม่ว่าจะยากดีมีจนเพียงใด
- หน้า ๑๔๑–๑๔๒ ทุติยํ อยฺยิกาสุตฺตํ (อัยยิกาสูตร) พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จมาเฝ้าหลังพระอัยยิกา (ย่า) วัย ๑๒๐ ปี ผู้เป็นที่รักยิ่งของพระองค์สิ้นพระชนม์ ตรัสว่าแม้จะทรงยอมสละของมีค่าเพียงใด เช่นช้างแก้ว ม้าแก้ว หมู่บ้าน หรือแม้แคว้นทั้งแคว้น เพื่อแลกกับชีวิตพระอัยยิกาก็ยินดี พระพุทธเจ้าตรัสว่าสัตว์ทั้งปวงล้วนมีความตายเป็นธรรมดา หนีความตายไปไม่ได้ เปรียบดังภาชนะดินเผาไม่ว่าจะเผาแล้วหรือยังดิบก็ล้วนแตกสลายได้ทั้งสิ้น
- หน้า ๑๔๒–๑๔๓ ตติยํ โลกสุตฺตํ (โลกสูตร) พระเจ้าปเสนทิโกศลทูลถามว่ามีธรรมกี่อย่างที่เกิดขึ้นในโลกแล้วนำมาซึ่งความไม่เกื้อกูล ความทุกข์ และความอยู่ไม่ผาสุก พระพุทธเจ้าตรัสตอบสั้นๆ ว่ามีสามอย่างคือ โลภะ โทสะ และโมหะ ซึ่งทำร้ายผู้มีจิตใจเลวเหมือนขุยไผ่ทำลายต้นไผ่ที่ให้กำเนิดมันเอง
- หน้า ๑๔๓–๑๔๖ จตุตฺถํ อิสฺสตฺถสุตฺตํ (อิสสัตถสูตร) พระเจ้าปเสนทิโกศลทูลถามว่าควรให้ทานที่ใด และให้ทานที่ใดจึงมีผลมาก พระพุทธเจ้าตรัสแยกว่าการให้ทานควรให้ในที่ที่จิตเลื่อมใส แต่ทานที่ให้แก่ผู้มีศีลย่อมมีผลมากกว่าทานที่ให้แก่ผู้ทุศีล โดยทรงเปรียบเทียบด้วยเรื่องนักรบในสนามรบว่าไม่ว่าจะเป็นวรรณะใด หากได้รับการฝึกฝนดี กล้าหาญ ไม่หนีทัพ ก็เป็นผู้ที่ควรพึ่งพาได้ ในทำนองเดียวกัน ผู้บวชจากตระกูลใดก็ตาม หากละนิวรณ์ห้าและถึงพร้อมด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะ ทานที่ถวายแก่ท่านย่อมมีผลมาก
- หน้า ๑๔๖–๑๔๙ ปญฺจมํ ปพฺพโตปมสุตฺตํ (ปัพพโตปมสูตร) พระเจ้าปเสนทิโกศลทูลว่าทรงมีภารกิจของกษัตริย์ผู้ครองแผ่นดินมากมายจนต้องขวนขวาย พระพุทธเจ้าจึงตรัสถามว่าหากมีผู้มาแจ้งว่าภูเขาใหญ่กำลังเคลื่อนมาบดขยี้สรรพสัตว์จากทั้งสี่ทิศ พระองค์จะทรงทำอย่างไร พระเจ้าปเสนทิโกศลตอบว่าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากประพฤติธรรม ประพฤติสม่ำเสมอ และทำกรรมดี พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าความแก่และความตายกำลังย่างเข้าครอบงำพระองค์อยู่เช่นกัน แม้กองทัพช้าง ม้า รถ พลเดินเท้า สติปัญญาที่ปรึกษา หรือทรัพย์สินก็ไม่อาจต้านทานความแก่และความตายได้ มีแต่การประพฤติธรรมเท่านั้นที่เป็นที่พึ่งได้
- หน้า ๑๕๐–๑๕๑ ปฐมํ ตโปกมฺมสุตฺตํ (ตโปกัมมสูตร) หลังตรัสรู้ใหม่ๆ ขณะประทับหลีกเร้น พระพุทธเจ้าทรงดำริว่าพระองค์หลุดพ้นจากการบำเพ็ญทุกรกิริยาอันไร้ประโยชน์แล้ว มารผู้ใจบาปทราบความคิดนี้จึงเข้ามากล่าวคาถากล่าวหาว่าพระองค์ทรงหลงเข้าใจว่าบริสุทธิ์ทั้งที่ยังไม่บริสุทธิ์ เพราะละทิ้งทางแห่งความบริสุทธิ์คือการบำเพ็ญตบะ พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าพระองค์บรรลุความบริสุทธิ์สูงสุดด้วยศีล สมาธิ และปัญญาแล้ว มารจึงพ่ายแพ้และหายวับไป
- หน้า ๑๕๑–๑๕๒ ทุติยํ นาคสุตฺตํ (นาคสูตร) คืนหนึ่งขณะฝนตกและมืดสนิท พระพุทธเจ้าประทับอยู่กลางแจ้ง มารผู้ใจบาปประสงค์จะให้พระองค์ทรงหวาดกลัวจึงเนรมิตกายเป็นช้างขนาดมหึมามีลักษณะน่าเกรงขามเข้ามาใกล้ พระพุทธเจ้าทรงทราบว่าเป็นมารแฝงตัวมา จึงตรัสว่าตลอดกาลนานในสังสารวัฏพระองค์เคยเนรมิตรูปงามและน่าเกลียดมามากพอแล้ว มารจึงพ่ายแพ้และหายวับไป
- หน้า ๑๕๒ ตติยํ สุภสุตฺตํ (สุภสูตร) ในสถานการณ์คล้ายกัน มารพยายามทำให้พระพุทธเจ้าตื่นตกใจด้วยการเนรมิตสีสันแปลกตาทั้งที่งามและน่าเกลียดหลากหลายรูปแบบ พระพุทธเจ้าทรงทราบทันทีว่าเป็นมาร จึงตรัสคาถาเดิมเสริมด้วยว่าผู้สำรวมกาย วาจา ใจดีแล้ว ย่อมไม่ตกอยู่ในอำนาจของมาร มารจึงหายวับไป
- หน้า ๑๕๒–๑๕๓ จตุตฺถํ ปฐมปาสสุตฺตํ (ปาสสูตรที่ ๑) ที่ป่าอิสิปตนะ พระพุทธเจ้าตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่าพระองค์ทรงบรรลุวิมุตติอันยอดเยี่ยมด้วยการพิจารณาโดยแยบคายและความเพียรชอบ ทรงกระตุ้นให้ภิกษุทำเช่นเดียวกัน มารเข้ามากล่าวว่าพระองค์ยังทรงถูกผูกด้วยบ่วงของมารทั้งที่เป็นทิพย์และของมนุษย์ ไม่มีทางหลุดพ้นไปได้ พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าพระองค์หลุดพ้นจากบ่วงของมารแล้วโดยสิ้นเชิง มารจึงพ่ายแพ้และหายไป
- หน้า ๑๕๓–๑๕๔ ปญฺจมํ ทุติยปาสสุตฺตํ (ปาสสูตรที่ ๒) ในสถานที่เดียวกัน พระพุทธเจ้าตรัสแก่ภิกษุว่าทั้งพระองค์และภิกษุต่างหลุดพ้นจากบ่วงทั้งปวงแล้ว จึงทรงส่งภิกษุออกจาริกประกาศธรรมเพื่อประโยชน์สุขแก่ชนหมู่มากโดยไม่ให้ไปทางเดียวกันสองรูป ส่วนพระองค์เองจะเสด็จไปแสดงธรรมที่อุรุเวลาเสนานิคม มารเข้ามากล่าวหาว่าพระองค์ยังถูกผูกด้วยบ่วงอันใหญ่หลวงไม่มีทางหลุดพ้น พระพุทธเจ้าตรัสยืนยันว่าทรงหลุดพ้นจากบ่วงทั้งปวงแล้ว มารจึงพ่ายแพ้และหายไป
- หน้า ๑๕๔–๑๕๖ ฉฏฺฐํ สปฺปสุตฺตํ (สัปปสูตร) คืนฝนตกมืดมิด มารประสงค์ให้พระพุทธเจ้าทรงหวาดกลัวจึงเนรมิตกายเป็นงูใหญ่มีลักษณะน่าสะพรึงกลัวเข้ามาใกล้ พระพุทธเจ้าทรงทราบว่าเป็นมาร จึงตรัสคาถาสรรเสริญมุนีผู้อยู่ในเรือนว่างเปล่าด้วยใจสงบมั่นคง แม้มีสัตว์ร้ายหรือความน่ากลัวรอบด้าน หรือแม้ฟ้าจะแยกแผ่นดินจะไหว พระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ไม่หวั่นไหว เพราะท่านหมดสิ้นอุปธิ (เครื่องยึดติด) จึงไม่ต้องการที่พึ่งใดๆ อีก
- หน้า ๑๕๖–๑๕๗ สตฺตมํ สุปฺปติสุตฺตํ (สุปปติสูตร) หลังจงกรมตลอดคืน พระพุทธเจ้าทรงบรรทมด้วยสติสัมปชัญญะในท่าสีหไสยาสน์ มารเข้ามาถามเยาะเย้ยว่าเหตุใดจึงบรรทมหลับทั้งที่พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว ดูราวกับผู้อาภัพ พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าผู้ไม่มีตัณหาเครื่องเหนี่ยวรั้งใดๆ อีกต่อไป ผู้สิ้นอุปธิโดยสิ้นเชิงเช่นพระพุทธเจ้าย่อมบรรทมเป็นสุขได้ ไม่เกี่ยวกับมารแต่อย่างใด
- หน้า ๑๕๗–๑๕๘ อฏฺฐมํ นนฺทนสุตฺตํ (นันทนสูตร) มารเข้ามากล่าวว่าผู้มีบุตรย่อมยินดีเพราะบุตร ผู้มีโคย่อมยินดีเพราะโค ความยินดีของคนเกิดจากอุปธิ (สิ่งที่ยึดถือ) ผู้ไม่มีอุปธิย่อมไม่มีความยินดี พระพุทธเจ้าตรัสแย้งว่าในทางกลับกัน ผู้มีบุตรก็ย่อมเศร้าโศกเพราะบุตร ผู้มีโคก็เศร้าโศกเพราะโคเช่นกัน ความเศร้าโศกก็เกิดจากอุปธิเช่นเดียวกัน ผู้ไม่มีอุปธิย่อมไม่เศร้าโศก มารจึงพ่ายแพ้และหายไป
- หน้า ๑๕๘ นวมํ ปฐมอายุสุตฺตํ (อายุสูตรที่ ๑) พระพุทธเจ้าตรัสแก่ภิกษุว่าชีวิตมนุษย์นั้นสั้นนัก ต้องดำเนินต่อไปสู่ภพหน้า ควรทำความดีและประพฤติพรหมจรรย์ เพราะไม่มีผู้เกิดแล้วจะไม่ตาย แม้ผู้มีอายุยืนที่สุดก็มีชีวิตอยู่เพียงร้อยปีหรือเกินกว่านั้นเล็กน้อย มารเข้ามาแย้งว่าชีวิตมนุษย์ยืนยาว ไม่ควรดูหมิ่น ควรใช้ชีวิตอย่างสบายดุจทารกที่ยังไม่หย่านม เพราะความตายยังมาไม่ถึง พระพุทธเจ้าตรัสแก้ว่าชีวิตมนุษย์สั้นนัก ควรเร่งขวนขวายดุจผู้มีไฟไหม้อยู่บนศีรษะ เพราะความตายมาถึงได้เสมอ
- หน้า ๑๕๘–๑๕๙ ทสมํ ทุติยอายุสุตฺตํ (อายุสูตรที่ ๒) ในทำนองเดียวกัน มารกล่าวว่าวันคืนไม่ได้ผ่านไปเปล่าประโยชน์ ชีวิตไม่ได้ดับสูญ อายุของสัตว์ดำเนินไปเรื่อยๆ ดุจกงล้อเกวียนที่หมุนตามขอบวงล้อ พระพุทธเจ้าตรัสแก้ว่าวันคืนผ่านไปจริง ชีวิตดับไปจริง อายุของสัตว์ค่อยๆ หมดไปดุจน้ำในลำธารเล็กๆ ที่เหือดแห้ง พระสูตรนี้ปิดท้ายวรรคแรกของมารสังยุตต์
- หน้า ๑๖๐ ปฐมํ ปาสาณสุตฺตํ (ปาสาณสูตร) คืนฝนตกมืดมิดที่เขาคิชฌกูฏ มารประสงค์ให้พระพุทธเจ้าทรงหวาดกลัวจึงกลิ้งก้อนหินใหญ่มาใกล้พระองค์ พระพุทธเจ้าทรงทราบว่าเป็นมาร จึงตรัสว่าแม้มารจะทำให้เขาคิชฌกูฏทั้งลูกพังทลายลงก็ไม่อาจทำให้พระพุทธเจ้าผู้หลุดพ้นโดยชอบแล้วหวั่นไหวได้ มารจึงพ่ายแพ้และหายไป
- หน้า ๑๖๐–๑๖๑ ทุติยํ สีหสุตฺตํ (สีหสูตร) ขณะพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแก่บริษัทหมู่ใหญ่ มารคิดจะเข้าไปรบกวนผู้ฟัง จึงเข้ามาถามเยาะเย้ยว่าเหตุใดจึงบันลือเสียงดุจราชสีห์ในท่ามกลางบริษัทอย่างองอาจ คิดว่ามีคู่ต่อสู้หรือคิดว่าตนชนะแล้วหรือ พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่คือตถาคตถึงพร้อมด้วยกำลัง ข้ามพ้นตัณหาเครื่องข้องในโลกแล้ว ย่อมบันลือสีหนาทในบริษัทได้อย่างองอาจ มารจึงพ่ายแพ้และหายไป
- หน้า ๑๖๑–๑๖๓ ตติยํ สกลิกสุตฺตํ (สกลิกสูตร) พระบาทของพระพุทธเจ้าถูกสะเก็ดหินบาดจนมีเวทนากล้าแรง แต่ทรงอดกลั้นด้วยสติสัมปชัญญะและบรรทมในท่าสีหไสยาสน์ มารเข้ามาถามเยาะเย้ยว่าทรงบรรทมเพราะความเมาหลับหรือมัวเมาในบทกวี ทั้งที่ยังมีภารกิจมากมายและประทับอยู่ลำพังในที่สงัด พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่ามิได้บรรทมเพราะเหตุนั้น แต่เพราะบรรลุจุดหมายแล้ว ปราศจากความโศก ทรงบรรทมด้วยความกรุณาต่อสรรพสัตว์ แม้ผู้มีลูกศรปักอกยังหลับได้ พระองค์ผู้ปราศจากลูกศรเช่นนั้นแล้วยิ่งควรหลับสบาย ไม่มีสิ่งใดทำให้กังวลทั้งกลางวันกลางคืน
- หน้า ๑๖๓ จตุตฺถํ ปฏิรูปสุตฺตํ (ปฏิรูปสูตร) ที่หมู่บ้านพราหมณ์เอกสาลาในแคว้นโกศล พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแก่คฤหัสถ์หมู่ใหญ่ มารคิดจะเข้าไปรบกวนจึงเข้ามากล่าวว่าไม่สมควรที่พระองค์จะสั่งสอนผู้อื่น อย่าเข้าไปข้องแวะกับความชอบและความไม่ชอบใจของผู้คน พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสอนผู้อื่นด้วยความอนุเคราะห์และหวังประโยชน์ พระตถาคตหลุดพ้นแล้วจากความยินดียินร้ายทั้งปวง มารจึงพ่ายแพ้และหายไป
- หน้า ๑๖๓–๑๖๔ ปญฺจมํ มานสสุตฺตํ (มานสสูตร) มารเข้ามากล่าวว่ามีบ่วงชนิดหนึ่งที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ คือบ่วงแห่งใจ จะใช้บ่วงนั้นผูกพระพุทธเจ้าไว้ไม่ให้หลุดพ้นไปได้ พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่ารูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสอันน่ารื่นรมย์ใจทั้งหลาย บัดนี้พระองค์หมดความพอใจในสิ่งเหล่านั้นแล้ว มารจึงพ่ายแพ้และหายไป
- หน้า ๑๖๔–๑๖๕ ฉฏฺฐํ ปตฺตสุตฺตํ (ปัตตสูตร) พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเรื่องอุปาทานขันธ์ห้าแก่ภิกษุทั้งหลายผู้ตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ มารคิดจะเข้าไปรบกวนขณะที่บาตรของภิกษุวางอยู่กลางแจ้ง จึงเนรมิตกายเป็นโคผู้เดินเข้าไปใกล้บาตร ภิกษุรูปหนึ่งเป็นห่วงว่าโคจะทำบาตรแตก พระพุทธเจ้าตรัสบอกว่านั่นไม่ใช่โคแท้จริงแต่เป็นมารที่มาเพื่อรบกวน แล้วตรัสคาถาแก่มารว่ารูป เวทนา สัญญา วิญญาณ และสังขารทั้งปวง พระองค์ทรงเห็นแล้วว่ามิใช่ตัวตนมิใช่ของตน จึงคลายความยึดติด แม้กองทัพมารก็ไม่อาจติดตามหาพระองค์พบได้
- หน้า ๑๖๕ สตฺตมํ อายตนสุตฺตํ (อายตนสูตร) — เนื้อหาถูกตัดที่ท้ายชิ้นนี้ ที่เมืองเวสาลี พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเรื่องผัสสายตนะหกแก่ภิกษุทั้งหลายผู้ตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ มารเริ่มดำริจะเข้าไปรบกวนเช่นเดียวกับพระสูตรก่อนหน้า แต่เนื้อหาถูกตัดขาดกลางประโยคเมื่อจบหน้า ๑๖๕ ของชิ้นนี้ ยังไม่ทันปรากฏบทสนทนาโต้ตอบระหว่างมารกับพระพุทธเจ้า จึงเป็นเนื้อหาที่ไม่สมบูรณ์
- หน้า ๑๖๖ อายตนสุตฺตํ (ส่วนท้าย — ชื่อสูตรไม่ปรากฏในไฟล์นี้ เนื้อหาต่อเนื่องจากก่อนหน้าช่วงที่ตัดมา) มารพยายามทำเสียงน่ากลัวราวกับแผ่นดินแยก เพื่อให้ภิกษุหวาดกลัวและเลิกฟังธรรม พระพุทธเจ้าทรงทราบว่าเป็นมารและตรัสว่ารูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และธรรมารมณ์ทั้งปวงเป็นเหยื่อล่อของโลกที่น่าสะพรึงกลัว แต่สาวกของพระพุทธเจ้าผู้มีสติสามารถก้าวข้ามและส่องสว่างดุจดวงอาทิตย์ได้
- หน้า ๑๖๖–๑๖๗ อฏฺฐมํ ปิณฺฑสุตฺตํ พระพุทธเจ้าเสด็จเข้าไปบิณฑบาตในหมู่บ้านพราหมณ์ปัญจสาลา แต่มารดลใจชาวบ้านไม่ให้ถวายอาหาร ทำให้พระองค์เสด็จกลับด้วยบาตรเปล่า เมื่อมารมาถามเยาะเย้ยว่าได้บิณฑบาตหรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าพระองค์ไม่หวั่นไหวต่อบาปที่มารก่อ และทรงมีความสุขดุจเทพอาภัสสราผู้มีปีติเป็นภักษาหาร มารจึงพ่ายแพ้และหายวับไป
- หน้า ๑๖๗–๑๖๙ นวมํ กสฺสกสุตฺตํ มารแปลงกายเป็นชาวนาถือไถและปฏัก มาถามพระพุทธเจ้าเรื่องโคที่หายไปโดยแฝงนัยว่าตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และอารมณ์ทั้งหลายล้วนเป็นของมาร พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นของมารก็จริงสำหรับผู้ยังยึดถือ แต่สำหรับผู้ไม่มีการยึดถือว่า นี่ของเรา มารย่อมไม่มีทางเข้าถึงได้เลย มารจึงยอมแพ้และหายไป
- หน้า ๑๖๙–๑๗๑ ทสมํ รชฺชสุตฺตํ ขณะทรงหลีกเร้น พระพุทธเจ้าทรงดำริว่าจะสามารถครองราชสมบัติโดยธรรมได้หรือไม่ มารทราบความคิดจึงมาสนับสนุนให้ทรงเป็นพระราชา ถึงกับเสนอให้ทรงบันดาลภูเขาหิมพานต์ให้เป็นทองคำ พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าแม้ภูเขาทองคำทั้งลูกก็ไม่พอสำหรับความอยากของคนคนเดียว ผู้เห็นทุกข์และเหตุแห่งทุกข์ย่อมไม่โน้มเอียงไปในกามอีก มารจึงพ่ายแพ้และหายไป จบวรรคที่สองของมารสังยุตต
- หน้า ๑๗๒–๑๗๔ ปฐมํ สมฺพหุลสุตฺตํ มารแปลงกายเป็นพราหมณ์แก่ชราเข้าไปหาภิกษุหนุ่มจำนวนมากที่กำลังบำเพ็ญเพียร กล่าวชักชวนให้สึกไปเสพกามในวัยหนุ่มก่อนจะแก่เฒ่า ภิกษุเหล่านั้นตอบว่าตนไม่ได้ละทิ้งความสุขที่เห็นได้ในปัจจุบันเพื่อวิ่งตามความสุขชั่วคราว เพราะกามเป็นของชั่วคราวมีทุกข์มาก เมื่อนำเรื่องมากราบทูล พระพุทธเจ้าทรงยืนยันว่านั่นคือมารและตรัสคาถาว่าผู้เห็นทุกข์ย่อมไม่โอนเอียงในกาม
- หน้า ๑๗๔–๑๗๖ ทุติยํ สมิทฺธิสุตฺตํ พระสมิทธิเกิดปีติในใจว่าตนโชคดีที่มีพระศาสดาและเพื่อนพรหมจรรย์ผู้ทรงศีล มารจึงมาทำเสียงน่ากลัวราวแผ่นดินแยกเพื่อรบกวนสมาธิ เมื่อพระพุทธเจ้าทรงชี้ว่านั่นคือมาร พระสมิทธิจึงกลับไปเจริญเพียรต่อ แต่มารมาก่อกวนซ้ำอีก ท่านจึงกล่าวคาถาว่าตนบวชด้วยศรัทธา มีสติปัญญาและจิตตั้งมั่นดีแล้ว มารจะแปลงรูปอย่างไรก็ไม่อาจทำอันตรายท่านได้
- หน้า ๑๗๖–๑๗๙ ตติยํ โคธิกสุตฺตํ พระโคธิกะบรรลุเจโตวิมุตติชั่วคราวถึง 7 ครั้งแต่เสื่อมถึง 6 ครั้ง จึงคิดจะปลงชีวิตด้วยศัสตราเพื่อไม่ให้เสื่อมอีก มารทราบความคิดจึงรีบมาทูลขอร้องพระพุทธเจ้าให้ทรงห้าม แต่พระโคธิกะได้ปลงชีวิตไปแล้วและปรินิพพานด้วยวิญญาณที่ไม่มีที่ตั้งอีก เมื่อมารตามหาวิญญาณของพระโคธิกะไม่พบ ก็เศร้าโศกและหายไปพร้อมพิณที่หลุดจากมือ
- หน้า ๑๗๙–๑๘๑ จตุตฺถํ สตฺตวสฺสสุตฺตํ มารติดตามพระพุทธเจ้าอยู่ 7 ปีเพื่อหาโอกาสจับผิดแต่ไม่เคยพบช่องทาง จึงถามว่าพระองค์ทรงโศกเศร้าอยู่ในป่าหรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัสว่าทรงตัดรากแห่งความโศกได้หมดแล้วและไม่มีการยึดถือว่า ของเรา อีก พระองค์ทรงเปรียบมารกับปูที่ถูกเด็กหักก้ามจนลงน้ำอีกไม่ได้ มารจึงกล่าวคาถายอมแพ้เปรียบตนเหมือนกาที่จิกก้อนหินนึกว่าเป็นไขมันแล้วบินหนีไปด้วยความผิดหวัง
- หน้า ๑๘๑–๑๘๖ ปญฺจมํ มารธีตุสุตฺตํ หลังพ่ายแพ้ ธิดาทั้งสามของมารคือตัณหา อรตี และราคา อาสาไปยั่วยวนพระพุทธเจ้าด้วยรูปกายหลากหลายวัย (สาวรุ่น หญิงยังไม่คลอดบุตร หญิงคลอดครั้งเดียว หญิงวัยกลางคน หญิงสูงวัย) แต่พระพุทธเจ้าผู้หลุดพ้นแล้วไม่ทรงใส่พระทัยเลย พระองค์ตรัสว่าไม่มีราคะที่จะถูกชักจูงและได้ก้าวล่วงเขตของมารไปแล้ว ในที่สุดธิดามารทั้งสามยอมรับความพ่ายแพ้และหนีไป จบมารสังยุตตโดยสมบูรณ์
- หน้า ๑๘๘–๑๘๙ ปฐมํ อาฬวิกาสุตฺตํ เริ่มภิกขุนีสังยุตต ภิกษุณีอาฬวิกาไปหลีกเร้นที่ป่าอันธวัน มารมาขู่ว่าไม่มีทางออกจากโลกจึงควรเสพสุขทางกามแทนการหลีกเร้น นางรู้ทันว่าเป็นมารจึงตอบว่าตนพบทางออกด้วยปัญญาแล้ว กามเปรียบเสมือนหอกและหลาวที่ทิ่มแทงขันธ์ สิ่งที่มารเรียกว่าความยินดีในกามกลับเป็นสิ่งที่นางไม่ยินดีเลย มารจึงพ่ายแพ้และหายไป
- หน้า ๑๘๙–๑๙๐ ทุติยํ โสมาสุตฺตํ ภิกษุณีโสมากำลังหลีกเร้นในป่าอันธวัน มารมากล่าวว่าฐานะที่ฤๅษีบรรลุได้นั้นยากยิ่ง ผู้หญิงซึ่งมีปัญญาเพียงสองนิ้วไม่มีทางบรรลุได้ นางรู้ทันว่าเป็นมารจึงตอบว่าเมื่อจิตตั้งมั่นดีและญาณหยั่งเห็นธรรมโดยชอบแล้ว ความเป็นหญิงหรือชายไม่มีผลใดต่อการบรรลุธรรม คำกล่าวเช่นนั้นเหมาะสมกับมารเท่านั้น มารจึงพ่ายแพ้และหายไป
- หน้า ๑๙๐–๑๙๑ ตติยํ โคตมีสุตฺตํ ภิกษุณีกีสาโคตมีผู้เคยสูญเสียบุตรกำลังหลีกเร้น มารมาถามเยาะเย้ยว่านางร้องไห้คร่ำครวญหาบุตรที่ตายอยู่ในป่าคนเดียวหรือ นางรู้ทันว่าเป็นมารจึงตอบว่าตนผ่านพ้นความสูญเสียบุตรมานับไม่ถ้วนแล้ว จึงไม่โศกเศร้าไม่หวาดกลัวอีกต่อไป เพราะได้ทำลายกองมืดและเอาชนะกองทัพแห่งมัจจุได้แล้ว มารจึงพ่ายแพ้และหายไป
- หน้า ๑๙๑–๑๙๒ จตุตฺถํ วิชยาสุตฺตํ มารมาเกี้ยวพาราสีภิกษุณีวิชยาด้วยการชวนร่วมสนุกสนานทางดนตรี นางรู้ทันว่าเป็นมารจึงตอบว่าขอมอบรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสอันน่ารื่นรมย์คืนให้มารไปเพราะไม่มีความต้องการสิ่งเหล่านั้นแล้ว นางรังเกียจร่างกายอันเน่าเปื่อยนี้และได้ขจัดตัณหาในกามออกจากใจแล้ว ทั้งสัตว์ที่เกี่ยวข้องกับรูปและอรูปนางก็ทำลายความมืดมนได้หมด มารจึงพ่ายแพ้และหายไป
- หน้า ๑๙๒–๑๙๔ ปญฺจมํ อุปฺปลวณฺณาสุตฺตํ มารมาหาภิกษุณีอุบลวรรณาผู้ยืนอยู่คนเดียวใต้ต้นสาละที่กำลังบานสะพรั่ง กล่าวข่มขู่ว่านางไม่มีเพื่อนจึงควรกลัวนักเลงพาลที่อาจมาทำร้าย นางตอบอย่างไม่หวั่นเกรงว่าแม้จะมีนักเลงมาเป็นแสนก็ไม่อาจทำอะไรนางได้ เพราะนางมีฤทธิ์สามารถหายตัวหรือแฝงกายได้ และจิตของนางก็หลุดพ้นจากเครื่องผูกทั้งปวงแล้วด้วยการเจริญอิทธิบาทอย่างดี มารจึงพ่ายแพ้และหายไป
- หน้า ๑๙๔ ฉฏฺฐํ จาลาสุตฺตํ มารมาถามภิกษุณีจาฬาว่าเหตุใดจึงไม่ยินดีในความเกิด เพราะผู้เกิดย่อมได้เสพกามทั้งหลาย นางตอบว่าผู้เกิดย่อมประสบความตาย เห็นทุกข์ ถูกจองจำ ถูกฆ่า และเดือดร้อนใจ พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมให้นางก้าวล่วงความเกิดเพื่อละทุกข์ทั้งปวง ผู้ยังไม่รู้แจ้งความดับจึงต้องกลับมาเกิดอีก มารจึงพ่ายแพ้และหายไป
- หน้า ๑๙๕ สตฺตมํ อุปจาลาสุตฺตํ มารถามภิกษุณีอุปจาฬาว่าปรารถนาจะไปเกิดในภพใด นางตอบว่าไม่ปรารถนาจะเกิดในภพใดเลย มารจึงชักชวนให้ตั้งจิตปรารถนาไปเกิดเป็นเทพในสวรรค์ชั้นต่างๆ นางตอบว่าเทพเหล่านั้นล้วนยังถูกพันธนาการด้วยกามและต้องกลับมาอยู่ในอำนาจมารอีก มีแต่ภาวะที่ไม่หวั่นไหวพ้นวิสัยปุถุชนและพ้นแดนมารเท่านั้นที่จิตของนางยินดี มารจึงพ่ายแพ้และหายไป
- หน้า ๑๙๕–๑๙๖ อฏฺฐมํ สีสุปจาลาสุตฺตํ มารถามภิกษุณีสีสุปจาฬาว่านับถือลัทธิของใคร นางตอบว่าไม่นับถือลัทธิใดเลย มารจึงถามต่อว่าเหตุใดจึงโกนผมแต่งกายอย่างสมณะทั้งที่ไม่นับถือลัทธิ นางตอบว่าลัทธิภายนอกล้วนติดอยู่ในทิฏฐิ แต่มีพระพุทธเจ้าผู้เกิดในศากยตระกูล ทรงครอบงำสิ่งทั้งปวง หลุดพ้นแล้วในทุกที่ ทรงเป็นศาสดาของนาง นางจึงเลื่อมใสในคำสอนของพระองค์เท่านั้น มารจึงพ่ายแพ้และหายไป
- หน้า ๑๙๖–๑๙๗ นวมํ เสลาสุตฺตํ มารถามภิกษุณีเสลาว่าใครเป็นผู้สร้างรูปกายนี้ขึ้น เกิดขึ้นที่ไหนและจะดับที่ไหน นางรู้ทันว่าเป็นมารจึงตอบว่ารูปกายนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเองหรือโดยผู้อื่น แต่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยและดับไปเพราะเหตุปัจจัยดับ เปรียบเหมือนเมล็ดพืชที่งอกงามได้เพราะอาศัยดินและยางในเมล็ด ขันธ์ ธาตุ และอายตนะก็เกิดดับตามเหตุปัจจัยเช่นกัน มารจึงพ่ายแพ้และหายไป
- หน้า ๑๙๗–๑๙๙ ทสมํ วชิราสุตฺตํ มารถามภิกษุณีวชิราด้วยคำถามเดียวกับที่ถามภิกษุณีเสลาว่าใครสร้างสัตว์บุคคลนี้ขึ้น นางรู้ทันว่าเป็นมารจึงตอบว่าคำว่า สัตว์ เป็นเพียงทิฏฐิของมารเอง ในความเป็นจริงมีเพียงกองสังขารล้วนๆ ไม่มีสัตว์ที่แท้จริง เปรียบเหมือนคำว่า รถ ที่เกิดจากการประกอบส่วนต่างๆ เข้าด้วยกัน แท้จริงมีแต่ทุกข์เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปเท่านั้น มารจึงพ่ายแพ้และหายไป จบภิกขุนีสังยุตตครบ 10 สูตร
- หน้า ๒๐๐–๒๐๓ ปฐมํ อายาจนสุตฺตํ เริ่มพรหมสังยุตต หลังตรัสรู้ใหม่ๆ พระพุทธเจ้าทรงดำริว่าธรรมที่ทรงบรรลุนั้นลึกซึ้งยากที่หมู่สัตว์ผู้ยินดีในอาลัยจะเข้าใจได้ จึงทรงท้อพระทัยที่จะแสดงธรรม ท้าวสหัมบดีพรหมทราบความคิดนั้นจึงเสด็จมากราบทูลอาราธนาให้ทรงแสดงธรรม เพราะยังมีสัตว์ผู้มีธุลีในดวงตาน้อยที่จะเข้าใจได้ พระพุทธเจ้าทรงตรวจดูโลกด้วยพุทธจักขุเห็นสัตว์ต่างๆ ดุจดอกบัวในสระที่มีทั้งจมใต้น้ำและโผล่พ้นน้ำ จึงทรงรับอาราธนาและตรัสว่าประตูแห่งอมตะได้เปิดแล้วสำหรับผู้มีโสตประสาท
- หน้า ๒๐๓–๒๐๖ ทุติยํ คาวรสุตฺตํ พระพุทธเจ้าทรงดำริว่าการอยู่โดยไม่มีที่เคารพนับถือเป็นทุกข์ จึงทรงมองหาสมณะหรือพราหมณ์ที่จะสักการะพึ่งพิง แต่ทรงเห็นว่าไม่มีผู้ใดในโลกสมบูรณ์ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะยิ่งกว่าพระองค์ จึงทรงตัดสินพระทัยสักการะธรรมที่ตรัสรู้เองแทน ท้าวสหัมบดีพรหมเสด็จมากราบทูลรับรองว่าพระพุทธเจ้าทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตล้วนสักการะธรรมเป็นที่พึ่งเช่นกัน
- หน้า ๒๐๖–๒๐๘ ตติยํ พฺรหฺมเทวสุตฺตํ พระพรหมเทพผู้เป็นบุตรพราหมณีท่านหนึ่งบวชและบรรลุอรหัตตผลแล้ว ไปบิณฑบาตยังบ้านมารดาซึ่งยังบูชาบวงสรวงพรหมอยู่เป็นประจำ ท้าวสหัมบดีพรหมจึงเสด็จมาเตือนพราหมณีว่าพรหมโลกอยู่ไกลเกินกว่าจะได้รับเครื่องบูชานั้น แต่บุตรของนางเองที่มาบิณฑบาตนั่นแหละคือผู้ควรแก่ทักษิณาที่แท้จริง เพราะเป็นภิกษุผู้หมดกิเลสควรแก่การเคารพบูชาของมนุษย์และเทวดาทั้งปวง
- หน้า ๒๐๘–๒๑๑ จตุตฺถํ พกสุตฺตํ พกพรหมมีทิฏฐิผิดว่าพรหมโลกของตนเที่ยงแท้ถาวรไม่มีเกิดตายและไม่มีธรรมอื่นประเสริฐกว่านี้อีก พระพุทธเจ้าเสด็จไปยังพรหมโลกนั้นตรัสค้านว่าพกพรหมยังตกอยู่ในอวิชชาเห็นสิ่งไม่เที่ยงว่าเที่ยง พกพรหมพยายามอวดอายุอันยาวนานของตน แต่พระพุทธเจ้าตรัสว่าทรงทราบอายุและเรื่องราวในอดีตชาติของพกพรหมดีกว่าที่พกพรหมจะจำได้เอง รวมทั้งเหตุการณ์ที่พกพรหมเคยช่วยเหลือผู้คนจากภัยต่างๆ ในอดีต ทำให้พกพรหมยอมรับว่าพระพุทธเจ้าทรงมีญาณเหนือกว่าตน
- หน้า ๒๑๑–๒๑๕ ปญฺจมํ อปราทิฏฺฐิสุตฺตํ พรหมองค์หนึ่งมีทิฏฐิผิดว่าไม่มีสมณะหรือพราหมณ์ใดจะขึ้นมาถึงพรหมโลกของตนได้ พระพุทธเจ้าเสด็จไปประทับเหนือพรหมนั้นด้วยฤทธิ์ทางเตโชธาตุ ตามด้วยพระมหาโมคคัลลานะ พระมหากัสสปะ พระมหากัปปินะ และพระอนุรุทธะที่ทราบด้วยทิพยจักขุแล้วตามไปนั่งล้อมพรหมนั้นเช่นกัน พระมหาโมคคัลลานะถามพรหมว่ายังยึดทิฏฐิเดิมอยู่หรือไม่ พรหมตอบว่าละทิฏฐินั้นแล้วเมื่อเห็นพระพุทธเจ้าและพระสาวกผู้มีฤทธิ์มาปรากฏ ในที่สุดพรหมนั้นยอมมาอุปัฏฐากพระพุทธเจ้าด้วยตนเอง
- หน้า ๒๑๕–๒๑๗ ฉฏฺฐํ ปมาทสุตฺตํ ขณะพระพุทธเจ้าทรงหลีกเร้น สุพรหมปัจเจกพรหมและสุทธาวาสปัจเจกพรหมเห็นว่ามีพรหมองค์หนึ่งกำลังมัวเมาประมาทอยู่ในพรหมโลกอันรุ่งเรือง จึงพากันไปเตือนสติพรหมนั้น พรหมนั้นไม่พอใจจึงเนรมิตกายมากมายแสดงฤทธิ์ข่มสุพรหม แต่สุพรหมเนรมิตกายได้มากกว่าและกล่าวว่าพระพุทธเจ้าทรงมีฤทธิ์เหนือกว่าทั้งสองฝ่ายเสียอีก พรหมนั้นถูกทำให้สลดใจด้วยคาถาเตือนว่าไม่ควรยินดีในรูปเพราะสั่นไหวไม่เที่ยง ในที่สุดพรหมนั้นก็ยอมไปอุปัฏฐากพระพุทธเจ้า
- หน้า ๒๑๗–๒๑๘ สตฺตมํ ปฐมโกกาลิกสุตฺตํ ขณะพระพุทธเจ้าทรงหลีกเร้น สุพรหมปัจเจกพรหมและสุทธาวาสปัจเจกพรหมมาเฝ้าและกล่าวคาถาปรารภถึงพระโกกาลิกภิกษุ ว่าผู้พยายามประมาณสิ่งที่ประมาณไม่ได้ คือคุณธรรมของพระอริยะ ด้วยความรู้ตื้นๆ ของตน ย่อมถูกมองว่าเป็นเพียงปุถุชนที่ยังมีอวิชชาปิดบัง เป็นการตักเตือนล่วงหน้าถึงพฤติกรรมของพระโกกาลิกที่จะปรากฏชัดในสูตรถัดไป
- หน้า ๒๑๘ อฏฺฐมํ ติสฺสกสุตฺตํ ในทำนองเดียวกับสูตรก่อนหน้า สุทธาวาสปัจเจกพรหมกล่าวคาถาต่อหน้าพระพุทธเจ้าปรารภถึงภิกษุชื่อกตโมรกติสสกะ เนื้อหาซ้ำกับคาถาก่อนเกือบทั้งหมด คือเตือนว่าผู้พยายามประมาณสิ่งที่ประมาณไม่ได้ด้วยปัญญาอันคับแคบของตนย่อมเป็นเพียงปุถุชนผู้ยังไม่หลุดพ้นจากกิเลสเครื่องร้อยรัด
- หน้า ๒๑๘–๒๑๙ นวมํ ตุทุพฺรหฺมสุตฺตํ พระโกกาลิกอาพาธหนัก ตุทุปัจเจกพรหมจึงมาเตือนให้ทำจิตเลื่อมใสในพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะผู้มีศีลงาม แต่พระโกกาลิกซึ่งเคยได้รับพยากรณ์ว่าเป็นพระอนาคามีกลับปฏิเสธและด่าว่าพระเถระทั้งสอง ตุทุพรหมจึงตำหนิว่านี่คือความผิดพลาดของพระโกกาลิกเอง และกล่าวคาถาเตือนว่าวาจาชั่วเป็นดังขวานที่เกิดในปากคนพาลไว้ทำร้ายตนเอง ผู้ตำหนิพระอริยะด้วยวาจาและใจชั่วร้ายย่อมตกนรกนานนับแสนโกฏิปี
- หน้า ๒๑๙–๒๒๐ ทสมํ ทุติยโกกาลิกสุตฺตํ (เนื้อหาถูกตัดตอนที่ท้ายไฟล์นี้ ยังไม่จบ) พระโกกาลิกเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าโดยตรงและกล่าวหาพระสารีบุตรกับพระโมคคัลลานะว่ามีความปรารถนาลามก พระพุทธเจ้าทรงห้ามปรามถึงสามครั้งให้ทำจิตเลื่อมใสในพระเถระทั้งสอง แต่พระโกกาลิกยืนยันคำกล่าวหาเดิมทุกครั้ง เมื่อลุกจากอาสนะจากไปไม่นาน ทั่วร่างกายของพระโกกาลิกก็เกิดตุ่มพองขนาดเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาดแล้วค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ไปจนถึงขนาดผลมะตูม เนื้อหาถูกตัดตอนกลางคันในไฟล์นี้ ยังไม่จบเรื่องการลงโทษของพระโกกาลิก
- หน้า ๒๒๑–๒๒๔ โกกาลิกสุตตํ (ตอนจบ) เนื้อหาต่อจากตอนต้น (ไม่มีอยู่ในชิ้นนี้) เล่าถึงพระโกกาลิกะผู้ใส่ร้ายพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ ล้มป่วยจนร่างกายแตกเป็นก้อนขนาดเมล็ดพันธุ์ผักกาดแล้วมรณภาพ ไปเกิดในปทุมนรก พรหมสหัมบดีมาทูลข่าวนี้แด่พระพุทธเจ้า และเมื่อภิกษุรูปหนึ่งทูลถามถึงอายุขัยในปทุมนรก พระองค์ทรงเปรียบเทียบด้วยอุปมานับเมล็ดงาและลำดับนรกอัพพุทะ-นิรัพพุทะ ฯลฯ ปิดท้ายด้วยพระคาถาเตือนภัยของการกล่าวร้ายพระอริยะ เป็นการจบปฐมวรรคแห่งพรหมสังยุตต์ (หมายเหตุ: เนื้อหาต้นสุตตนี้อยู่ในไฟล์ก่อนหน้า จึงเป็นตอนจบที่ต่อเนื่องมา)
- หน้า ๒๒๕ ปฐมํ สนงฺกุมารสุตฺตํ พรหมสนังกุมารมาเฝ้าพระพุทธเจ้าที่ริมฝั่งแม่น้ำสัปปินี ณ กรุงราชคฤห์ แล้วกล่าวคาถาว่า ในหมู่ชนที่ถือโคตร กษัตริย์เป็นผู้ประเสริฐ แต่ผู้สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะย่อมประเสริฐที่สุดในหมู่เทวดาและมนุษย์ พระพุทธเจ้าทรงเห็นชอบตามนั้น
- หน้า ๒๒๕–๒๒๖ ทุติยํ เทวทตฺตสุตฺตํ หลังพระเทวทัตหลีกไปจากเขาคิชฌกูฏไม่นาน พรหมสหัมบดีมาเฝ้าพระพุทธเจ้าและกล่าวคาถาเปรียบเทียบว่า ผลย่อมฆ่าต้นกล้วย ไม้ไผ่ และไม้อ้อ ฉันใด ลาภสักการะย่อมฆ่าคนชั่วได้ฉันนั้น เหมือนลูกในท้องฆ่าแม่ม้าอัสดร เป็นการชี้ถึงความเสื่อมของพระเทวทัตที่ถูกลาภสักการะทำลาย
- หน้า ๒๒๖–๒๒๗ ตติยํ อนฺธกวินฺทสุตฺตํ คืนหนึ่งที่มืดมิดมีฝนตกประปราย ณ หมู่บ้านอันธกวินทะ พระพุทธเจ้าประทับนั่งกลางแจ้ง พรหมสหัมบดีมาเฝ้าและกล่าวคาถาสรรเสริญการอยู่เสนาสนะอันสงัด การปฏิบัติเพื่อหลุดพ้นจากสังโยชน์ และพรรณนาถึงภิกษุผู้ไม่หวั่นไหวแม้ท่ามกลางฟ้าร้องฟ้าผ่า พร้อมกล่าวว่ามีผู้บรรลุมรรคผลจำนวนมากในธรรมวินัยนี้
- หน้า ๒๒๗–๒๓๑ จตุตฺถํ อรุณวตีสุตฺตํ พระพุทธเจ้าตรัสเล่าเรื่องในอดีตกาลถึงพระพุทธเจ้าสิขีและพระสาวกอภิภูภิกษุ ผู้เสด็จไปแสดงธรรมในพรหมโลกและแสดงฤทธิ์ปาฏิหาริย์หลากหลายรูปแบบ (ปรากฏกาย/หายกาย) รวมทั้งกล่าวคาถาให้กำลังใจแก่การประกอบความเพียรในพระศาสนาด้วยเสียงที่ก้องไปทั่วหมื่นโลกธาตุ พระพุทธเจ้าตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่าได้ยินคาถานั้นหรือไม่ และภิกษุทั้งหลายกราบทูลยืนยันว่าได้ยิน
- หน้า ๒๓๑–๒๓๔ ปญฺจมํ ปรินิพฺพานสุตฺตํ บันทึกเหตุการณ์ปรินิพพานของพระพุทธเจ้าที่เมืองกุสินารา พระวาจาสุดท้ายว่า "สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา จงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม" จากนั้นทรงเข้าฌานตามลำดับจนกระทั่งปรินิพพาน ตามด้วยคาถาที่พรหมสหัมบดี ท้าวสักกะ พระอานนท์ และพระอนุรุทธะกล่าวสะท้อนความไม่เที่ยงและความสงบของการดับขันธ์ ปิดท้ายด้วยอุทานคาถาแห่งพรหมปัญจกะและการจบพรหมสังยุตต์
- หน้า ๒๓๕–๒๓๗ ปฐมํ ธนญฺชานีสุตฺตํ เริ่มพราหมณสังยุตต์ อรหันตวรรค นางธนัญชานีพราหมณีผู้เลื่อมใสในพระรัตนตรัย เผลอเปล่งอุทาน "นะโม ตัสสะ..." ขณะรับใช้สามี ทำให้พราหมณ์ภารทวาชโคตรผู้เป็นสามีโกรธและตั้งใจไปโต้วาทะกับพระพุทธเจ้า เมื่อไปถึงจึงทูลถามคาถาว่าตัดอะไรจึงอยู่เป็นสุข พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าตัดความโกรธได้จึงอยู่เป็นสุขและไม่เศร้าโศก พราหมณ์เลื่อมใสจึงขอบวชและบรรลุอรหัตตผล
- หน้า ๒๓๗–๒๓๙ ทุติยํ อกฺโกสกสุตฺตํ พราหมณ์อักโกสกภารทวาชะ (น้องชายของสามีนางธนัญชานี) โกรธที่พี่ชายบวช จึงมาด่าบริภาษพระพุทธเจ้าด้วยวาจาหยาบคาย พระองค์ทรงเปรียบเทียบด้วยอุปมาของขวัญที่เจ้าของไม่รับไว้ย่อมตกเป็นของผู้ให้เอง และตรัสว่าผู้ไม่โกรธตอบผู้โกรธย่อมชนะสงครามที่ชนะได้ยาก พราหมณ์เลื่อมใสจึงขอบวชและบรรลุอรหัตตผล
- หน้า ๒๓๙–๒๔๐ ตติยํ อสุรินฺทกสุตฺตํ พราหมณ์อสุรินทกภารทวาชะมาด่าว่าพระพุทธเจ้าด้วยวาจาหยาบเช่นกัน เมื่อพระองค์ทรงนิ่งเฉย พราหมณ์อ้างว่าตนชนะแล้ว พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าคนพาลเท่านั้นที่สำคัญตนว่าชนะด้วยวาจาหยาบ แท้จริงผู้อดกลั้นด้วยปัญญาต่างหากที่เป็นผู้ชนะ พราหมณ์เลื่อมใสจึงขอบวชและบรรลุอรหัตตผล
- หน้า ๒๔๐–๒๔๑ จตุตฺถํ พิลงฺคิกสุตฺตํ พราหมณ์พิลังคิกภารทวาชะมายืนนิ่งด้วยใจคิดร้าย พระพุทธเจ้าทรงทราบด้วยพระทัยจึงตรัสคาถาว่าผู้ประทุษร้ายคนไม่มีโทษ บาปย่อมย้อนกลับมาสู่ตนเองดุจฝุ่นละเอียดที่ซัดทวนลม พราหมณ์เลื่อมใสจึงขอบวชและบรรลุอรหัตตผล
- หน้า ๒๔๑–๒๔๒ ปญฺจมํ อหึสกสุตฺตํ พราหมณ์อหิงสกภารทวาชะอวดอ้างชื่อของตนว่า "อหิงสกะ" (ผู้ไม่เบียดเบียน) พระพุทธเจ้าตรัสว่าจะชื่อว่าอหิงสกะจริงต่อเมื่อไม่เบียดเบียนผู้อื่นด้วยกาย วาจา ใจ ให้สมกับชื่อของตน พราหมณ์เลื่อมใสจึงขอบวชและบรรลุอรหัตตผล
- หน้า ๒๔๒–๒๔๓ ฉฏฺฐํ ชฏาสุตฺตํ พราหมณ์ชฏาภารทวาชะทูลถามคาถาว่าใครจะแก้ "ชฎา" คือความยุ่งเหยิงพัวพันของหมู่สัตว์ได้ พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าผู้มีปัญญาตั้งมั่นในศีล เจริญจิตและปัญญา มีความเพียรและปรีชาญาณ ย่อมแก้ชฎานั้นได้ และผู้สิ้นราคะ โทสะ โมหะ (พระอรหันต์) คือผู้แก้ชฎาได้แล้วอย่างแท้จริง
- หน้า ๒๔๓–๒๔๔ สตฺตมํ สุทฺธิกสุตฺตํ พราหมณ์สุทธิกภารทวาชะกล่าวคาถาว่าไม่มีพราหมณ์คนใดในโลกบริสุทธิ์ได้ด้วยศีลหรือตบะเพียงอย่างเดียว นอกจากผู้สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ พระพุทธเจ้าตรัสเสริมว่าความบริสุทธิ์ไม่ได้มาจากชาติกำเนิดหรือการสาธยายมนตร์ แต่มาจากผู้มีใจสะอาดปราศจากมายา มีความเพียรมั่นคง ไม่ว่าจะเกิดในวรรณะใดก็บรรลุความบริสุทธิ์สูงสุดได้
- หน้า ๒๔๔–๒๔๕ อฏฺฐมํ อคฺคิกสุตฺตํ พราหมณ์อัคคิกภารทวาชะกำลังเตรียมข้าวปายาสบูชาไฟ เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมาบิณฑบาต พราหมณ์กล่าวว่าผู้มีวิชชาสามควรได้ฉันข้าวปายาสนี้ พระพุทธเจ้าตรัสนิยามวิชชาสามใหม่คือ ระลึกชาติได้ เห็นการจุติและอุบัติของสัตว์ด้วยทิพยจักษุ และสิ้นอาสวะ มิใช่เกิดจากชาติกำเนิด แม้ได้รับนิมนต์ให้ฉัน พระองค์ทรงปฏิเสธอาหารที่ได้จากการกล่าวคาถา และแนะให้ถวายแก่ผู้บริสุทธิ์หมดจดแทน
- หน้า ๒๔๕–๒๔๙ นวมํ สุนฺทริกสุตฺตํ พราหมณ์สุนทริกภารทวาชะบูชาไฟริมฝั่งแม่น้ำแล้วมองหาผู้สมควรรับเครื่องบูชาที่เหลือ พบพระพุทธเจ้าคลุมศีรษะนั่งอยู่ ตอนแรกดูหมิ่นว่าเป็นคนโล้น แต่เมื่อถามชาติกำเนิด พระองค์ตรัสว่าไม่ควรถามชาติแต่ควรถามความประพฤติ ผู้เกิดในตระกูลต่ำก็เป็นมุนีผู้ประเสริฐได้ด้วยคุณธรรม เมื่อพราหมณ์เทเครื่องบูชาลงน้ำตามคำแนะนำแล้วเกิดเสียงดังน่าอัศจรรย์ พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงธรรมเปรียบเทียบไฟและสระน้ำภายนอกกับการชำระใจภายในที่แท้จริง พราหมณ์เลื่อมใสจึงขอบวชและบรรลุอรหัตตผล
- หน้า ๒๔๙–๒๕๒ ทสมํ พหุธิติสุตฺตํ พราหมณ์ภารทวาชโคตรออกตามหาโคพลิพัท 14 ตัวที่หายไป พบพระพุทธเจ้าประทับนั่งสงบในป่า จึงกล่าวคาถาเยาะเย้ยเปรียบเทียบว่าพระองค์คงไม่มีทุกข์ต่างๆ อย่างที่ตนมี (โคหาย นาล่ม หนี้สิน ฯลฯ) จึงอยู่เป็นสุข พระพุทธเจ้าตรัสตอบยืนยันด้วยคาถารูปแบบเดียวกันว่าพระองค์ไม่มีทุกข์เหล่านั้นจริง จึงทรงเป็นสุข พราหมณ์เลื่อมใสจึงขอบวชและบรรลุอรหัตตผล ปิดท้ายอรหันตวรรคด้วยอุทานคาถา
- หน้า ๒๕๓–๒๕๕ ปฐมํ กสิสุตฺตํ เริ่มอุปาสกวรรค พราหมณ์กสิภารทวาชะผู้มั่งคั่งกล่าวแก่พระพุทธเจ้าซึ่งมายืนรอบิณฑบาตว่า ตนเองไถนาหว่านพืชแล้วจึงบริโภค พระองค์ก็ควรทำเช่นนั้นบ้าง พระพุทธเจ้าตรัสตอบด้วยคาถาอันโด่งดังว่าพระองค์ก็ไถนาเหมือนกัน แต่เป็นการไถด้วยศรัทธาเป็นพืช ปัญญาเป็นแอก สติเป็นผาล ความเพียรเป็นโคชักลาก ผลคือความหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง พราหมณ์เลื่อมใสถวายข้าวปายาส แต่พระองค์ทรงปฏิเสธอาหารที่ได้จากการกล่าวคาถา พราหมณ์จึงขอเป็นอุบาสกตลอดชีวิต
- หน้า ๒๕๕–๒๕๗ ทุติยํ อุทยสุตฺตํ พราหมณ์อุทัยถวายบิณฑบาตแด่พระพุทธเจ้าติดต่อกันสามวัน วันที่สามจึงบ่นว่าสมณะนี้มาเรื่อยไม่หยุด พระพุทธเจ้าตรัสคาถาว่าด้วยการหว่านพืช เก็บเกี่ยว ให้ทาน ซ้ำแล้วซ้ำเล่านำไปสู่การเกิดในสวรรค์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ผู้ได้มรรคย่อมไม่ต้องเวียนเกิดอีก พราหมณ์เลื่อมใสจึงขอเป็นอุบาสกตลอดชีวิต
- หน้า ๒๕๗–๒๕๘ ตติยํ เทวหิตสุตฺตํ ขณะพระพุทธเจ้าประชวรด้วยโรคลม พระอุปวาณะไปขอน้ำอุ่นจากพราหมณ์เทวหิตซึ่งถวายด้วยความยินดี ทำให้พระอาการทุเลาลง พราหมณ์เทวหิตจึงทูลถามว่าควรให้ทานที่ไหนจึงมีผลมาก พระพุทธเจ้าตรัสว่าทานที่ให้แก่ผู้ระลึกชาติได้ เห็นการเวียนว่ายของสัตว์ และสิ้นอาสวะ (พระอรหันต์) ย่อมมีผลมาก พราหมณ์เลื่อมใสจึงขอเป็นอุบาสก
- หน้า ๒๕๘–๒๖๐ จตุตฺถํ มหาสาลสุตฺตํ พราหมณ์มหาศาลผู้ชราแต่งกายซอมซ่อทูลว่าถูกบุตรทั้งสี่ขับไล่ออกจากบ้านตามคำยุยงของภรรยา พระพุทธเจ้าทรงสอนคาถาให้ท่องต่อหน้าที่ประชุมและบุตรๆ เปรียบบุตรอกตัญญูว่าเป็นดั่งยักษ์ในร่างบุตร บุตรทั้งหลายสำนึกผิดจึงพากลับบ้าน อาบน้ำนุ่งห่มให้ พราหมณ์นำผ้าผืนหนึ่งมาถวายเป็นคาราจารย์ธนัญ พระพุทธเจ้าทรงรับด้วยความอนุเคราะห์ พราหมณ์จึงขอเป็นอุบาสก
- หน้า ๒๖๑–๒๖๒ ปญฺจมํ มานตฺถทฺธสุตฺตํ พราหมณ์มานัตถัทธะผู้ไม่เคยไหว้บิดามารดา อาจารย์ หรือพี่ชาย ตั้งใจไปหาพระพุทธเจ้าโดยคิดว่าจะพูดก็ต่อเมื่อพระองค์ทักก่อน เมื่อพระองค์ทรงนิ่ง พราหมณ์เกือบเดินกลับ แต่พระพุทธเจ้าทรงทราบใจจึงตรัสคาถาเตือนเรื่องมานะ พราหมณ์ตกใจที่พระองค์ทรงหยั่งรู้ใจตนจึงหมอบกราบ ทูลถามว่าควรเคารพผู้ใด พระพุทธเจ้าตรัสว่าควรเคารพมารดา บิดา พี่ชาย อาจารย์ และพระอรหันต์ผู้หมดมานะ พราหมณ์เลื่อมใสจึงขอเป็นอุบาสก
- หน้า ๒๖๓ ฉฏฺฐํ ปจฺจนิกสุตฺตํ พราหมณ์ปัจจนีกสาตะตั้งใจจะคัดค้านทุกคำที่พระพุทธเจ้าตรัส จึงเดินตามทูลขอให้แสดงธรรม พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้มีจิตเศร้าหมองมากไปด้วยความแข่งดีย่อมไม่อาจเข้าใจคำสุภาษิตได้ดี มีแต่ผู้ปราศจากความแข่งดีและอาฆาตเท่านั้นที่จะรู้ได้ พราหมณ์เลื่อมใสจึงขอเป็นอุบาสก
- หน้า ๒๖๓–๒๖๔ สตฺตมํ นวกมฺมิกสุตฺตํ พราหมณ์นวกัมมิกภารทวาชะกำลังควบคุมงานก่อสร้างในป่า เห็นพระพุทธเจ้าประทับนั่งสงบจึงสงสัยว่าพระองค์ทำงานอะไรจึงมีความยินดี ทูลถามด้วยคาถา พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าพระองค์ไม่มีกิจที่ต้องทำในป่าอีกแล้ว เพราะได้ถอนรากป่ารกภายใน (กิเลส) หมดสิ้น จึงยินดีอยู่ผู้เดียวโดยละความไม่ยินดีได้แล้ว พราหมณ์เลื่อมใสจึงขอเป็นอุบาสก
- หน้า ๒๖๔–๒๖๖ อฏฺฐมํ กฏฺฐหารสุตฺตํ ศิษย์หาฟืนของพราหมณ์ภารทวาชโคตรพบพระพุทธเจ้าประทับนั่งสงบในป่าจึงไปแจ้งอาจารย์ พราหมณ์มาดูแล้วทูลถามด้วยคาถาแสดงความพิศวงว่าเหตุใดจึงทรงเพลิดเพลินอยู่ผู้เดียวในป่าอันน่าสะพรึงกลัวโดยไม่มีดนตรีมหรสพ และถามว่าทรงบำเพ็ญตบะเพื่อหวังเป็นพรหมหรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าพระองค์ตัดความสงสัยและตัณหาที่มีรากจากอวิชชาได้หมดแล้ว บรรลุสัมโพธิญาณอันสูงสุด จึงเพ่งฌานอย่างผู้บริสุทธิ์ไม่หวั่นไหว มิใช่เพื่อหวังภพใด พราหมณ์เลื่อมใสจึงขอเป็นอุบาสก
- หน้า ๒๖๖–๒๖๗ นวมํ มาตุโปสกสุตฺตํ พราหมณ์มาตุโปสกะทูลว่าตนเลี้ยงดูมารดาบิดาด้วยภิกขาจารโดยธรรม ถามว่าตนทำสิ่งที่ควรทำแล้วหรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัสรับรองว่าเป็นเช่นนั้นจริง ผู้เลี้ยงดูมารดาบิดาด้วยภิกขาจารโดยธรรมย่อมได้บุญมาก เป็นที่สรรเสริญในโลกนี้และไปเกิดในสวรรค์เมื่อละโลก พราหมณ์เลื่อมใสจึงขอเป็นอุบาสก
- หน้า ๒๖๗–๒๖๘ ทสมํ ภิกฺขกสุตฺตํ พราหมณ์ภิกขกะทูลว่าทั้งตนและพระพุทธเจ้าต่างก็เป็น "ผู้ขอ" (ภิกขก) เหมือนกัน มีอะไรต่างกันบ้าง พระพุทธเจ้าตรัสว่าเพียงขอต่อผู้อื่นไม่ได้ทำให้เป็น "ภิกขุ" อย่างแท้จริง ต้องเป็นผู้ถือธรรมทั้งหมด ละทั้งบุญและบาปได้แล้ว ปฏิบัติด้วยความรู้แจ้งในโลก จึงจะเรียกว่าภิกขุ พราหมณ์เลื่อมใสจึงขอเป็นอุบาสก
- หน้า ๒๖๘–๒๖๙ เอกาทสมํ สงฺครวสุตฺตํ พราหมณ์สังคารวะเชื่อในการชำระบาปด้วยการอาบน้ำเช้าเย็น พระอานนท์ทูลเรื่องนี้แด่พระพุทธเจ้า พระองค์จึงเสด็จไปสอบถามพราหมณ์ถึงเหตุผล แล้วทรงแสดงธรรมว่าความบริสุทธิ์ที่แท้มาจากธรรม ศีลเป็นท่าน้ำอันใสสะอาด ผู้รู้แจ้งพระเวท (ผู้มีปัญญา) ย่อมอาบและข้ามถึงฝั่งโดยไม่แม้แต่เปียกกาย พราหมณ์เลื่อมใสจึงขอเป็นอุบาสก
- หน้า ๒๗๐–๒๗๑ ทฺวาทสมํ โขมทุสฺสสุตฺตํ ณ หมู่บ้านโขมทุสสะ พราหมณ์และคหบดีที่ประชุมกันในสภาเห็นพระพุทธเจ้าเสด็จมาแต่ไกล ต่างพูดดูหมิ่นว่าเป็นเพียง "คนโล้น" ที่ไม่รู้เรื่องธรรมในสภา พระพุทธเจ้าตรัสคาถาว่าที่ประชุมจะไม่นับเป็นสภาแท้หากคนดีในนั้นไม่กล่าวธรรม และผู้ละราคะ โทสะ โมหะ กล่าวธรรมได้เท่านั้นจึงเป็น "สัตบุรุษ" ที่แท้จริง ผู้ฟังเลื่อมใสพร้อมกันขอเป็นอุบาสก ปิดท้ายอุปาสกวรรคและพราหมณสังยุตต์ทั้งหมด
- หน้า ๒๗๒–๒๗๓ ปฐมํ นิกฺขนฺตสุตฺตํ เริ่มวังคีสสังยุตต์ พระวังคีสะผู้บวชใหม่เฝ้าวิหารอยู่ผู้เดียวขณะพระอุปัชฌาย์ไม่อยู่ เมื่อเห็นหญิงสาวแต่งตัวมาเที่ยววัด เกิดความไม่ยินดีในพรหมจรรย์และความกำหนัดรบกวนจิต ท่านตระหนักถึงโทษของความคิดนี้จึงตั้งใจขจัดมันด้วยตนเอง แล้วกล่าวคาถายืนยันความมั่นคงในธรรมว่าแม้กองทัพหญิงมากมายก็ไม่อาจทำให้หวั่นไหว เพราะตั้งมั่นในมรรคที่พระพุทธเจ้าทรงสอนแล้ว
- หน้า ๒๗๓–๒๗๕ ทุติยํ อรติสุตฺตํ คราวที่พระอุปัชฌาย์นิโครธกัปปะออกไปค้างแรมนอกวัด พระวังคีสะเกิดความไม่ยินดีและกำหนัดรบกวนจิตอีกครั้ง ท่านตั้งใจแก้ไขด้วยตนเองเช่นเดิม แล้วกล่าวคาถายาวว่าด้วยการละทั้งความยินดีและไม่ยินดี ละความคิดปรุงแต่งทางโลกทั้งปวง ไม่ยึดติดในสิ่งที่เห็น ได้ยิน หรือรับรู้ เป็นผู้บริสุทธิ์หมดตัณหาและทิฏฐิ สงบระงับ รอคอยเวลาแห่งความตายอย่างไม่หวั่นไหว
- หน้า ๒๗๕ ตติยํ เปสลาติมญฺญนาสุตฺตํ (ตอนต้น ยังไม่จบในไฟล์นี้) พระวังคีสะเกิดความหยิ่งทะนงในปฏิภาณของตนจนดูหมิ่นภิกษุผู้มีศีลรูปอื่น เมื่อรู้ตัวว่าเป็นความผิดจึงเกิดความสำนึกและเริ่มกล่าวคาถาเตือนตนเองให้ละมานะ พรรณนาโทษของความถือตัวที่นำสัตว์ไปสู่นรกและความทุกข์ยาวนาน เนื้อหาส่วนนี้ขาดตอนกลางคาถาเมื่อจบไฟล์ ยังไม่จบสุตตะ
- หน้า ๒๗๖ (เนื้อหาต่อเนื่องจากไฟล์ก่อนหน้า ไม่ปรากฏชื่อสูตร) เป็นบทสรุปท้ายพระสูตรที่ขาดหายชื่อ เนื้อหาต่อเนื่องมาจากไฟล์ก่อนหน้า (สันนิษฐานว่าเป็นท้ายอติมัญญนาสูตรในวังคีสสังยุต) กล่าวถึงภิกษุผู้เห็นธรรมแล้วย่อมไม่เศร้าโศก ปฏิบัติถูกทางจนได้รับเกียรติและความสุข ละนิวรณ์และมานะได้หมดสิ้น บรรลุความสงบด้วยปัญญา เนื้อหาส่วนนี้ไม่สมบูรณ์เพราะเป็นเพียงตอนท้ายที่ตัดมา
- หน้า ๒๗๖–๒๗๗ จตุตฺถํ อานนฺทสุตฺตํ พระวังคีสะเกิดราคะรบกวนจิตใจขณะติดตามพระอานนท์บิณฑบาตในเมืองสาวัตถี จึงขอให้พระอานนท์ช่วยแนะนำวิธีดับไฟราคะด้วยความเมตตา พระอานนท์แสดงธรรมสอนให้เห็นสังขารโดยความเป็นอื่นมิใช่ตน หลีกเลี่ยงนิมิตแห่งความงามที่นำมาซึ่งราคะ เจริญอสุภกรรมฐานและสติปัฏฐาน จนละมานานุสัยได้และถึงความสงบ
- หน้า ๒๗๗–๒๗๘ ปญฺจมํ สุภาสิตสุตฺตํ พระพุทธเจ้าตรัสองค์ประกอบ ๔ ประการของวาจาสุภาษิต คือ กล่าวแต่คำสุภาษิตไม่ใช่ทุพภาษิต กล่าวแต่ธรรมไม่ใช่อธรรม กล่าวแต่คำที่น่ารักไม่ใช่คำที่ไม่น่ารัก และกล่าวแต่คำสัตย์ไม่ใช่คำเท็จ จากนั้นพระวังคีสะเกิดปฏิภาณกราบทูลขอกล่าวคาถาสรรเสริญเพิ่มเติมด้วยถ้อยคำของตนเองในเรื่องเดียวกัน
- หน้า ๒๗๘–๒๘๐ ฉฏฺฐํ สารีปุตฺตสุตฺตํ พระสารีบุตรแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายด้วยวาจาไพเราะชัดเจน ทั้งโดยย่อและโดยพิสดาร ทำให้ภิกษุตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ พระวังคีสะเกิดปฏิภาณกล่าวคาถาสรรเสริญพระสารีบุตรต่อหน้าท่านว่าเป็นผู้มีปัญญาลึกซึ้ง ฉลาดในทางและมิใช่ทาง มีเสียงไพเราะไม่ต่างจากนกสาลิกา
- หน้า ๒๘๐–๒๘๒ สตฺตมํ ปวารณาสุตฺตํ ในวันปวารณา พระพุทธเจ้าทรงเปิดโอกาสให้สงฆ์ติเตียนพระองค์ทั้งทางกายและวาจา พระสารีบุตรกราบทูลว่าไม่มีผู้ใดพึงติเตียนพระองค์ได้เพราะทรงเป็นผู้เปิดมรรคที่ยังไม่เคยเปิด และขอปวารณาต่อพระองค์บ้าง พระพุทธเจ้าตรัสสรรเสริญคุณของพระสารีบุตรหลายประการและอธิบายคุณวิเศษของภิกษุ ๕๐๐ รูปในที่ประชุม พระวังคีสะจึงกล่าวคาถาสรรเสริญหมู่สงฆ์ผู้สิ้นสังโยชน์นั้น
- หน้า ๒๘๒–๒๘๔ อฏฺฐมํ ปโรสหสฺสสุตฺตํ พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเกี่ยวเนื่องด้วยนิพพานแก่ภิกษุกว่าพันสองร้อยห้าสิบรูปล้วนเป็นพระอรหันต์ พระวังคีสะเกิดปฏิภาณกล่าวคาถาสรรเสริญพระพุทธเจ้าดุจเมฆใหญ่โปรยฝนธรรมแก่สาวก เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสถามว่าคาถานั้นคิดไว้ก่อนหรือเกิดขึ้นเฉพาะหน้า พระวังคีสะทูลว่าเกิดขึ้นเฉพาะหน้า จึงตรัสให้กล่าวคาถาที่ไม่ได้คิดไว้ก่อนอีกครั้ง ซึ่งพระวังคีสะได้สรรเสริญพระพุทธเจ้าผู้ทรงเปิดเผยมรรคข้ามโอฆะและทรงแสดงอริยสัจ
- หน้า ๒๘๔–๒๘๖ นวมํ โกณฺฑญฺญสุตฺตํ พระอัญญาโกณฑัญญะไม่ได้มาเฝ้าพระพุทธเจ้ามาเป็นเวลานาน เมื่อมาถึงจึงหมอบกราบซบพระบาทและจูบพระบาทด้วยปีติ ประกาศชื่อตนซ้ำๆ ด้วยความปลาบปลื้ม พระวังคีสะกล่าวคาถาสรรเสริญว่าท่านเป็นพระสาวกผู้ตรัสรู้ตามพระพุทธเจ้า มีความเพียรกล้า บรรลุธรรมทุกอย่างที่สาวกพึงบรรลุด้วยความไม่ประมาท พร้อมทั้งมีวิชชาสามและฉลาดในการกำหนดรู้จิตผู้อื่น
- หน้า ๒๘๖–๒๘๗ ทสมํ โมคฺคลฺลานสุตฺตํ ขณะพระพุทธเจ้าประทับท่ามกลางภิกษุอรหันต์ ๕๐๐ รูป พระมหาโมคคัลลานะใช้จิตของตนตรวจสอบจิตของภิกษุเหล่านั้นแล้วพบว่าล้วนหลุดพ้นปราศจากอุปธิ พระวังคีสะจึงกล่าวคาถาสรรเสริญอิทธานุภาพของพระโมคคัลลานะที่ตรวจสอบจิตของหมู่สาวก และสรรเสริญพระพุทธเจ้าผู้เป็นมุนีถึงฝั่งแห่งทุกข์ประทับท่ามกลางสาวกวิเศษเหล่านั้น
- หน้า ๒๘๗–๒๘๘ เอกาทสมํ คคฺคราสุตฺตํ พระพุทธเจ้าประทับที่ริมสระคัคครา เมืองจัมปา ท่ามกลางภิกษุสงฆ์ อุบาสกอุบาสิกาจำนวนมาก และหมู่เทวดาจำนวนนับพัน ทรงรุ่งเรืองด้วยวรรณะและยศ พระวังคีสะกล่าวคาถาเดียวเปรียบเทียบพระพุทธเจ้าดุจพระจันทร์ปราศจากเมฆหมอกบดบัง ทรงรุ่งเรืองเหนือโลกทั้งปวงด้วยยศ
- หน้า ๒๘๘ ทฺวาทสมํ วงฺคีสสุตฺตํ หลังบรรลุอรหัตตผลไม่นาน พระวังคีสะขณะเสวยวิมุตติสุขได้เปล่งอุทานคาถาย้อนเล่าชีวิตตนที่เคยเป็นกวีเร่ร่อนไปตามเมืองต่างๆ จนได้พบพระพุทธเจ้า เกิดศรัทธาฟังธรรมเรื่องขันธ์อายตนะธาตุแล้วออกบวช และบัดนี้ประกาศว่าตนบรรลุวิชชาสาม มีฤทธิ์ และฉลาดในการกำหนดรู้จิตผู้อื่นแล้ว ปิดท้ายวังคีสสังยุต
- หน้า ๒๙๐–๒๙๑ ปฐมํ วิเวกสุตฺตํ ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ป่าในแคว้นโกศล ขณะพักกลางวันกลับตรึกนึกถึงเรื่องบ้านเรือนอันเป็นอกุศลทั้งที่แสวงหาความสงัด เทวดาผู้สิงอยู่ในป่านั้นสงสารและปรารถนาให้เกิดสังเวช จึงกล่าวคาถาเตือนให้เห็นสังขารโดยความเป็นอื่น เจริญอสุภกรรมฐาน และสลัดกิเลสดุจนกสลัดฝุ่นจากปีก ภิกษุนั้นสังเวชใจตามคำเตือน
- หน้า ๒๙๑–๒๙๒ ทุติยํ อุปฏฺฐานสุตฺตํ ภิกษุรูปหนึ่งนอนหลับในเวลาพักกลางวัน เทวดาในป่าจึงปลุกด้วยคาถาถามว่าจะหลับไปทำไม ในเมื่อร่างกายเปรียบดังคนถูกลูกศรเสียบแทงอยู่ พร้อมเตือนให้ระลึกถึงศรัทธาที่นำมาสู่การออกบวช และตั้งคำถามซ้ำเป็นชุดว่าบวชไปเพื่ออะไรหากยังไม่ละความประมาทและตกอยู่ใต้อำนาจความหลับใหล
- หน้า ๒๙๒ ตติยํ กสฺสปโคตฺตสุตฺตํ พระกัสสปโคตตะสอนพรานป่าคนหนึ่งในเวลาไม่เหมาะสมขณะพักกลางวัน เทวดาในป่าจึงเตือนท่านว่าการสอนคนโง่เขลาไม่ตั้งใจฟังในเวลาที่ไม่ถูกต้องนั้นไร้ผล เปรียบดังจุดประทีปให้แสงสว่างสิบดวงแก่คนตาบอด ก็ไม่อาจมองเห็นรูปได้เพราะไม่มีดวงตา ท่านเกิดความสังเวชตามคำเตือนนั้น
- หน้า ๒๙๓ จตุตฺถํ สมฺพหุลสุตฺตํ หลังจำพรรษาแล้วครบสามเดือน ภิกษุหลายรูปที่อยู่ในป่าแห่งหนึ่งพากันออกจาริกไป เทวดาผู้สิงในป่าไม่เห็นภิกษุเหล่านั้นอีกจึงคร่ำครวญด้วยความอ้างว้าง เทวดาอีกองค์หนึ่งตอบว่าภิกษุเหล่านั้นได้จาริกไปยังแคว้นมคธ โกศล และวัชชี อยู่อย่างไม่ยึดติดที่อยู่ประจำดุจฝูงลิงหรือกวางที่เที่ยวไปเป็นหมู่
- หน้า ๒๙๓–๒๙๔ ปญฺจมํ อานนฺทสุตฺตํ พระอานนท์อยู่ป่าแต่ใช้เวลามากเกินควรในการชักชวนคฤหัสถ์ให้เลื่อมใส เทวดาในป่าจึงเตือนให้ท่านเข้าไปสู่โคนไม้อันร่มรื่น น้อมนิพพานไว้ในใจ เจริญฌานอย่างไม่ประมาท และอย่าให้สิ่งรบกวนเล็กน้อยเหล่านั้นมีผลอันใดต่อการปฏิบัติของท่าน
- หน้า ๒๙๔–๒๙๕ ฉฏฺฐํ อนุรุทฺธสุตฺตํ นางชาลินี เทพธิดาชั้นดาวดึงส์ผู้เคยเป็นภรรยาของพระอนุรุทธ์ในชาติก่อน มาชักชวนให้ท่านตั้งจิตปรารถนาไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ดังที่เคยอยู่ พระอนุรุทธ์ตอบว่าแม้เทพธิดาเหล่านั้นก็ยังยึดติดสักกายะอยู่ เมื่อนางแย้งว่าผู้ไม่เคยเห็นสวรรค์ย่อมไม่รู้จักสุขแท้จริง ท่านจึงชี้ว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ความสงบระงับต่างหากคือสุข และประกาศว่าตนสิ้นภพชาติแล้ว ไม่ต้องเกิดในหมู่เทพอีกต่อไป
- หน้า ๒๙๕ สตฺตมํ นาคทตฺตสุตฺตํ พระนาคทัตตะเข้าบ้านเช้าเกินไปและกลับสายเกินไป คลุกคลีร่วมสุขร่วมทุกข์กับคฤหัสถ์มากเกินควร เทวดาในป่าเตือนท่านด้วยความหวังดีว่าอย่าคลุกคลีในตระกูลจนใกล้ชิดเกินไป เพราะเกรงว่าท่านจะตกอยู่ในอำนาจของมัจจุราชผู้มีกำลังมาก ท่านเกิดความสังเวชตามคำเตือนนั้น
- หน้า ๒๙๖ อฏฺฐมํ กุลฆรณีสุตฺตํ ภิกษุรูปหนึ่งคลุกคลีลึกซึ้งกับตระกูลหนึ่งเกินควร เทวดาแปลงกายเป็นแม่เรือนของตระกูลนั้นเข้ามาถามท่านด้วยคาถาถึงคำนินทาตามท้องถนนว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไร พร้อมกล่าวเตือนว่านักบวชพึงอดทนต่อคำนินทาโดยไม่หวั่นไหว มิเช่นนั้นจะกลายเป็นผู้จิตเบาหวิวไม่อาจสำเร็จกิจของตนได้
- หน้า ๒๙๖–๒๙๗ นวมํ วชฺชีปุตฺตสุตฺตํ ภิกษุวัชชีบุตรรูปหนึ่งอยู่ป่าใกล้เมืองเวสาลีเพียงลำพัง คืนหนึ่งได้ยินเสียงมหรสพในเมืองระหว่างงานเทศกาลจึงคร่ำครวญว่าตนไร้ค่าดุจท่อนไม้ที่ถูกทิ้งไว้ในป่า เทวดาในป่าจึงปลอบใจว่าแม้ท่านอยู่ป่าคนเดียวดุจท่อนไม้ที่ถูกทิ้ง แต่ก็ยังมีผู้จำนวนมากปรารถนาเป็นเช่นท่าน ดุจสัตว์นรกที่ปรารถนาจะไปเกิดในสวรรค์
- หน้า ๒๙๗–๒๙๘ ทสมํ สชฺฌายสุตฺตํ ภิกษุรูปหนึ่งแต่เดิมสาธยายธรรมบทอยู่เสมอ ภายหลังกลับเงียบเฉยไม่สาธยายอีก เทวดาในป่าถามด้วยความสงสัยว่าเหตุใดจึงหยุดสาธยายธรรมบททั้งที่การฟังธรรมนำมาซึ่งความเลื่อมใสและคำสรรเสริญ ภิกษุตอบว่าแต่ก่อนตนยังมีฉันทะติดอยู่ในบทธรรมนั้น แต่บัดนี้เมื่อประกอบด้วยวิราคะแล้ว จึงละวางสิ่งที่เคยยึดถือทั้งหมดได้ด้วยปัญญารู้แจ้ง
- หน้า ๒๙๘–๒๙๙ เอกาทสมํ อโยนิโสมนสิการสุตฺตํ ภิกษุรูปหนึ่งขณะพักกลางวันตรึกอกุศลวิตกทั้งกามวิตก พยาบาทวิตก และวิหิงสาวิตก เทวดาในป่าเตือนว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะมนสิการโดยไม่แยบคาย ควรเปลี่ยนมาพิจารณาโดยแยบคาย ระลึกถึงพระศาสดา พระธรรม พระสงฆ์และศีล จะเกิดปราโมทย์และปีติสุขจนสามารถทำที่สุดแห่งทุกข์ได้
- หน้า ๒๙๙ ทฺวาทสมํ มชฺฌนฺติกสุตฺตํ เทวดากล่าวถึงบรรยากาศป่าใหญ่ในยามเที่ยงวันขณะที่นกสงบนิ่งและมีเสียงแมลงในป่าดังกึกก้อง คาถาแรกกล่าวว่าเสียงเช่นนั้นทำให้เกิดความหวาดกลัว ส่วนคาถาที่สองในบรรยากาศเดียวกันกลับกล่าวว่าทำให้เกิดความเบิกบานยินดี เป็นบทสนทนาสั้นสะท้อนมุมมองที่ต่างกันต่อความสงัดเงียบของป่าในยามเที่ยงวัน
- หน้า ๒๙๙–๓๐๐ เตรสมํ ปากตินฺทฺริยสุตฺตํ ภิกษุหลายรูปในป่าแคว้นโกศลประพฤติตัวคะนอง พูดพล่าม จิตฟุ้งซ่านขาดสติสัมปชัญญะ เทวดาผู้สงสารเตือนด้วยคาถาว่าแต่ก่อนสาวกพระโคดมเลี้ยงชีพอย่างสมถะ ไม่ทะเยอทะยานในอาหารและเสนาสนะจนเข้าใจความไม่เที่ยงของโลกและทำที่สุดทุกข์ได้ แต่บัดนี้บางพวกเลี้ยงชีพยากดุจคฤหบดี ติดในเรือนผู้อื่นเยี่ยงเปรต เทวดากล่าวตำหนิผู้ประมาทและนอบน้อมแก่ผู้ไม่ประมาท
- หน้า ๓๐๐–๓๐๑ จุทฺทสมํ ปทุมปุปฺผสุตฺตํ ภิกษุรูปหนึ่งหลังบิณฑบาตแล้วลงไปในสระบัวและดมกลิ่นดอกบัวที่ไม่มีผู้ให้ เทวดาตำหนิว่าเป็นการขโมยกลิ่นดอกไม้ที่ไม่ได้รับอนุญาต ภิกษุแย้งว่าตนมิได้เด็ดหรือหักดอกบัว เทวดาอธิบายว่าแม้ผิดเพียงเล็กน้อยก็ปรากฏใหญ่โตแก่ผู้แสวงหาความบริสุทธิ์ ภิกษุเห็นด้วยและขอให้เทวดาช่วยเตือนตนอีกเมื่อพบข้อบกพร่อง เทวดาตอบว่าตนมิได้เป็นผู้รับใช้ ท่านพึงรู้ทางไปสู่สุคติด้วยตนเอง เป็นการปิดท้ายวนสังยุต
- หน้า ๓๐๓ ปฐมํ อินฺทกสุตฺตํ ยักษ์อินทกะทูลถามพระพุทธเจ้าว่า ในเมื่อพระพุทธเจ้าตรัสว่ารูปมิใช่ชีวะ ร่างกายนี้ได้มาอย่างไรและก้อนกระดูกเนื้อนี้ติดอยู่ในครรภ์ได้อย่างไร พระพุทธเจ้าทรงอธิบายลำดับการก่อเกิดของทารกในครรภ์ตั้งแต่กลละ อัพพุทะ เปสิ ฆนะ จนถึงมีผมขนเล็บ โดยอาศัยอาหารที่มารดาบริโภคเลี้ยงดูจนเติบโต
- หน้า ๓๐๓–๓๐๔ ทุติยํ สกฺกสุตฺตํ ยักษ์ชื่อสักกะ (มิใช่ท้าวสักกะเทวราช) ทูลติงว่าสมณะผู้หลุดพ้นจากเครื่องผูกแล้วไม่ควรสั่งสอนผู้อื่น พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าผู้มีปัญญาไม่ควรผูกพันด้วยจิตเยื่อใยในความสัมพันธ์ใดๆ แต่หากสั่งสอนผู้อื่นด้วยจิตเลื่อมใสบริสุทธิ์และเมตตากรุณา ก็ไม่ชื่อว่าติดข้องแต่อย่างใด
- หน้า ๓๐๔–๓๐๕ ตติยํ สูจิโลมสุตฺตํ ยักษ์ขระและสูจิโลมเดินผ่านพระพุทธเจ้าและสงสัยว่าเป็นสมณะจริงหรือไม่ สูจิโลมยักษ์เข้าไปเอากายอันแหลมคมเสียดสีพระวรกาย แล้วขู่จะเหวี่ยงพระองค์ข้ามแม่น้ำคงคาหากไม่ตอบปัญหา จึงทูลถามว่าราคะ โทสะ ความไม่ยินดี ความยินดี และความหวาดกลัวเกิดจากอะไร พระพุทธเจ้าตรัสว่าสิ่งเหล่านี้เกิดจากตัวตนเอง เปรียบดังรากไม้ไทรและเถาวัลย์ที่แผ่คลุมป่า ผู้ใดรู้เหตุเกิดย่อมกำจัดได้และข้ามโอฆะอันข้ามได้ยากนี้ไปโดยไม่ต้องกลับมาเกิดอีก
- หน้า ๓๐๖ จตุตฺถํ มณิภทฺทสุตฺตํ ยักษ์มณีภัทท์กล่าวคาถาว่าผู้มีสติย่อมมีความเจริญและความสุขเสมอ พระพุทธเจ้าทรงแก้ไขเพิ่มเติมคาถานั้นว่า แม้เป็นเช่นนั้นก็ยังต้องมีเมตตาต่อสัตว์ทั้งปวงอยู่เสมอด้วย จึงจะเป็นผู้พ้นจากเวรได้อย่างแท้จริง
- หน้า ๓๐๖–๓๐๘ ปญฺจมํ สานุสุตฺตํ เด็กชายชื่อสานุถูกยักษ์เข้าสิง มารดาผู้เป็นอุบาสิกาคร่ำครวญว่าเคยได้ยินจากพระอรหันต์ว่ายักษ์ไม่รังควานผู้รักษาอุโบสถและประพฤติพรหมจรรย์ เหตุใดจึงมาเล่นงานลูกของตน ยักษ์ตอบยืนยันความจริงนั้นและสั่งสอนผ่านมารดาว่าให้บอกสานุอย่าทำบาปทั้งที่ลับและที่แจ้ง เมื่อเด็กฟื้นขึ้นถามมารดาว่าเหตุใดจึงร้องไห้ราวกับตนตาย มารดาอธิบายว่าคนที่ละกามได้แล้วกลับเวียนมาหากามอีกก็เปรียบเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ ดุจผู้รอดจากไฟแต่ยังปรารถนาจะกลับเข้าไปอีก
- หน้า ๓๐๘ ฉฏฺฐํ ปิยงฺกรสุตฺตํ นางยักษิณีปิยังกรมาตาปลอบลูกน้อยให้เงียบขณะพระอนุรุทธ์สาธยายธรรมบทในยามเช้ามืด โดยบอกว่าหากเข้าใจธรรมบทแล้วจะได้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์แก่ตนเอง พร้อมทั้งอธิษฐานว่าขอให้ตนและลูกสำรวมในสัตว์ทั้งปวง ไม่พูดเท็จ ฝึกฝนศีลของตนให้ดี เพื่อจะได้พ้นจากกำเนิดยักษ์
- หน้า ๓๐๘–๓๑๐ สตฺตมํ ปุนพฺพสุสุตฺตํ นางยักษิณีปุนัพพสุมาตาปลอบลูกทั้งสองให้เงียบเพื่อจะได้ฟังพระพุทธเจ้าแสดงธรรมเรื่องนิพพาน โดยกล่าวว่าการฟังพระสัทธรรมมีค่ายิ่งกว่าความรักที่มีต่อบุตรและสามี เพราะสามารถปลดเปลื้องสัตว์จากทุกข์ ชรา และมรณะได้จริง ธิดาชื่ออุตตริกาสัญญาจะเงียบเพื่อให้มารดาฟังธรรม มารดาจึงชื่นชมบุตรทั้งสองว่าเป็นบัณฑิตที่รักพระสัทธรรมของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ
- หน้า ๓๑๐–๓๑๒ อฏฺฐมํ สุทตฺตสุตฺตํ อนาถบิณฑิกเศรษฐีได้ยินข่าวว่าพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลก จึงรีบไปเข้าเฝ้าแต่เช้ามืดทั้งที่ยังมืดอยู่ เมื่อเดินออกจากเมืองเกิดความมืดและความกลัวจนเกือบจะถอยกลับถึงสามครั้ง ยักษ์สีวกะปรากฏกายให้กำลังใจด้วยคาถาเป็นระยะจนความกลัวสงบลงทุกครั้ง เมื่อไปถึงพระพุทธเจ้าตรัสเรียกชื่อเดิมของท่านว่า "สุทัตตะ" ทำให้ปีติยินดียิ่ง และตรัสว่าผู้ดับกิเลสแล้วย่อมนอนหลับเป็นสุขเสมอ เพราะปราศจากความเร่าร้อนในกามและตัดอาลัยได้แล้ว
- หน้า ๓๑๒–๓๑๓ นวมํ ปฐมสุกฺกาสุตฺตํ ยักษ์ผู้เลื่อมใสในภิกษุณีสุกกาเดินป่าวประกาศไปตามท้องถนนในเมืองราชคฤห์ ตำหนิชาวเมืองที่ไม่ยอมเข้าไปฟังธรรมจากพระสุกกาผู้แสดงอมตบท และสรรเสริญว่าธรรมเทศนาของท่านไพเราะหาที่เปรียบมิได้ ผู้มีปัญญาย่อมดื่มด่ำในธรรมนั้นดุจนักเดินทางดื่มน้ำฝนจากเมฆฝน
- หน้า ๓๑๓–๓๑๔ ทสมํ ทุติยสุกฺกาสุตฺตํ และเอกาทสมํ จีราสุตฺตํ อุบาสกคนหนึ่งถวายภัตตาหารแก่ภิกษุณีสุกกา และในอีกสูตรถัดมาอุบาสกอีกคนหนึ่งถวายจีวรแก่ภิกษุณีจีรา ยักษ์ผู้เลื่อมใสในภิกษุณีทั้งสองต่างเดินป่าวประกาศไปตามท้องถนนสรรเสริญอุบาสกเหล่านั้นว่าได้บุญมาก เพราะได้ถวายทานแก่ผู้หลุดพ้นจากกิเลสเครื่องผูกทั้งปวงแล้ว ทั้งสองสูตรมีโครงเรื่องและถ้อยคำเกือบเหมือนกันทุกประการ ต่างเพียงชื่อภิกษุณีและสิ่งของที่ถวาย
- หน้า ๓๑๔–๓๑๖ ทฺวาทสมํ อาฬวกสุตฺตํ ยักษ์อาฬวกะสั่งให้พระพุทธเจ้าออกและเข้าที่พักของตนสลับกันซ้ำหลายครั้ง แล้วขู่จะเหวี่ยงพระองค์ข้ามแม่น้ำคงคาหากไม่ตอบปัญหา จึงทูลถามถึงทรัพย์อันประเสริฐ ความประพฤติที่นำสุขมาให้ รสอันเลิศ วิธีการดำเนินชีวิตที่ประเสริฐที่สุด และวิธีข้ามโอฆะข้ามมหาสมุทรให้พ้นทุกข์และบริสุทธิ์ พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าศรัทธาคือทรัพย์ประเสริฐ ธรรมที่ประพฤติดีนำสุขมาให้ สัจจะคือรสเลิศ ปัญญาคือการดำเนินชีวิตประเสริฐสุด ข้ามโอฆะด้วยศรัทธา ข้ามทุกข์ด้วยความเพียร บริสุทธิ์ด้วยปัญญา ยักษ์อาฬวกะเลื่อมใสยิ่งและตั้งใจจะเที่ยวจาริ
- หน้า ๓๑๗–๓๒๐ ปฐมํ สุวีรสุตฺตํ และทุติยํ สุสิมสุตฺตํ ท้าวสักกะเทวราชสั่งให้เทพบุตรสุวีร (และในสูตรถัดมาคือเทพบุตรสุสิม) ออกไปต่อสู้กับพวกอสูรถึงสามครั้ง แต่เทพบุตรนั้นเพียงรับคำแล้วผัดผ่อนประมาทเลื่อยเวลาไปทุกครั้งไม่ยอมไป ท้าวสักกะจึงกล่าวคาถาแดกดันเสนอที่อยู่อันมีสุขโดยไม่ต้องเพียร เมื่อเทพบุตรอยากได้เช่นนั้นจริง ท้าวสักกะจึงเฉลยว่าสุขอันปราศจากเหตุเช่นนั้นไม่มี มีแต่หนทางสู่นิพพานเท่านั้นที่เป็นเช่นนั้นได้แต่ก็ต้องอาศัยความเพียร พระพุทธเจ้าทรงสรุปว่าแม้ท้าวสักกะยังทรงสรรเสริญความเพียร ภิกษุผู้บวชในธรรมวินัยนี้จึงควรเพียรพยายามยิ่งกว่า ทั้งสองสู
- หน้า ๓๒๐–๓๒๓ ตติยํ ธชคฺคสุตฺตํ ท้าวสักกะเคยตรัสสั่งเทวดาชั้นดาวดึงส์ว่าหากเกิดความกลัวในสงคราม ให้แหงนดูยอดธงของพระองค์หรือของเทวราชองค์อื่นๆ ความกลัวก็จะหายไป แต่พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่าวิธีนั้นไม่แน่นอน เพราะท้าวสักกะเองยังไม่ปราศจากราคะโทสะโมหะและอาจหวาดกลัวหนีได้เช่นกัน จึงทรงสอนภิกษุว่าหากเกิดความกลัวขณะอยู่ป่า โคนไม้ หรือเรือนว่าง ให้ระลึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม หรือพระสงฆ์แทน เพราะพระตถาคตทรงปราศจากราคะโทสะโมหะโดยสิ้นเชิงและไม่มีวันหวาดกลัวหนี ความกลัวจะระงับไปได้แน่นอน
- หน้า ๓๒๓–๓๒๖ จตุตฺถํ เวปจิตฺติสุตฺตํ เมื่อเทวดาชนะสงครามและจับเวปจิตติอสุรินทร์มาผูกไว้ เวปจิตติกลับด่าว่าท้าวสักกะด้วยวาจาหยาบอยู่เสมอทุกครั้งที่ผ่าน นายมาตลิสารถีถามว่าเหตุใดท้าวสักกะจึงอดทนราวกับกลัวหรืออ่อนแอ ท้าวสักกะตอบว่ามิใช่เพราะกลัวแต่เพราะบัณฑิตไม่ควรวิวาทกับคนพาล และแสดงคาถายืดยาวสรรเสริญขันติว่าเป็นกำลังของผู้แข็งแกร่งอย่างแท้จริง ผู้อดกลั้นต่อความโกรธของผู้อื่นได้ย่อมชนะสงครามที่ชนะได้ยากและเป็นประโยชน์ทั้งแก่ตนและผู้อื่น
- หน้า ๓๒๖–๓๒๘ ปญฺจมํ สุภาสิตชยสุตฺตํ เวปจิตติเสนอให้ตัดสินชัยชนะด้วยการประกวดคำพูดไพเราะระหว่างตนกับท้าวสักกะ โดยให้บริวารทั้งสองฝ่ายเป็นผู้ตัดสิน คาถาของเวปจิตติที่กล่าวถึงการลงโทษคนพาลอย่างรุนแรงได้รับเสียงเชียร์จากฝ่ายอสูรแต่เทวดานิ่งเงียบ ส่วนคาถาของท้าวสักกะเรื่องขันติและการไม่ตอบโต้คนโกรธได้รับเสียงเชียร์จากฝ่ายเทวดา ในที่สุดทั้งสองฝ่ายร่วมตัดสินว่าคาถาของเวปจิตติแฝงด้วยอาชญาและการทะเลาะวิวาท ส่วนคาถาของท้าวสักกะปราศจากสิ่งเหล่านั้น ชัยชนะด้วยคำสุภาษิตจึงเป็นของท้าวสักกะ
- หน้า ๓๒๘–๓๒๙ ฉฏฺฐํ กุลาวกสุตฺตํ ในสงครามเทวาสุรสงครามครั้งหนึ่ง ฝ่ายเทวดาพ่ายแพ้ต้องหนี เส้นทางรถของท้าวสักกะจะต้องผ่านต้นงิ้วที่มีรังนกครุฑอยู่ ท้าวสักกะจึงสั่งนายมาตลิให้หลบเลี่ยงไม่ให้รถไปทำลายรัง แม้จะต้องเสี่ยงชีวิตให้อสูรจับได้ก็ตาม ฝ่ายอสูรเห็นรถเทวดาเลี้ยวกลับจึงเข้าใจผิดว่าเทวดาจะกลับมาสู้จึงพากันหนีกลับเข้าเมืองอสูร ชัยชนะครั้งนี้ของท้าวสักกะจึงเกิดขึ้นด้วยธรรมมิใช่ด้วยกำลัง
- หน้า ๓๒๙–๓๓๐ สตฺตมํ นทุพฺภิยสุตฺตํ ขณะทรงหลีกเร้นอยู่ลำพัง ท้าวสักกะทรงดำริว่าแม้ผู้ใดจะเป็นศัตรูของพระองค์ พระองค์ก็จะไม่ทรยศต่อผู้นั้น เวปจิตติหยั่งรู้ความคิดนี้ด้วยใจจึงเข้ามาหา ท้าวสักกะร้องท้าว่า "หยุดก่อน เวปจิตติ เจ้าถูกจับได้แล้ว" เวปจิตติตอบว่าความคิดเดิมที่เคยมีนั้นย่อมแปรเปลี่ยนไปได้ ท้าวสักกะจึงขอให้เวปจิตติสาบานว่าจะไม่ทรยศต่อกัน พร้อมกล่าวคาถาว่าขอให้บาปของผู้พูดเท็จ ผู้ติเตียนพระอริยะ ผู้ทรยศมิตร และผู้อกตัญญู จงตกแก่ผู้ที่ทรยศต่อท้าวสุชัมบดี (สักกะ)
- หน้า ๓๓๐ อฏฺฐมํ วิโรจนอสุรินฺทสุตฺตํ เนื้อหาไม่จบสมบูรณ์เพราะถูกตัดตอนที่ท้ายไฟล์ ขณะพระพุทธเจ้าทรงหลีกเร้นพักกลางวัน ท้าวสักกะเทวราชและท้าวเวโรจนะอสุรินทร์เสด็จมายืนพิงบานประตูคนละข้าง ท้าวเวโรจนะกล่าวคาถาว่าบุคคลควรพยายามจนกว่าจะสำเร็จประโยชน์ เพราะความสำเร็จที่งดงามเป็นถ้อยคำของตน พระพุทธเจ้าตรัสคาถาตอบในทำนองเดียวกันแต่ทรงเสริมว่าไม่มีสิ่งใดยิ่งไปกว่าขันติ เนื้อหาขาดหายไปหลังจากนี้เนื่องจากไฟล์สิ้นสุดพอดี
- หน้า ๓๓๑ วิโรจนสุตตํ (ส่วนท้าย) เป็นเนื้อหาส่วนท้ายที่ต่อเนื่องมาจากตอนก่อนหน้า (เนื้อหาส่วนต้นถูกตัดขาดไป) ปรากฏเพียงคาถาซ้ำสองบทที่มีเนื้อความคล้ายกันแต่ลงท้ายต่างกัน บทแรกเป็น "วาจาของท้าวเวโรจนะ" (จอมอสูร) ที่เน้นว่าประโยชน์ที่สำเร็จผลนั้นงดงาม ส่วนบทที่สองเปลี่ยนบทลงท้ายเป็นว่า "ไม่มีสิ่งใดยิ่งไปกว่าขันติ" ซึ่งเป็นคำโต้ตอบของท้าวสักกะ แสดงความแตกต่างระหว่างค่านิยมของอสูรที่เห็นแก่ผลสำเร็จ กับค่านิยมของเทวราชที่ยกย่องความอดทน
- หน้า ๓๓๑–๓๓๒ อารญฺญกสุตตํ ครั้งหนึ่งมีฤๅษีผู้มีศีลจำนวนมากอาศัยอยู่ในกระท่อมใบไม้กลางป่า ท้าวสักกะและท้าวเวปจิตติจอมอสูรต่างเข้าไปเยี่ยม แต่เวปจิตติสวมรองเท้า คาดกระบี่ กางร่ม เดินผ่านฤๅษีโดยไม่เคารพ ส่วนสักกะถอดรองเท้า วางอาวุธ พับร่ม เข้าไปประนมมือนมัสการโดยเคารพ ฤๅษีจึงกล่าวคาถาเตือนว่ากลิ่นกายของฤๅษีผู้บำเพ็ญมานานลอยไปตามลมอาจไม่บริสุทธิ์ แต่สักกะตอบว่าเทวดาไม่รังเกียจกลิ่นนั้น กลับปรารถนาดุจดอกไม้ประดับศีรษะ สื่อถึงผลต่างกันของความอ่อนน้อมกับความหยิ่งผยอง
- หน้า ๓๓๒–๓๓๔ สมุทฺทกสุตตํ คราวเกิดสงครามระหว่างเทวดากับอสูร ฤๅษีผู้มีศีลที่อาศัยอยู่ริมทะเลเกรงภัยจากฝ่ายอสูร จึงไปขอ "พรความไม่มีภัย" จากท้าวสัมพระจอมอสูร แต่สัมพระกลับประกาศให้แต่ความกลัวแก่ผู้ที่คบท้าวสักกะ ฤๅษีจึงกล่าวคาถาสาปกลับว่าทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว ตามพืชที่หว่านย่อมได้ผลเช่นนั้น ผลคือสัมพระต้องหวาดผวาสะดุ้งตื่นคืนละสามครั้งด้วยคำสาปนั้น ตอนนี้จบวรรคที่หนึ่งของสักกสังยุตต์
- หน้า ๓๓๕–๓๓๖ ปฐมเทวสุตตํ พระพุทธเจ้าตรัสว่าเมื่อครั้งท้าวสักกะยังเป็นมนุษย์ ได้สมาทานวัตตบท ๗ ประการอย่างสมบูรณ์ตลอดชีวิต คือ เลี้ยงดูมารดาบิดา อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูล พูดคำอ่อนหวาน ไม่พูดส่อเสียด มีใจปราศจากความตระหนี่ ยินดีในการให้และแบ่งปัน พูดคำสัตย์ และไม่โกรธ หากโกรธก็รีบระงับ การสมาทานวัตตบทเหล่านี้เองที่ทำให้ท่านได้เป็นท้าวสักกะ คาถาปิดท้ายกล่าวว่าเทวดาชาวดาวดึงส์เรียกบุคคลเช่นนี้ว่า "สัตบุรุษ"
- หน้า ๓๓๖–๓๓๗ ทุติยเทวสุตตํ พระพุทธเจ้าอธิบายที่มาของพระนามต่าง ๆ ของท้าวสักกะจากชาติที่เป็นมนุษย์ เช่น เคยเป็นมาณพชื่อมฆะจึงเรียกมฆวา เคยให้ทานก่อนใครขอจึงเรียกปุรินททะ ให้ทานโดยเคารพจึงเรียกสักกะ ให้ที่พักอาศัยจึงเรียกวาสวะ คิดเรื่องนับพันได้ในครู่เดียวจึงเรียกสหัสสักขะ มีนางสุชาอสุรกัญญาเป็นชายาจึงเรียกสุชัมบดี และครองความเป็นใหญ่แก่เทวดาดาวดึงส์จึงเรียกเทวานมินทะ พร้อมย้ำวัตตบท ๗ และคาถาเดิมว่าเป็นเหตุแห่งความเป็นสักกะ
- หน้า ๓๓๗–๓๓๙ ตติยเทวสุตตํ เจ้ามหลิลิจฉวีเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ทูลถามว่าพระองค์เคยเห็นท้าวสักกะจริงหรือไม่ พร้อมแสดงความสงสัยว่าที่เห็นอาจเป็นเพียงผู้ที่คล้ายท้าวสักกะ เพราะท้าวสักกะตัวจริงเห็นได้ยากยิ่ง พระพุทธเจ้าตรัสยืนยันว่าทรงรู้จักทั้งท้าวสักกะและธรรมที่ทำให้เป็นสักกะ แล้วทรงอธิบายที่มาของพระนามและวัตตบท ๗ ซ้ำเช่นเดียวกับสองสูตรก่อน เพื่อยืนยันว่าเป็นความรู้แท้จริงมิใช่การคาดเดา
- หน้า ๓๓๙–๓๔๑ ทฬิทฺทสุตตํ พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องชายยากจนข้นแค้นในกรุงราชคฤห์ผู้หนึ่ง ซึ่งสมาทานศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญาในพระธรรมวินัย เมื่อตายไปได้เกิดในหมู่เทวดาดาวดึงส์ รุ่งเรืองกว่าเทวดาอื่นด้วยวรรณะและยศ เหล่าเทวดาต่างพากันตำหนิติเตียนด้วยความอิจฉาว่าคนจนเข็ญใจกลับรุ่งเรืองกว่าตน ท้าวสักกะจึงชี้แจงว่าเป็นเพราะคุณธรรมที่เขาสมาทานนั่นเอง แล้วกล่าวคาถาว่าผู้มีศรัทธาไม่หวั่นไหวในพระตถาคต มีศีลงาม เลื่อมใสในสงฆ์ และมีความเห็นตรง ย่อมไม่ถูกเรียกว่าเป็นคนยากไร้ เพราะชีวิตของเขาไม่สูญเปล่า
- หน้า ๓๔๑ รามเณยฺยกสุตตํ ท้าวสักกะทูลถามพระพุทธเจ้าว่าภูมิสถานใดน่ารื่นรมย์แท้จริง พระองค์ตรัสตอบเป็นคาถาว่าสวน ป่า และสระบัวที่ตกแต่งงดงามยังไม่ถึงเสี้ยวที่สิบหกของสิ่งที่น่ารื่นรมย์แก่มนุษย์ แต่สถานที่ใดก็ตามไม่ว่าหมู่บ้านหรือป่า ที่ลุ่มหรือที่ดอน หากพระอรหันต์อาศัยอยู่ สถานที่นั้นย่อมน่ารื่นรมย์อย่างแท้จริง สื่อว่าคุณค่าของสถานที่อยู่ที่ผู้ทรงคุณธรรมมิใช่ความสวยงามภายนอก
- หน้า ๓๔๒ ยชมานสุตตํ ท้าวสักกะทูลถามพระพุทธเจ้าว่าในหมู่มนุษย์ผู้บูชาทำบุญหวังผล ทานที่ให้แล้วในที่ใดมีผลมาก พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าคือพระสงฆ์ อันประกอบด้วยผู้ปฏิบัติ ๔ คู่และผู้ตั้งอยู่ในผล ๔ เป็นหมู่คณะที่ตรง สมบูรณ์ด้วยศีลและปัญญา ทานที่ถวายแด่สงฆ์เช่นนี้ย่อมมีผลมาก
- หน้า ๓๔๒–๓๔๓ วนฺทนสุตตํ ขณะพระพุทธเจ้าทรงหลีกเร้นพักผ่อนกลางวัน ท้าวสักกะและพรหมสหัมบดีเข้าไปยืนอยู่ที่ประตูทั้งสองข้าง ท้าวสักกะกล่าวคาถาเชิญให้พระองค์ "ลุกขึ้นเถิด วีรบุรุษผู้ชนะสงคราม ผู้ปลดหนี้แล้ว จงเที่ยวไปในโลก" ดุจสรรเสริญนักรบผู้พิชิต แต่พระพุทธเจ้าทรงแก้ไขว่าไม่ควรนมัสการพระตถาคตเช่นนั้น ควรกล่าวว่า "จงลุกขึ้น...หัวหน้าคณะเดินทาง ผู้ปลดหนี้แล้ว จงแสดงธรรมเถิด จักมีผู้รู้ทั่วถึง" ทรงปรับคำสรรเสริญจากความเป็นนักรบให้ตรงกับบทบาทของพระศาสดาผู้ทรงแสดงธรรม
- หน้า ๓๔๓–๓๔๔ ปฐมสกฺกนมสฺสนสุตตํ ท้าวสักกะสั่งมาตลีสารถีเทียมรถม้าพันตัวเพื่อชมสวน ก่อนขึ้นรถทรงลงจากปราสาทประนมมือนมัสการไปทั่วทุกทิศ มาตลีแปลกใจถามว่าท้าวสักกะซึ่งเทวดา มนุษย์ กษัตริย์ และท้าวมหาราชทั้งสี่ต่างนมัสการ เหตุใดจึงยังนมัสการผู้อื่นอีก ท้าวสักกะตอบว่านมัสการภิกษุผู้มีศีลบำเพ็ญพรหมจรรย์มานาน และคฤหัสถ์ผู้มีศีลเลี้ยงดูครอบครัวโดยธรรม มาตลีจึงสรุปว่าผู้ที่ท้าวสักกะนมัสการย่อมประเสริฐที่สุดในโลก และตนก็ขอนมัสการด้วย
- หน้า ๓๔๔–๓๔๕ ทุติยสกฺกนมสฺสนสุตตํ ฉากการเทียมรถซ้ำเดิม แต่ครั้งนี้ท้าวสักกะนมัสการไปทางพระผู้มีพระภาคเจ้า มาตลีถามว่าใครกันที่แม้แต่ท้าวสักกะซึ่งเทวดาและมนุษย์บูชาต่างพากันนมัสการ ท้าวสักกะตอบว่านมัสการพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์ผู้สิ้นราคะโทสะโมหะ และพระเสขะผู้กำลังปฏิบัติเพื่อละกิเลสเหล่านั้น มาตลีจึงยืนยันว่าผู้เหล่านั้นประเสริฐที่สุดในโลกและนมัสการตามด้วย
- หน้า ๓๔๖–๓๔๗ ตติยสกฺกนมสฺสนสุตตํ ฉากการเทียมรถซ้ำเป็นครั้งที่สาม คราวนี้ท้าวสักกะนมัสการไปทางภิกษุสงฆ์ มาตลียั่วถามว่าเหตุใดจึงนมัสการคนที่นอนกินตามซากศพ อดอยากหิวกระหายเช่นนั้น ท้าวสักกะตอบยกย่องภิกษุเหล่านั้นตรงข้ามกับที่มาตลีดูหมิ่น คือท่านจากบ้านไปโดยไม่เยื่อใย ไม่สะสมเสบียง อาศัยของที่ผู้อื่นทำสำเร็จแล้วยังชีพ เป็นปราชญ์ผู้สงบนิ่ง ไม่หวั่นไหวแม้ในความขัดแย้งระหว่างเทวดากับอสูร ไม่ยึดติดแม้ในหมู่ผู้ยึดติด มาตลีจึงยอมรับและนมัสการตามอีกครั้ง ตอนนี้จบวรรคที่สองของสักกสังยุตต์
- หน้า ๓๔๘ ฆตฺวาสุตตํ ท้าวสักกะทูลถามพระพุทธเจ้าว่าฆ่าสิ่งใดแล้วอยู่เป็นสุข ไม่เศร้าโศก และมีสิ่งใดสิ่งเดียวที่พระองค์ทรงสรรเสริญการฆ่า พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าคือความโกรธ ฆ่าความโกรธเสียได้ย่อมอยู่เป็นสุขไม่เศร้าโศก เพราะความโกรธมีรากเป็นพิษแต่ปลายหวาน พระอริยะจึงสรรเสริญการฆ่าความโกรธ เพราะฆ่าได้แล้วย่อมไม่เศร้าโศกอีก
- หน้า ๓๔๘–๓๕๐ ทุพฺพณฺณิยสุตตํ มียักษ์รูปร่างอัปลักษณ์เตี้ยค่อมตนหนึ่งไปนั่งบนอาสนะของท้าวสักกะในที่ประชุมดาวดึงส์ เหล่าเทวดาต่างพากันติเตียนด้วยความไม่พอใจ แต่ยิ่งติเตียนมากเท่าใด ยักษ์นั้นกลับยิ่งงดงามน่าดูมากขึ้นเท่านั้น ท้าวสักกะเข้าใจว่าเป็น "ยักษ์กินความโกรธ" จึงเข้าไปประนมมือประกาศนามตนสามครั้งว่าเป็นท้าวสักกะ ยักษ์นั้นก็ยิ่งอัปลักษณ์เตี้ยค่อมลงจนหายไปในที่สุด ท้าวสักกะจึงกล่าวคาถาสอนเทวดาว่าใจของตนไม่หวั่นไหวง่าย ไม่โกรธนาน แม้โกรธก็ไม่พูดหยาบหรืออวดคุณตน คอยข่มใจตนเองโดยเห็นประโยชน์ของตนเป็นสำคัญ
- หน้า ๓๕๐–๓๕๑ มายาสุตตํ ท้าวเวปจิตติจอมอสูรล้มป่วยหนัก ท้าวสักกะไปเยี่ยมไข้ เวปจิตติเห็นสักกะมาแต่ไกลจึงขอให้ช่วยรักษา สักกะกลับขอให้เวปจิตติสอนมายากล(เล่ห์เหลี่ยม)ของสัมพระให้ตนก่อน เวปจิตติจึงถามเหล่าอสูรว่าควรสอนหรือไม่ อสูรทั้งหลายคัดค้าน เวปจิตติจึงไม่ได้รับการรักษา และกล่าวคาถาตำหนิว่าท้าวสักกะผู้มีมายาเช่นนี้จะต้องตกนรกอันน่ากลัวดุจท้าวสัมพระที่ตกนรกนับร้อยปี
- หน้า ๓๕๑–๓๕๒ อจฺจยสุตตํ ภิกษุสองรูปวิวาทกัน รูปหนึ่งเป็นฝ่ายผิดภายหลังสำนึกผิดขอแสดงโทษต่ออีกรูป แต่ภิกษุอีกรูปไม่ยอมรับการแสดงโทษนั้น ภิกษุทั้งหลายนำเรื่องไปกราบทูลพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสว่าทั้งสองเป็นคนพาลด้วยกัน คือผู้ไม่เห็นความผิดว่าเป็นความผิด และผู้ไม่ยอมรับการแสดงโทษที่แสดงโดยชอบธรรม ส่วนผู้ที่เห็นความผิดเป็นความผิดและยอมรับการแสดงโทษโดยธรรมย่อมเป็นบัณฑิต ทรงปิดท้ายด้วยการรำลึกถึงคาถาที่ท้าวสักกะเคยกล่าวเตือนเทวดาไม่ให้ตกอยู่ใต้อำนาจความโกรธ ไม่ให้มิตรภาพเสื่อมคลาย และไม่กล่าวคำส่อเสียด
- หน้า ๓๕๒–๓๕๓ อกฺโกธสุตตํ พระพุทธเจ้าตรัสเล่าเหตุการณ์เดียวกันซ้ำอีกครั้งอย่างเป็นทางการ คือครั้งหนึ่งท้าวสักกะกล่าวคาถาแก่เทวดาชาวดาวดึงส์ในสภาสุธรรมว่าอย่าให้ความโกรธครอบงำ อย่าโกรธตอบผู้ที่โกรธ ความไม่โกรธและความไม่เบียดเบียนเป็นทางของพระอริยะเจ้าเสมอ เพราะความโกรธย่อมย่ำยีคนพาลดุจภูเขาทับถม สูตรนี้เป็นสูตรที่ห้าในหมวดสักกปัญจกะ และเมื่อจบสูตรพร้อมคาถาสรุป (อุทฺทาน) แล้ว ก็เป็นการจบสักกสังยุตต์ (สังยุตต์ที่ ๑๑) ทั้งหมด ซึ่งพอดีเป็นการจบสคาถวรรคทั้งวรรคด้วย อันเป็นจุดสิ้นสุดของหนังสือเล่มนี้พอดี
หน้า ๑–๕๐
หน้า ๕๑–๑๐๐
หน้า ๑๐๑–๑๕๐
หน้า ๑๕๑–๒๐๐
หน้า ๒๐๑–๒๕๐
หน้า ๒๕๑–๓๐๐
หน้า ๓๐๑–๓๕๐