ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ-เถรคาถา-เถรีคาถา

ฉบับแปลเยอรมัน · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๒๖ · ๒๔๘ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๑๒๘ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๒๖๐ เถรคาถา: คำนำ และวรรคที่ ๑ ตอนต้น เริ่มต้นคัมภีร์เถรคาถาแห่งขุททกนิกาย สุตตันตปิฎก ด้วยคำนอบน้อมพระผู้มีพระภาคและคาถาเกริ่นนำเชิญชวนฟังคาถาของพระเถระผู้อบรมตนแล้วดุจราชสีห์บันลือในถ้ำผา อันแสดงชื่อ โคตร วิธีดำรงชีวิต และความน้อมใจไปในธรรมของแต่ละท่าน จากนั้นเข้าสู่เอกนิบาต วรรคที่ ๑ เริ่มด้วยคาถาพระสุภูติเถระผู้กล่าวถึงกุฎีที่มุงบังอย่างสุขสบายพร้อมจิตหลุดพ้นตั้งมั่นดี และพระมหาโกฏฐิตเถระผู้กล่าวถึงผู้สงบระงับพูดพอประมาณ สลัดอกุศลธรรมออกดุจลมสลัดใบไม้
  2. หน้า ๒๖๑–๒๖๓ เถรคาถา เอกนิบาต วรรคที่ ๑ (ต่อ) พระเถระหลายรูปกล่าวคาถาแสดงธรรมสั้นๆ ในวรรคเดียวกัน ได้แก่ พระกังขาเรวตะกล่าวถึงปัญญาของพระตถาคตที่ให้แสงสว่างและดวงตาแก่ผู้มาสู่พระศาสนา พระปุณณมันตานีบุตรสอนให้คบหาสัตบุรุษผู้มีปัญญาเพื่อเข้าถึงธรรมอันลึกซึ้ง พระทัพพะและพระวีระกล่าวถึงผู้ฝึกตนได้แล้ว สิ้นความหวาดกลัวและดับกิเลสสนิท พระสีตวนิยะพรรณนาการอยู่ป่าสีตวันอย่างสันโดษมีสติกำกับกาย ส่วนพระภัลลิยะกล่าวถึงการขับไล่เสนามารดุจกระแสน้ำใหญ่พัดพาไม้อ่อน ปิดท้ายวรรคด้วยพระปุณณมาสเถระผู้ไม่ยึดติดในธรรมทั้งปวงและรู้แจ้งความเกิดดับของโลก จบวรรคที่
  3. หน้า ๒๖๓–๒๖๕ เถรคาถา เอกนิบาต วรรคที่ ๒ วรรคนี้รวมคาถาพระเถระผู้พรรณนาความสุขในการปฏิบัติธรรมและชีวิตในป่า เช่น พระจูฬวัจฉะกล่าวถึงความปราโมทย์ในธรรมที่นำสู่ความสงบสังขาร พระวนวัจฉะและสามเณรของท่านพรรณนาความงามของป่าเขาอันเย็นสบายซึ่งทำให้จิตใจโน้มไปทางวิเวกแม้กายยังอยู่ในหมู่บ้าน พระกุณฑธานะสอนเรื่องการตัดและละสิ่งที่ควรตัดควรละเพื่อข้ามโอฆะ ส่วนพระทาสกะเตือนโทษของความเกียจคร้านและตะกละที่ทำให้ต้องเวียนว่ายในครรภ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ปิดท้ายด้วยพระสิงคาลปิตาผู้แผ่ความรู้สึกว่ากายเป็นเพียงกระดูก และพระอชิตะผู้ไม่หวั่นกลัวความตายเพราะไม่มีคว
  4. หน้า ๒๖๕–๒๖๗ เถรคาถา เอกนิบาต วรรคที่ ๓ พระเถระในวรรคนี้กล่าวถึงความไม่หวาดกลัวและความเพียรในการปฏิบัติ เช่น พระนิโครธะผู้ไม่กลัวภัยเพราะพระศาสดาทรงรอบรู้อมตธรรม พระจิตตกะพรรณนาเสียงนกยูงในป่าอันปลุกความเพียรทางฌาน พระโคสาละใคร่ครวญความเกิดดับแห่งขันธ์หลังฉันอาหาร พระนันทิยะเตือนภัยแก่ผู้คิดร้ายต่อภิกษุผู้มีจิตผ่องใส พระโลมสกังคิยะตั้งใจกำจัดหญ้าเพื่อบำเพ็ญวิเวก และพระอุตติยะกล่าวถึงสติที่เกิดขึ้นยามเจ็บป่วยเตือนให้ไม่ประมาทเวลาที่เหลืออยู่
  5. หน้า ๒๖๗–๒๖๙ เถรคาถา เอกนิบาต วรรคที่ ๔ วรรคนี้มีคาถาว่าด้วยความอดทนต่อความลำบากในป่าและเมตตาต่อสรรพสัตว์ เช่น พระเถระผู้อยู่ริมโตรกผาอดทนต่อยุงและเหลือบดุจช้างในสนามรบ พระโสปากะสอนให้แผ่ไมตรีจิตต่อสัตว์ทั้งปวงเสมอด้วยบุตรสุดที่รักองค์เดียว พระโปสิยะกล่าวถึงการไม่ยึดติดแม้ในที่อยู่อาศัย พระสามัญญกานิสอนเรื่องการเจริญมรรคมีองค์แปดเพื่อบรรลุอมตธรรม และพระควัมปติผู้เคยใช้ฤทธิ์หยุดแม่น้ำสรภูได้รับการยกย่องจากเทวดา ปิดท้ายด้วยพระติสสะและพระวัฑฒมานะผู้เปรียบราคะและภวราคะดุจถูกหอกทิ่มแทงศีรษะที่ต้องละเสียด้วยสติ
  6. หน้า ๒๗๐–๒๗๒ เถรคาถา เอกนิบาต วรรคที่ ๕ วรรคนี้มีคาถาหลากหลายอารมณ์ อาทิ พระสิริวัฑฒะพรรณนาสายฟ้าแลบในซอกเขาเวภารและปัณฑวะขณะท่านเข้าฌานในถ้ำ พระสุมังคละเปล่งอุทานด้วยความปีติที่หลุดพ้นจากงานไถนาอันเหนื่อยยาก พระสานุมีบทสนทนากับมารดาผู้ร้องไห้คร่ำครวญราวกับท่านตายไปแล้วทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ พระสมิทธิยืนยันว่าแม้มารจะแปลงรูปมาผจญก็ไม่อาจทำอันตรายแก่ท่านผู้มีสติปัญญามั่นคง และพระวิมละพรรณนาจิตที่สงบนิ่งดุจแผ่นดินที่ถูกลมและสายฟ้าพัดผ่านไปโดยไม่หวั่นไหว
  7. หน้า ๒๗๒–๒๗๔ เถรคาถา เอกนิบาต วรรคที่ ๖ (หมวดกุฎี) วรรคนี้รวมคาถาของพระเถระหลายรูปว่าด้วยกุฎีที่พำนัก เช่น พระโคธิกะ พระสุพาหุ พระวัลลิยะ และพระอุตติยะ ต่างเปล่งวาจาท้าทายฝนให้ตกลงมาเพราะกุฎีของตนมุงบังดีจิตตั้งมั่นไม่หวั่นไหว พระอัญชนวนิยะและพระโกสัลลวิหารีกล่าวถึงกุฎีในป่าที่นำไปสู่วิชชาสามและความไม่ประมาท พระกุฎีวิหารีสอนว่ากุฎีไม่ไร้ประโยชน์หากผู้อยู่ปราศจากราคะ ขณะที่อีกบทเตือนว่าการอยากได้กุฎีใหม่อยู่ร่ำไปเป็นทุกข์ พระรมณียกุฎิกะปฏิเสธความสนใจในสตรี ส่วนพระสีวลีกล่าวถึงความสำเร็จแห่งความมุ่งหมายที่เข้าไปสู่กุฎีคือการละมานานุสัยได้
  8. หน้า ๒๗๔–๒๗๕ เถรคาถา เอกนิบาต วรรคที่ ๗ (เริ่มต้น) วรรคที่ ๗ เริ่มด้วยพระวัปปะกล่าวคาถาปริศนาว่าด้วยผู้เห็นและผู้ไม่เห็น (สัมมาทิฐิกับมิจฉาทิฐิ) พระวัชชีปุตตกะเล่าถึงชีวิตอยู่ป่าโดยลำพังราวกับท่อนไม้ที่ถูกทิ้งไว้ แต่กลับเป็นที่อิจฉาของผู้อื่นราวกับสัตว์นรกอิจฉาผู้ไปสวรรค์ พระปักขะและพระวิมลโกณฑัญญะกล่าวถึงการหลุดพ้นจากวัฏฏะแห่งการเวียนเกิด พระเมฆิยะระลึกถึงพระธรรมเทศนาที่ได้ฟังจากพระบรมศาสดาจนบรรลุวิชชาสาม และพระเอกธัมมสวนิยะ พระเอกุทานิยะ พระฉันนะต่างประกาศความสิ้นกิเลสและการบรรลุมรรคผลของตน โดยเนื้อหาวรรคที่ ๗ ยังไม่จบและมีต่อในหน้าถัดไป
  9. หน้า ๒๗๖–๒๗๗ จบวรรคที่ ๗ และวรรคที่ ๘ แห่งเอกนิบาต (พระวัจฉปาละ พระอาตุมะ และคณะ) ช่วงนี้เป็นตอนจบวรรคที่ ๗ ของเอกนิบาต ปิดท้ายด้วยพระปุณณเถระผู้กล่าวว่าศีลและปัญญาเป็นเลิศทั้งในหมู่มนุษย์และเทวดา จากนั้นเริ่มวรรคที่ ๘ ซึ่งรวมคาถาสั้นๆ ของพระเถระ ๗ รูป ได้แก่ วัจฉปาละ อาตุมะ มาณวะ สุยามนะ สุสารทะ ปิยัญชหะ และหัตถาโรหปุตตะ แต่ละรูปกล่าวถึงธรรมที่ทำให้บรรลุนิพพานได้ง่าย เหตุที่ออกบวชเพราะเห็นความแก่ เจ็บ ตาย การละนิวรณ์ห้าประการโดยสิ้นเชิง คุณค่าของการคบสัตบุรุษ และการฝึกจิตดุจควาญฝึกช้างตกมันด้วยขอสับ อันเป็นอุปมาเรื่องการข่มใจตนเอง
  10. หน้า ๒๗๘–๒๗๙ ท้ายวรรค ๘ ต่อวรรค ๙ แห่งเอกนิบาต (เมณฑสิระ รักขิตะ อุคคะ และคณะ) ตอนท้ายวรรคที่ ๘ มีพระเมณฑสิระกล่าวถึงกองทุกข์ที่เกิดจากการท่องเที่ยวในสังสารวัฏ พระรักขิตะประกาศว่าราคะ โทสะ โมหะ ถูกละแล้วโดยสิ้นเชิงจนเย็นสงบดับกิเลส และพระอุคคะยืนยันว่ากรรมทั้งปวงสิ้นแล้วไม่มีภพใหม่อีก จากนั้นเข้าสู่วรรคที่ ๙ มีพระสมิติคุตตะ กัสสปะ (ผู้ปลอบใจบุตรมิให้เศร้าโศก) สีหะ (สอนให้เพียรเยี่ยงราชสีห์) นีตะ (ตำหนิผู้มัวเมาหลับนอนและคลุกคลี) สุนาคะ (ผู้ฉลาดในนิมิตจิตเข้าถึงสุขอันไม่มีอามิส) และนาคิตะ ผู้ยืนยันว่าพระศาสดาทรงชี้มรรคเดียวสู่นิพพานด้วยพระองค์เอง
  11. หน้า ๒๘๐–๒๘๒ ท้ายวรรค ๙ และวรรค ๑๐ แห่งเอกนิบาต (พระจักขุปาละผู้ตาบอด พระขัณฑสุมนะ และคณะ) ท้ายวรรค ๙ มีพระอัชชุนะ เทวสภะ และสามิทัตตะ ประกาศความสำเร็จในการข้ามพ้นกิเลสดุจข้ามกระแสน้ำ วรรค ๑๐ เปิดด้วยพระปริปุณณกะสรรเสริญธรรมที่พระโคตมพุทธเจ้าทรงแสดง ตามด้วยพระวิชยะ เอรกะ (สอนว่ากามนำทุกข์มาให้) เมตตชิ และพระจักขุปาละเถระผู้ตาบอดสนิทซึ่งยืนยันจะไม่คบสหายชั่วแม้ต้องเดินอย่างลำบาก พระขัณฑสุมนะเล่าว่าเพียงถวายดอกไม้ดอกเดียวส่งผลให้เสวยสุขในสวรรค์นานถึง ๘๐ โกฏิปี ก่อนดับกิเลสในภพสุดท้าย ส่วนพระติสสะสละภาชนะทองคำเพื่อรับบาตรดินเป็นการอภิเษกครั้งที่สอง ปิดท้ายด้วยพระอภยะและอุตติยะเตือนภัยแห่
  12. หน้า ๒๘๓–๒๘๔ วรรค ๑๑ แห่งเอกนิบาต (พระเพลัฏฐกานิ พระสังฆรักขิตะ พระอุสภะ และคณะ) วรรคนี้เตือนภัยความเกียจคร้าน พระเพลัฏฐกานิเปรียบภิกษุผู้เกียจคร้านโลภปากท้องดุจสุกรอ้วนที่วนเวียนกลับสู่ครรภ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า พระเสตุจฉะและพันธุระกล่าวถึงผู้ถูกมานะลวงและผู้อิ่มด้วยรสธรรมไม่แสวงหารสอื่น พระขิตกะบรรยายกายที่เบาด้วยปีติสุขดุจปุยนุ่นปลิวลม พระธัมมสังวระและธัมมสฏปิตุเถระ (ผู้บวชเมื่ออายุมากแล้ว) ต่างบรรลุวิชชาสามสำเร็จกิจพรหมจรรย์ พระสังฆรักขิตะเปรียบเทียบผู้อยู่ตามธรรมชาติดุจเนื้อทรายในป่า และพระอุสภะปิดวรรคด้วยภาพขุนเขาที่ชุ่มฉ่ำด้วยเมฆฝนอันเสริมความยินดีแก่ผู้รักวิเวก
  13. หน้า ๒๘๕–๒๘๗ จบเอกนิบาตด้วยวรรค ๑๒ และเริ่มทุกนิบาต (พระยสะผู้เคยหรูหรา พระอุตตรเถระ) วรรคที่ ๑๒ ซึ่งเป็นวรรคสุดท้ายของเอกนิบาตรวมพระเถระ ๑๐ รูป มีพระเชนตะสอนเรื่องความไม่เที่ยงของชีวิต พระวนวัจฉะพรรณนาความงามของภูเขาและลำธาร พระยสะเล่าว่าเคยประดับกายด้วยเครื่องประดับครบครันก่อนบรรลุวิชชาสาม แสดงความขัดแย้งระหว่างชีวิตหรูหรากับการหลุดพ้น และพระอิสิทัตตะปิดท้ายด้วยการยืนยันความสิ้นทุกข์ จากนั้นมีบทสรุปยอดรวมว่าเอกนิบาตมีพระอรหันต์ทั้งสิ้น ๑๒๐ รูป ก่อนเข้าสู่ทุกนิบาต (หมวดคาถา ๒ บท) วรรคที่ ๑ เริ่มด้วยพระอุตตรเถระผู้กล่าวถึงความไม่เที่ยงของสังขารและขันธ์ที่เกิดดับอยู่เสมอ
  14. หน้า ๒๘๘–๒๙๐ ทุกนิบาต วรรคที่ ๑ (พระปิณโฑลภารทวาชะ พระคังคาตีริยะ และคณะ) วรรคนี้รวมพระเถระ ๙ รูปต่อจากพระอุตตระ พระปิณโฑลภารทวาชะกล่าวถึงการเลี้ยงชีพโดยธรรมด้วยการบิณฑบาตและเตือนภัยของการได้รับการเคารพบูชาซึ่งเป็นลูกศรอันละเอียดถอนยาก พระวัลลิยะเปรียบจิตที่ถูกฝึกดีแล้วดุจลิงที่ถูกปัญญาข่มไว้ไม่อาจหนีไปไกล พระคังคาตีริยะเล่าการปฏิบัติเคร่งครัดอยู่กุฏิใบตาลริมแม่น้ำคงคาจนทำลายกองมืดได้ในพรรษาที่สาม ส่วนพระราธะเปรียบจิตที่ฝึกดีแล้วดุจเรือนที่มุงดีฝนรั่วเข้าไม่ได้ ปิดท้ายวรรคด้วยพระวสภะผู้กล่าวว่าผู้ทำบาปย่อมทำร้ายตนเองก่อนแล้วจึงทำร้ายผู้อื่น และพราหมณ์แท้อยู่ที่ภายในมิ
  15. หน้า ๒๙๑–๒๙๓ ทุกนิบาต วรรคที่ ๒ (พระมหาจุนทะ พระมหากาละ พระสิริมา และคณะ) วรรคนี้เปิดด้วยพระมหาจุนทะสอนให้เสพเสนาสนะอันสงัดและหลุดพ้นจากสังโยชน์ พระโชติทาสะและเหรัญญกานิเตือนเรื่องกฎแห่งกรรมที่ไม่มีวันสูญเปล่าและชีวิตที่ร่อยหรอไปทุกวัน พระโสมมิตตะเตือนมิให้คบคนเกียจคร้านเพราะจะจมดุจท่อนไม้เล็กในทะเล พระมหากาละเล่าอุปมาน่าสะพรึงกลัวเรื่องหญิงผิวดำผ่าศีรษะเพื่อเตือนภัยของการสร้างอุปธิ (เหตุแห่งทุกข์) ซ้ำแล้วซ้ำเล่า พระติสสะเห็นโทษของลาภสักการะจึงสันโดษไม่ติดพัน พระกิมพิละกล่าวถึงหมู่สหายศากยะที่ปาจีนวังสทายวันผู้ยินดีในธรรมและละกามคุณ ปิดท้ายด้วยพระนันทะผู้เอาชนะความฟุ้
  16. หน้า ๒๙๔–๒๙๖ ทุกนิบาต วรรคที่ ๓ (พระวีตโสกะ พระนันทกะ พระภารทวาชะ และคณะ) วรรคนี้มีพระอุตตระ (อีกรูปหนึ่ง) และภัททชิเล่าเรื่องตำนานพระเจ้าปนาทะผู้มีเสาบูชายัญทองคำ พระโสภิตะระลึกชาติได้ ๕๐๐ กัปในคืนเดียวด้วยสติปัฏฐาน พระวีตโสกะและปุณณมาสะใช้กระจกธรรมพิจารณากายจนเห็นเป็นของว่างเปล่า พระนันทกะเปรียบผู้ปฏิบัติดุจม้าอาชาไนยที่ล้มแล้วลุกด้วยความสังเวชยิ่งขึ้น พระภารตะชวนพระนันทกะไปบันลือสีหนาทต่อหน้าพระศาสดาด้วยความกตัญญู และปิดท้ายด้วยพระภารทวาชะและกัณหทินนะผู้ยืนยันความสำเร็จแห่งพรหมจรรย์และการสิ้นตัณหาในภพ
  17. หน้า ๒๙๗–๓๐๐ ทุกนิบาต วรรคที่ ๔ (พระอุปวาณะ พระสัมพุลกัจจานะ พระอุสภะ และคณะ) วรรคนี้มีพระสีวกะกล่าวถึงเรือนคือกายที่ไม่เที่ยงและ 'นายช่างเรือน' คือตัณหาที่ต้องแสวงหาให้พบ พระอุปวาณะขอน้ำอุ่นถวายพระศาสดาผู้ทรงประชวรลมเพื่อแสดงความกตัญญูต่อผู้ควรบูชา พระอิสิทินนะสังเกตเห็นอุบาสกที่พูดสอนความไม่เที่ยงของกามแต่ยังยึดติดบุตรภรรยาและเครื่องประดับ ชี้ให้เห็นช่องว่างระหว่างคำสอนกับการปฏิบัติจริง พระสัมพุลกัจจานะประกาศความไม่หวาดกลัวขณะอยู่ในถ้ำน่ากลัวท่ามกลางพายุฝน พระโสณโปฏิริยปุตตะยอมตายในสงครามดีกว่าพ่ายแพ้แล้วมีชีวิตอยู่ พระอุสภะเล่าว่าเคยประมาทขณะขี่คอช้างไปบิณฑบาตก่อนจะเกิ
  18. หน้า ๓๐๑–๓๐๔ ทุกนิบาต วรรคที่ ๕ จบทุกนิบาต (พระกุมารกัสสปะ พระโมฆราชา พระวิสาขะ และคณะ) วรรคสุดท้ายของทุกนิบาตเปิดด้วยพระกุมารกัสสปะอุทานสรรเสริญพระพุทธ พระธรรม และพระศาสดา พระธัมมปาละสอนภิกษุหนุ่มให้ไม่ประมาทแม้ในยามหลับ พระโมฆราชาแสดงความสันโดษเมื่อถูกถามว่าจะทนหนาวในผ้าเก่าอย่างไร พระวิสาขปัญจาลีบุตรสอนเรื่องวาจาสำรวมและความละเอียดอ่อนแห่งปัญญา พระจูฬกะพรรณนาความงามของธรรมชาติในฤดูฝนเพื่อเร่งเร้าให้เข้าถึงอมตธรรม พระอนูปมะตำหนิจิตของตนที่ดื้อรั้นยากปราบ ส่วนพระวัชชิตะและสันธิตะปิดวรรคด้วยการยืนยันความสิ้นสังสารวัฏ จบทุกนิบาตซึ่งรวมพระเถระทั้งสิ้น ๔๙ รูป
  19. หน้า ๓๐๕–๓๐๗ ติกนิบาตตอนต้น (พระองคณิกภารทวาชะ พระพากุละ พระยโสชะ และคณะ) ติกนิบาต (หมวดคาถา ๓ บท) เริ่มด้วยพระองคณิกภารทวาชะ อดีตพราหมณ์บูชาไฟผู้แสวงหาความบริสุทธิ์ผิดทางจนพบทางถูกในพระพุทธศาสนา พระปัจจยะตั้งสัตย์ปฏิญาณอดอาหารและไม่ออกจากที่พักจนกว่าจะถอนลูกศรตัณหาได้สำเร็จ พระพากุละสอนให้ประพฤติตามที่พูดจึงจะน่าเชื่อถือ และสรรเสริญนิพพานว่าเป็นสุขแท้จริง พระธนิยะสอนความสันโดษในปัจจัยสี่ พระมาตังคปุตตะสอนไม่ให้อ้างความหนาวร้อนเป็นข้ออ้างละทิ้งกิจ พระขุชชโสภิตะพรรณนาภิกษุผู้เป็นนักพูดแตกฉานแห่งเมืองปาตลีบุตร พระวารณะสอนเมตตาธรรมและผลกรรม ส่วนพระปัสสิกะและยโสชะปิดท้ายด
  20. หน้า ๓๐๘–๓๑๐ ติกนิบาตจบ (พระอุบาลี พระอุตตรปาละ และคณะ) วรรคนี้ปิดท้ายติกนิบาต มีพระสาฏิมัตติยะสะท้อนความไม่เที่ยงของศรัทธาของผู้อื่นที่มีต่อตน พระอุบาลี พระวินัยธรผู้เลื่องชื่อ สอนภิกษุใหม่ให้คบมิตรดีและศึกษาพระวินัยด้วยความนอบน้อม พระอุตตรปาละเล่าว่าแม้เป็นบัณฑิตก็ยังพลาดตกในบ่วงมารเพราะกามคุณห้า แต่สุดท้ายหลุดพ้นจากบ่วงแห่งมัจจุราชได้ พระอภิภูตะแสดงธรรมแก่หมู่ญาติเรื่องความทุกข์แห่งการเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า พระโคตมะ (อีกรูปหนึ่ง) ทบทวนการท่องเที่ยวในอบายภูมิและภพต่างๆ ก่อนเข้าถึงสันติ พระหาริตะย้ำคำสอนเดียวกับพระพากุละ และพระวิมละปิดวรรคด้วยการเตือนให
  21. หน้า ๓๑๑–๓๑๓ จตุกกนิบาตตอนต้น (พระนาคสมาละ พระราหุละ และคณะ) จตุกกนิบาต (หมวดคาถา ๔ บท) เริ่มด้วยพระนาคสมาละผู้เห็นหญิงรำระบำที่ทางแยกขณะบิณฑบาตแล้วเกิดความสังเวชจนบรรลุธรรม พระภคุเอาชนะความง่วงเหงาหาวนอนด้วยการเดินจงกรมต่อจนจิตสงบ พระสภิยะสอนเรื่องความเข้าใจสัจธรรมและความเคารพในหมู่เพื่อนพรหมจรรย์ พระนันทกะตำหนิร่างกายอันปฏิกูลที่เป็นบ่วงของมาร พระชัมพุกะสารภาพว่าเคยบำเพ็ญตบะผิดทางถึง ๕๕ ปีก่อนหันมาพึ่งพระรัตนตรัย พระเสนกะรำลึกความปีติที่ได้เห็นพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมที่แม่น้ำคยา พระสัมภูตะสอนเรื่องการรู้จักกาลอันควร และพระราหุละ พระโอรสของพระพุทธเจ้า เริ
  22. หน้า ๓๑๔–๓๑๖ จตุกกนิบาตจบ (พระราหุละ พระจันทนะ พระธัมมิกะ และคณะ) คาถาของพระราหุละดำเนินต่อ กล่าวถึงสัตว์โลกที่ถูกกามผูกพันดุจปลาติดข่าย และการที่พระองค์ตัดบ่วงแห่งมารจนเย็นสงบ พระจันทนะเล่าว่าเมื่อเห็นภรรยาและบุตรมาหาในชุดประดับงดงามดุจบ่วงมัจจุราช ก็เกิดความสังเวชจนหลุดพ้น พระธัมมิกะสอนว่าธรรมย่อมคุ้มครองผู้ประพฤติธรรมและนำสุขมาให้ ส่วนบาปนำไปสู่ทุคติ พระสัปปกะพรรณนาความรื่นรมย์ของแม่น้ำอชกรณีและป่าเขาอันเป็นที่อยู่อาศัย และพระมุทิตะปิดวรรคด้วยการตั้งสัตย์อธิษฐานเพียรจนบรรลุวิชชาสาม แม้ร่างกายจะแตกสลายก็ตาม จบจตุกกนิบาตรวมพระเถระ ๑๓ รูป
  23. หน้า ๓๑๗–๓๒๐ ปัญจกนิบาตตอนต้น (พระราชทัตตะ พระคิริมานันทะ พระวัฑฒะ และคณะ) ปัญจกนิบาต (หมวดคาถา ๕ บท) เริ่มด้วยพระราชทัตตะผู้เห็นซากศพหญิงในป่าช้าจนเกิดราคะชั่วครู่ก่อนพิจารณาโดยแยบคายจนหลุดพ้น พระสุภูตะสอนให้ประพฤติตามคำพูด เปรียบวาจาไพเราะที่ไร้การปฏิบัติดุจดอกไม้สวยแต่ไร้กลิ่น พระคิริมานันทะแสดงความเป็นผู้ไม่หวั่นไหวต่อดินฟ้าอากาศขณะอยู่ในกุฏิมุงดี พระสุมนะกล่าวคำขอบคุณพระอุปัชฌาย์ผู้อนุเคราะห์จนบรรลุวิชชาสามและสิ้นอาสวะ ปิดท้ายด้วยพระวัฑฒะผู้ได้รับคำเตือนสติจากมารดาให้ตั้งใจปฏิบัติจนบรรลุธรรม พร้อมบทสนทนากับน้องสาวผู้เป็นภิกษุณีที่ยืนยันว่าตัณหาไม่มีในใจอีกแล้ว
  24. หน้า ๓๒๑–๓๒๓ ปัญจกนิบาตต่อ (พระวักกลิ พระวิชิตเสนะ และคณะกัสสปะสองพี่น้อง) พระนทีกัสสปะและคยากัสสปะ อดีตพราหมณ์บูชาไฟและอาบน้ำล้างบาปที่แม่น้ำคยา เล่าว่าเมื่อได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าจึงเข้าใจว่าความบริสุทธิ์แท้จริงคือการชำระบาปด้วยมรรคมีองค์แปด มิใช่การอาบน้ำภายนอก พระวักกลิ ผู้เจ็บป่วยด้วยโรคลม แสดงความตั้งใจจะอยู่ป่าต่อไปด้วยปีติและการเจริญสติปัฏฐานแม้ร่างกายลำบาก พระวิชิตเสนะปิดท้ายด้วยอุปมาการฝึกจิตอันซุกซนดุจการฝึกช้างพยศและม้าอาชาไนยให้เชื่องด้วยสติและความเพียร
  25. หน้า ๓๒๔–๓๒๕ จบปัญจกนิบาตและเริ่มฉักกนิบาต (พระโสณกุฏิกัณณะ พระโกสิยะ พระอุรุเวลกัสสปะ) พระยสทัตตะเตือนภัยของผู้ฟังธรรมด้วยจิตคิดจับผิดว่าจะเสื่อมจากธรรมดุจปลาในน้ำน้อย ตรงข้ามกับผู้ฟังด้วยจิตบริสุทธิ์ที่จะบรรลุนิพพาน พระโสณกุฏิกัณณะ ผู้เลื่องชื่อด้านการแสดงธรรมไพเราะ เล่าเรื่องคืนที่ได้อยู่เฝ้าและแสดงธรรมต่อหน้าพระพุทธเจ้า พระโกสิยะปิดปัญจกนิบาตด้วยคาถานิยามคุณสมบัติของบัณฑิตหลายแบบ จบปัญจกนิบาตรวม ๑๒ รูป จากนั้นเริ่มฉักกนิบาต (หมวดคาถา ๖ บท) ด้วยพระอุรุเวลกัสสปะ อดีตหัวหน้าชฎิลบูชาไฟ เล่าความสังเวชเมื่อถูกพระพุทธเจ้าทรงเตือนสติหลังไม่ยอมกราบด้วยความถือตัว
  26. หน้า ๓๒๖–๓๒๘ ฉักกนิบาตต่อ (พระอุรุเวลกัสสปะจบ พระเตกิจฉกานิ พระกุลละ) คาถาพระอุรุเวลกัสสปะดำเนินต่อ เล่าว่าละการบูชายัญและตบะแบบเดิมมาบวชในพระศาสนาจนละราคะโทสะโมหะและได้อภิญญาต่างๆ พระเตกิจฉกานิถูกปลอบใจให้ระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ด้วยความเลื่อมใสเมื่อขาดแคลนอาหารและหนาวเหน็บ โดยตอบว่าจะอยู่ด้วยพรหมวิหารสี่แทนความหวั่นไหว พระมหานาคะสอนเรื่องความเคารพต่อเพื่อนพรหมจรรย์ว่าเป็นเหตุแห่งความเจริญหรือเสื่อมในธรรม ปิดท้ายด้วยพระกุลละผู้ไปป่าช้าเห็นซากศพแล้วใช้กระจกธรรมพิจารณากายตนว่าว่างเปล่าเช่นเดียวกับซากศพนั้น
  27. หน้า ๓๒๙–๓๓๐ ฉักกนิบาตต่อ (พระมาลุงกยบุตร พระสัปปทาสะ และเริ่มเรื่องกาติยานะ) พระมาลุงกยบุตร ผู้เลื่องชื่อจากอุปมาลูกศรอาบยาพิษ สอนว่าตัณหาของผู้ประมาทเติบโตดุจเถาวัลย์ และเชิญชวนให้ขุดรากตัณหาถอนลูกศรแห่งกิเลสด้วยความไม่ประมาทและปัญญา พระสัปปทาสะเล่าเรื่องราวน่าสะเทือนใจว่าบวชมา ๒๕ ปีแต่ไม่เคยได้ความสงบใจเลย จนคิดจะปลิดชีวิตตนเองด้วยมีดโกน แต่ขณะยกมีดขึ้นก็เกิดการพิจารณาโดยแยบคายจนจิตหลุดพ้นบรรลุวิชชาสามในที่สุด ปิดท้ายเริ่มคาถาเตือนสติภิกษุชื่อกาติยานะให้ตื่นขึ้นเจริญภาวนา อย่ามัวหลับใหลประมาท เพราะความแก่และความตายไล่ล้ำเข้ามาดุจกระแสน้ำใหญ่ในมหาสมุทร ซึ่งเนื้อความจะดำ
  28. หน้า ๓๓๑ พระกาติยานเถระ (ท้ายคาถาต่อจากหน้าก่อน) ส่วนท้ายของคาถาที่ต่อเนื่องมาจากหน้าก่อนหน้านี้ เป็นถ้อยคำให้กำลังใจภิกษุผู้มีนามหรือโคตรว่าอินทสโคตร ให้มั่นคงในทางแห่งความเกษมจากโยคะ เปรียบเทียบกับแสงประทีปริบหรี่และเถาวัลย์ที่โอนเอนตามลม แต่ให้สลัดมารทิ้งไปเสีย ปิดท้ายด้วยการกล่าวถึงผู้ปราศจากราคะในเวทนาทั้งหลายที่รอเวลาอยู่อย่างเยือกเย็น จบด้วยชื่อพระกาติยานเถระ
  29. หน้า ๓๓๑–๓๓๒ พระมิคชาลเถระ พระมิคชาลเถระกล่าวคาถาสรรเสริญพระธรรมที่พระพุทธเจ้าผู้เป็นดวงตาแห่งโลกทรงแสดงไว้ดีแล้ว ว่าเป็นธรรมที่พาล่วงพ้นสังโยชน์ทั้งปวง ทำลายวัฏสงสาร ตัดรากเหง้าตัณหาและอวิชชา และเป็นเครื่องทำลายเครื่องยนต์แห่งกรรม ท่านพรรณนาคุณของธรรมด้วยคำอุปมาต่อเนื่องหลายคำ เช่น เป็นความสงบดับทุกข์อันประเสริฐ เป็นมรรคมีองค์แปด และเป็นเครื่องเห็นสิ่งทั้งปวงตามความเป็นจริง
  30. หน้า ๓๓๒–๓๓๓ พระเชนตปุโรหิตปุตตเถระ พระเชนตปุโรหิตปุตตเถระเล่าถึงอดีตที่ท่านมัวเมาด้วยชาติกำเนิด โภคทรัพย์ และรูปโฉม จนหยิ่งผยองไม่ไหว้แม้บิดามารดาหรือผู้เฒ่าผู้แก่ ครั้นเห็นพระผู้มีพระภาคเสด็จพร้อมหมู่สงฆ์ดุจดวงอาทิตย์ทอแสง ท่านจึงละมานะและความมัวเมาทั้งปวง หมอบกราบพระองค์ด้วยจิตผ่องใส และถอนมานะทุกชนิดได้โดยสิ้นเชิงในที่สุด
  31. หน้า ๓๓๓ พระสุมนเถระ พระสุมนเถระเป็นสามเณรอายุเพียงเจ็ดขวบ เล่าว่าครั้งหนึ่งท่านใช้ฤทธิ์เอาชนะพญานาคผู้มีฤทธิ์มากเพื่อไปตักน้ำจากสระอโนดาตมาถวายพระอุปัชฌาย์ พระศาสดาทรงชี้ให้พระสารีบุตรดูสามเณรผู้นี้ว่าเป็นศิษย์ที่ได้รับการอบรมดีจากพระอนุรุทธเถระ ท่านบรรลุความสงบสูงสุดตั้งแต่ยังเป็นสามเณร
  32. หน้า ๓๓๓–๓๓๔ พระนหาตกมุนิเถระ พระนหาตกมุนิเถระถูกถามว่าเมื่อป่วยด้วยโรคลมและอยู่ในป่าอันแห้งแล้งจะเป็นอยู่อย่างไร ท่านตอบว่าจะแผ่ปีติสุขอันไพบูลย์ไปทั่วร่างกายเพื่อทนต่อความลำบาก พร้อมทั้งเจริญโพชฌงค์ อินทรีย์ และพละ ท่านกล่าวถึงจิตที่หลุดพ้นจากกิเลส บริสุทธิ์ผ่องใส และอาสวะทั้งปวงที่สิ้นไปไม่เกิดขึ้นอีก ปิดท้ายด้วยการยืนยันว่าขันธ์ห้าถูกกำหนดรู้แล้ว ความสิ้นทุกข์ถึงที่สุดแล้ว ไม่มีภพใหม่อีกต่อไป
  33. หน้า ๓๓๔–๓๓๕ พระพรหมทัตตเถระ พระพรหมทัตตเถระกล่าวคาถาว่าด้วยความไม่โกรธ ผู้ฝึกตนดีแล้วและเป็นอยู่สม่ำเสมอย่อมไม่มีเหตุให้โกรธ ผู้ที่โกรธตอบผู้โกรธย่อมเลวยิ่งกว่า ส่วนผู้ไม่โกรธตอบย่อมชนะสงครามที่ชนะได้ยาก ท่านสอนให้ระลึกถึงอุปมาความโกรธดุจเลื่อยและตัณหาในรสดุจเนื้อบุตร เพื่อเตือนสติเมื่อความโกรธหรือตัณหาเกิดขึ้น
  34. หน้า ๓๓๕ พระสิริมัณฑเถระ พระสิริมัณฑเถระเตือนถึงความไม่เที่ยงของชีวิต โลกถูกความตายและความชราห้อมล้อมอยู่เสมอ เปรียบมัจจุ พยาธิ และชราดุจกองไฟใหญ่ที่ไม่มีใครต้านทานหรือหนีพ้นได้ ท่านสอนให้ทำวันคืนไม่ให้ว่างเปล่าไม่ว่าจะทำมากหรือน้อย เพราะราตรีสุดท้ายอาจมาถึงเมื่อใดก็ได้ จึงไม่ควรประมาท
  35. หน้า ๓๓๕–๓๓๖ พระสัพพกามเถระ (จบฉักกนิบาต) พระสัพพกามเถระพรรณนาความไม่สะอาดของกายมนุษย์และภัยของกามคุณที่ปรากฏในรูปสตรี เปรียบผู้ติดกามเหมือนเนื้อติดกับดัก ปลาติดเบ็ด หรือลิงติดยาง ผู้หลีกเลี่ยงกามได้ดุจก้าวเลี่ยงหัวงูย่อมล่วงพ้นตัณหาในโลกได้ เมื่อเห็นโทษของกามและเห็นเนกขัมมะเป็นความปลอดภัยแล้ว ท่านก็หลุดพ้นจากกามทั้งปวงและบรรลุความสิ้นอาสวะ ท้ายบทนี้เป็นอุทานปิดท้ายฉักกนิบาต (หมวดพระเถระผู้มีคาถา ๖ คาถา)
  36. หน้า ๓๓๗ พระสุนทรสมุทรเถระ (เริ่มสัตตกนิบาต) เริ่มสัตตกนิบาต (หมวดคาถา ๗ คาถา) ด้วยเรื่องพระสุนทรสมุทรเถระ ซึ่งครั้งหนึ่งหญิงแพศยาแต่งกายงดงามมาชักชวนให้ท่านสึกออกไปครองเรือนและรับทรัพย์สมบัติ โดยสัญญาว่าจะบวชด้วยกันเมื่อแก่เฒ่า เมื่อท่านเห็นนางเดินเข้ามาพร้อมเครื่องประดับดุจบ่วงมัจจุที่ขึงไว้ ท่านจึงเกิดการพิจารณาโดยแยบคายขึ้นในใจ
  37. หน้า ๓๓๗–๓๓๘ พระลกุณฏกเถระ (ลกุณฏกภัททิยเถระ) พระลกุณฏกเถระ (บางฉบับระบุว่าคือพระลกุณฏกภัททิยเถระ) กล่าวถึงพระภัททิยะผู้เพิกถอนตัณหาพร้อมรากเหง้าและเพ่งฌานอยู่ในป่าอัมพาฏการาม ท่านเองพอใจในความเป็นอยู่โคนไม้และยินดีในพระศาสนา ขอให้พระพุทธเจ้าประทานพรให้ตนตั้งสติกำหนดกายเป็นนิจ ท่านกล่าวว่าผู้ไม่รู้แจ้งทั้งภายในภายนอกย่อมถูกเสียงพัดพาไป ส่วนผู้รู้แจ้งทั้งภายในภายนอกโดยไม่มีเครื่องกั้นย่อมไม่ถูกเสียงพัดพาไปได้
  38. หน้า ๓๓๘–๓๓๙ พระภัททเถระ พระภัททเถระเล่าว่าท่านเป็นบุตรคนเดียวที่บิดามารดารักยิ่งและได้มาด้วยการบวงสรวงหลายครั้ง เมื่อโตขึ้นบิดามารดาก็มอบท่านถวายเป็นผู้รับใช้พระชินเจ้า พระศาสดารับสั่งให้พระอานนท์บวชให้ทันทีเพราะทรงเห็นว่าจะเป็นผู้มีปัญญา ท่านบวชแล้วจิตหลุดพ้นก่อนตะวันตกดิน ได้รับอุปสมบทด้วยพระวาจา "เอหิ ภัททา" และบรรลุวิชชาสามตั้งแต่อายุเพียงเจ็ดขวบ
  39. หน้า ๓๓๙–๓๔๐ พระโสปากเถระ พระโสปากเถระเล่าว่าท่านได้เข้าเฝ้าพระศาสดาขณะทรงจงกรมอยู่ในเงาปราสาท ได้ตอบคำถามธรรมะอย่างแกล้วกล้าไม่หวั่นไหว จนพระศาสดาทรงพอพระทัยตรัสสรรเสริญชาวอังคะมคธที่ได้ปฏิบัติบำรุงพระองค์ และประทานอุปสมบทให้แก่ท่านทันที ท่านบวชตั้งแต่อายุเจ็ดขวบและทรงไว้ซึ่งอัตภาพสุดท้าย
  40. หน้า ๓๔๐–๓๔๑ พระสรภังคเถระ (จบสัตตกนิบาต) พระสรภังคเถระได้ชื่อนี้เพราะเคยหักกกด้วยมือทำเป็นกุฏิ แต่บัดนี้พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามหักกกแล้ว ท่านกล่าวถึงพระพุทธเจ้าเจ็ดพระองค์ในอดีต (วิปัสสี สิขี เวสสภู กกุสันธะ โกนาคมนะ กัสสปะ และโคดม) ที่ทรงดำเนินตามมรรคเดียวกันคือแสดงอริยสัจสี่ด้วยความอนุเคราะห์สัตว์โลก ท่านจบด้วยการประกาศความหลุดพ้นโดยสิ้นเชิง ท้ายบทนี้เป็นอุทานปิดท้ายสัตตกนิบาต
  41. หน้า ๓๔๑–๓๔๒ พระมหากัจจายนเถระ (เริ่มอัฏฐกนิบาต) เริ่มอัฏฐกนิบาต (หมวดคาถา ๘ คาถา) ด้วยพระมหากัจจายนเถระผู้สอนไม่ให้ทำกรรมมากเกินควรหรือขวนขวายเพื่อรสอาหารจนละทิ้งประโยชน์ที่แท้จริง เตือนว่าการไหว้บูชาจากตระกูลต่างๆ เป็นเหมือนหล่มโคลนที่ถอนตัวยาก ท่านสอนว่าไม่ควรทำบาปโดยอ้างผู้อื่นเพราะกรรมเป็นของเฉพาะตน และผู้มีปัญญาแม้ยากจนก็ยังดำรงชีวิตอยู่ได้ดีกว่าผู้มีทรัพย์แต่ขาดปัญญา ท่านปิดท้ายด้วยอุปมาคนตาบอด หูหนวก และเป็นใบ้ เพื่อสอนให้ผู้มีปัญญาไม่ยึดติดในสิ่งที่เห็นหรือได้ยิน
  42. หน้า ๓๔๒–๓๔๓ พระสิริมิตตเถระ พระสิริมิตตเถระกล่าวคาถาซ้ำเป็นบทว่าภิกษุผู้ไม่มักโกรธ ไม่ผูกโกรธ ไม่มีมารยา และไม่พูดส่อเสียด ประกอบด้วยคุณธรรมต่างๆ เช่น คุ้มครองทวาร มีศีลงาม มีมิตรดี และมีปัญญาดี ย่อมไม่เศร้าโศกเมื่อละไปแล้ว ท่านยังกล่าวว่าผู้มีศรัทธาไม่หวั่นไหวในพระตถาคต มีศีลงาม เลื่อมใสในสงฆ์ และเห็นตรงตามความจริง ย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ยากจน ชีวิตของเขาไม่ว่างเปล่า
  43. หน้า ๓๔๓–๓๔๔ พระมหาปันถกเถระ (จบอัฏฐกนิบาต) พระมหาปันถกเถระเล่าว่าเมื่อแรกเห็นพระศาสดาผู้ไม่มีภัยจากที่ไหน ท่านเกิดความสังเวชและออกบวชสละบุตรภรรยาทรัพย์สมบัติทั้งหมด ท่านตั้งใจไม่ยอมนั่งแม้ครู่เดียวจนกว่าจะถอนลูกศรคือตัณหาได้ ด้วยความเพียรนั้นท่านบรรลุวิชชาสามและกิจแห่งพรหมจรรย์ ท่านยังเนรมิตกายเป็นพันด้วยฤทธิ์นั่งอยู่ในสวนมะม่วงรอทูตของพระศาสดามาเรียกก่อนรับทักษิณาในฐานะเนื้อนาบุญของโลก ท้ายบทนี้เป็นอุทานปิดท้ายอัฏฐกนิบาต
  44. หน้า ๓๔๔–๓๔๖ พระภูตเถระ (นวกนิบาตทั้งหมด) นวกนิบาต (หมวดคาถา ๙ คาถา) มีพระเถระเพียงรูปเดียวคือพระภูตเถระ ผู้กล่าวคาถาซ้ำวรรคว่า "ยินดียิ่งกว่านั้นย่อมไม่มี" หลังพรรณนาความสุขจากฌานในสถานที่ต่างๆ เช่น ขณะฟ้าคำรณและฝนตกในป่า ริมฝั่งแม่น้ำที่มีดอกไม้บาน ในถ้ำเขาอันเงียบสงัดท่ามกลางเสียงคำรามของสัตว์ร้าย และเมื่อสงบวิตกทั้งปวงในซอกเขา ท่านสรุปว่าผู้สิ้นอาสวะแล้วย่อมมีความสุขเช่นนี้ซึ่งประเสริฐยิ่งกว่าความยินดีอื่นใด
  45. หน้า ๓๔๖–๓๔๘ พระกาฬุทายีเถระ (เริ่มทสกนิบาต) เริ่มทสกนิบาต (หมวดคาถา ๑๐ คาถา) ด้วยพระกาฬุทายีเถระผู้กราบทูลเชิญพระพุทธเจ้าเสด็จกลับกรุงกบิลพัสดุ์ โดยใช้ภาพต้นไม้ผลัดใบผลิดอกออกผลเป็นสัญญาณว่าถึงเวลาอันเหมาะสมแก่การเสด็จ ท่านกล่าวสรรเสริญพระวงศ์ศากยะ กล่าวถึงพระเจ้าสุทโธทนะพระราชบิดาและพระนางมายาพระราชมารดาผู้สิ้นพระชนม์ไปเสวยสุขในสวรรค์ และประกาศตนว่าเป็นเสมือนหลานโดยธรรมของพระพุทธเจ้า
  46. หน้า ๓๔๘–๓๔๙ พระเอกวิหาริยเถระ พระเอกวิหาริยเถระกล่าวถึงความผาสุกของการอยู่ผู้เดียวในป่าที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญ ท่านตั้งใจจะไปแสวงหาความสงัดในป่าลำพัง อาบน้ำที่ซอกเขาเย็นสดชื่น และตั้งใจแน่วแน่จะไม่ออกจากป่าจนกว่าจะสิ้นอาสวะ ท่านเปรียบตนเองเหมือนพระจันทร์เต็มดวงในคืนวันเพ็ญเมื่อบรรลุความหลุดพ้นโดยสมบูรณ์
  47. หน้า ๓๕๐–๓๕๑ พระมหากัปปินเถระ พระมหากัปปินเถระกล่าวถึงผู้มีปัญญาที่เห็นเหตุการณ์ล่วงหน้าทั้งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ ท่านสอนว่าอานาปานสติที่เจริญดีแล้วย่อมทำให้จิตสว่างไสวดุจพระจันทร์พ้นจากเมฆ ผู้มีปัญญาแม้ทรัพย์สินหมดสิ้นก็ยังดำรงชีวิตอยู่ได้ แต่ผู้มีทรัพย์ขาดปัญญาหาดำรงอยู่ไม่ได้ ความตายเป็นเรื่องธรรมดาไม่น่าประหลาดใจ ท่านสรุปว่าปัญญาย่อมประเสริฐกว่าทรัพย์เพราะนำพาข้ามพ้นได้ดุจเรือข้ามแม่น้ำ
  48. หน้า ๓๕๑–๓๕๒ พระจูฬปันถกเถระ พระจูฬปันถกเถระเล่าว่าแต่เดิมท่านเป็นผู้เชื่องช้าในการเรียนจนถูกพี่ชายขับไล่ให้กลับไปเป็นคฤหัสถ์ ขณะยืนเศร้าโศกอยู่หน้าซุ้มประตูวัด พระศาสดาเสด็จมาลูบศีรษะจูงมือท่านเข้าไปในวัดและประทานผ้าเช็ดพระบาทให้เป็นอารมณ์กรรมฐาน ท่านปฏิบัติตามจนบรรลุวิชชาสาม เนรมิตกายเป็นพันนั่งในสวนมะม่วงรอทูตมาเรียก และรับทักษิณาในฐานะเนื้อนาบุญของโลก
  49. หน้า ๓๕๒–๓๕๓ พระกัปปเถระ พระกัปปเถระพิจารณาความปฏิกูลของร่างกายอย่างละเอียด ว่าเต็มไปด้วยของโสโครกจากตระกูลต่างๆ เป็นแผลใหญ่เต็มไปด้วยหนองเลือด มีเส้นเอ็นหกสิบเส้นร้อยรัดและมีหนังหุ้มห่อไว้ ไร้ประโยชน์และเน่าเปื่อยอยู่เสมอ ท่านสอนว่ากายนี้ถูกอวิชชาปกคลุมและเครื่องผูกสี่อย่างร้อยรัด จมอยู่ในโอฆะ ผู้ยึดติดในกายย่อมพอกพูนกองทุกข์ ส่วนผู้เบื่อหน่ายและถอนรากภพได้ย่อมดับสนิทไม่มีอาสวะ
  50. หน้า ๓๕๓–๓๕๔ พระอุปเสนวังคันตบุตรเถระ พระอุปเสนเถระ วังคันตบุตร สอนให้ภิกษุเสพเสนาสนะอันสงัด ปราศจากเสียงอึกทึก มีสัตว์ร้ายอาศัยอยู่ เพื่อประโยชน์แก่การหลีกเร้น ควรนำผ้าจากกองขยะหรือป่าช้ามาทำเป็นสังฆาฏิและใช้จีวรเศร้าหมอง เที่ยวบิณฑบาตตามลำดับบ้านด้วยจิตนอบน้อมและสำรวมทวาร พอใจในของเศร้าหมองไม่แสวงหารสมากมาย และเจริญทั้งสมถะและวิปัสสนาจนถึงความหมดจดหมดอาสวะ
  51. หน้า ๓๕๔–๓๕๕ พระโคตมเถระ (จบทสกนิบาต) พระโคตมเถระสอนให้พิจารณาประโยชน์ตนและคำสอนของพระพุทธเจ้าว่าสิ่งใดสมควรแก่ผู้บวช ได้แก่การมีมิตรดี การศึกษาให้มาก ความเคารพครูอาจารย์และพระรัตนตรัย อาชีวะบริสุทธิ์ การเสพเสนาสนะป่า ความเป็นพหูสูต การเจริญสัญญาว่าไม่เที่ยง ไม่ใช่ตน และปฏิกูล ตลอดจนการเจริญโพชฌงค์ อิทธิบาท อินทรีย์ พละ และมรรคมีองค์แปด ท่านสรุปว่าพึงละตัณหาพร้อมรากเหง้าเพื่อความหลุดพ้น ท้ายบทนี้เป็นอุทานปิดท้ายทสกนิบาต
  52. หน้า ๓๕๖–๓๕๗ พระสังกิจจเถระ (เอกาทสกนิบาตทั้งหมด) เอกาทสกนิบาต (หมวดคาถา ๑๑ คาถา) มีพระเถระเพียงรูปเดียวคือพระสังกิจจเถระ ผู้พรรณนาความยินดีในความสงัดของป่าอันงดงามยามฤดูฝน หินสีต่างๆ ริมน้ำใส และที่อยู่ในป่าเขาถ้ำอันมีสัตว์ร้ายอาศัย ท่านตั้งใจไม่คิดร้ายต่อผู้ใดแม้จะถูกทำร้าย และประกาศว่าได้ปรนนิบัติพระศาสดาทำกิจแห่งพระศาสนาเสร็จสิ้นแล้ว ปลงภาระหนักลงแล้ว ไม่ยินดีในความตายหรือชีวิต เพียงรอเวลาดุจลูกจ้างที่รอรับค่าจ้าง
  53. หน้า ๓๕๗–๓๕๘ พระสีลวเถระ (เริ่มทวาทสกนิบาต) เริ่มทวาทสกนิบาต (หมวดคาถา ๑๒ คาถา) ด้วยพระสีลวเถระผู้แสดงคุณของศีลอย่างพิสดารว่าเป็นรากฐานของสมบัติทั้งปวง เป็นกำลัง เป็นอาวุธ เป็นเครื่องประดับ เป็นเกราะ เป็นสะพาน เป็นกลิ่นหอมและเป็นเสบียงเดินทางอันประเสริฐ ผู้มีศีลย่อมได้รับการสรรเสริญทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ส่วนผู้ทุศีลย่อมถูกติเตียนทั้งสองโลก ท่านสรุปว่าศีลเป็นเลิศในโลกนี้ แต่ปัญญาเป็นสิ่งสูงสุด มนุษย์และเทวดาย่อมชนะได้ด้วยศีลและปัญญา
  54. หน้า ๓๕๘–๓๖๐ พระสุนีตเถระ (จบทวาทสกนิบาต) พระสุนีตเถระเล่าว่าแต่เดิมท่านเกิดในตระกูลต่ำ ยากจน มีอาชีพเก็บกวาดดอกไม้ที่ถูกทิ้ง ถูกผู้คนรังเกียจดูหมิ่น เมื่อเห็นพระพุทธเจ้าเสด็จเข้าเมืองพร้อมหมู่สงฆ์ ท่านจึงวางคานหาบเข้าไปกราบทูลขอบวช พระศาสดาทรงอนุเคราะห์ประทานเอหิภิกขุอุปสมบทให้ ท่านไปบำเพ็ญเพียรในป่าคนเดียวจนบรรลุวิชชาสามภายในคืนเดียว ท้าวสักกะและพรหมมาน้อมไหว้ท่านว่าแม้เกิดต่ำแต่เป็นผู้ควรบูชา ท้ายบทนี้เป็นอุทานปิดท้ายทวาทสกนิบาต
  55. หน้า ๓๖๐–๓๖๒ พระโสณโกฬิวิสเถระ (เตรสกนิบาตทั้งหมด) เตรสกนิบาต (หมวดคาถา ๑๓ คาถา) มีพระเถระเพียงรูปเดียวคือพระโสณโกฬิวิสเถระ ผู้เคยเป็นบุคคลสำคัญยิ่งของแคว้นอังคะ บัดนี้ก้าวข้ามทุกข์ด้วยธรรมแล้ว ท่านสอนเรื่องการตัดเครื่องผูกห้าอย่างและเจริญคุณธรรมห้าอย่างให้ยิ่งขึ้น เตือนว่าความจองหองและความประมาทเป็นเหตุให้ศีล สมาธิ ปัญญาไม่บริบูรณ์ ท่านกล่าวถึงอุปมาสายพิณที่พระศาสดาทรงแสดงเรื่องความเพียรพอดี ซึ่งเป็นเรื่องราวมีชื่อเสียงของท่าน และจบด้วยการเปรียบจิตที่หลุดพ้นแล้วดุจภูเขาศิลาแท่งทึบที่ไม่หวั่นไหวต่อลม
  56. หน้า ๓๖๒–๓๖๓ พระเรวตเถระ (เริ่มจุททสกนิบาต) เริ่มจุททสกนิบาต (หมวดคาถา ๑๔ คาถา) ด้วยพระเรวตเถระผู้กล่าวว่าตั้งแต่บวชแล้วไม่เคยคิดร้ายต่อผู้ใด แม้จะถูกผู้อื่นทำร้ายก็ไม่คิดร้ายตอบ ท่านเจริญเมตตาจิตอันหาประมาณมิได้ตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอน เป็นมิตรและเพื่อนของสรรพสัตว์ทั้งปวง เจริญพรหมวิหารธรรมจนจิตไม่หวั่นไหวดุจภูเขาศิลา และประกาศว่าได้ทำกิจแห่งพระศาสนาเสร็จสิ้นแล้วพร้อมจะปรินิพพาน
  57. หน้า ๓๖๓–๓๖๕ พระโคทัตตเถระ (จบจุททสกนิบาต) พระโคทัตตเถระเปรียบผู้มีปัญญาว่าดุจม้าอาชาไนยที่อดทนต่อภาระหนักและดุจทะเลที่ไม่เต็มด้วยน้ำ ผู้มีปัญญาย่อมไม่ดูหมิ่นผู้อื่น ท่านสอนว่าคนพาลย่อมถูกความสุขทำให้ฟูและความทุกข์ทำให้ฟุบ แต่ผู้มีปัญญาย่อมตั้งมั่นดุจเสาเขื่อนไม่หวั่นไหวทั้งในลาภเสื่อมลาภ ยศเสื่อมยศ นินทาสรรเสริญ ไม่เปื้อนด้วยสิ่งใดดุจหยดน้ำบนใบบัว ท่านกล่าวว่าความยากจนโดยธรรมประเสริฐกว่าลาภโดยอธรรม และความตายโดยธรรมประเสริฐกว่าชีวิตโดยอธรรม ท้ายบทนี้เป็นอุทานปิดท้ายจุททสกนิบาต
  58. หน้า ๓๖๕–๓๖๗ พระอัญญาโกณฑัญญเถระ (เริ่มโสฬสกนิบาต) เริ่มโสฬสกนิบาต (หมวดคาถา ๑๖ คาถา) ด้วยพระอัญญาโกณฑัญญเถระ ปฐมสาวกผู้ตรัสรู้ธรรมพร้อมพระพุทธเจ้าเป็นองค์แรก ท่านกล่าวถึงความเลื่อมใสที่เพิ่มพูนขึ้นเมื่อฟังธรรมอันปราศจากราคะ และคาถาอันมีชื่อเสียงว่า "สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา" อันเป็นทางแห่งความหมดจด ท่านพรรณนาตนว่าตัดบ่วงมาร ทำลายเครื่องขวางกั้น ข้ามพ้นแล้ว และเตือนภิกษุผู้ฟุ้งซ่านคบมิตรชั่วว่าจะจมอยู่ในห้วงน้ำใหญ่ ต่างจากผู้ไม่ฟุ้งซ่านมีมิตรดีย่อมถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้
  59. หน้า ๓๖๗–๓๖๙ พระอุทายีเถระ (จบโสฬสกนิบาต) พระอุทายีเถระสรรเสริญพระพุทธเจ้าว่าทรงเป็นมนุษย์ผู้ฝึกตนได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งมนุษย์และเทวดาต่างนอบน้อม ท่านพรรณนาพระองค์ด้วยอุปมา "นาค" อันวิจิตร คือมีศีลเป็นเท้า มีสติสัมปชัญญะเป็นการเยื้องกราย มีศรัทธาเป็นงวง มีปัญญาเป็นเขี้ยวและศีรษะ และมีวิเวกเป็นหาง ทรงสำรวมในทุกอิริยาบถไม่ว่าเดิน ยืน นั่ง หรือนอน เปรียบดังดอกบัวที่เกิดในน้ำแต่ไม่แปดเปื้อนด้วยน้ำ พระองค์เกิดในโลกแต่ไม่แปดเปื้อนด้วยโลก ท้ายบทนี้เป็นอุทานปิดท้ายโสฬสกนิบาต
  60. หน้า ๓๖๙–๓๗๑ พระอธิมุตตเถระ (เริ่มวีสตินิบาต) เริ่มวีสตินิบาต (หมวดคาถา ๒๐ คาถา) ด้วยเรื่องราวมีชื่อเสียงของพระอธิมุตตเถระ ผู้ถูกโจรจับตัวไว้เพื่อฆ่าบูชายัญ เมื่อโจรถามว่าเหตุใดจึงไม่หวั่นกลัวความตาย ท่านตอบว่าผู้สิ้นสังโยชน์แล้วย่อมไม่มีทุกข์ทางใจ ไม่กลัวตายดุจการวางภาระลง โจรประหลาดใจจึงถามถึงคำสอนที่ทำให้พ้นจากความโศก เมื่อทราบว่าเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าผู้มีมหากรุณา โจรบางพวกจึงทิ้งอาวุธเลิกเป็นโจร และบางพวกออกบวชจนบรรลุนิพพานในที่สุด
  61. หน้า ๓๗๒–๓๗๔ พระปาราสริยเถระ พระปาราสริยเถระ (บางฉบับว่าปาราปริยะ) ครุ่นคิดขณะนั่งบำเพ็ญเพียรผู้เดียวว่าบุคคลควรปฏิบัติอย่างไรจึงจะไม่เบียดเบียนผู้อื่น ท่านสอนว่าอินทรีย์ทั้งหลายหากไม่สำรวมย่อมนำไปสู่ความพินาศ หากสำรวมย่อมนำไปสู่ประโยชน์ ท่านแสดงอันตรายของการปล่อยตาหูจมูกลิ้นกายให้หลงใหลในรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัส โดยเฉพาะเตือนถึงภัยของการติดใจในรูปเสียงกลิ่นสัมผัสของสตรีว่านำทุกข์นานัปการมาให้ ท่านสรุปว่าผู้เจริญศรัทธา วิริยะ สมาธิ สติ และปัญญา ย่อมข่มอารมณ์ทั้งห้าได้และถึงความสุขด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้า
  62. หน้า ๓๗๔–๓๗๖ พระเตลุกานิเถระ พระเตลุกานิเถระเล่าถึงความเพียรพยายามอันยาวนานเพื่อแสวงหาความสงบใจแต่ไม่พบ ท่านสงสัยว่าใครเล่าข้ามพ้นโลกได้ ใครถึงอมตธรรม รู้สึกดุจปลาติดร่างแหหรือถูกบ่วงผูกมัด มีลูกศรคือความสงสัยฝังอยู่ภายในซึ่งไม่มีผู้ใดถอนให้ได้ ในที่สุดท่านพบพระศาสดาผู้ประทานบันไดธรรมอันมั่นคง ให้ขึ้นสู่ปราสาทแห่งสติปัฏฐานเพื่อพิจารณาเห็นมรรคดุจการขึ้นเรือข้ามฟาก และทรงถอนลูกศรกับกลิ่นแห่งกิเลสที่ฝังแน่นมานานให้แก่ท่าน
  63. หน้า ๓๗๖–๓๘๐ พระรัฏฐปาลเถระ พระรัฏฐปาลเถระพิจารณาความไม่จีรังของร่างกายที่ประดับงดงามว่าเป็นเพียงเครื่องลวงคนพาล และเปรียบผู้ติดกามดุจเนื้อที่ติดบ่วงพราน ท่านกล่าวว่าคนที่ได้ทรัพย์มักสะสมและปรารถนากามยิ่งขึ้นโดยไม่รู้จักอิ่ม แม้กษัตริย์และสามัญชนต่างก็ตายไปทั้งที่ยังกระหายอยาก มีเพียงกรรมเท่านั้นที่ติดตามไปส่วนทรัพย์ตกเป็นของทายาท เมื่อเห็นภัยของกาม การเกิดในครรภ์ และนรก ท่านจึงเกิดความสังเวชจนบรรลุความสิ้นอาสวะ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นคาถาที่ท่านเคยแสดงแก่พระราชาผู้เป็นพระสหายเก่า
  64. หน้า ๓๘๐–๓๘๓ พระมาลุงกยปุตตเถระ พระมาลุงกยปุตตเถระแสดงคำสอนเรื่องการสำรวมอินทรีย์อย่างเป็นระบบ ว่าเมื่อเห็นรูป ได้ยินเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องสัมผัส หรือรู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ แล้วขาดสติใส่ใจในสิ่งที่น่ารักใคร่ ย่อมเกิดเวทนาที่จิตยึดติดพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ เรียกว่าห่างไกลจากนิพพาน แต่หากมีสติสำรวมระวังในทวารทั้งหกโดยไม่ยึดติดในเวทนาที่เกิดขึ้น เวทนานั้นย่อมเสื่อมไม่พอกพูน เรียกว่าอยู่ใกล้นิพพาน ท่านแสดงคำสอนนี้ซ้ำครบทั้งหกทวารอย่างเป็นระบบ
  65. หน้า ๓๘๓–๓๘๕ บทสนทนาพราหมณ์เสละกับพระพุทธเจ้า (เสลสูตร ยังไม่จบ) ช่วงท้ายของหน้า ๓๘๓-๓๘๕ เริ่มบทสนทนาระหว่างพราหมณ์เสละกับพระผู้มีพระภาค (เสลสูตร) ซึ่งยังไม่จบภายในเนื้อหาช่วงนี้ พราหมณ์เสละพรรณนาลักษณะมหาบุรุษของพระพุทธเจ้าว่าสมบูรณ์พร้อมดุจพระเจ้าจักรพรรดิ จึงทูลถามเหตุใดจึงทรงผนวชเป็นเพียงสมณะ พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าพระองค์ทรงเป็นธรรมราชาผู้หมุนล้อธรรมอันไม่มีใครหมุนกลับได้ เมื่อพราหมณ์เสละถามถึงเสนาบดีผู้สืบสานล้อธรรมนั้น พระองค์ตรัสตอบว่าคือพระสารีบุตร และตรัสยืนยันความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพระองค์ เนื้อหาตอนนี้ดำเนินต่อเกินหน้า ๓๘๕ ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดข
  66. หน้า ๓๘๖–๓๘๗ พระเสละเถระ (ท้ายบท) และพระภัททิยกาฬิโคธาบุตรเถระ ช่วงต้นหน้า ๓๘๖ เป็นคาถาปิดท้ายของพระเสละเถระที่สรรเสริญพระพุทธเจ้าว่าทรงเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ครอบงำมารได้ ทรงตัดอนุสัยและปราศจากความยึดมั่นถือมั่นดุจราชสีห์ไร้ความหวาดกลัว จากนั้นเป็นคาถาของพระภัททิยะ กาฬิโคธาบุตรเถระ ผู้เคยเป็นเจ้าชายเสวยสุขสบาย นุ่งห่มผ้าเนื้อดี ฉันข้าวสาลี และมีทหารถือดาบคุ้มกันในปราสาท แต่ท่านสละสมบัติทองคำเงินตรามารับบาตรดินออกบวชแสวงหาความสงบในป่า จนบรรลุธรรมหมดสิ้นกิเลสด้วยการตั้งมั่นในศีล สติ และปัญญาตามลำดับ
  67. หน้า ๓๘๘–๓๙๑ พระองคุลิมาลเถระ คาถานี้เล่าเรื่องพระองคุลิมาลเถระ เริ่มด้วยบทสนทนาระหว่างองคุลิมาลผู้เป็นโจรกับพระพุทธเจ้า ที่ตรัสว่าพระองค์ทรง "หยุดแล้ว" เพราะทรงวางอาชญาต่อสรรพสัตว์ ต่างจากองคุลิมาลที่ยังไม่หยุดทำร้ายผู้อื่น จนองคุลิมาลสำนึกและขอบวช จากนั้นท่านเล่าถึงชีวิตในอดีตที่เคยเป็นโจรฆ่าคนจนได้สมญาว่าองคุลิมาล แต่เมื่อกลับใจถึงพระรัตนตรัยและบวชแล้วก็อดทนต่อผลกรรมเก่าด้วยความไม่ประมาท เจริญภาวนาจนบรรลุวิชชาสามและสิ้นอาสวะ กล่าวปิดท้ายว่าได้ทำกิจพระศาสนาเสร็จสิ้นแล้ว
  68. หน้า ๓๙๑–๓๙๔ พระอนุรุทธเถระ พระอนุรุทธเถระผู้สละบิดามารดาพี่น้องและกามคุณทั้งห้าออกบวชเจริญฌาน คาถากล่าวถึงความเป็นเจ้าศากยะของท่านที่เคยเพลิดเพลินกับการฟ้อนรำขับร้อง แต่หันมายินดีในพระศาสนา ถือธุดงค์แสวงหาผ้าบังสุกุลด้วยตนเอง ท่านเล่าถึงชาติก่อนที่เคยเป็นคนยากจนถวายอาหารแก่ผู้ทรงศีลจนได้เสวยสมบัติเป็นท้าวสักกะและพระเจ้าจักรพรรดิหลายชาติ ท่านบำเพ็ญเพียรจนได้ทิพยจักขุญาณอันบริสุทธิ์และบรรลุอรหัตต์ กล่าวปิดท้ายว่าจะนิพพานที่หมู่บ้านเวฬุวคามแคว้นวัชชี
  69. หน้า ๓๙๔–๓๙๗ พระปาราสริยเถระ (ปาราปริยเถระ) บทนี้เป็นคาถายาวของพระปาราสริยเถระที่ครุ่นคิดถึงความเปลี่ยนแปลงของภิกษุสงฆ์เมื่อเทียบกับสมัยพระบรมศาสดายังทรงพระชนม์อยู่ ท่านพรรณนาถึงความสันโดษมักน้อยของพระเถระรุ่นก่อนที่อยู่ป่า อาศัยโคนไม้และถ้ำเจริญวิเวก แต่เตือนว่าในอนาคตพระธรรมวินัยจะเสื่อมลง ภิกษุไร้คุณธรรมกลับได้รับการยกย่องขณะที่ผู้ทรงคุณธรรมถูกลืมเลือน ท่านตำหนิพฤติกรรมภิกษุในอนาคตที่แสวงหาลาภสักการะ ประกอบมิจฉาชีพ และไม่เคารพครูบาอาจารย์ ก่อนจบด้วยการเตือนให้เจริญเมตตา ไม่ประมาท และบำเพ็ญมรรคมีองค์แปดก่อนภัยใหญ่จะมาถึง
  70. หน้า ๓๙๗–๔๐๑ พระปุสสเถระ คาถานี้เป็นบทสนทนาระหว่างฤๅษีปัณฑรสโคตรกับพระปุสสเถระ ผู้ถูกถามถึงความประพฤติของภิกษุในอนาคตกาล พระปุสสเถระพยากรณ์ว่าจะมีภิกษุที่มักโกรธ ผูกโกรธ อิจฉา หลอกลวง กระด้าง ยึดถือความเห็นตนเป็นใหญ่ ภิกษุผู้มีคุณธรรมกลับอ่อนแอไม่มีผู้เชื่อถือ ขณะที่ภิกษุไร้คุณธรรมกลับมีอิทธิพลเพราะปากกล้า ท่านเตือนว่าจะมีผู้แสวงหาลาภสักการะ ประพฤติผิดวินัยแต่ยังครองผ้ากาสาวพัสตร์ และชี้ว่าผู้ควรห่มผ้ากาสาวะที่แท้จริงคือผู้มีศีลบริสุทธิ์ปราศจากกิเลส ปิดท้ายด้วยการเตือนให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาทเพื่อบรรลุมรรคผล
  71. หน้า ๔๐๑–๔๐๕ พระสารีบุตรเถระ (นามเดิม อุปติสสะ) คาถานี้เป็นคำสอนของพระสารีบุตรเถระ อัครสาวกเบื้องขวา ว่าด้วยการเป็นภิกษุที่สันโดษ มีสติ กินแต่พอประมาณ ไม่ติดในความสุขจากการได้รับหรือไม่ได้รับสักการะ ท่านสอนให้คบบัณฑิตผู้ชี้โทษได้ตรงไปตรงมาและเลี่ยงคนพาล กล่าวถึงการที่ท่านฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าจนหมดความสงสัยและบรรลุวิชชาสามโดยไม่ต้องอาศัยฤทธิ์หรือทิพยจักขุ ท่านเปรียบตนเป็นดั่งภูเขาศิลาที่ไม่หวั่นไหวเพราะสิ้นโมหะแล้ว และปิดท้ายด้วยการประกาศว่าไม่ยินดีในความตายหรือชีวิต เพียงรอเวลาสละกายด้วยสติสัมปชัญญะ
  72. หน้า ๔๐๕–๔๐๘ พระอานนทเถระ คาถานี้เป็นคำสอนของพระอานนทเถระ พุทธอุปัฏฐากผู้เป็นพหูสูต ท่านสอนไม่ให้คบคนพาลที่มักโกรธและตระหนี่ ควรคบบัณฑิตผู้มีศรัทธา ศีล และเป็นพหูสูต ท่านกล่าวถึงตนเองว่าได้เรียนธรรมจากพระพุทธเจ้าถึง ๘๒,๐๐๐ ข้อและจากภิกษุอื่นอีก ๒,๐๐๐ ข้อ จึงทรงจำธรรมไว้ได้มาก ท่านรำลึกถึงความเศร้าโศกครั้งพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน หลังจากอุปัฏฐากพระองค์ด้วยกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมอันเปี่ยมเมตตาตลอด ๒๕ พรรษา และยืนยันว่าตนได้บรรลุอรหัตตผลในภายหลัง
  73. หน้า ๔๐๙–๔๑๓ พระมหากัสสปเถระ คาถานี้เป็นคำสอนของพระมหากัสสปเถระ ผู้เป็นเอตทัคคะด้านธุดงค์ ท่านสอนไม่ให้ภิกษุแวดล้อมด้วยหมู่คณะหรือคลุกคลีกับตระกูลเพราะทำให้จิตฟุ้งซ่านและติดในลาภสักการะ ท่านเล่าเหตุการณ์ที่เคยรับบิณฑบาตจากชายโรคเรื้อนด้วยความไม่รังเกียจแม้นิ้วมือของชายผู้นั้นจะขาดหลุดปนมากับอาหาร แสดงถึงการไม่ยึดติดในความสะอาดหรือสกปรกทางกาย ท่านพรรณนาความไพเราะของขุนเขาที่ท่านโปรดปรานเจริญฌานอยู่ และย้ำว่าการอยู่ป่าลำพังด้วยจิตตั้งมั่นดีกว่าความบันเทิงใด ๆ ปิดท้ายด้วยการยืนยันว่าท่านเป็นผู้ยอดเยี่ยมในธุดงคคุณ
  74. หน้า ๔๑๓–๔๒๕ พระตาลปุฏเถระ คาถานี้เป็นบทกวีอันโด่งดังของพระตาลปุฏเถระ อดีตหัวหน้าคณะนักฟ้อนที่ออกบวช ท่านตั้งคำถามกับตนเองซ้ำ ๆ ว่า "เมื่อไรหนอ" จะได้อยู่ในซอกเขาลำพังเพียงผู้เดียว เห็นภพทั้งปวงเป็นของไม่เที่ยง ตัดตัณหาด้วยดาบแห่งปัญญา และบรรลุธรรมได้ดังใจหวัง จากนั้นท่านหันมาต่อว่ากล่าวสอน "จิต" ของตนเองที่เคยพาท่านหลงเพลิดเพลินในกามคุณและชีวิตทางโลกมานาน เตือนจิตให้เลิกดื้อรั้นและมุ่งเจริญฌาน อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ และมรรคมีองค์แปดเพื่อบรรลุอมตธรรม ท่านยืนยันว่าจะไม่ยอมทำตามจิตอีกต่อไปเพราะกามให้ทุกข์และภัยใหญ่หลวง มุ่งหน
  75. หน้า ๔๒๕–๔๓๒ พระมหาโมคคัลลานเถระ คาถานี้เป็นคำสอนของพระมหาโมคคัลลานเถระ อัครสาวกเบื้องซ้ายผู้เป็นเอตทัคคะด้านฤทธิ์ ท่านสอนภิกษุอารัญญิกให้เพียรทำลายเสนามารดุจช้างทำลายเรือนไม้อ้อ และเตือนถึงความไม่งามของร่างกายที่เต็มไปด้วยของไม่สะอาดไหลออกทางทวารทั้งเก้า ท่านรำลึกถึงความสังเวชเมื่อพระสารีบุตรปรินิพพาน กล่าวสรรเสริญพระสารีบุตรว่าเลิศด้วยปัญญา ศีล และอุปสมะ และเล่าเหตุการณ์ที่ท่านเคยเขย่าปราสาทมิคารมาตาและปราสาทเวชยันต์ของท้าวสักกะด้วยอิทธิฤทธิ์ ปิดท้ายด้วยเรื่องที่มารเข้าไปในท้องของท่านแล้วถูกท่านกล่าวเตือนให้เลิกหวังร้ายต่อพระ
  76. หน้า ๔๓๒–๔๔๐ พระวังคีสเถระ (มหานิบาต) หน้า ๔๓๒-๔๔๐ เป็นตอนต้นของคาถามหานิบาตซึ่งทั้งหมดเป็นผลงานของพระวังคีสเถระ ผู้เชี่ยวชาญด้านปฏิภาณกวี เริ่มด้วยเหตุการณ์ที่มารแปลงกายเป็นหญิงงามมาย่ำยีจิตใจท่านขณะอยู่ป่าลำพัง แต่ท่านระลึกถึงคำสอนเรื่องความไม่เที่ยงจนเอาชนะกิเลสได้ จากนั้นท่านตำหนิตนเองที่เคยมีมานะถือตัวในความสามารถทางกวี และตักเตือนตนให้ละมานะเพื่อความไม่เดือดร้อนใจภายหลัง ท่านกล่าวสรรเสริญพระสารีบุตรผู้แสดงธรรมไพเราะ สรรเสริญพระพุทธเจ้าดุจพระจันทร์วันเพ็ญปราศจากเมฆหมอก และสรรเสริญพระอัญญาโกณฑัญญะผู้เป็นปฐมสาวก ท้ายบทเริ่มเรื่อง
  77. หน้า ๔๔๑ จบเถรคาถา - พระวังคีสเถระ หน้า ๔๔๑ เป็นบทปิดท้ายคัมภีร์เถรคาถาทั้งเล่ม ประกอบด้วยคาถาสุดท้ายของพระวังคีสเถระที่กล่าวสรรเสริญพระพุทธเจ้า สืบเนื่องจากบทสนทนากับพราหมณ์ตระกูลกัปปายนะผู้ข้ามพ้นวัฏสงสารอันข้ามได้ยากยิ่ง ตามด้วยบทสรุปปิดมหานิบาตและโศลกสรุปยอดรวมคาถาทั้งหมดในเถรคาถา คือ ๑,๓๖๐ คาถาจากพระเถระ ๒๖๔ รูปผู้บรรลุพระนิพพานดุจกองไฟที่ดับสนิท ปิดท้ายด้วยวลี "เถรคาถา นิฏฺฐิตา" อันเป็นจุดสิ้นสุดของคัมภีร์เถรคาถาโดยสมบูรณ์ ก่อนจะเข้าสู่เถรีคาถาในหน้าถัดไป
  78. หน้า ๔๔๒–๔๔๕ เถรีคาถา เอกนิบาต - เถรีและภิกษุณีหลายรูป หน้า ๔๔๒ เป็นจุดเริ่มต้นของเถรีคาถา (คาถาของพระเถรี) ต่อจากเถรคาถาที่จบลงในหน้าก่อน เปิดด้วยเอกนิบาตซึ่งรวมโอวาทสั้น ๆ ที่พระพุทธเจ้าหรือครูอาจารย์ประทานแก่เถรีและภิกษุณีหลายรูปในคราวเดียวกัน เช่น เถริกา (ผู้สงบราคะได้แล้ว) มุตตา (หลุดพ้นจากกิเลสดุจพระจันทร์พ้นจากราหู) ปุณณา ติสสา ธีรา มิตตา ภัททา อุปสมา มุตตา (อีกรูปผู้พ้นจากสามีค่อมสามคน) ธัมมทินนา วิสาขา สุมนา (สองรูป รวมทั้งรูปที่บวชเมื่อชรา) อุตตรา ธัมมา และสังฆา แต่ละรูปได้รับคำเตือนสั้น ๆ ให้เจริญธรรม ตัดตัณหาและมานะ เพื่อบรรลุความสงบแห่ง
  79. หน้า ๔๔๕ นันทาเถรี และชันตาเถรี (ทุกนิบาต) เริ่มทุกนิบาตด้วยคาถาที่พระพุทธเจ้าตรัสเตือนนางนันทาผู้กำลังศึกษาอยู่ (สิกขมานา) ให้พิจารณาร่างกายอันเป็นของเปื่อยเน่าไม่สะอาด เจริญอสุภสัญญาและอนิมิตตสัญญาเพื่อละมานานุสัย จนบรรลุความสงบ ถัดมาเป็นคาถาของชันตาเถรีผู้ประกาศว่าได้เจริญโพชฌงค์ทั้งเจ็ดตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ครบถ้วน เห็นพระพุทธเจ้าแล้ว สิ้นสังสารวัฏ ไม่มีภพใหม่อีกต่อไป
  80. หน้า ๔๔๖ ภิกษุณีนิรนาม (สุมุตติกา) คาถาของภิกษุณีไม่ปรากฏนามผู้เคยถูกบังคับแต่งงานกับสามีค่อม (ขุชชะ) เธอกล่าวถึงความหลุดพ้นจากพันธนาการทั้งสาม คือ สาก ร่ม และหม้อ อันเป็นสัญลักษณ์ของภาระชีวิตครัวเรือนที่ต่ำต้อยยากจน หลังหลุดพ้นแล้วเธอตัดราคะและโทสะได้ นั่งเจริญฌานอย่างเป็นสุขใต้โคนไม้
  81. หน้า ๔๔๖ อัฑฒกาสีเถรี อัฑฒกาสีเถรีเคยเป็นนครโสเภณีชั้นสูงแห่งแคว้นกาสี มีค่าตัวสูงเทียบเท่ารายได้ทั้งแคว้น ต่อมานางเบื่อหน่ายในรูปกาย คลายกำหนัด บวชและบรรลุวิชชาสามจนสำเร็จกิจในพระศาสนา
  82. หน้า ๔๔๖–๔๔๗ จิตตาเถรี และเมตติกาเถรี ทั้งสองเถรีเป็นภิกษุณีชราผู้อ่อนแอ เจ็บป่วย ต้องใช้ไม้เท้าค้ำยันปีนขึ้นภูเขา วางสังฆาฏิและบาตร พิงกายไว้กับหิน แล้วเจริญภาวนาทำลายกองมืด (อวิชชา) จนบรรลุวิชชาสามและสำเร็จกิจในพระศาสนา
  83. หน้า ๔๔๗–๔๔๘ มิตตา อภยมารดา อภยาเถรี และสามาเถรี กลุ่มคาถาสั้นของเถรีสี่รูป ได้แก่ มิตตาผู้รักษาอุโบสถศีลครบองค์แปด อภยมารดา ผู้ได้รับคำสอนให้พิจารณาร่างกายว่าเป็นของไม่สะอาด อภยาเถรีผู้พิจารณาความเปราะบางของร่างกาย และสามาเถรีผู้ออกจากวิหารซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพราะจิตไม่สงบ แต่ในที่สุดก็บรรลุความสิ้นตัณหาด้วยความไม่ประมาท
  84. หน้า ๔๔๘–๔๔๙ สามาเถรี (อีกรูป) และอุตตมาเถรี ๒ รูป เปิดติกนิบาตด้วยเรื่องของสามาเถรีอีกรูปหนึ่งที่บวชมาแล้ว ๒๕ ปีแต่ไม่เคยพบความสงบทางจิต จนเกิดความสังเวชและบรรลุความสิ้นตัณหาในคืนที่เจ็ด ถัดมาเป็นเรื่องของอุตตมาเถรีสองรูป รูปแรกได้พบภิกษุณีผู้สอนเรื่องขันธ์ อายตนะ ธาตุจนบรรลุธรรมในวันที่แปด ส่วนอีกรูปประกาศว่าได้เจริญโพชฌงค์และบรรลุสุญญตาวิโมกข์
  85. หน้า ๔๔๙–๔๕๐ ทันติกาเถรี ทันติกาเถรีออกจากที่พักกลางวันไปยังภูเขาคิชฌกูฏ พบช้างที่เพิ่งขึ้นจากแม่น้ำถูกควาญช้างฝึกให้เชื่องด้วยขอ นางจึงน้อมนำภาพนั้นมาเป็นอุบายฝึกจิตของตนเอง จนสามารถทำจิตให้ตั้งมั่นและบรรลุธรรมได้
  86. หน้า ๔๕๐ อุพพีรีเถรี อุพพีรีเถรีเคยเป็นมารดาผู้โศกเศร้าคร่ำครวญเพราะสูญเสียธิดาชื่อชีวา พระพุทธเจ้าทรงเตือนสติว่ามีหญิงนามชีวาถึง ๘๔,๐๐๐ คนถูกเผาในป่าช้าแห่งนี้มาแล้ว คำสอนนี้ถอนลูกศรแห่งความโศกออกจากใจนางได้ นางจึงดับกิเลสสนิทและถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ
  87. หน้า ๔๕๐–๔๕๑ สุกกาเถรี สุกกาเถรีเป็นที่เลื่อมใสของชาวเมืองราชคฤห์ ผู้คนต่างมาฟังธรรมจากนางราวกับดื่มน้ำอมฤต คำสอนของนางไพเราะไม่มีที่ติ นางบริสุทธิ์ด้วยธรรมอันขาวสะอาด ปราศจากราคะ ทรงไว้ซึ่งร่างกายอันเป็นครั้งสุดท้ายหลังพิชิตมารพร้อมพาหนะได้แล้ว
  88. หน้า ๔๕๑ เสลาเถรี มารมาผจญเสลาเถรีด้วยคำกล่าวว่าไม่มีทางออกจากโลกนี้ ให้เสพกามารมณ์เสียก่อน เสลาเถรีตอบโต้ว่ากามทั้งหลายเปรียบดั่งหอกและหลาวที่ทิ่มแทงขันธ์ นางประกาศว่าความเพลิดเพลินทั้งปวงถูกทำลายแล้ว กองมืดถูกทำลายแล้ว และมารได้พ่ายแพ้ไปแล้ว
  89. หน้า ๔๕๑ โสมาเถรี มารพยายามท้าทายโสมาเถรีว่าสตรีผู้มีปัญญาเพียงสองนิ้วไม่อาจบรรลุฐานะที่ฤๅษีเข้าถึงได้ โสมาเถรีตอบโต้อย่างคมคายว่าความเป็นสตรีจะเป็นอุปสรรคอะไรเล่า เมื่อจิตตั้งมั่นดีและญาณเห็นแจ้งธรรมโดยชอบ เป็นคำโต้แย้งอันโด่งดังที่ยืนยันว่าเพศไม่ใช่อุปสรรคต่อการบรรลุธรรม
  90. หน้า ๔๕๑–๔๕๒ ภัททกาปิลานีเถรี คาถานี้กล่าวถึงบุตรของพระพุทธเจ้าคือพระกัสสปะผู้มีจิตตั้งมั่นดี ควบคู่กับภัททกาปิลานีเถรีผู้เป็นคู่ครองเดิมของท่าน ซึ่งบรรลุวิชชาสามและพ้นจากมัจจุเช่นกัน ทั้งสองเห็นโทษของโลกจึงออกบวชด้วยกัน สิ้นอาสวะ ดับกิเลสสนิททั้งคู่ สะท้อนเรื่องราวคู่สามีภรรยาที่สละโลกออกบวชพร้อมกัน
  91. หน้า ๔๕๒–๔๕๓ ภิกษุณีนิรนาม (ฉฬภิญญา) ภิกษุณีไม่ปรากฏนามผู้บวชมาแล้ว ๒๕ ปีแต่ไม่เคยพบความสงบทางจิตแม้เพียงชั่วขณะ เธอเข้าไปหาภิกษุณีผู้เป็นที่เชื่อถือซึ่งสอนเรื่องขันธ์ อายตนะ ธาตุ หลังฟังธรรมนางบรรลุปุพเพนิวาสานุสติญาณ ทิพยจักษุ เจโตปริยญาณ และอภิญญาหกครบถ้วน สำเร็จกิจในพระศาสนา
  92. หน้า ๔๕๓ วิมลาเถรี (อดีตหญิงคณิกา) วิมลาเถรีเคยลุ่มหลงในความงามของตน ทั้งวรรณะ รูปโฉม ยศ และวัยสาว เคยยืนอยู่หน้าประตูซ่องดักคนดุจนายพรานดักบ่วง ปัจจุบันนางถือบิณฑบาต โกนศีรษะ ห่มสังฆาฏิ นั่งใต้โคนไม้ปราศจากความตรึกนึกในกาม ตัดโยคะทั้งปวง สิ้นอาสวะ ดับกิเลสสนิท
  93. หน้า ๔๕๓–๔๕๔ สีหาเถรี สีหาเถรีถูกกิเลสรบกวนอย่างหนักถึงเจ็ดปี ไม่เคยพบความสุขทั้งกลางวันกลางคืน จนถึงขั้นเดินเข้าป่าถือเชือกหมายจะผูกคอตาย เธอผูกบ่วงมั่นคงไว้กับกิ่งไม้ คล้องคอ แต่ในขณะนั้นเองจิตของนางกลับหลุดพ้นจากกิเลสโดยสิ้นเชิง
  94. หน้า ๔๕๔ นันทาเถรี (พิจารณาอสุภะ) คาถานี้เตือนนันทาให้พิจารณาร่างกายอันเจ็บป่วย ไม่สะอาด เปื่อยเน่า เปรียบเทียบร่างกายตนกับร่างกายผู้อื่นว่าไม่ต่างกัน นางเฝ้าพิจารณาซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเห็นแจ้งกายทั้งภายในภายนอกตามความเป็นจริง เบื่อหน่ายคลายกำหนัดในกาย บรรลุความสงบดับกิเลสได้ในที่สุด
  95. หน้า ๔๕๔–๔๕๕ นันทุตตราเถรี นันทุตตราเถรีเคยบำเพ็ญพรตนอกพระพุทธศาสนา นมัสการไฟ พระจันทร์ พระอาทิตย์ และเทวดา หมกมุ่นในการประดับตกแต่งร่างกายด้วยความกำหนัด ต่อมานางได้ศรัทธาออกบวชในพระศาสนา เห็นกายตามความเป็นจริงจนราคะดับสิ้น ภพทั้งปวงถูกตัดขาด
  96. หน้า ๔๕๕ มิตตกาลีเถรี มิตตกาลีเถรีบวชด้วยศรัทธาแต่กลับหลงใหลในลาภสักการะ ตกอยู่ใต้อำนาจกิเลส จนวันหนึ่งเกิดความสังเวชใจว่าชีวิตนี้สั้นนัก นางจึงพิจารณาความเกิดดับของขันธ์ จิตหลุดพ้น สำเร็จกิจในพระศาสนา
  97. หน้า ๔๕๕–๔๕๖ สกุลาเถรี สกุลาเถรีเคยเป็นคฤหัสถ์ได้ฟังธรรมจากภิกษุ เห็นธรรมอันปราศจากกิเลส คือพระนิพพาน นางจึงสละบุตรธิดา ทรัพย์สมบัติ โกนผมออกบวช ฝึกฝนตนเจริญมรรคอันตรง ระลึกชาติได้ ได้ทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ละอาสวะทั้งปวง ดับกิเลสสนิท
  98. หน้า ๔๕๖–๔๕๗ โสณาเถรี โสณาเถรีเคยคลอดบุตรถึงสิบคนในชีวิตคฤหัสถ์ ครั้นแก่ชราอ่อนแอลงจึงเข้าไปหาภิกษุณีผู้สอนเรื่องขันธ์ อายตนะ ธาตุ นางฟังธรรมแล้วโกนผมออกบวช ได้ทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ระลึกชาติได้ หลุดพ้นทันทีโดยไม่มีระหว่างคั่น นางประกาศเย้ยหยันความแก่ชราที่ไม่มีความหมายอีกต่อไป
  99. หน้า ๔๕๗ ภัททากุณฑลเกสาเถรี ภัททากุณฑลเกสาเถรีเคยเป็นนักบวชนอกศาสนาผมสั้นนุ่งห่มผ้าผืนเดียว เที่ยวโต้แย้งธรรมะไปทั่ว วันหนึ่งนางเห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากกิเลสแวดล้อมด้วยหมู่สงฆ์ จึงกราบไหว้ พระพุทธเจ้าตรัสรับว่า "เอหิ ภัทเท" นางจึงอุปสมบททันที หลังจากนั้นนางเที่ยวจาริกไปในแคว้นต่าง ๆ รับบิณฑบาตอย่างไม่มีหนี้สินนานถึงห้าสิบปี
  100. หน้า ๔๕๗–๔๕๘ ปฏาจาราเถรี ปฏาจาราเถรีเปรียบเทียบชาวนากับตัวนางเองผู้สมบูรณ์ด้วยศีล แต่ยังไม่บรรลุนิพพานเพราะยังไม่ขยันพากเพียรพอ วันหนึ่งขณะล้างเท้าด้วยน้ำ นางสังเกตเห็นน้ำที่ไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ จึงน้อมนำมาเป็นอุบายทำจิตให้ตั้งมั่น จากนั้นนางถือประทีปเข้าไปในวิหาร ใช้เข็มดึงไส้ตะเกียง เห็นความดับของแสงไฟเป็นอุปมาแห่งนิพพาน จิตจึงหลุดพ้นโดยสมบูรณ์
  101. หน้า ๔๕๘–๔๕๙ ศิษย์ปฏาจารา ๓๐ รูป และจันทาเถรี ปฏาจาราเถรีสอนภิกษุณีจำนวนหนึ่งให้เจริญพุทธศาสนาโดยพิจารณาสังขารว่าไม่เที่ยง ภิกษุณีประมาณ ๓๐ รูปฟังคำสอนนี้แล้วบรรลุอรหัตผลในคืนเดียวกัน ถัดมาเป็นเรื่องของจันทาเถรีผู้เคยเป็นหญิงม่ายยากจนไร้บุตร ต้องขอทานเจ็ดปี จนพบภิกษุณีผู้มีลาภ จึงขอบวชกับปฏาจารา ได้รับการอบรมสั่งสอนจนบรรลุวิชชาสามและสิ้นอาสวะ
  102. หน้า ๔๕๙–๔๖๐ ปัญจสตาปฏาจารา - มารดาผู้สูญเสียบุตร เริ่มฉักกนิบาตด้วยคาถาของภิกษุณี ๕๐๐ รูปในสำนักปฏาจารา เนื้อหาเป็นคำสอนแก่มารดาผู้ร่ำไห้คร่ำครวญถึงบุตรที่ตายไป โดยชี้ให้เห็นว่าสรรพสัตว์เป็นไปตามธรรมดาของการเกิดมาแล้วจากไป ไม่ควรเศร้าโศกอาลัยไห้ คำสอนนี้ถอนลูกศรแห่งความโศกออกจากใจมารดาผู้นั้น นางจึงดับกิเลสสนิท และประกาศตนถือพระรัตนตรัยเป็นสรณะ
  103. หน้า ๔๖๐–๔๖๑ วาสิฏฐีเถรี (แห่งฉักกนิบาต) วาสิฏฐีเถรีเคยเสียสติจากความโศกเศร้าเรื่องบุตร เดินเปลือยกายผมยุ่งเหยิงร้องไห้ไปทั่ว ท่องเที่ยวไปตามกองขยะ ป่าช้า และถนนหนทางนานถึงสามปี จนกระทั่งได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เมืองมิถิลา ทรงแสดงธรรมโปรด นางได้สติกลับคืนมา ฟังธรรมแล้วออกบวช บรรลุบทอันสงบ โศกทั้งปวงถูกตัดขาด
  104. หน้า ๔๖๑ เขมาเถรี มารแปลงกายมาล่อลวงเขมาเถรีด้วยคำกล่าวว่าทั้งสองยังหนุ่มสาว ชวนไปรื่นเริงด้วยดนตรีห้าเครื่อง เขมาเถรีตอบว่านางรังเกียจและอับอายร่างกายอันเน่าเปื่อยแตกสลายนี้ ตัณหาในกามถูกทำลายสิ้นแล้ว นางไม่หลงเชื่อการนมัสการดวงดาวหรือบูชาไฟแบบพวกคนพาล แต่นมัสการพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้สูงสุด จึงพ้นจากทุกข์ทั้งปวง
  105. หน้า ๔๖๒ สุชาดาเถรี สุชาดาเถรีเคยเป็นหญิงมั่งคั่งแต่งกายประดับด้วยเครื่องประดับครบครัน นำอาหารเครื่องดื่มออกไปเที่ยวเล่นในสวน ระหว่างทางกลับบ้านนางแวะเข้าไปในวิหารป่าอัญชันที่เมืองสาเกต เห็นแสงสว่างแห่งโลก (พระพุทธเจ้า) จึงกราบไหว้ ฟังธรรมและตรัสรู้สัจธรรมทันที จากนั้นออกบวชและบรรลุวิชชาสาม
  106. หน้า ๔๖๒–๔๖๓ อโนปมาเถรี อโนปมาเถรีเกิดในตระกูลสูงศักดิ์ มั่งคั่งร่ำรวย เป็นธิดาของเมฆิยเศรษฐี มีทั้งราชโอรสและบุตรเศรษฐีมาสู่ขอ แต่นางเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดในโลกแล้วเกิดศรัทธา กราบไหว้และฟังธรรม บรรลุอนาคามิผลขณะนั่งฟังธรรมนั้นเอง จากนั้นโกนผมออกบวช และบรรลุอรหัตผลในคืนที่เจ็ดหลังบวช
  107. หน้า ๔๖๓ มหาปชาบดีโคตมีเถรี มหาปชาบดีโคตมีเถรี พระมาตุจฉาและพระมารดาเลี้ยงของพระพุทธเจ้า ถวายความเคารพและกล่าวสรรเสริญพระองค์ว่าทรงช่วยปลดปล่อยนางและผู้คนจำนวนมากจากความทุกข์ นางประกาศว่าได้กำหนดรู้ทุกข์ทั้งปวงแล้ว นางรำลึกถึงอดีตชาติที่เคยเวียนว่ายเป็นทั้งมารดา บุตร บิดา พี่น้อง และยาย แต่บัดนี้เห็นพระพุทธเจ้าแล้ว สิ้นสังสารวัฏ
  108. หน้า ๔๖๔ คุตตาเถรี คุตตาเถรีได้รับคำเตือนให้ระลึกถึงจุดมุ่งหมายของการบวช คือละทิ้งบุตรและร่างกายเพื่อสิ่งนั้นโดยเฉพาะ อย่าตกอยู่ใต้อำนาจจิตที่ถูกลวงล่อ คาถาเตือนให้ละสังโยชน์เบื้องต่ำทั้งห้า คือกามฉันทะ พยาบาท สักกายทิฏฐิ สีลัพพตปรามาส และวิจิกิจฉา เพื่อบรรลุความสิ้นทุกข์
  109. หน้า ๔๖๔–๔๖๕ วิชยาเถรี วิชยาเถรีออกจากวิหารสี่ห้าครั้งเพราะไม่พบความสงบทางจิต จึงเข้าไปหาภิกษุณีสอบถามอย่างเคารพ ได้รับคำสอนเรื่องธาตุ อายตนะ อริยสัจสี่ อินทรีย์ พละ โพชฌงค์และมรรคมีองค์แปด นางปฏิบัติตามคำสอนนั้น ระลึกชาติได้ในยามต้น ได้ทิพยจักษุในยามกลาง และทำลายกองมืดในยามปลายของราตรีเดียวกัน
  110. หน้า ๔๖๕–๔๖๖ อุตตราเถรี (สัตตกนิบาต) เริ่มสัตตกนิบาตด้วยอุปมาชาวนา เตือนให้ปฏิบัติตามพุทธศาสนาโดยไม่เสียใจภายหลัง อุตตราเถรีฟังคำสอนของปฏาจาราแล้วปฏิบัติตาม ระลึกชาติได้ในยามต้น ได้ทิพยจักษุในยามกลาง ทำลายกองมืดในยามปลาย บรรลุวิชชาสามในคืนเดียว ปราศจากอาสวะโดยสมบูรณ์
  111. หน้า ๔๖๖–๔๖๗ จาลาเถรี และอุปจาลาเถรี มารมาถามจาลาเถรีว่าเหตุใดจึงโกนศีรษะดูคล้ายสมณีแต่ไม่พอใจในลัทธินอกศาสนา นางตอบว่าลัทธิอื่นภายนอกล้วนยึดติดทิฏฐิ ไม่รู้แจ้งธรรม ส่วนอุปจาลาเถรีถูกมารถามว่าเหตุใดจึงไม่พอใจในความเกิด นางตอบว่าผู้เกิดมาย่อมประสบทุกข์จากความตาย ทั้งสองรูปบรรลุวิชชาสามและเอาชนะมารได้
  112. หน้า ๔๖๘ สีสูปจาลาเถรี มารชักชวนสีสูปจาลาเถรีให้ตั้งจิตปรารถนาไปเกิดในสวรรค์ชั้นต่าง ๆ นางตอบว่าเทวดาเหล่านั้นแม้อยู่ในสวรรค์ก็ยังวนเวียนอยู่ในสักกายทิฏฐิ เกิดตายไม่จบสิ้น มีแต่ธรรมอันไม่หวั่นไหวที่พระพุทธเจ้าทรงสอนแก่นางเท่านั้นที่จิตของนางยินดี นางบรรลุวิชชาสามและเอาชนะมารได้
  113. หน้า ๔๖๙ วัฑฒมารดาเถรี มารดาของวัฑฒะกล่าวเตือนบุตรชายไม่ให้ยึดติดในโลก เพราะปราชญ์ผู้สงบเย็นไร้ตัณหาย่อมมีความสุข วัฑฒะประทับใจในถ้อยคำของมารดาและยอมรับว่าตนเองไม่มีความยึดติดในสังขารใด ๆ แล้ว ประกาศว่าสิ้นอาสวะแล้ว และขอบคุณมารดาผู้เป็นดุจปฏักกระตุ้นเตือนให้ตนบรรลุธรรมได้สำเร็จ
  114. หน้า ๔๗๐–๔๗๑ กีสาโคตมีเถรี กีสาโคตมีเถรีเถรีผู้โด่งดังจากเรื่องการสูญเสียบุตร กล่าวถึงความทุกข์ของความเป็นสตรี นางเล่าว่าเคยพบสามีตายกลางทาง บุตรสองคนตาย มารดาบิดาและพี่น้องถูกเผาบนเชิงตะกอนเดียวกัน แต่ในที่สุดได้เจริญอริยมรรคมีองค์แปดจนบรรลุนิพพาน ถอนลูกศรออกได้ วางภาระลงแล้ว
  115. หน้า ๔๗๑–๔๗๒ อุปปลวัณณาเถรี อุปปลวัณณาเถรีเคยประสบชะตากรรมประหลาดที่มารดาและธิดาต้องมาเป็นภรรยาร่วมสามีเดียวกัน เกิดความสังเวชสยดสยองใจเมื่อเห็นโทษของกามคุณ จึงออกบวชและบรรลุอภิญญาหก เมื่อมารมาผจญขณะนางอยู่ใต้ต้นไม้ตามลำพัง นางแสดงฤทธิ์หายตัว เข้าไปอยู่ในท้องมาร ประกาศว่าจิตของนางเป็นอิสระ บรรลุอภิญญาหกและเอาชนะมารได้อย่างเด็ดขาด
  116. หน้า ๔๗๓–๔๗๔ ปุณณิกาเถรี ปุณณิกาเถรีเคยเป็นทาสีหาบน้ำ วันหนึ่งนางพบพราหมณ์แก่ผู้ลงอาบน้ำเพื่อล้างบาป จึงท้าทายด้วยเหตุผลว่าถ้าน้ำล้างบาปได้จริง กบ เต่า งู และสัตว์น้ำอื่น ๆ รวมทั้งคนฆ่าสัตว์และโจรก็คงได้ขึ้นสวรรค์กันหมด นางชี้ให้พราหมณ์เห็นว่าการทำดีทำชั่วอยู่ที่การกระทำ ไม่ใช่พิธีกรรมอาบน้ำ พราหมณ์ประทับใจในปัญญาของนาง จึงยอมถือพระรัตนตรัยเป็นสรณะ
  117. หน้า ๔๗๕–๔๗๙ อัมพปาลีเถรี อัมพปาลีเถรีอดีตนครโสเภณีชื่อดังแห่งเมืองเวสาลี พรรณนาผ่านคาถายาวเปรียบเทียบความงามในวัยสาวกับสภาพที่เสื่อมโทรมลงเมื่อชรา ตั้งแต่เส้นผมสีดำสนิทที่กลายเป็นเส้นใยหยาบ ไปจนถึงทุกส่วนของร่างกายที่เหี่ยวย่นทรุดโทรม ทุกบทซ้ำวรรคว่า "สัจจวาทีวจนัง อนัญญถา" เป็นบทกวีคลาสสิกที่ใช้ร่างกายของอดีตหญิงงามเป็นอุทาหรณ์สอนเรื่องอนิจจังของสังขาร
  118. หน้า ๔๗๙–๔๘๑ โรหิณีเถรี บิดาผู้เป็นพราหมณ์ตั้งคำถามแก่โรหิณีธิดาของตนว่าเหตุใดจึงยกย่องสรรเสริญสมณะนักบวชอยู่เสมอ โรหิณีตอบอย่างละเอียดว่าสมณะเป็นที่รักเพราะละราคะโทสะ มีกายวาจาใจบริสุทธิ์ ไม่สะสมทรัพย์สินหรือเงินทอง บิดาประทับใจในคำอธิบายจนยอมรับพระรัตนตรัยเป็นสรณะเช่นเดียวกับธิดา
  119. หน้า ๔๘๑–๔๘๓ จาปาเถรี (คู่กับนายพรานกาฬะ) จาปาเถรีเป็นภรรยาของกาฬะ อดีตหัวหน้าคณะนักบวชที่ตัดสินใจออกบวชในพระพุทธศาสนา นางพยายามเกลี้ยกล่อมให้เขากลับมาด้วยการใช้บุตรที่เกิดร่วมกันเป็นเครื่องต่อรอง แต่กาฬะยืนหยัดไม่หวั่นไหว ในที่สุดจาปาก็ยอมรับและถามทางไปหาพระพุทธเจ้าที่แม่น้ำเนรัญชรา ทั้งสองบรรลุอริยมรรคและออกบวชด้วยกัน
  120. หน้า ๔๘๓–๔๘๖ สุนทรีเถรี (พร้อมมารดาวาสิฏฐีและบิดาพราหมณ์) เรื่องราวเริ่มจากพราหมณีวาสิฏฐีผู้เคยกินซากบุตรที่ตายไปเจ็ดคนด้วยความโศกเศร้าในอดีต แต่เมื่อรู้ทางออกจากความเกิดและความตายแล้วก็ไม่โศกเศร้าอีก พราหมณ์สามีของนางตามไปฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าที่เมืองมิถิลา บวชและบรรลุวิชชาสามภายในสามคืน ต่อมาธิดาของทั้งสองคือสุนทรีก็ตัดสินใจสละทรัพย์สมบัติทั้งหมดออกบวชตามบิดา ฝึกฝนจนได้ทิพยจักษุและระลึกชาติได้
  121. หน้า ๔๘๖–๔๘๙ สุภาเถรี ธิดาช่างทอง (กัมมารธีตา) สุภาเถรีธิดาช่างทองได้ฟังธรรมตั้งแต่ยังสาวและบรรลุความรู้แจ้งสัจธรรมด้วยความไม่ประมาท จากนั้นเกิดความเบื่อหน่ายอย่างยิ่งในกามคุณทั้งปวง สละทิ้งญาติ ทาสกรรมกร ไร่นาอันอุดมสมบูรณ์ และทรัพย์สมบัติมากมายออกบวช นางพิจารณาเห็นโทษของทองและเงินว่าไม่ใช่สิ่งที่สมควรแก่สมณะ นางเลือกเลี้ยงชีพด้วยบิณฑบาตและผ้าบังสุกุลตามแบบสมณะ จนกระทั่งท้าวสักกะพร้อมหมู่เทพเข้ามาแสดงความนอบน้อมต่อนางด้วยฤทธิ์
  122. หน้า ๔๙๐–๔๙๓ สุภาเถรี แห่งชีวกัมพวัน ขณะสุภาเถรีกำลังเดินผ่านสวนมะม่วงของหมอชีวก นักเลงคนหนึ่งขวางทางเกี้ยวพาราสี ชักชวนให้สึกออกมาครองเรือน นางปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยชี้ให้เห็นว่าร่างกายเป็นของเน่าเปื่อยไม่น่ายึดติด ในที่สุดเมื่อนักเลงยังคงหลงใหลในดวงตาของนาง สุภาเถรีจึงควักดวงตาข้างหนึ่งของตนมอบให้เขาเพื่อพิสูจน์ความไม่ยึดติดในรูปกาย นักเลงตกใจสำนึกผิดและขอขมา ต่อมาเมื่อนางไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ดวงตาของนางกลับคืนสภาพเดิมด้วยอานุภาพแห่งพระพุทธเจ้า
  123. หน้า ๔๙๔–๔๙๕ อิสิทาสีเถรี (เริ่มต้นเรื่องราว) ในเมืองปาฏลีบุตร มีภิกษุณีสองรูปคือ อิสิทาสีและโพธี วันหนึ่งโพธีถามอิสิทาสีว่าเหตุใดทั้งที่ยังสาวสวยจึงตัดสินใจออกบวช อิสิทาสีจึงเริ่มเล่าเรื่องราวชีวิตในอดีตของตน คือเป็นธิดาเศรษฐีในเมืองอุชเชนี แต่งงานเข้าตระกูลมั่งคั่งที่เมืองสาเกต เป็นภรรยาที่ปรนนิบัติสามีและพ่อแม่สามีอย่างสุดความสามารถ ทว่าสามีกลับเกลียดชังนางโดยไม่ทราบสาเหตุและต้องการหย่าร้าง แม้บิดาของสามีจะพยายามไกล่เกลี่ยก็ไม่เป็นผล เรื่องราวนี้ยังไม่จบในหน้า ๔๙๕ และดำเนินต่อไปในส่วนถัดไปของคัมภีร์
  124. หน้า ๔๙๖–๔๙๙ พระอิสิทาสีเถรี (ตอนจบ) ช่วงท้ายเรื่องราวของพระอิสิทาสีเถรี ผู้เล่าว่าเคยแต่งงานถึงสามครั้งแต่ถูกสามีทุกคนรังเกียจและส่งตัวกลับบ้านบิดาซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนคิดจะออกบวชหรือตาย กระทั่งพบพระเถรีชินทัตตาผู้มาบิณฑบาต จึงขอร้องบิดามารดาจนได้บวช และบวชได้เพียงเจ็ดวันก็บรรลุวิชชาสาม นางระลึกชาติเล่าว่าในอดีตชาติเคยเป็นช่างทองผู้มั่งคั่งที่ประพฤติผิดประเวณี ต้องเสวยผลกรรมโดยไปเกิดเป็นสัตว์ถูกตอนหลายชาติ เกิดเป็นกะเทย และสุดท้ายเกิดเป็นหญิงที่ถูกสามีรังเกียจเหมือนกับที่ตนเคยกระทำต่อผู้อื่น จบลงด้วยคำว่า "จตุตาฬีสนิบาต จบ" อันเป็นการ
  125. หน้า ๔๙๙–๕๐๐ พระสุเมธาเถรี - เริ่มเรื่องและการขอบวช เริ่มต้นมหานิปาตแห่งเถรีคาถาด้วยเรื่องของพระสุเมธาเถรี ธิดาของพระอัครมเหสีแห่งพระเจ้าโกญจะ เมืองมันตาวดี ผู้ทรงศีล ฉลาดในการพูด และแตกฉานในพระศาสนา นางกล่าวกับบิดามารดาว่าไม่ยินดีในภพแม้เป็นทิพย์เพราะไม่เที่ยงแท้ กามคุณเปรียบเหมือนงูพิษที่นำทุกข์มาสู่ผู้หลงมัวเมา และคนที่ไม่เข้าใจอริยสัจย่อมพากันเวียนว่ายในภพชาติไม่รู้จบ นางจึงขออนุญาตออกบวชในพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า แต่บิดามารดาไม่ยินยอม มารดาร้องไห้และบิดาเศร้าโศก พยายามทัดทานพร้อมเสนอให้นางแต่งงานเป็นอัครมเหสีของพระเจ้าอนิกรัตน์แทน
  126. หน้า ๕๐๑–๕๐๒ พระสุเมธาเถรี - อสุภกรรมฐานและการออกบวช พระสุเมธายังคงโต้แย้งบิดามารดาที่ต้องการให้นางเป็นอัครมเหสี โดยทรงแสดงอสุภกรรมฐาน พรรณนาความปฏิกูลของร่างกายที่เต็มไปด้วยของโสโครก และภาพซากศพที่ถูกทิ้งไว้ในป่าช้าจนแม้มารดาบิดาของตนเองก็ยังรังเกียจ ทรงชี้ให้เห็นทุกข์แห่งวัฏสงสารอันยาวนานและภัยในนรกที่น่าสะพรึงกลัว พร้อมประกาศเจตนาแน่วแน่ว่าจะออกบวชในวันนั้นเอง เมื่อสิ้นสุดการโต้แย้ง นางตัดผมด้วยพระขรรค์ ปิดประตูปราสาท แล้วเข้าปฐมฌานด้วยตนเอง
  127. หน้า ๕๐๓–๕๐๖ พระสุเมธาเถรี - ปฏิเสธพระเจ้าอนิกรัตน์และบรรลุอรหัตต์ พระเจ้าอนิกรัตน์เสด็จมาห้ามปรามพระนางสุเมธา ทรงเชิญชวนให้เสวยกามสุขและครองราชสมบัติ แต่พระนางทรงแสดงธรรมเทศนาโต้ตอบด้วยอุปมาโทษของกามคุณอย่างพิสดารนับสิบอุปมา เช่น กามเหมือนดาบ เหมือนหัวงูพิษ เหมือนคบเพลิง เหมือนเบ็ดตกปลา และเหมือนสุนัขติดโซ่ พร้อมทั้งให้พิจารณาความทุกข์มหาศาลในวัฏสงสารผ่านปริมาณน้ำตา เลือด และน้ำนมที่เคยหลั่งมา รวมถึงกองกระดูกที่สะสมมานับภพนับชาติไม่ถ้วน ในที่สุดพระเจ้าอนิกรัตน์ทรงเลื่อมใสในสัจธรรมที่นางแสดง จึงช่วยทูลขอให้บิดามารดาอนุญาต และเมื่อบวชแล้วพระนางสุเมธาก็ทรงบรรลุอภ
  128. หน้า ๕๐๗ พระสุเมธาเถรี - บุพเพนิวาสญาณและปิดท้ายเถรีคาถา หน้าสุดท้ายของเล่มเล่าถึงความอัศจรรย์ที่พระสุเมธาเถรีทรงระลึกชาติได้ทันทีหลังบรรลุนิพพาน โดยเล่าว่าในสมัยพระพุทธเจ้าโกนาคมนะ พระนางพร้อมสหายอีกสองคนได้ร่วมกันสร้างวิหารถวายสงฆ์ ส่งผลให้ได้เกิดเป็นเทวดาผู้มีฤทธิ์มากหลายครั้ง และเกิดเป็นมนุษย์ผู้เป็นอัครมเหสีคู่บุญของพระเจ้าจักรพรรดิ ก่อนจะมาบรรลุนิพพานในชาติสุดท้ายนี้ ต่อจากนั้นเป็นคาถาสรุปจำนวนคาถาทั้งหมดในเถรีคาถาว่ามี ๔๗๔ คาถา และปิดท้ายด้วยข้อความ "เถริยา คาถาโย สมตฺตา" (คาถาของพระเถรีทั้งหลายจบแล้ว) ซึ่งเป็นการยุติเถรีคาถาทั้งหมดและถือเป็นจุ