ปัฏฐาน ภาค ๔

บาลีโรมัน (มหาสังคีติ) · พระอภิธรรมปิฎก · เล่มที่ ๔๓ · ๕๓๑ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๘๘ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๕ สารัมมณทุกะ: ปฏิจจวาร (เหตุ-อารัมมณปัจจยา และนัยปฏิเสธ) เริ่มทุกะใหม่ คือ สารัมมณทุกะ ซึ่งจับคู่ธรรมที่ "มีอารมณ์" คือรู้อารมณ์ได้ (จิตและเจตสิกทั้งหมด) กับธรรมที่ "ไม่มีอารมณ์" คือรู้อารมณ์ไม่ได้ (รูปธรรมทั้งหมดและนิพพาน) แล้วไล่ปัจจัยในปฏิจจวาร ประเด็นเชิงเหตุผลที่น่าสนใจคือ แม้รูปจะไม่รู้อารมณ์ แต่ก็ยังเกิดขึ้นได้โดยอาศัยจิต/เจตสิกที่มีอารมณ์เป็นเหตุปัจจัย เช่น อาศัยขันธ์ที่มีอารมณ์ (สารัมมณขันธ์) ย่อมเกิดรูปที่จิตสร้าง (จิตตสมุฏฐานรูป) ได้ในขณะปฏิสนธิ แสดงว่าเหตุปัจจัยเชื่อมโยงข้ามพรมแดนนามธรรม-รูปธรรมได้ ในทางกลับกัน วัตถุ (รูปที่ไม่มีอารมณ์) ก็
  2. หน้า ๖–๙ สารัมมณทุกะ: ปัจจยวาร นิสสยวาร และสังสัฏฐวารเริ่มต้น ปัจจยวารทวนโครงสร้างเดียวกับปฏิจจวารเกือบทั้งหมด (มีข้อความ "ตีณิ ปฏิจจสทิสา" กำกับว่าเหมือนปฏิจจวาร) แต่เพิ่มตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น เช่น จักขายตนะ (ตา) เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ และกายายตนะเป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณ แสดงให้เห็นว่ารูปที่ไม่มีอารมณ์ (อายตนะ) เป็นฐานให้จิตที่มีอารมณ์เกิดขึ้นรับรู้สิ่งนั้นได้ นิสสยวารถูกระบุว่า "เหมือนปัจจยวาร" ทั้งหมด จึงเป็นเพียงการอ้างอิงไขว้ ส่วนสังสัฏฐวารที่ขึ้นต้นหน้า ๙ มีขอบเขตแคบกว่ามาก (นับได้แค่ "เอกัง" ในแทบทุกปัจจัย) เพราะการ "เจือปนกัน" (สังสัฏฐะ) เก
  3. หน้า ๑๐–๑๓ สารัมมณทุกะ: ปัญหาวาร - เหตุ อารัมมณ อธิปติ และอุปนิสสยปัจจยา ปัญหาวารเริ่มด้วยเหตุปัจจยาสั้นๆ แล้วขยายอารัมมณปัจจยาอย่างพิสดารด้วยตัวอย่างรูปธรรม เช่น บุคคลให้ทาน รักษาศีล ทำอุโบสถกรรมแล้วพิจารณาทานนั้นด้วยความยินดี (ราคะ) เกิดขึ้นโดยมีทานเป็นอารมณ์ หรือพระอริยะพิจารณามรรค ผล นิพพาน แสดงว่าธรรมที่ไม่มีอารมณ์อย่างนิพพานก็เป็นอารมณ์ให้จิตที่มีอารมณ์เกิดรู้ได้ อธิปติปัจจยาใช้แนวคิด "ทำให้เป็นที่หนักใจ/เป็นใหญ่" (ครุ กตฺวา) กับอารมณ์เดียวกันนี้ ทำให้ราคะหรือทิฏฐิเกิดแรงกล้าขึ้น ส่วนอนันตร สมนันตร สหชาต อัญญมัญญ นิสสยปัจจยา ถูกอ้างอิงว่าเหมือนวารก่อนหน้า (สทิส
  4. หน้า ๑๔–๑๘ สารัมมณทุกะจบ: ปัญหาวาร (ปุเรชาตถึงอัตถิปัจจยา) และคำนวณสรุป ช่วงนี้ไล่ปัจจัยที่เหลือของสารัมมณทุกะ: ปุเรชาตปัจจยาแสดงว่ารูปที่มีอยู่ก่อน เช่น จักขายตนะและวัตถุ เป็นปัจจัยให้จิตที่มีอารมณ์เกิดรับรู้ทีหลัง กัมมปัจจยาแยกเป็นสหชาตะ (เจตนาที่เกิดร่วมกับผล) กับนานาขณิกะ (เจตนาในอดีตชาติส่งผลข้ามภพ) แสดงหลักกรรมข้ามเวลา อาหารปัจจยาและอินทริยปัจจยามีทั้งฝ่ายรูป (กพฬีการาหารหล่อเลี้ยงกาย, รูปชีวิตินทรีย์รักษากฏัตตารูป) และฝ่ายนาม (จักขุนทรีย์เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ) วิปปยุตตปัจจยาย้ำว่านามกับรูปแม้เกิดร่วมกันหรือก่อนหลังกันก็ไม่เจือปนเป็นเนื้อเดียว และอัตถิปัจจย
  5. หน้า ๑๙–๒๔ จิตตทุกะ: ปฏิจจวาร - จิตกับสิ่งที่ไม่ใช่จิต เริ่มทุกะใหม่คือ จิตตทุกะ จับคู่ "จิต" (ตัวธรรมชาติรู้อารมณ์เอง) กับ "โนจิต" (ทุกอย่างที่ไม่ใช่จิต คือเจตสิก รูป และนิพพาน) ต่างจากสารัมมณทุกะที่รวมจิตกับเจตสิกไว้ฝ่ายเดียวกัน ทุกะนี้แยกจิตออกมาเป็นตัวตั้งเดี่ยว เหตุปัจจยาแสดงว่าจิตเป็นปัจจัยให้เจตสิกที่ประกอบร่วมกันและรูปที่จิตสร้างขึ้น (โนจิตทั้งคู่) เกิดขึ้น ส่วนโนจิต (เช่น เจตสิกอย่างโมหะในจิตที่ประกอบด้วยวิจิกิจฉาหรืออุทธัจจะ) ก็เป็นปัจจัยย้อนกลับให้จิตเกิดขึ้นได้ด้วย แสดงความสัมพันธ์แบบพึ่งพากันสองทาง ในนัยปฏิเสธที่น่าสังเกตคือ นปุเรชาตปัจ
  6. หน้า ๒๕–๒๙ จิตตทุกะ: ปัจจยวาร นิสสยวาร และสังสัฏฐวาร ช่วงนี้ทวนโครงสร้างปัจจยวารคล้ายปฏิจจวารของจิตตทุกะ พร้อมนัยปฏิเสธแบบอเหตุกะ (จิตที่ไม่มีเหตุ เช่น จิตประกอบวิจิกิจฉา/อุทธัจจะ) นิสสยวารถูกระบุว่า "เหมือนปัจจยวาร" ทั้งหมด จึงเป็นการอ้างอิงมากกว่าเนื้อหาใหม่ สังสัฏฐวารที่ตามมามีขอบเขตแคบเช่นเดียวกับทุกะก่อน เพราะการเจือปนกันเกิดได้เฉพาะจิตกับเจตสิกที่ประกอบร่วมกันเท่านั้น ไม่รวมรูป จึงมีเพียงคู่จิต-โนจิต(เจตสิก) เป็นหลัก และปิดท้ายด้วยข้อความสรุปย่อว่า "เอวํ อิตเร เทฺว คณนาปิ สมฺปยุตฺตวาโรปิ สพฺเพ กาตพฺพา" ซึ่งเป็นคำสั่งให้ผู้สาธยายไปเติมเต็มวาร
  7. หน้า ๓๐–๓๕ จิตตทุกะ: ปัญหาวาร - เหตุ อารัมมณ อธิปติ และอุปนิสสยปัจจยา ปัญหาวารของจิตตทุกะเริ่มต้น เหตุปัจจยาสั้น ส่วนอารัมมณปัจจยาแสดงตัวอย่างที่จิตหนึ่งเอาจิตอีกดวงหนึ่งเป็นอารมณ์ ("จิตตัง อารัพภ จิตตัง อุปปัชชติ") เช่น การพิจารณาสภาวะจิตของตนหรือของผู้อื่นด้วยเจโตปริยญาณ อธิปติปัจจยาใช้หลัก "ทำจิตให้เป็นที่หนักใจ" เป็นเหตุให้จิตดวงใหม่เกิดขึ้นแรงกล้า ส่วนอนันตร สมนันตร สหชาต อัญญมัญญ นิสสยปัจจยาถูกอ้างอิงว่าเหมือนปฏิจจวาร/ปัจจยวารเดิม (สทิสา) จึงเป็นการอ้างอิงมากกว่ารายละเอียดใหม่ อุปนิสสยปัจจยาที่ตามมาทวนตัวอย่างเดิมของศรัทธาที่เป็นปัจจัยหนุนให้เกิดทานหรือมานะ
  8. หน้า ๓๖–๔๒ จิตตทุกะจบ: ปัญหาวาร (ปุเรชาตถึงอัตถิปัจจยา) และขึ้นเจตสิกทุกะ ช่วงนี้ไล่ปัจจัยที่เหลือของจิตตทุกะ: กัมมปัจจยาแยกเจตนาที่เกิดร่วม (สหชาตา) กับเจตนาที่ให้ผลข้ามขณะ/ข้ามภพ (นานาขณิกา) เหมือนแบบแผนเดิม วิปปยุตตปัจจยาย้ำว่าจิตกับรูปที่รองรับมันไม่เจือปนกันแม้เกิดร่วมหรือก่อนหลัง อัตถิปัจจยาเป็นปัจจัยกว้างที่รวมทุกความสัมพันธ์ระหว่างจิตกับรูปไว้ด้วยกัน เช่น จิตร่วมกับกพฬีการาหารหล่อเลี้ยงกายในภายหลัง (ปัจฉาชาต) หลายหัวข้อในช่วงนี้ เช่น ปัจฉาชาตปัจจยาและอาเสวนปัจจยา ถูกระบุว่า "สงฺขิตฺตํ" (ย่อ) จึงเป็นเพียงตัวเลขอ้างอิงไม่มีเนื้อหาความหมายให้ขยาย ทุกะนี้ปิดท้ายชั
  9. หน้า ๔๓–๔๘ เจตสิกทุกะ: ปฏิจจวาร - เจตสิกกับสิ่งที่ไม่ใช่เจตสิก เจตสิกทุกะจับคู่ "เจตสิก" (องค์ประกอบทางใจ เช่น เวทนา สัญญา เจตนา) กับ "อเจตสิกะ" (ทุกอย่างที่ไม่ใช่เจตสิก คือตัวจิตเอง รูป และนิพพาน) ต่างจากจิตตทุกะที่แยกจิตออกมาเดี่ยว ทุกะนี้กลับให้จิตไปรวมอยู่ฝ่าย "ไม่ใช่เจตสิก" แทน เหตุปัจจยาแสดงว่าเจตสิกเป็นปัจจัยให้ทั้งเจตสิกอื่น จิตเอง และรูปที่จิตสร้างเกิดขึ้นได้ ชี้ว่าอิทธิพลของเจตสิกแผ่ไปถึงตัวจิตที่มันประกอบอยู่ด้วย ส่วนอเจตสิกะ (เช่นตัวจิตเอง) ก็เป็นปัจจัยย้อนกลับให้เจตสิกที่ประกอบร่วมเกิดขึ้นได้เช่นกัน แสดงการพึ่งพากันสองทางระหว่างจิตกับเจตสิก ช่ว
  10. หน้า ๔๙–๕๓ เจตสิกทุกะ: ปัจจยวาร นิสสยวาร สังสัฏฐวาร (มีคำสั่งย่อให้เติมเอง) ปัจจยวารทวนแบบเดิมพร้อมตัวอย่างจักขายตนะ-จักขุวิญญาณอีกครั้งสำหรับกรณีอเจตสิกะเป็นปัจจัยแก่อเจตสิกะ ที่น่าสังเกตคือหัวข้อ [๙๑] มีคำสั่งย่อชัดเจนว่า "นว ปญฺหา ปญฺจวิญฺญาณมฺปิ ยถา อารมฺมณปจฺจยา เอวํ กาตพฺพํ ตีสุเยว โมโห" คือให้ผู้ศึกษาสร้างคำถามที่เหลือเก้าข้อเองตามแบบอารัมมณปัจจยาที่ใช้กับปัญจวิญญาณ และโมหะปรากฏเฉพาะสามกรณีจิตไร้เหตุเท่านั้น ซึ่งเป็นคำสั่งการสาธยายไม่ใช่เนื้อหาที่มีความหมายให้สรุปเพิ่ม นิสสยวารถูกอ้างอิงว่าเหมือนปัจจยวารทั้งหมด สังสัฏฐวารก็แคบเช่นเดิม (เฉพาะเจตสิกกับจิตที่ประกอบร
  11. หน้า ๕๔–๕๕ เจตสิกทุกะ: ปัญหาวารเริ่มต้น - เหตุและอารัมมณปัจจยา (ต่อในเล่มถัดไป) ปัญหาวารของเจตสิกทุกะเริ่มต้นด้วยเหตุปัจจยาสั้นๆ ตามด้วยอารัมมณปัจจยาที่ขยายความอย่างละเอียด แสดงว่าเจตสิกหนึ่งเอาเจตสิกหรือจิตเป็นอารมณ์แล้วเกิดเจตสิก/จิตอื่นตามมา (การรู้อารมณ์ทางใจซ้อนทางใจ) และอเจตสิกะ (เช่นนิพพานหรือรูปายตนะ) เป็นอารมณ์ให้พระอริยะพิจารณาผลและนิพพาน หรือให้อภิญญาต่างๆ เช่น ทิพยจักขุ ทิพยโสต เจโตปริยญาณ เกิดรับรู้ได้ ซ้ำตัวอย่างชุดเดิมจากทุกะก่อนหน้า (ทาน ศีล ฌาน การพิจารณามรรคผลนิพพาน) เพื่อแสดงแบบแผนเดียวกันในบริบทเจตสิก-อเจตสิกะ ส่วนอธิปติปัจจยาที่ [๑๐๑] เริ่มต้นด้วยอารัมม
  12. หน้า ๕๖–๖๕ เจตสิกทุกํ (คู่เจตสิก-อเจตสิก) จบ — อธิปติ อนันตร อุปนิสสย ปุเรชาต กัมม ฯลฯ ปัจจัย ช่วงนี้เป็นตอนจบของเจตสิกทุกะ ซึ่งไล่ตรวจว่าธรรมที่เป็นเจตสิกเอง (เช่น เวทนา สัญญา เจตนา) เป็นปัจจัยแก่กันและแก่จิต หรือแก่รูปที่เกิดจากจิตได้อย่างไร ผ่านปัจจัยที่เหลือทั้งหมด เช่น อธิปติปัจจัย ตัวอย่างคือพระอริยะเคารพพระนิพพานเป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นแล้วจิตจึงเกิดขึ้น (อารัมมณาธิปติ) หรือเจตสิกที่เป็นตัวธรรมาธิปติเอง (สหชาตาธิปติ) เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่ประกอบกันเกิดพร้อมตน กัมมปัจจัยแยกให้เห็นชัดว่าเจตนาเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เกิดพร้อมกัน (สหชาตา) ต่างจากเจตนาที่ให้ผลข้ามขณะ (นานาขณิกา) คือเหตุของก
  13. หน้า ๖๖–๗๓ จิตฺตสมฺปยุตฺตทุกํ — ปฏิจจวาร สหชาตวาร ปัจจยวาร นิสสยวาร สังสัฏฐวาร (โครงสร้างมาตรฐาน) ช่วงนี้เป็นการไล่ทุกะใหม่คือจิตฺตสมฺปยุตฺตทุกะ (ธรรมที่ประกอบกับจิต เทียบกับธรรมที่ไม่ประกอบกับจิต) ผ่านบทวารมาตรฐานต่างๆ โดยปฏิจจวารแสดงว่าอาศัยขันธ์ที่ประกอบกับจิตหนึ่งดวง ขันธ์ที่ประกอบกับจิตอีกสองดวงเกิดขึ้นได้ หรืออาศัยขันธ์ที่ประกอบกับจิต รูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานก็เกิดขึ้นได้ในขณะปฏิสนธิ จากนั้นข้อความระบุตรงๆ ว่า "สหชาตวาโร ปฏิจฺจวารสทิโส" คือบทว่าด้วยการเกิดร่วมกันเหมือนปฏิจจวารทุกประการจึงไม่แจกซ้ำ ปัจจยวารทำซ้ำการวิเคราะห์แบบเดียวกันผ่านความสัมพันธ์ "ปัจจยา" แทน "ปฏิจจ" แล้วก็มีข้อความระ
  14. หน้า ๗๔–๘๒ จิตฺตสมฺปยุตฺตทุกํ — ปัญหาวาร (24 ปัจจัยเต็มรูป) จบทุกะ นี่คือปัญหาวารของจิตฺตสมฺปยุตฺตทุกะ ซึ่งไล่ตรวจความสัมพันธ์เชิงเหตุผลระหว่างธรรมที่ประกอบกับจิตและธรรมที่ไม่ประกอบกับจิตผ่านปัจจัยทั้ง 24 อย่างละเอียด ตัวอย่างที่ชัดคืออารัมมณปัจจัย ซึ่งแสดงว่าการให้ทาน รักษาศีล หรือทำอุโบสถกรรมแล้วพิจารณาย้อนหลังด้วยความยินดีพอใจ อาจกลายเป็นอารมณ์ที่ก่อให้เกิดราคะหรือโทมนัสได้ ขณะที่การพิจารณาผลสมาบัติหรือกิเลสที่ละได้แล้วก็เป็นอารมณ์ฝ่ายกุศลได้เช่นกัน ส่วนกัมมปัจจัยยังคงแยกสหชาตกัมม (เจตนาที่เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เกิดพร้อมกัน) ออกจากนานาขณิกกัมม (เจตนาที่ให้ผลข
  15. หน้า ๘๓–๘๗ จิตฺตสังสัฏฐทุกํ (อ้างอิงสั้น) แล้วเริ่มจิตฺตสมุฏฺฐานทุกํ — ปฏิจจวาร เหตุ-อารัมมณปัจจัย หน้า 83 เปิดด้วยทุกะใหม่จิตฺตสังสัฏฐทุกะ (ธรรมที่ปนกับจิต เทียบกับไม่ปนกับจิต) แต่ข้อความกลับสั้นมากเพียงบรรทัดเดียว ระบุตรงๆ ว่า "ยถา จิตฺตสมฺปยุตฺตทุกํ เอวํ กาตพฺพํ นินฺนานากรณํ" คือให้ทำเหมือนจิตฺตสมฺปยุตฺตทุกะทุกประการโดยไม่มีข้อแตกต่างเลย จึงเป็นทุกะที่จบลงทันทีด้วยการอ้างอิงกลับ ไม่มีการแจกแจงซ้ำ จากนั้นทุกะถัดไปคือจิตฺตสมุฏฺฐานทุกะ (ธรรมที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน เทียบกับธรรมที่ไม่มีจิตเป็นสมุฏฐาน) เริ่มปฏิจจวารทันที โดยตรวจว่าอาศัยขันธ์ที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน รูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน (จิตตชรูป) เกิดข
  16. หน้า ๘๘–๙๑ จิตฺตสมุฏฺฐานทุกํ — ปฏิจจวารฝ่ายปฏิเสธ (นเหตุ นอารัมมณ) แล้วเข้าปัจจยวาร ช่วงนี้ยังคงอยู่ในจิตฺตสมุฏฺฐานทุกะ แต่เปลี่ยนไปตรวจฝ่ายปฏิเสธ คือนเหตุปัจจัยและนอารัมมณปัจจัย แสดงกรณีเช่น รูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานอันไม่มีเหตุประกอบ (อเหตุกะ) เกิดขึ้นในปฏิสนธิที่ไม่มีเหตุ หรือโมหะที่เกิดร่วมกับวิจิกิจฉาและอุทธัจจะโดยไม่มีเหตุอื่นประกอบตน ตามด้วยตารางนับจำนวนปัญหา (คณนา) ซึ่งเป็นเนื้อหาอ้างอิงเชิงตัวเลขที่ถูกย่อไว้เป็นส่วนใหญ่ จากนั้นข้อความระบุว่า "สหชาตวาโร ปฏิจฺจวารสทิโส" คือบทว่าด้วยการเกิดร่วมกันเหมือนปฏิจจวารจึงไม่แจกซ้ำ แล้วเริ่มปัจจยวารใหม่ด้วยเหตุปัจจัยในหน้า 91 ซึ่งวนก
  17. หน้า ๙๒–๙๕ จิตฺตสมุฏฺฐานทุกํ — ปัจจยวารจบ นิสสยวาร(อ้างอิง) สังสัฏฐวาร(สั้น) เริ่มปัญหาวาร ปัจจยวารดำเนินต่อด้วยอารัมมณปัจจัย เช่น จักขายตนะเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่ประกอบกับจักขุวิญญาณ หรือวัตถุเป็นปัจจัยแก่จิตในขณะปฏิสนธิ ตามด้วยฝ่ายปฏิเสธ (นเหตุ) และตารางนับจำนวน จากนั้นข้อความระบุว่า "นิสฺสยวาโร ปจฺจยวารสทิโส" คือบทว่าด้วยการอาศัยเหมือนปัจจยวารทุกประการ ไม่แจกซ้ำ สังสัฏฐวาร (บทว่าด้วยการปนกัน) มีเนื้อหาสั้นมากเพียงไม่กี่ปัญหา และท้ายบทระบุให้สัมปยุตตวารทำเหมือนกันอีกเช่นกัน ปิดท้ายช่วงนี้ด้วยการเริ่มปัญหาวาร (บทหลักที่แจกแจงละเอียดที่สุด) ด้วยเหตุปัจจัยในหน้า 95 ซึ่งแสดงว่าเหตุที่มีจิ
  18. หน้า ๙๖–๑๐๒ จิตฺตสมุฏฺฐานทุกํ ปัญหาวาร — อารัมมณ อธิปติ อนันตร อุปนิสสย ปุเรชาตปัจจัย ปัญหาวารของจิตฺตสมุฏฺฐานทุกะดำเนินต่ออย่างละเอียด เริ่มจากอารัมมณปัจจัยที่แสดงว่าพระอริยะพิจารณาพระนิพพานเป็นอารมณ์ หรือบุคคลพิจารณาขันธ์ที่ไม่มีจิตเป็นสมุฏฐานโดยความเป็นของไม่เที่ยงแล้วเกิดโทมนัสได้ อธิปติปัจจัยแสดงการเคารพสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างหนักแน่นเป็นปัจจัยให้จิตเกิด อนันตรปัจจัยแสดงลำดับจิตก่อนหลังไม่มีช่องว่าง ส่วนสหชาต อัญญมัญญ นิสสัย ถูกย่อไว้สั้นๆ ว่าเหมือนรูปแบบก่อนหน้า อุปนิสสยปัจจัยยกตัวอย่างศรัทธา ศีล หรือแม้แต่ความสุขความทุกข์ทางกายเป็นที่อาศัยอันมีกำลังให้เกิดการให้ทานไปจนถึงการฆ
  19. หน้า ๑๐๓–๑๑๐ จิตฺตสมุฏฺฐานทุกํ ปัญหาวาร — ปัจฉาชาต อาเสวน กัมม วิปาก อาหาร อินทรีย์ วิปปยุตต อัตถิปัจจัย (ยังไม่จบ) ช่วงสุดท้ายนี้ปัญหาวารดำเนินต่อด้วยปัจฉาชาตปัจจัย ซึ่งแสดงว่าขันธ์ที่มีจิตเป็นสมุฏฐานซึ่งเกิดทีหลังกลับเป็นปัจจัยหนุนค้ำกายที่เกิดก่อนแล้วได้ อาเสวนปัจจัยถูกย่อเป็นตัวเลขล้วน กัมมปัจจัยยังคงแยกเจตนาที่เกิดพร้อมกันออกจากเจตนาที่ให้ผลข้ามขณะเหมือนเดิม อาหารปัจจัยแยกให้เห็นชัดว่าอาหารที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน (เช่นเจตนาหรือผัสสะ) กับกวฬิงการาหาร (อาหารคำข้าว) ต่างก็หล่อเลี้ยงร่างกายได้คนละแบบ อินทรียปัจจัยมีตารางสลับสี่แบบละเอียดสำหรับจักขุนทรีย์ กายินทรีย์ และรูปชีวิตินทรีย์ ส่วนวิปปยุตตปัจจัยและอัตถิปั
  20. หน้า ๑๑๑–๑๑๘ จิตตสมุฏฐานทุกะ (จบ) และจิตตสหภุทุกะ: ปฏิจจวาร-ปัจจยวาร ช่วงนี้เปิดด้วยส่วนท้ายของจิตตสมุฏฐานทุกะ (รูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน) ซึ่งเป็นตารางนับปัจจัยฝ่ายปฏิเสธล้วนๆ แล้วปิดด้วยคำลงท้าย "จิตฺตสมุฏฺฐานทุกํ นิฏฺฐิตํ ฯ" ที่หน้า 112 ทุกะใหม่ที่ตามมาคือจิตตสหภุทุกะ จับคู่ธรรมที่เกิดร่วมกับจิต (จิตตสหภู) กับธรรมที่ไม่เกิดร่วมกับจิต เช่น รูปที่เกิดจากกรรมในเวลาต่างกัน ปฏิจจวารฝ่ายเหตุปัจจัยแสดงว่าขันธ์ที่เกิดร่วมกับจิตอาศัยกันทำให้เกิดขันธ์อื่นและรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน เช่น ในขณะปฏิสนธิขันธ์หนึ่งเป็นปัจจัยให้เกิดอีกสองขันธ์พร้อมรูปพร้อมกัน และจิตยังเป็นปัจจัยแก่
  21. หน้า ๑๑๙–๑๒๘ จิตตสหภุทุกะ: ปัญหาวาร ๒๔ ปัจจัย (เหตุ-อารมณ์-อธิบดี-กัมมะ-อัตถิ ฯลฯ) ส่วนนี้คือปัญหาวาร บทไล่เรียงปัจจัยทั้ง ๒๔ ประเภทระหว่างธรรมที่เกิดร่วมกับจิตกับที่ไม่เกิดร่วมกับจิต โดยอารัมมณปัจจัยถูกระบุว่าเหมือนจิตตสมุฏฐานทุกะทุกประการจึงข้ามอธิบายซ้ำ ตัวอย่างที่ชี้ความหมายชัดคือปุเรชาตปัจจัยใช้ได้เฉพาะคู่ที่ไม่เกิดร่วมกับจิต เช่น จักขายตนะมีอยู่ก่อนแล้วเป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณที่เกิดทีหลัง ส่วนปัจฉาชาตปัจจัยกลับด้าน คือขันธ์ที่เกิดร่วมกับจิตซึ่งเกิดทีหลังเป็นปัจจัยหนุนกายที่เกิดก่อนให้ดำรงอยู่ต่อ กัมมปัจจัยแยกกรณีเจตนาที่เกิดร่วมกันซึ่งปรุงแต่งขันธ์และรูปที่เกิดพร้อมตน ก
  22. หน้า ๑๒๙–๑๓๒ จิตตานุปริวัตติทุกะ (ย่อทั้งหมด) และเริ่มจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานทุกะ จิตตานุปริวัตติทุกะ (รูปที่ "แปรตามจิต") ทั้งทุกะถูกสรุปด้วยประโยคเดียวว่าให้ทำเหมือนจิตตสหภุทุกะทุกประการ ไม่มีตัวอย่างเฉพาะและไม่มีคำลงท้าย "นิฏฺฐิตํ" แยกต่างหาก นับเป็นทุกะที่ถูกย่อจนแทบไม่มีเนื้อหาใหม่เลย ทุกะถัดมาคือจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานทุกะ จับคู่ธรรมที่ประกอบเข้ากับจิตแล้วเป็นสมุฏฐานของรูป (สังสัฏฐ = คลุกเคล้าเป็นเนื้อเดียว ต่างจาก "สหภู" ที่แปลว่าเพียงเกิดพร้อมกัน) กับธรรมที่ไม่เป็นเช่นนั้น ปฏิจจวารฝ่ายเหตุปัจจัยแสดงว่าขันธ์ที่ประกอบเข้ากับจิตอาศัยกันเองและก่อให้เกิดรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน เ
  23. หน้า ๑๓๓–๑๔๐ จิตตสังสัฏฐสมุฏฐานทุกะ: ฝ่ายนเหตุ-สังสัฏฐวาร-เริ่มปัญหาวาร ฝ่ายนเหตุปัจจัยขยายตัวอย่างจิตไร้เหตุต่อเนื่องไปจนถึงภพอสัญญสัตว์ ซึ่งเป็นขีดสุดของรูปที่ไม่มีจิตเป็นสมุฏฐานเลย จากนั้นมีส่วนนอารัมมณปัจจัยกล่าวถึงรูปที่เกิดจากกรรมและมหาภูตรูปว่าไม่ต้องอาศัยอารมณ์ สหชาตวารถูกระบุว่าเหมือนปฏิจจวารทุกประการจึงข้ามอธิบายซ้ำ ส่วนปัจจยวารก็ไล่เหตุปัจจัย-อารัมมณปัจจัยแบบเดียวกันจากมุม "เป็นที่อาศัย" สังสัฏฐวาร (การคลุกเคล้าเป็นเนื้อเดียวกับจิต) เริ่มต้นด้วยตัวอย่าง: ขันธ์หนึ่งที่คลุกเคล้ากับขันธ์อื่นเป็นปัจจัยให้เกิดขันธ์อีกสองในขณะปฏิสนธิ ซึ่งต่างจากทุกะก่อนที่พูดถึ
  24. หน้า ๑๔๑–๑๔๙ จิตตสังสัฏฐสมุฏฐานทุกะจบ + สองทุกะสั้นตระกูลจิต + เริ่มอัชฌัตติกทุกะ ปัญหาวารของจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานทุกะดำเนินต่อ จุดเด่นคืออารัมมณปัจจัยยกตัวอย่างพระอริยะพิจารณาพระนิพพานเป็นอารมณ์ทำให้เกิดจิตโคตรภู ส่วนกัมมปัจจัยแยกเจตนาที่เกิดร่วมกันกับเจตนาต่างขณะเช่นเดียวกับทุกะก่อนหน้า จบด้วยคำลงท้าย "จิตฺตสํสฏฺฐสมุฏฺฐานทุกํ นิฏฺฐิตํ ฯ" ที่หน้า 148 ตามด้วยทุกะสั้นสุดขั้วสองทุกะติดกันในหน้าเดียว คือจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานสหภุทุกะ และจิตตสังสัฏฐสมุฏฐานานุปริวัตติทุกะ ต่างก็ถูกอธิบายด้วยประโยคอ้างอิงเดียวว่าให้ทำเหมือนทุกะก่อนไม่มีข้อแตกต่าง แล้วปิดด้วย "นิฏฺฐิตํ" ทันทีในหน้าเดียวกัน
  25. หน้า ๑๕๐–๑๕๗ อัชฌัตติกทุกะ: ปฏิจจวารจบ และเริ่มปัจจยวาร ปฏิจจวารของอัชฌัตติกทุกะดำเนินต่อ ฝ่าย "ภายนอกเป็นปัจจัยแก่ภายนอก" ยกตัวอย่างมหาภูตรูปเป็นปัจจัยแก่รูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน รูปเกิดจากกรรม และรูปอาศัย ส่วนอารัมมณปัจจัยกล่าวถึงจิตที่ยึดขันธ์ภายในหรือธรรมภายนอกเป็นอารมณ์ได้ทั้งสองแบบ ฝ่ายนเหตุปัจจัยเป็นส่วนยาว ยกตัวอย่างจิตไร้เหตุไปจนถึงภพอสัญญสัตว์เช่นเดียวกับทุกะก่อน ตามด้วยนอารัมมณปัจจัยและฌานปัจจัยที่ยกตัวอย่างจักขุวิญญาณ-กายวิญญาณเป็นธรรมฝ่ายภายนอกที่ปราศจากองค์ฌาน สหชาตวารถูกระบุว่าเหมือนปฏิจจวารทุกประการอีกครั้งจึงข้ามอธิบายซ้ำ ก่อนเข้าสู่ปั
  26. หน้า ๑๕๘–๑๖๕ อัชฌัตติกทุกะ: ปัญหาวาร เหตุ-อารมณ์ ตัวอย่างอภิญญาและอุปนิสสยปัจจัย (ยังไม่จบ) ปัจจยวารจบลงด้วยตัวอย่างอารัมมณปัจจัยแบบเดียวกับปฏิจจวาร นิสสยวารและสัมปยุตตวารถูกระบุว่าเหมือนปัจจยวารและสังสัฏฐวารตามลำดับจึงข้ามอธิบายซ้ำอีกครั้ง ส่วนสังสัฏฐวารเองยกตัวอย่างจิตคลุกเคล้ากับขันธ์ที่ประกอบด้วยในขณะปฏิสนธิ ปัญหาวารเป็นจุดเด่นที่สุดของช่วงนี้ โดยเฉพาะอารัมมณปัจจัยซึ่งยกตัวอย่างที่มีความหมายชัดเจนหลายเรื่อง เช่น บุคคลให้ทาน รักษาศีล หรือทำอุโบสถกรรมแล้วหวนพิจารณาการกระทำนั้นด้วยความพอใจจนเกิดราคะ หรือด้วยความไม่พอใจภายหลังจนเกิดโทมนัส ผู้ออกจากฌานพิจารณาฌานที่ตนเพิ่งเข้า พระอริยะออ
  27. หน้า ๑๖๖–๑๗๒ อัชฌัตติกทุกะ: ปุเรชาต ปัจฉาชาต กัมม อาหาร อินทริยปัจจัย ช่วงนี้ยังอยู่ในทุกะที่จับคู่ธรรมภายใน (อัชฌัตติกะ) กับธรรมภายนอก (พาหิระ) โดยไล่ทดสอบว่าเป็นปัจจัยแก่กันผ่านปัจจัยชนิดต่างๆ ได้อย่างไร เช่น ปุเรชาตปัจจัย แสดงว่าสภาวะที่เกิดก่อน เช่น จักขายตนะ เป็นที่อาศัยของจักขุวิญญาณที่เกิดทีหลัง ส่วนปัจฉาชาตปัจจัยแสดงตรงกันข้ามคือขันธ์ที่เกิดทีหลังอุปการะแก่กายที่เกิดก่อนแล้ว กัมมปัจจัยแยกเป็นเจตนาที่เกิดร่วมกับผล (สหชาตา) และเจตนาต่างขณะคือกรรมเก่าที่ให้ผลเป็นวิบากและรูปกรรม (นานาขณิกา) อาหารปัจจัยแสดงทั้งอาหารภายในขณะปฏิสนธิและกวฬิงการาหาร (อาหารคำข้าว) ท
  28. หน้า ๑๗๓–๑๘๐ อัชฌัตติกทุกะจบ (วิปปยุตต-อัตถิปัจจัย) แล้วเริ่มอุปาทาทุกะ ส่วนท้ายของอินทริยปัจจัยจบลง แล้วฌานปัจจัยกับมัคคปัจจัยถูกสรุปแบบย่อเพียงบอกจำนวนคู่โดยไม่แจกแจงเนื้อหา จากนั้นวิปปยุตตปัจจัยแสดงว่านามกับรูปเป็นปัจจัยแก่กันโดยไม่ปะปนกันทั้งแบบเกิดร่วม เกิดก่อน และเกิดทีหลัง ส่วนอัตถิปัจจัยเป็นปัจจัยที่กว้างที่สุด รวมปัจจัยย่อยหลายอย่างไว้ด้วยกัน เช่น กวฬิงการาหารเป็นปัจจัยแก่กายภายใน ตามด้วยตารางนับจำนวนคู่และภาคปฏิเสธ (นเหตุ นอารมณ์ ฯลฯ) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการอ้างอิงย้อนแบบย่อไม่มีเนื้อความใหม่ ปิดท้ายด้วยคำลงท้าย "อัชฌัตติกทุกํ นิฏฺฐิตํ" ที่หน้า ๑๘๐ ซึ่งเป็นจุด
  29. หน้า ๑๘๑–๑๘๘ อุปาทาทุกะ: ปฏิจจวาระ (อารมณ์-อธิบดี-อัญญมัญญ) และภาคปฏิเสธ ทุกะนี้จับคู่รูปที่เป็นอุปาทายรูป (สี กลิ่น รส ฯลฯ ที่อาศัยมหาภูตรูปเกิด) กับรูปที่มิใช่อุปาทายรูป (มหาภูตรูปเอง) และขันธ์นามธรรม ปฏิจจวาระแสดงอารมณปัจจัย อธิปติปัจจัย และอัญญมัญญปัจจัยอย่างสั้น เช่น มหาภูตรูปสองอย่างเป็นปัจจัยแก่กันแบบพึ่งพาซึ่งกันและกัน หรือขันธ์ที่มิใช่อุปาทายรูปในขณะปฏิสนธิอาศัยวัตถุร่วมกัน จากนั้นเป็นภาคปฏิเสธยาว (นเหตุ นอารมณ์ นกัมม นวิบาก นอาหาร นอินทรีย์ นฌาน นมัคค นวิปปยุตต) ซึ่งส่วนใหญ่ชี้ว่ารูปที่เกิดจากอาหารหรืออุตุ (ฤดู) ไม่ต้องอาศัยเหตุหรืออารมณ์เป็นปัจจัย เนื้อหาช
  30. หน้า ๑๘๙–๑๙๖ อุปาทาทุกะ: ปัจจยวาระ สังสัฏฐวาระ และเริ่มปัญหาวาระ ปัจจยวาระถูกสรุปแบบย่อพร้อมตารางนับจำนวนคู่ตามปัจจัยทั้ง ๒๔ [๓๑๒] จุดที่น่าสนใจคือภาคปฏิเสธแสดงว่าโมหะที่ประกอบด้วยวิจิกิจฉาหรืออุทธัจจะสามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่มีเหตุเป็นปัจจัย (นเหตุปัจจัย) ตามด้วยนกัมมปัจจัยและนฌานปัจจัย ก่อนสรุปว่านิสสยวาระให้ทำเหมือนปัจจยวาระ (อ้างอิงย่อ ไม่แจกแจงซ้ำ) จากนั้นเข้าสู่สังสัฏฐวาระทั้งฝ่ายเหตุและฝ่ายปฏิเสธ ซึ่งสรุปเช่นกันว่าสัมปยุตตวาระให้ทำแบบเดียวกัน ท้ายช่วงเริ่มปัญหาวาระด้วยเหตุปัจจัย และอารมณปัจจัยที่ขยายความยาว ยกตัวอย่างการเห็นรูปทางตา การพิจารณาไตรลักษณ์ แ
  31. หน้า ๑๙๗–๒๐๕ อุปาทาทุกะจบ (อัตถิปัจจัย) แล้วเริ่มอุปาทินนทุกะ ปัญหาวาระของอุปาทาทุกะดำเนินต่อผ่านปัจฉาชาต กัมม วิบาก อาหาร อินทรีย์ ฌาน/มัคค/สัมปยุตต และวิปปยุตตปัจจัย ก่อนถึงอัตถิปัจจัยซึ่งยาวที่สุดเพราะรวมปัจจัยย่อยหลายแบบไว้ด้วยกัน เช่น กวฬิงการาหารเป็นปัจจัยแก่กายที่เป็นอุปาทายรูปและมิใช่อุปาทายรูปพร้อมกัน หรือรูปชีวิตินทรีย์เป็นปัจจัยแก่กฏัตตารูปทั้งสองฝ่าย ตามด้วยตารางนับจำนวนคู่หลายชุด [๓๓๕-๓๓๙] ซึ่งเป็นข้อมูลอ้างอิงเชิงตัวเลขไม่มีเนื้อความใหม่ ปิดท้ายด้วยคำลงท้าย "อุปาทาทุกํ นิฏฺฐิตํ" ที่หน้า ๒๐๕ อันเป็นจุดจบของทุกะว่าด้วยอุปาทายรูป จากนั้นเริ่มทุก
  32. หน้า ๒๐๖–๒๑๓ อุปาทินนทุกะ: ปฏิจจวาระ ภาคปฏิเสธยาว และเริ่มปัจจยวาระ ทุกะนี้จับคู่สภาวธรรมที่ถูกกรรมและกิเลสยึดครองแล้ว (อุปาทินนะ) กับสภาวธรรมที่ไม่ถูกยึดครอง (อนุปาทินนะ) ปฏิจจวาระแสดงเหตุ อารมณ์ และอธิปติปัจจัยแบบย่อพร้อมตารางนับจำนวนคู่ [๓๔๓] จากนั้นเป็นภาคปฏิเสธยาวมาก (นเหตุถึงนวิปปยุตต) ซึ่งมีตัวอย่างน่าสังเกตคือในขณะปฏิสนธิที่ไม่มีเหตุ ขันธ์อุปาทินนะที่ประกอบด้วยวิจิกิจฉาหรืออุทธัจจะยังก่อโมหะขึ้นได้โดยไม่อาศัยเหตุเป็นปัจจัย ส่วนที่เหลือส่วนใหญ่เป็นสูตรซ้ำแสดงรูปที่เกิดจากอุตุหรืออาหารภายนอกซึ่งไม่อาศัยเหตุหรืออารมณ์ ปิดท้ายด้วยหมายเหตุว่านิสสยวาระเหมือนปั
  33. หน้า ๒๑๔–๒๒๐ อุปาทินนทุกะ: ปัจจยวาระจบ สังสัฏฐวาระ และเริ่มปัญหาวาระ ช่วงนี้จบปัจจยวาระด้วยภาคปฏิเสธแบบย่อและตารางนับจำนวนคู่ [๓๖๓-๓๖๕] ปิดท้ายด้วยหมายเหตุว่านิสสยวาระเหมือนปัจจยวาระ (อ้างอิงย่อ ไม่แจกแจงซ้ำ) จากนั้นเข้าสู่สังสัฏฐวาระทั้งฝ่ายเหตุและฝ่ายปฏิเสธ ซึ่งสรุปว่าสัมปยุตตวาระให้ทำเหมือนกัน ท้ายช่วงเริ่มปัญหาวาระ โดยเหตุปัจจัยแสดงว่าเหตุฝ่ายอุปาทินนะเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่ประกอบร่วมกันทั้งฝ่ายอุปาทินนะและอนุปาทินนะ (รูปที่เกิดจากจิต) ส่วนอารมณปัจจัยขยายความยาวมาก ยกตัวอย่างการรับรู้อารมณ์ทั้งที่เป็นอุปาทินนะและอนุปาทินนะ รวมถึงอภิญญา เช่น เจโตปริยญาณที่รู้จิต
  34. หน้า ๒๒๑–๒๒๖ อุปาทินฺนทุกะ: อุปนิสสัย-ปุเรชาต-ปัจฉาชาต-อาเสวน-กัมม-วิปาก-อาหารปัจจัย ช่วงนี้เป็นเนื้อหาต่อเนื่องจากปัจจยวารของอุปาทินนทุกะ (คู่ธรรมอุปาทินนะ-อนุปาทินนะ คือสภาวธรรมที่กรรมเข้ายึดครองแล้วเทียบกับที่ไม่ใช่) ไล่ปัจจัยหลายชนิดต่อกัน อุปนิสสยปัจจัยแสดงว่าความสุข-ทุกข์ทางกายและกิจกรรมต่างๆ เป็นที่อาศัยหนุนให้เกิดกุศลหรืออกุศลอื่นต่อไปได้ เช่น อาศัยศรัทธาแล้วให้ทานหรืออาศัยความสุขทางกายแล้วก่อทุกข์ทางกายต่อเนื่อง ปุเรชาตปัจจัยแสดงว่าอวัยวะรับรู้ที่เกิดก่อน เช่น จักขุปสาทที่เป็นอุปาทินนรูป เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณที่เกิดทีหลัง ส่วนปัจฉาชาตปัจจัยกลับด้าน คือขันธ์ที่เกิดทีห
  35. หน้า ๒๒๗–๒๓๓ อุปาทินฺนทุกะจบ (อินทริย-ฌาน-มัคค-วิปปยุตต-อัตถิปัจจัย) / เริ่มอุปาทานทุกะ เหตุปัจจัย ตอนต้นเป็นส่วนท้ายของอุปาทินนทุกะ: อินทริยปัจจัยแสดงจักขุนทรีย์เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณและชีวิตินทรีย์รูปหล่อเลี้ยงรูปที่กรรมสร้าง ส่วนฌาน มัคค สัมปยุตตปัจจัยเป็นเพียงข้อความสั้นบอกจำนวนข้อ ('จตฺตาริ...เทฺว') ไม่มีตัวอย่างขยายความ วิปปยุตตปัจจัยแสดงวัตถุ (เช่น หทยวัตถุ) เป็นฐานให้ขันธ์นามธรรมโดยไม่ปนกัน และอัตถิปัจจัยเป็นปัจจัยครอบคลุมกว้างที่สุด (รวมสหชาต-ปุเรชาต-ปัจฉาชาต-อาหาร-อินทริย) ซึ่งข้อความบอกให้ผู้ศึกษาขยายเองตามแบบที่วางไว้ก่อนหน้า จากนั้นมีตารางคณนา (นับจำนวนข้อ) ซึ่งเป็นเนื้อหาอ้างอ
  36. หน้า ๒๓๔–๒๔๐ อุปาทานทุกะ: ปฏิจจวาร-ปัจจยวาร เหตุ-อารัมมณปัจจัย และปัจจัยปฏิเสธ เหตุปัจจัยของอุปาทานทุกะขยายต่อโดยไล่คู่อุปาทาน-โนอุปาทานครบทุกแบบ พร้อมคำสั่ง "สพฺพํ จกฺกํ กาตพฺพํ" (ให้สร้าง 'วงล้อ' คือสลับอุปาทานทั้งสี่ชนิดแทนที่กันเองตามสูตรที่วางไว้) ซึ่งเป็นวิธีการนำเสนอแบบกลไก มิใช่ตัวอย่างใหม่จริง อารัมมณปัจจัยกล่าวสั้นๆ เพียงว่าให้ทำเก้าปัญหาเหมือนกันแต่ตัดส่วนรูปธรรมออก จากนั้นมีตารางคณนาและหมวดปัจจัยปฏิเสธ (นเหตุ นอารัมมณ ฯลฯ) ซึ่งเป็นการไล่นับว่าจับคู่แบบใดไม่มีในแต่ละปัจจัย เป็นเนื้อหาเชิงอ้างอิง/คณนาล้วน ปฏิจจวารปิดท้ายด้วยข้อความว่าสหชาตวารมีรูปแบบเหมือนปฏิจจวา
  37. หน้า ๒๔๑–๒๔๗ อุปาทานทุกะ: สังสัฏฐวาร-สัมปยุตตวารอ้างอิง / ปัญหาวาร เหตุ-อารัมมณ-อธิปติปัจจัย ช่วงต้นเป็นสังสัฏฐวาร (การคลุกเคล้ากัน) ของอุปาทานทุกะซึ่งสั้นและอ้างสูตร 'จักกัง' เช่นเดิม แล้วปิดด้วยข้อความให้ทำสัมปยุตตวารแบบเดียวกันโดยไม่ขยาย จากนั้นเข้าสู่ปัญหาวาร (บทวิเคราะห์หลักที่มีตัวอย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุด) เหตุปัจจัยแสดงอุปาทานเป็นเหตุหนุนขันธ์ที่เกิดร่วมและรูปที่จิตสร้าง ส่วนอารัมมณปัจจัยให้ตัวอย่างชัดเจนว่า เมื่อบุคคลให้ทาน รักษาศีล หรือทำอุโบสถกรรมแล้ว 'ปัจจเวกขติ' คือหวนพิจารณาการกระทำนั้นด้วยความพอใจยินดี ความยินดีในการทบทวนนั้นเองเป็นอารัมมณปัจจัยให้เกิดราคะหรือทิฏฐิ กล่าวค
  38. หน้า ๒๔๘–๒๕๓ อุปาทานทุกะจบ: อนันตร-อุปนิสสัย-ฯลฯ-อัตถิปัจจัย ในปัญหาวาร อนันตรปัจจัยแสดงอุปาทานขณะก่อนหนุนอุปาทานขณะถัดไปต่อเนื่องกัน อุปนิสสยปัจจัยเป็นส่วนที่ยาวและมีตัวอย่างมากที่สุด แสดงว่าศรัทธาเป็นฐานหนุน (ปกตูปนิสสัย) ให้เกิดได้ทั้งกุศล เช่น การให้ทาน รักษาศีล เจริญฌาน จนถึงมรรคผล และอกุศล เช่น มานะ ทิฏฐิ ไปจนถึงอทินนาทาน มุสาวาท และถึงขั้นทำสังฆเภท แสดงหลักว่าฐานเดียวกัน (ศรัทธา) สามารถเป็นที่ตั้งให้ผลตรงข้ามกันได้ขึ้นอยู่กับทิศทางที่นำไปใช้ ปุเรชาตปัจจัยยกตัวอย่างตาและรูปที่เป็นอารมณ์ก่อนแล้วบุคคลยินดีพอใจจนเกิดราคะหรือทิฏฐิ ส่วนปัจฉาชาต อาเสวน กัมม วิปาก อา
  39. หน้า ๒๕๔–๒๖๐ อุปาทานิยทุกะ (อ้างอิง) / เริ่มอุปาทานสัมปยุตตทุกะ ปฏิจจวาร หน้า 254 เป็นทุกะสั้นมากชื่อ 'อุปาทานิยทุกะ' (สภาวธรรมที่เป็นอารมณ์ของอุปาทานได้ กับที่ไม่ได้) ซึ่งข้อความไม่ขยายความเลย เพียงบอกว่า "ยถา โลกิยทุกํ เอวํ กาตพฺพํ นินฺนานากรณํ" คือให้ทำเหมือนโลกิยทุกะทุกประการเพราะไม่มีข้อแตกต่าง จึงเป็นเนื้อหาอ้างอิงล้วนๆ ไม่มีสาระใหม่ให้สรุป จากนั้นเริ่มทุกะใหม่ทันทีคือ 'อุปาทานสัมปยุตตทุกะ' (คู่ธรรมที่สัมปยุตด้วยอุปาทาน กับที่วิปปยุตจากอุปาทาน) ปฏิจจวารแสดงเหตุปัจจัยและอารัมมณปัจจัยโดยใช้ตัวอย่างมาตรฐานซ้ำตลอดคือจิตประเภท 'ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตโลภสหคตํ' (จิตที่มีโ
  40. หน้า ๒๖๑–๒๖๔ อุปาทานสัมปยุตตทุกะ: ปัจจยวาร-สังสัฏฐวาร-สัมปยุตตวาร / เริ่มปัญหาวาร เหตุปัจจัย ปัจจยวารของอุปาทานสัมปยุตตทุกะไล่เหตุปัจจัยผ่านตัวอย่างจิตโลภมูล ('ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตโลภสหคตํ' ตระกูลเดิม) โดยแสดงว่าวัตถุ (หทยวัตถุ) เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่สัมปยุตหรือวิปปยุตจากอุปาทาน ตามด้วยตารางคณนาและปัจจัยปฏิเสธสั้นๆ แล้วอ้างว่านิสสยวารทำแบบเดียวกัน สังสัฏฐวาร (การคลุกเคล้ากัน) ก็สั้นมากและอ้าง "ปฏิจฺจสทิสํ อรูปํ" คือเหมือนปฏิจจวารเฉพาะในภพอรูป เป็นเนื้อหาอ้างอิง ตามด้วยปัจจัยปฏิเสธและอ้างว่าสัมปยุตตวารทำแบบเดียวกัน ท้ายสุดเริ่มปัญหาวาร เหตุปัจจัย ซึ่งแสดงว่าเหตุที่สัมปยุตด้วยอุปาทาน (โลภะ ห
  41. หน้า ๒๖๕–๒๖๙ อุปาทานสัมปยุตตทุกะ: ปัญหาวาร อารัมมณ-อธิปติปัจจัย อารัมมณปัจจัยในช่วงนี้ให้ตัวอย่างเดียวกับที่เคยพบในอุปาทานทุกะ คือบุคคลให้ทาน รักษาศีล หรือออกจากฌานแล้วทบทวนด้วยความยินดี ความยินดีนั้นเป็นอารมณ์ให้เกิดโลภะที่ไม่ประกอบทิฏฐิ (ตัวแทนอุปาทานสัมปยุต) ในขณะที่พระอริยะทบทวนกิเลสที่ละแล้วหรือใช้อภิญญา เช่น ทิพยจักขุ เจโตปริยญาณ โดยจิตเป็นฝ่ายวิปปยุตจากอุปาทานล้วน แสดงเหตุผลว่าอารมณ์เดียวกันให้ผลต่างกันตามระดับจิตของผู้รับรู้ อธิปติปัจจัยแสดงรูปแบบเดียวกันแต่เน้นการ 'ครุํ กตฺวา' คือให้ความสำคัญหนักแน่นต่ออารมณ์นั้นจนเป็นปัจจัยหนุนให้เกิดจิตที่สัมปยุตห
  42. หน้า ๒๗๐–๒๗๕ อุปาทานสัมปยุตตทุกะ: ปัญหาวาร อนันตร-อุปนิสสัย-กัมม-ฯลฯ-อัตถิปัจจัย (ยังไม่จบ) อนันตรปัจจัยแสดงขันธ์ที่สัมปยุตหรือวิปปยุตจากอุปาทานในขณะก่อนหนุนขณะถัดไป รวมถึงเป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะ (การออกจากฌานหรือมรรค) จากนั้นสมนันตร สหชาต อัญญมัญญ นิสสยปัจจัยถูกอ้างอิงว่าเหมือนที่แสดงไว้แล้วโดยไม่ขยาย อุปนิสสยปัจจัยยาวและยกตัวอย่างศรัทธาเป็นฐานหนุนทั้งกุศล (ให้ทาน รักษาศีล เจริญฌาน) และอกุศล (มานะ ทิฏฐิ จนถึงอทินนาทานและทำสังฆเภท) แบบเดียวกับที่เคยพบในทุกะก่อน ปุเรชาตปัจจัยยกตัวอย่างตาและรูปเป็นอารมณ์ก่อนที่บุคคลยินดีจนเกิดราคะหรือทิฏฐิ ปัจฉาชาต อาเสวน กัมม วิปาก อาหาร อินทริย ฌาน มัคค ส
  43. หน้า ๒๗๖–๒๗๙ อุปาทานสัมปยุตตทุกะ (จบ): ปัจจัยเสริมข้างเคียงของขันธ์ที่ประกอบด้วยอุปาทาน ส่วนท้ายของทุกะที่แยกธรรมเป็น "ประกอบด้วยอุปาทาน" กับ "ไม่ประกอบด้วยอุปาทาน" โดยพิจารณาอัตถิปัจจัยในแบบสหชาต ปุเรชาต ปัจฉาชาต อาหาร และอินทรีย์ ตัวอย่างเด่นคือกรณีปัจฉาชาต — ขันธ์ที่เกิดร่วมกับโลภะซึ่งเกิดขึ้นภายหลัง กลับเป็นปัจจัยหนุนค้ำจุนกายที่เกิดก่อนแล้ว รวมถึงหนุนอาหารที่กลืนกินและชีวิตินทรีย์ของรูปที่เกิดจากกรรม แสดงว่าจิตที่เกิดทีหลังยังส่งผลย้อนกลับไปค้ำจุนรูปธรรมที่เกิดก่อนได้ ถัดมาเป็นตารางนับจำนวนปัญหาต่อปัจจัยแต่ละชนิด (ข้อ ๔๕๕-๔๕๙) ทั้งฝ่ายอนุโลมและปฏิเสธ ซึ่งเป็นเนื้อหาเชิงอ้างอิง
  44. หน้า ๒๘๐–๒๘๓ อุปาทาน-อุปาทานิยทุกะ: อุปาทานเองเทียบกับสภาวะที่ถูกยึดได้ ทุกะนี้เปรียบเทียบ "อุปาทาน" (ความยึดมั่นทั้งสี่ เช่น กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน) กับ "อุปาทานิยะ" (สภาวะโลกิยะทั่วไปที่อาจถูกยึดถือได้) ตัวอย่างเด่นในปฏิจจวารคือ "อาศัยทิฏฐุปาทานจึงเกิดกามุปาทาน และอาศัยกามุปาทานจึงเกิดทิฏฐุปาทาน" แสดงเป็นวงจร (จักกัง) ว่าความยึดมั่นสองแบบหนุนเนื่องกันเองได้ ในปัญหาวาร ตัวอย่างสำคัญคืออารัมมณปัจจัย — เมื่อหน่วงเอาอุปาทานมาเป็นอารมณ์ อุปาทานใหม่ก็เกิดขึ้นตามมาได้ เนื้อหาส่วนใหญ่อ้างอิงแบบเดียวกับอุปาทานทุกะที่ผ่านมา (ระบุว่า "อุปาทานทุกสทิสัง") จึงเป็นการย่อมากกว่าอธิ
  45. หน้า ๒๘๔–๒๘๘ อุปาทาน-อุปาทานสัมปยุตตทุกะ: อุปาทานเทียบกับเจตสิกที่ประกอบร่วมกับอุปาทาน ทุกะนี้เทียบ "อุปาทาน" กับ "อุปาทานสัมปยุตตะ" คือขันธ์ที่ประกอบร่วมในดวงจิตเดียวกับอุปาทาน (มิใช่ตัวอุปาทานเอง) ตัวอย่างในปฏิจจวารคล้ายทุกะก่อนหน้า เช่น อาศัยทิฏฐุปาทานจึงเกิดกามุปาทานพร้อมขันธ์ที่ประกอบร่วม และมีข้อสังเกตว่ารูปธรรมใช้ไม่ได้กับหมวดนี้เลย ("รูปัง นัตถิ") เพราะอุปาทานสัมปยุตตะเป็นนามธรรมล้วน เนื้อหาปัญหาวาร (ข้อ ๔๖๕-๔๗๖) ถูกย่อแบบ "มูลัง ปุจฉิตัพพัง" (ให้ผู้อ่านตั้งคำถามตามสูตรเอง) และ "ตีณิปิ กาตัพพา" แทบตลอดบท จึงเป็นเนื้อหาเชิงอ้างอิง/ให้แจกแจงเองมากกว่าอธิบายความหมายเพิ่ม คำลง
  46. หน้า ๒๘๙–๒๙๑ วิปปยุตตอุปาทานิยทุกะ (จบ) และจุดเริ่มต้นกิเลสทุกะ หน้า ๒๘๙ เปิดต้นด้วยคำลงท้าย "อุปาทานอุปาทานสัมปยุตตทุกัง นิฏฐิตัง" ปิดทุกะก่อนหน้า จากนั้นเข้าสู่ "วิปปยุตตอุปาทานิยทุกะ" ที่เทียบรูปธรรมซึ่งไม่ประกอบกับอุปาทานแต่ยังเป็นสภาวะที่ถูกยึดได้ (เช่น มหาภูตรูป) กับรูปธรรมที่ไม่ถูกยึดเลย ตัวอย่างคือมหาภูตรูปเป็นปัจจัยให้เกิดจิตตชรูปและอุปาทารูป ซึ่งเป็นความสัมพันธ์แบบรูปธรรมล้วนๆ ทุกะนี้ระบุตรงว่าเหมือนกับ "โลกิยทุกะ" จึงไม่ขยายความเพิ่ม ปิดท้ายด้วย "อุปาทานวิปปยุตตอุปาทานิยทุกัง นิฏฐิตัง" ที่หน้า ๒๙๑ จากนั้นในหน้าเดียวกันเริ่ม "กิเลสทุกะ" ซึ่งจะทดสอบ
  47. หน้า ๒๙๒–๒๙๔ กิเลสทุกะ: แบบแผน "ตระกูลกิเลส" ในปฏิจจวารและสหชาตวาร ช่วงนี้ยังอยู่ในกิเลสทุกะ แสดงแบบแผนที่ควรเรียกว่า "ตระกูลกิเลส" คือกิเลสรากหนึ่งกำหนดว่ากิเลสประกอบร่วมตัวใดเกิดได้ เช่น กลุ่มที่มีวิจิกิจฉาหรืออุทธัจจะเป็นตัวนำจะมีเฉพาะโมหะเป็นมูล (เพราะสองดวงจิตนี้มีโมหะเป็นเหตุเดียว) ขณะที่กลุ่มโลภมูลจะพ่วงทิฏฐิหรือมานะแยกกันไม่ปนกัน ข้อ ๔๘๑-๔๘๓ แสดงฝ่ายนเหตุปัจจัยว่าเมื่อวิจิกิจฉาหรืออุทธัจจะเป็นเหตุจะได้เฉพาะโมหะเกิดตาม ไม่มีมูลอื่นร่วม สะท้อนขอบเขตธรรมชาติของจิตแต่ละดวง ส่วนท้ายบท (ข้อ ๔๘๕-๔๘๖) เป็นตารางนับจำนวนปัญหาและระบุให้ทำสหชาตวาร/ปัจจยวารแบบเดียวก
  48. หน้า ๒๙๕–๒๙๗ กิเลสทุกะ: ปัจจยวาร นิสสยวาร สังสัฏฐวาร สัมปยุตตวาร (โดยสรุป) ช่วงนี้ทำซ้ำแบบแผนตระกูลกิเลสเดิมผ่านวาระต่างๆ (อาศัยเป็นปัจจัย อาศัยเป็นที่พึ่ง ระคนกัน ประกอบกัน) ส่วนใหญ่เขียนย่อว่า "ปฏิจจสทิสา" (เหมือนปฏิจจวารที่ผ่านมา) ตัวอย่างที่ขยายความคือวัตถุ (ที่ตั้งของจิต) เป็นปัจจัยให้ทั้งกิเลสและขันธ์ที่ไม่ใช่กิเลสเกิดขึ้นพร้อมกันได้ เช่น "วัตถุเป็นปัจจัยแก่กิเลส" และ "วัตถุเป็นปัจจัยแก่กิเลสและขันธ์ที่ประกอบร่วม" แสดงว่าฐานทางกายภาพเดียวกันรองรับได้ทั้งจิตที่มีและไม่มีกิเลส แต่ละวาระปิดด้วยตารางนับจำนวนสั้นๆ (ข้อ ๔๙๑, ๔๙๓) พร้อมให้ทำวาระที่เหลือแบบเดียวกันโดยอ้า
  49. หน้า ๒๙๘–๓๐๒ กิเลสทุกะ ปัญหาวาร: เหตุปัจจัยถึงอุปนิสสยปัจจัย ปัญหาวารของกิเลสทุกะไล่ทีละปัจจัยใน ๒๔ ปัจจัยอย่างละเอียด ตัวอย่างสำคัญคืออารัมมณปัจจัย (ข้อ ๔๙๕) ซึ่งแสดงว่าเมื่อพระอริยะพิจารณาฌานหรือมรรคที่เพิกถอนออกมาแล้วด้วยความยินดีพอใจ การหน่วงเอาสภาวะประณีตนั้นมาเป็นอารมณ์กลับก่อให้เกิดราคะ ทิฏฐิ หรือแม้แต่โทมนัสตามมาได้ ชี้ว่าแม้อารมณ์ฝ่ายกุศลก็อาจเป็นเหตุแห่งกิเลสได้หากยึดติดในมันเอง อธิปติปัจจัย (ข้อ ๔๙๖) แสดงแบบเดียวกันแต่เน้นการ "กระทำให้เป็นที่หนักใจ" ก่อนพิจารณา ส่วนอนันตรปัจจัยและอุปนิสสยปัจจัย (ข้อ ๔๙๗-๔๙๘) ยกตัวอย่างเช่น "อาศัยศรัทธาจึงให้ทาน
  50. หน้า ๓๐๓–๓๐๘ กิเลสทุกะ ปัญหาวาร: ปุเรชาตปัจจัยถึงอวิคตปัจจัย (จบทุกะ) และสังกิเลสิกทุกะโดยอ้างอิง ช่วงนี้ปิดปัญหาวารของกิเลสทุกะด้วยปัจจัยที่เหลือ ตัวอย่างเด่นคือปุเรชาตปัจจัย (ข้อ ๔๙๙) ที่แสดงหทยวัตถุเป็นปัจจัยเกิดก่อนให้ทั้งกิเลสและขันธ์ที่ไม่ใช่กิเลสเกิดตามมา ส่วนอัตถิปัจจัย (ข้อ ๕๐๔) ให้ตัวอย่างชัดว่า "โลภะและขันธ์ที่ประกอบร่วมเป็นปัจจัยแก่โมหะ ทิฏฐิ ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะ" คือกิเลสตัวหนึ่งพร้อมขันธ์ที่เกิดร่วมกันหนุนให้กิเลสอื่นในตระกูลเดียวกันเกิดตามตลอดขณะจิต ข้อ ๕๐๖-๕๐๙ เป็นการรวมปัจจัยหลายชนิดและตารางนับจำนวนแบบย่อ ปิดท้ายด้วย "กิเลสทุกัง นิฏฐิตัง" ที่หน้า ๓๐๘ ซึ่งเป็นจุดจบ
  51. หน้า ๓๐๙–๓๑๐ สังกิลิฏฐทุกะ ปฏิจจวาร: ธรรมเศร้าหมองเทียบธรรมไม่เศร้าหมอง ทุกะใหม่นี้เทียบ "สังกิลิฏฐะ" (ธรรมที่ถูกกิเลสฉาบไว้ เศร้าหมอง) กับ "อสังกิลิฏฐะ" (ธรรมที่ไม่เศร้าหมอง) ต่างจากกิเลสทุกะตรงที่มองที่สภาวะของขันธ์ที่ถูกเจือกิเลส ไม่ใช่ตัวกิเลสเอง ตัวอย่างในปฏิจจวารแสดงว่าขันธ์เศร้าหมอง (เช่น ขันธ์ที่ประกอบด้วยวิจิกิจฉาหรืออุทธัจจะ) เป็นปัจจัยให้ทั้งขันธ์เศร้าหมองอื่นและจิตตชรูปเกิดขึ้นได้ ขณะที่ขันธ์อสังกิลิฏฐะเกิดจากปฏิสนธิจนถึงระดับมหาภูตรูปได้เช่นเดียวกับแบบแผนทั่วไป ท้ายบทมีตารางนับจำนวนปัญหาต่อปัจจัย (ข้อ ๕๑๒, ๕๑๔) และปิดด้วยข้อความให้ทำสหชาตวารแบบเดียวกันโ
  52. หน้า ๓๑๑–๓๑๓ สังกิลิฏฐทุกะ: ปัจจยวาร นิสสยวาร สังสัฏฐวาร สัมปยุตตวาร ช่วงนี้ทำซ้ำโครงสร้างเดิมของสังกิลิฏฐทุกะผ่านวาระอาศัยเป็นปัจจัย อาศัยเป็นที่พึ่ง ระคนกัน และประกอบกัน ตัวอย่างที่ขยายความคือวัตถุเป็นปัจจัยให้ขันธ์เศร้าหมองเกิดขึ้น ("วัตถุงปัจจยา สังกิลิฏฐา ขันธา") แสดงว่าฐานกายภาพเดียวกันเป็นที่ตั้งให้จิตเศร้าหมองเกิดได้เช่นเดียวกับที่เคยเห็นในกิเลสทุกะ ฝ่ายนเหตุปัจจัย (ข้อ ๕๑๗) ยกตัวอย่างวิจิกิจฉาสหคตและอุทธัจจสหคตขันธ์ที่มีวัตถุเป็นปัจจัยให้เกิดโมหะ เนื้อหาส่วนใหญ่เขียนย่อ ("สังขิตตัง") และปิดแต่ละวาระด้วยตารางนับจำนวนสั้นๆ พร้อมให้ทำวาระที่เหลือโดยอ้างอิงแ
  53. หน้า ๓๑๔–๓๑๘ สังกิลิฏฐทุกะ ปัญหาวาร: เหตุปัจจัยถึงปุเรชาตปัจจัย ปัญหาวารของสังกิลิฏฐทุกะไล่ปัจจัยทีละชนิดคล้ายกิเลสทุกะ ตัวอย่างเด่นในอารัมมณปัจจัย (ข้อ ๕๒๔) คือการที่พระอริยะพิจารณากิเลสที่ละแล้วหรือข่มไว้แล้วด้วยญาณต่างๆ (เจโตปริยญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ) กลับทำให้ขันธ์เศร้าหมองเป็นอารมณ์ของญาณฝ่ายกุศลได้ ขณะที่อีกด้านหนึ่งบุคคลธรรมดาที่ยินดีพอใจในขันธ์อสังกิลิฏฐะ (เช่น ฌานที่เพิกถอนออกมา) ก็เกิดราคะทิฏฐิตามมาได้เหมือนเดิม ส่วนอุปนิสสยปัจจัย (ข้อ ๕๒๗) ให้ตัวอย่างชัดว่า "อาศัยราคะจึงฆ่าสัตว์จนถึงทำลายสงฆ์" เทียบกับ "อาศัยราคะจึงให้ทานจนถึงเจริญสมาบัติ" แสดง
  54. หน้า ๓๑๙–๓๒๒ สังกิลิฏฐทุกะ ปัญหาวาร: ปัจฉาชาตปัจจัยถึงอวิคตปัจจัย (จบทุกะ) ช่วงปิดท้ายของสังกิลิฏฐทุกะ ตัวอย่างในกัมมปัจจัย (ข้อ ๕๓๐) แสดงว่าเจตนาเศร้าหมองเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่ประกอบร่วมในขณะเดียว (สหชาตกัมมปัจจัย) และยังเป็นปัจจัยแก่ผลวิบากขันธ์ในภายหลัง (นานาขณิกกัมมปัจจัย) แสดงบทบาทสองแบบของเจตนาเดียวกัน ส่วนวิปปยุตตปัจจัยและอัตถิปัจจัย (ข้อ ๕๓๓-๕๓๔) ยกตัวอย่างวัตถุเป็นปัจจัยเกิดก่อนแก่ขันธ์เศร้าหมองโดยแยกกันโดยสภาวะแม้เกิดที่เดียวกัน ท้ายบทมีตารางนับจำนวนปัญหาละเอียด (ข้อ ๕๓๕-๕๓๘) และปิดท้ายด้วย "สังกิลิฏฐทุกัง นิฏฐิตัง" ที่หน้า ๓๒๒ ซึ่งเป็นจุดจบของทุกะที่ครอบคลุมท
  55. หน้า ๓๒๓–๓๒๖ กิเลสสัมปยุตตทุกะ (ย่อ) และกิเลสสังกิเลสิกทุกะ "กิเลสสัมปยุตตทุกะ" (ธรรมที่ประกอบกับกิเลส เทียบกับที่ไม่ประกอบ) ถูกเขียนย่อทั้งบทเพียงว่า "เหมือนสังกิลิฏฐทุกะ ไม่มีข้อแตกต่าง" แล้วปิดด้วย "กิเลสสัมปยุตตทุกัง นิฏฐิตัง" ทันทีในหน้า ๓๒๓ ถัดมาคือ "กิเลสสังกิเลสิกทุกะ" ซึ่งกลับไปใช้แบบแผนตระกูลกิเลสแบบเต็มอีกครั้ง (อาศัยโลภะเกิดโมหะ ทิฏฐิ ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะ) แสดงว่าธรรมที่เป็นทั้งกิเลสและสภาวะที่ถูกเจือกิเลสได้พร้อมกัน (เช่น โลภะ) เป็นปัจจัยหนุนให้กิเลสประกอบร่วมเกิดตามเป็นกลุ่มเช่นเดิม ตัวอย่างในอารัมมณปัจจัย (ข้อ ๕๔๓) ยังคงรูปแบบเด
  56. หน้า ๓๒๗–๓๓๐ กิเลสสังกิลิฏฐทุกะ: เริ่มต้นปฏิจจวารและปัญหาวาร (ยังไม่จบ) ทุกะสุดท้ายของช่วงนี้เทียบ "ธรรมที่เป็นทั้งกิเลสและเศร้าหมอง" กับ "ธรรมที่เศร้าหมองแต่มิใช่กิเลส" (เช่น เวทนา สัญญา ที่ถูกกิเลสฉาบแต่ตัวมันเองไม่ใช่ตัวกิเลส) ตัวอย่างต้นเรื่องยังคงเป็นแบบแผนตระกูลกิเลสเดิม คืออาศัยโลภะเกิดโมหะ ทิฏฐิ ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะ และมีกรณีเพิ่มคือขันธ์เศร้าหมองที่ไม่ใช่กิเลสเป็นปัจจัยให้กิเลสเกิดตามมาได้เอง ("สังกิลิฏฐัญเจวโนจกิเลสัง ขันธัง ปฏิจจ กิเลสา") แสดงว่าแม้ขันธ์ที่ไม่ใช่ตัวกิเลสโดยตรงก็ยังเป็นฐานให้กิเลสเกิดขึ้นได้ถ้าขันธ์นั้นเศร้าหมอง หน้า ๓๓๐ เข้าสู่
  57. หน้า ๓๓๑–๓๓๖ จบกิเลสสังกิลิฏฐทุก เริ่มทุกสั้นตระกูล "กิเลส" (กิเลสกิเลสสัมปยุตตทุก, กิเลสวิปปยุตตสังกิเลสิกทุก) และเริ่มทัสสนทุก หน้า ๓๓๑ เป็นส่วนท้ายของทุกก่อนหน้า (กิเลสสังกิลิฏฐทุก) มีตารางนับจำนวนปัจจัยทั้ง ๒๔ ประเภทที่ใช้ได้ในแต่ละคู่ธรรม แล้วปิดด้วยคำว่า "กิเลสสงฺกิลิฏฺฐทุกํ นิฏฺฐิตํ ฯ" ชัดเจน จากนั้นเปิดทุกใหม่สั้นๆ สองทุกในตระกูลกิเลสเดียวกัน คือ กิเลสกิเลสสัมปยุตตทุก (ธรรมที่เป็นกิเลสและเป็นธรรมที่ประกอบกับกิเลส) ซึ่งแสดงตัวอย่างว่าโลภะเป็นเหตุปัจจัยให้โมหะ ทิฏฐิ ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะเกิดร่วม แล้วปิดด้วย "กิเลสกิเลสสมฺปยุตฺตทุกํ นิฏฺฐิตํ ฯ"; ตามด้วยกิเลสวิปปยุตตสังกิเลสิกทุก (ธรรมที่ไม่ประกอบกิเลสแต่ยัง
  58. หน้า ๓๓๗–๓๔๑ ทัสสนทุก: สังสัฏฐวาร สัมปยุตตวาร และปัญหาวาร (เหตุ อารัมมณะ อธิปติ อนันตระ) ส่วนนี้ยังอยู่ในทัสสนทุก ผ่านสังสัฏฐวารและสัมปยุตตวารซึ่งเนื้อหาสั้นมากเพราะข้อความอ้างอิงกลับไปเทียบกับปฏิจจวารเป็นส่วนใหญ่ ("สงฺขิตฺตํ") จากนั้นเข้าสู่ปัญหาวารซึ่งอธิบายความสัมพันธ์เชิงเหตุ-ผลของปัจจัยแต่ละชนิดอย่างละเอียดขึ้น เช่น เหตุปัจจัยแสดงว่าโมหะที่ประกอบด้วยวิจิกิจฉาเป็นรากเหง้าให้ขันธ์ที่ประกอบกันเกิดขึ้น ส่วนอารัมมณปัจจัยยกตัวอย่างเป็นรูปธรรมว่าเมื่อบุคคลเพลิดเพลินยินดีในราคะที่พึงละด้วยทัสสนะ ราคะและทิฏฐิที่พึงละด้วยทัสสนะย่อมเกิดตามมา ขณะที่พระอริยะผู้พิจารณากิเลสที่ละแล้วหรือขันธ์
  59. หน้า ๓๔๒–๓๔๘ ทัสสนทุก: อุปนิสสยปัจจัยถึงอัตถิปัจจัย (จบทัสสนทุก) แล้วเริ่มภาวนาทุก หน้า ๓๔๒-๓๔๗ ขยายอุปนิสสยปัจจัยของทัสสนทุกอย่างละเอียด โดยยกตัวอย่างเชิงพฤติกรรมชัดเจนว่า ราคะ โทมนัส โมหะ ทิฏฐิ หรือความปรารถนาที่พึงละด้วยทัสสนะ สามารถเป็นปัจจัยหนุนให้บุคคลถึงขั้นฆ่าสัตว์หรือทำสังฆเภทได้ ในทางตรงข้าม ศรัทธาและปัญญาก็เป็นปัจจัยหนุนให้เกิดการให้ทาน รักษาศีล หรือเข้าสมาบัติ แสดงให้เห็นว่าอกุศลธรรมและกุศลธรรมต่างอาศัยกันและกันเกิดขึ้นได้ตามสภาวะจิต จากนั้นตามด้วยปุเรชาตปัจจัย ปัจฉาชาตปัจจัย กัมมปัจจัย และปัจจัยที่เหลือซึ่งส่วนใหญ่เป็นการไล่โครงสร้างมาตรฐาน (เช่น เจตนาที่พึงละด้วย
  60. หน้า ๓๔๙–๓๕๕ ภาวนาทุก: ปัฏิจจวารถึงปัญหาวารครบชุด (จบภาวนาทุก) ภาวนาทุก (ธรรมที่พึงละด้วยภาวนา คู่กับธรรมที่ไม่พึงละด้วยภาวนา) ดำเนินตามโครงสร้างเดียวกับทัสสนทุกอย่างใกล้ชิด แต่ตัวแทนโมหะที่ใช้เปลี่ยนจากที่ประกอบด้วยวิจิกิจฉาเป็นที่ประกอบด้วยอุทธัจจะ เพราะอุทธัจจะเป็นกิเลสที่ถูกละได้เฉพาะด้วยมรรคเบื้องสูงไม่ใช่โสดาปัตติมรรค ในปัญหาวารอุปนิสสยปัจจัยยังคงยกตัวอย่างเชิงพฤติกรรมเดิม เช่น ราคะ โทสะ โมหะที่พึงละด้วยภาวนาหนุนให้ฆ่าสัตว์หรือทำสังฆเภท ส่วนศรัทธาและปัญญาหนุนให้ทำทานหรือเข้าสมาบัติ อธิปติปัจจัยยกตัวอย่างการทำราคะให้เป็นอารมณ์ที่ยึดถือหนักแน่น (ครุํ กต
  61. หน้า ๓๕๖–๓๖๓ ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกทุก: ปฏิจจวารถึงเริ่มปัจจยวาร (เหตุ-รากที่พึงละด้วยทัสสนะ) ทุกใหม่นี้ต่างจากทัสสนทุกตรงที่เพ่งเฉพาะ "เหตุ" (รากเหง้า) ที่พึงละด้วยทัสสนะ ไม่ใช่ตัวขันธ์ทั้งหมด กล่าวคือธรรมที่มีเหตุอันพึงละด้วยทัสสนะเป็นเหตุปัจจัยแก่ธรรมอื่นที่มีเหตุเช่นเดียวกัน ตัวอย่างสำคัญคือ โมหะที่ประกอบด้วยวิจิกิจฉา (ซึ่งเป็นเหตุที่พึงละด้วยทัสสนะ) เป็นรากเหง้าให้ขันธ์ที่ประกอบกันเกิดขึ้นพร้อมกัน และเมื่อพิจารณาธรรมฝ่ายที่ไม่มีเหตุพึงละด้วยทัสสนะ (นทสฺสเนนปหาตพฺพเหตุก) จะครอบคลุมทั้งขันธ์อเหตุกะ (ไม่มีเหตุเลย เช่น จักขุวิญญาณที่อาศัยจักขายตนะ) และขันธ์ที่มีเหตุอื่น เช่น โมหะที่ประก
  62. หน้า ๓๖๔–๓๗๒ ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกทุก: สังสัฏฐวาร สัมปยุตตวาร และปัญหาวาร (เหตุ อารัมมณะ อธิปติ อนันตระ อุปนิสสยะ) ส่วนนี้ดำเนินสังสัฏฐวารและสัมปยุตตวารอย่างย่อ (ระบุว่า "สมฺปยุตฺตวาโร สํสฏฺฐวารสทิโส") แล้วเข้าปัญหาวารซึ่งอธิบายว่าเหตุที่มีลักษณะพึงละด้วยทัสสนะ (เช่น โมหะที่ประกอบวิจิกิจฉา) เป็นเหตุปัจจัยแก่ขันธ์ที่ประกอบกันและรูปที่เกิดจากจิต ส่วนอารัมมณปัจจัยและอธิปติปัจจัยยกตัวอย่างเดิมคือพระอริยะพิจารณากิเลสที่ละแล้วเป็นอารมณ์ ในขณะที่ปุถุชนเพลิดเพลินในทานศีลภาวนาที่ตนทำแล้วก็ก่อราคะทิฏฐิขึ้นใหม่ อนันตรปัจจัย (หน้า ๓๖๙-๓๗๑) แสดงลำดับขันธ์-โมหะก่อนหลังในกระบวนจิตอย่างละเอียด และอุปนิสสยปัจจัย (หน้า ๓๗๑-๓๗
  63. หน้า ๓๗๓–๓๗๘ ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกทุก: ปุเรชาต ปัจฉาชาต กัมม อัตถิ และคณนา (จบทุก) แล้วเริ่มภาวนายปหาตัพพเหตุกทุก ช่วงนี้ปัจจัยที่เหลือ (ปุเรชาต ปัจฉาชาต อาเสวนะ กัมม วิบาก อัตถิ) ถูกอธิบายแบบย่อโดยอ้างอิงกลับไปยังรูปแบบเดิมเป็นส่วนใหญ่ ("สงฺขิตฺตํ") เช่น กัมมปัจจัยแสดงเจตนาที่มีเหตุพึงละด้วยทัสสนะเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่ประกอบกันทั้งแบบเกิดพร้อม (สหชาตา) และแบบให้ผลต่างขณะ (นานาขณิกา) ตามด้วยตารางนับปัจจัย (คณนา) และหมวดปัจจนียะ (ปฏิเสธ) ซึ่งเป็นข้อมูลอ้างอิงเชิงตัวเลข ทุกนี้ปิดชัดเจนด้วย "ทสฺสเนนปหาตพฺพเหตุกทุกํ นิฏฺฐิตํ ฯ" ในหน้า ๓๗๘ จากนั้นเปิดทุกใหม่ทันทีคือภาวนายปหาตัพพเหตุกทุก (เหตุที่พึงละด้วยภาวนา) โด
  64. หน้า ๓๗๙–๓๘๕ ภาวนายปหาตัพพเหตุกทุก: ปัญหาวาร (จบทุก) แล้วเริ่มสวิตักกทุก ปัญหาวารของภาวนายปหาตัพพเหตุกทุกอธิบายว่าเหตุที่พึงละด้วยภาวนา (เช่น โมหะที่ประกอบอุทธัจจะ) เป็นเหตุปัจจัยและอารัมมณปัจจัยแก่ขันธ์ที่ประกอบกัน โดยยกตัวอย่างเดิมคือพระอริยะพิจารณากิเลสที่ละแล้วเป็นอารมณ์ ส่วนปุถุชนเพลิดเพลินในทานศีลภาวนาก่อให้เกิดราคะทิฏฐิใหม่ อุปนิสสยปัจจัย (หน้า ๓๘๑-๓๘๓) เพิ่มตัวอย่างที่น่าสนใจคือ "ฉันทราคะในของตนเป็นปัจจัยแก่ฉันทราคะในของผู้อื่น" และ "ฉันทราคะในการยึดถือของตนเป็นปัจจัยแก่ฉันทราคะในการยึดถือของผู้อื่น" แสดงความสัมพันธ์เชิงจิตวิทยาของความหวงแหน-อิจฉาที่ต่อเนื่อง
  65. หน้า ๓๘๖–๓๙๒ สวิตกฺกทุก: ปฏิจจวาร สหชาตวาร ปัจจยวาร (เหตุ/นเหตุปัจจัย) เนื้อหาต่อจากส่วนก่อนหน้าของสวิตกฺกทุก คู่ธรรมมี-ไม่มีวิตก (องค์ฌานข้อแรก) แสดงปฏิจจวารด้วยเหตุปัจจัยว่าขันธ์มีวิตกอาศัยกันเกิดได้ทั้งกับขันธ์มีวิตกด้วยกันเองและกับวิตกที่แยกเป็นปัจจัยต่างหาก เช่น ขันธ์สวิตกอาศัยวิตกเกิดรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานในขณะปฏิสนธิ จากนั้นแสดงกรณีนเหตุปัจจัย (จิตไร้เหตุ) รวมทั้งตัวอย่างโมหจิตที่ประกอบวิจิกิจฉา-อุทธัจจะซึ่งไม่มีวิตก หน้า 388 สรุปว่าสหชาตวารเหมือนปฏิจจวารทุกประการ จึงข้ามไปปัจจยวารซึ่งซ้ำรูปแบบเดิม ก่อนเริ่มสังสัฏฐวารช่วงท้ายโดยระบุให้นับปัญหาแบบเดียวกัน ส่ว
  66. หน้า ๓๙๓–๔๐๑ สวิตกฺกทุก: ปัญหาวาร - เหตุ อารมณ์ อธิปติ อนันตระ อุปนิสสัย ปัญหาวารของสวิตกฺกทุกไล่ตรวจทีละปัจจัยว่าธรรมมี/ไม่มีวิตกเป็นปัจจัยแก่กันอย่างไร ตัวอย่างเด่นคืออารมณ์ปัจจัย (393-394): พระอริยะออกจากฌานที่ไม่มีวิตกแล้วพิจารณาทบทวนฌาน มรรค ผล นิพพานนั้นด้วยจิตที่มีวิตก แสดงว่าธรรมไม่มีวิตกกลายเป็นอารมณ์ของจิตมีวิตกได้ผ่านการปัจจเวกขณ์ อธิปติปัจจัย (395-397) แสดงการให้น้ำหนักความสำคัญแก่อารมณ์ที่มี/ไม่มีวิตกจนชักนำให้เกิดราคะหรือทิฏฐิในปุถุชนที่หลงเพลิดเพลิน อนันตรปัจจัย (397-399) อธิบายลำดับขันธ์สืบต่อกันข้ามขณะจิต รวมถึงจุติ-ปฏิสนธิที่วิตกกับอวิตกสลับกัน และอ
  67. หน้า ๔๐๒–๔๐๗ สวิตกฺกทุก (จบ) และ สวิจารทุก (จบ) ส่วนท้ายปัญหาวารสวิตกฺกทุกครอบคลุมปุเรชาตปัจจัย (401-402) ที่แสดงรูปายตนะหรือหทัยวัตถุซึ่งเกิดก่อนเป็นฐานให้วิตกและขันธ์ที่ประกอบเกิดตามมา เช่น เห็นรูปแล้วเพลิดเพลินจนเกิดวิตก ตามด้วยปัจฉาชาต กัมม อาหาร อินทรีย์ ฌาน มรรค สัมปยุตต และวิปปยุตตปัจจัย (403-404) ซึ่งชี้ว่าหทัยวัตถุแม้เป็นรูปธรรมก็ยังเป็นปัจจัยแก่วิตกได้โดยไม่ต้องประกอบเป็นหน่วยเดียวกัน และอัตถิปัจจัย (404-405) ที่รวมความสัมพันธ์หลายแบบเข้าด้วยกัน หน้า 405-407 เป็นคณนาสรุปจำนวนปัญหาทั้งฝ่ายอนุโลมและปัจจนียะซึ่งเป็นตารางนับเชิงอ้างอิงล
  68. หน้า ๔๐๘–๔๑๗ สปฺปีติกทุก: ปฏิจจวารถึงปัญหาวารต้น (เหตุ อารมณ์ อธิปติ) เริ่ม สปฺปีติกทุก คู่ธรรมมี/ไม่มีปีติ (ความอิ่มใจ องค์ฌานข้อสาม) โดยปฏิจจวาร (408-411) ใช้รูปแบบเดียวกับสวิตกฺกทุกทุกประการเพียงสลับ "วิตก" เป็น "ปีติ" ส่วนสหชาตวาร ปัจจยวาร นิสสยวาร สังสัฏฐวาร และสัมปยุตตวาร (411-412) ถูกอ้างอิงว่าเหมือนสวิตกฺกทุกเช่นกัน ปัญหาวารเริ่มหน้า 412 ด้วยเหตุปัจจัยแล้วขยายเป็นอารมณ์ปัจจัย (412-415) ซึ่งมีตัวอย่างน่าสนใจคือผู้ทำทาน รักษาศีล หรือบำเพ็ญอุโบสถด้วยจิตไม่มีปีติ แล้วภายหลังย้อนพิจารณาการกระทำนั้นด้วยจิตมีปีติจนเกิดราคะหรือทิฏฐิความยึดถือในบุญนั้น แสดงว่าปีติท
  69. หน้า ๔๑๘–๔๒๕ สปฺปีติกทุก (จบ) และ ปีติสหคตทุก (จบ) ส่วนท้ายปัญหาวารสปฺปีติกทุกครอบคลุมอนันตรปัจจัย (417-419) แสดงลำดับขันธ์มี/ไม่มีปีติสืบต่อข้ามขณะจิตรวมถึงจุติ-ปฏิสนธิ อุปนิสสยปัจจัย (419-422) แสดงศรัทธาไม่มีปีติเป็นฐานให้ทั้งกุศล (ให้ทาน เจริญฌาน) และอกุศล (ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ทำสังฆเภท) เกิดขึ้นได้เช่นเดียวกับในสวิตกฺกทุก ปุเรชาต ปัจฉาชาต กัมม และปัจจัยที่เหลือ (422-424) ถูกนับแบบย่อเป็นตัวเลขล้วนๆ ไม่ขยายเนื้อความ หน้า 424-425 เป็นคณนาปัจจนียะ ปิดท้ายด้วยโคโลฟอน "สปฺปีติกทุกํ นิฏฺฐิตํ" จากนั้นเปิดทุกะใหม่ ปีติสหคตทุก (คู่ธรรมมี/ไม่มีปีติ ใช้
  70. หน้า ๔๒๖–๔๓๒ สุขสหคตทุก: ทุกะสุขในจิต (ครบทุกวาร) สุขสหคตทุก คู่ธรรมมี/ไม่มีสุขทางใจ (องค์ฌานข้อสี่) เป็นทุกะลำดับที่สี่ในกลุ่ม "ทุกะองค์ฌาน" (สวิตกฺกะ-สวิจาระ-สัปปีติกะ-ปีติสหคตะ-สุขสหคตะ-อุเปกฺขาสหคตะ) ที่ทดสอบ 24 ปัจจัยด้วยโครงสร้างเดียวกันซ้ำๆ แต่ครั้งนี้ปฏิจจวารถึงปัญหาวาร (426-431) เขียนเต็มรูปแบบไม่ย่อเท่าสองทุกะก่อนหน้า ตัวอย่างที่ให้ความหมายชัดคืออุปนิสสยปัจจัย (429-431) ซึ่งชี้ว่ากายิกสุขหรือศรัทธาที่ไม่มีสุขทางใจประกอบเป็นฐานให้ทั้งกุศลอย่างการให้ทานและอกุศลอย่างการลักทรัพย์ พูดเท็จ หรือฆ่าสัตว์เกิดขึ้นได้ แสดงว่าความสุขในที่นี้เป็นเ
  71. หน้า ๔๓๓–๔๔๐ อุเปกฺขาสหคตทุก: ทุกะอุเบกขาเริ่มต้น เริ่ม อุเปกฺขาสหคตทุก คู่ธรรมมี/ไม่มีอุเบกขา (องค์ฌานข้อห้า ทุกะสุดท้ายในกลุ่มทุกะองค์ฌานที่ไล่ตามลำดับวิตก-วิจาร-ปีติ-สุข-อุเบกขา) ปฏิจจวารเริ่มด้วยเหตุปัจจัยแสดงขันธ์มีอุเบกขาอาศัยกันเกิดร่วมกับรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน (หน้า 433) จากนั้นนเหตุปัจจัยแสดงขันธ์อุเบกขาไร้เหตุอาศัยกันเกิดได้จนถึงภูมิอสัญญสัตว์ รวมทั้งตัวอย่างโมหจิตที่ประกอบวิจิกิจฉา-อุทธัจจะซึ่งเป็นอุเบกขาเสมอ (434-437) สหชาตวารและปัจจยวาร (437-438) อ้างอิงแบบเดียวกับสวิตกฺกทุก สังสัฏฐวารและสัมปยุตตวาร (438-439) ก็เช่นกัน ปัญหาวารเริ่
  72. หน้า ๔๔๑–๔๔๔ อุเปกขาสหคตทุกะ (จบ) — อนันตรปัจจัยและอุปนิสสยปัจจัย พระคัมภีร์ตอนนี้เป็นช่วงปิดท้ายทุกะ "อุเปกขาสหคตะ" (ธรรมที่ประกอบด้วยอุเบกขา) เทียบกับธรรมที่ไม่ประกอบด้วยอุเบกขา โดยแสดงอนันตรปัจจัย เช่น จิตดวงก่อนที่ประกอบด้วยอุเบกขาเป็นปัจจัยแก่จิตดวงถัดไปแบบไม่ขาดตอน และแสดงอุปนิสสยปัจจัยผ่านตัวอย่าง เช่น อาศัยศรัทธาที่ไม่ประกอบด้วยอุเบกขาแล้วให้ทาน หรือเจริญฌาน วิปัสสนา มรรค ด้วยจิตที่ประกอบด้วยอุเบกขา ตลอดจนตัวอย่างฝ่ายอกุศลอย่างการฆ่าสัตว์และทำสังฆเภทที่อาศัยความสุขทุกข์ทางกาย ดินฟ้าอากาศ อาหาร และที่อยู่อาศัยเป็นปัจจัย ปัจจัยที่เหลือ (ปุเรชาต ปัจฉาชาต
  73. หน้า ๔๔๕–๔๕๑ กามาวจรทุกะ เริ่มต้น — ปฏิจจวาร ปัจจยวาร และสังสัฏฐวาร เริ่มทุกะใหม่คือ "กามาวจระ" (ธรรมที่ท่องเที่ยวอยู่ในกามภูมิ) เทียบกับธรรมที่ไม่ใช่กามาวจระ ปฏิจจวารแสดงว่าขันธ์กามาวจรเป็นปัจจัยแก่ขันธ์กามาวจรอื่นและรูปที่เกิดจากจิตโดยเหตุปัจจัย และในขณะปฏิสนธิ วัตถุ (ที่ตั้งของจิต) ซึ่งเป็นกามาวจรสามารถเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่ไม่ใช่กามาวจร (คือขันธ์ปฏิสนธิในภพรูปภพ) ได้ ปัจจยวารกล่าวเนื้อความเดียวกันในรูปแบบ "ปัจจยา" และสังสัฏฐวารแสดงว่าธรรมกามาวจรเกิดปะปนกันโดยเหตุปัจจัย มีการกล่าวถึงกรณีอเหตุกะสั้นๆ เช่น จิตวิบากอเหตุกะที่ปฏิสนธิด้วยวิจิกิจฉาหรืออุทธัจจะ ส่วนร
  74. หน้า ๔๕๒–๔๕๘ กามาวจรทุกะ ปัญหาวาร — เหตุ อารมณ์ อธิปติ อนันตร อุปนิสสยปัจจัย ปัญหาวารของทุกะกามาวจระเริ่มด้วยเหตุปัจจัย (รากเหตุกามาวจรเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่ประกอบร่วม) จากนั้นอารมณปัจจัยแสดงตัวอย่างเป็นรูปธรรม เช่น ให้ทาน รักษาศีล หรือทำอุโบสถกรรมแล้วพิจารณาย้อนหลังด้วยความยินดี อาจก่อให้เกิดราคะหรือทิฏฐิ ในขณะที่พระอริยะพิจารณาโคตรภูหรือความเป็นอนิจจังของขันธ์กามาวจรกลับก่อให้เกิดโทมนัส ส่วนธรรมที่ไม่ใช่กามาวจร เช่น นิพพาน ฌาน หรือทิพยจักษุ ก็เป็นอารมณ์ได้เช่นกัน อธิปติปัจจัยแยกเป็นอารมณาธิปติ (การยึดถืออารมณ์อย่างหนึ่งเป็นใหญ่ เช่น พิจารณาทานหรือฌานของตนด้วยความเคารพจน
  75. หน้า ๔๕๙–๔๖๓ กามาวจรทุกะ ปัญหาวาร (จบ) — ปุเรชาต กรรม วิปปยุตต อัตถิปัจจัย และปิดทุกะ ปุเรชาตปัจจัยแสดงว่าอารมณ์ที่มีอยู่ก่อน เช่น รูปารมณ์หรือวัตถุ (ที่ตั้งของจักขุ) เป็นปัจจัยแก่จิตกามาวจรที่อาศัยเกิดขึ้นภายหลัง กรรมปัจจัยแยกเจตนาที่เกิดพร้อมกัน (สหชาตะ) กับเจตนาที่ให้ผลในขณะอื่น (นานาขณิกะ) ว่าเป็นปัจจัยแก่ขันธ์วิบากทั้งฝ่ายกามาวจรและไม่ใช่กามาวจร วิปปยุตตปัจจัยและอัตถิปัจจัยกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างนามกับรูปที่พรากจากกันแต่ยังมีอยู่ร่วมกัน รวมถึงกรณีปัจฉาชาตที่ขันธ์รุ่นหลังค้ำจุนรูปกายที่เกิดก่อน และกพฬีการาหารกับรูปชีวิตินทรีย์เป็นปัจจัยแก่รูปที่เกิดจากกรรม ส่วนใหญ่ของเนื้
  76. หน้า ๔๖๔–๔๗๑ รูปาวจรทุกะ เริ่มต้น — ปฏิจจวารและปัจจยวาร เปิดทุกะใหม่คือ "รูปาวจระ" (ธรรมที่ท่องเที่ยวอยู่ในรูปภูมิ) เทียบกับธรรมที่ไม่ใช่รูปาวจระ โดยดำเนินตามแบบแผนเดียวกับทุกะกามาวจระ คือขันธ์รูปาวจรเป็นปัจจัยแก่ขันธ์รูปาวจรอื่นและรูปที่เกิดจากจิตโดยเหตุปัจจัย และในขณะปฏิสนธิวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์รูปาวจร ข้อความระบุชัดว่าให้ยึดแบบนับจำนวนตามทุกะกามาวจร ("...ปฏิจฺจสทิสํ นินฺนานํ อิธ สพฺเพ มหาภูตา กาตพฺพา") แสดงว่าเป็นการนำโครงสร้างเดิมมาใช้ซ้ำมากกว่าจะอธิบายเนื้อความใหม่ มีกล่าวถึงกรณีอเหตุกะสั้น ๆ เช่น จิตวิบากอเหตุกะที่ประกอบด้วยวิจิกิจฉาหรืออุทธั
  77. หน้า ๔๗๒–๔๗๘ รูปาวจรทุกะ สังสัฏฐวาร และปัญหาวาร — เหตุ อารมณ์ อธิปติ อนันตร อุปนิสสยปัจจัย สังสัฏฐวารยืนยันสั้น ๆ ว่าธรรมรูปาวจรเกิดปะปนกันโดยเหตุปัจจัยเช่นเดียวกับทุกะก่อน ปัญหาวารเริ่มด้วยเหตุปัจจัย ตามด้วยอารมณปัจจัยที่ยกตัวอย่าง เช่น พิจารณาปฐมฌานหรือจตุตถฌาน ทิพยจักษุ ทิพโสตธาตุ และอภิญญาต่าง ๆ เป็นอารมณ์ หากพิจารณาด้วยความยินดีย่อมก่อราคะหรือทิฏฐิ แต่พระอริยะที่ออกจากฌานหรือมรรคแล้วพิจารณาผลและนิพพานเป็นกรณีฝ่ายกุศล อธิปติปัจจัยแยกอารมณาธิปติ (เช่น เคารพฌานหรืออภิญญาของตนเป็นอารมณ์ใหญ่จนเกิดราคะ) กับสหชาตาธิปติ อนันตรปัจจัยแสดงลำดับจุติจิตรูปาวจรที่ต่อเนื่องไปสู่ปฏิสนธิจิตที่ไม่
  78. หน้า ๔๗๙–๔๘๓ รูปาวจรทุกะ ปัญหาวาร (จบ) และอรูปาวจรทุกะ เริ่มต้น ช่วงท้ายของทุกะรูปาวจระกล่าวถึงปุเรชาตปัจจัย (อารมณ์และวัตถุที่มีอยู่ก่อน) กรรมปัจจัย (แยกเจตนาสหชาตกับนานาขณิกะเป็นปัจจัยแก่ขันธ์วิบากรูปาวจรและไม่ใช่รูปาวจร) วิปปยุตตปัจจัยและอัตถิปัจจัย (รวมถึงกรณีปัจฉาชาตที่ขันธ์รุ่นหลังค้ำจุนกายที่เกิดก่อน) ก่อนจะปิดท้ายด้วยตารางนับจำนวนตามธรรมเนียมของคัมภีร์ ทุกะรูปาวจระจบลงด้วยคำว่า "รูปาวจรทุกํ นิฏฺฐิตํ" ในหน้า 483 และในหน้าเดียวกันนั้นเองก็เปิดทุกะใหม่คือ "อรูปาวจระ" (ธรรมที่ท่องเที่ยวอยู่ในอรูปภูมิ) เทียบกับธรรมที่ไม่ใช่อรูปาวจระ โดยเริ่มปฏิจจวารตามแบบ
  79. หน้า ๔๘๔–๔๘๙ อรูปาวจรทุกะ — ปฏิจจวาร ปัจจยวาร สังสัฏฐวาร และเริ่มปัญหาวาร (เหตุปัจจัย) ทุกะอรูปาวจระดำเนินตามแบบแผนเดียวกับสองทุกะก่อนหน้าอย่างชัดเจน คือขันธ์อรูปาวจรเป็นปัจจัยแก่ขันธ์อรูปาวจรอื่นโดยเหตุปัจจัย และวัตถุ (ที่ตั้งของจิต ซึ่งจำเป็นเฉพาะฝ่ายที่ไม่ใช่อรูปาวจรเพราะภพอรูปไม่มีรูป) เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ปฏิสนธิที่ไม่ใช่อรูปาวจร มีกรณีอเหตุกะสั้น ๆ เช่นเดียวกับทุกะก่อน สังสัฏฐวารยืนยันการเกิดปะปนกันโดยเหตุปัจจัย และเนื้อหาส่วนใหญ่ของวารเหล่านี้ถูกอ้างอิงกลับไปยังแบบที่วางไว้แล้ว ("...กาตพฺพา") มากกว่าจะอธิบายซ้ำ ปัญหาวารเริ่มต้นด้วยเหตุปัจจัยในหน้า 489 แสดงว่ารากเหตุอรูปาวจรเป็
  80. หน้า ๔๙๐–๔๙๕ อรูปาวจรทุกะ ปัญหาวาร (ต่อ) — อารมณ์ อธิปติ อนันตร อุปนิสสย ปุเรชาต กรรม วิบาก วิปปยุตต อัตถิปัจจัย (ยังไม่จบ) อารมณปัจจัยแสดงว่าอากาสานัญจายตนะเป็นอารมณ์แก่วิญญาณัญจายตนะ และอากิญจัญญายตนะเป็นอารมณ์แก่เนวสัญญานาสัญญายตนะตามลำดับขั้นของอรูปสมาบัติ รวมถึงกรณีที่ปุถุชนพิจารณาทาน ศีล หรือฌานด้วยความยินดีจนเกิดราคะ เทียบกับพระอริยะที่พิจารณาผลและนิพพานหลังออกจากอรูปสมาบัติหรือมรรค อธิปติปัจจัยแยกอารมณาธิปติกับสหชาตาธิปติเช่นเดิม อนันตรปัจจัยแสดงจุติจิตอรูปาวจรที่สืบต่อไปยังปฏิสนธิจิตที่ไม่ใช่อรูปาวจร และบริกรรมที่ต่อเนื่องเข้าสู่อรูปสมาบัติแต่ละขั้นโดยไม่ขาดตอน อุปนิสสยปัจจัยแสดงว่าอากาสานัญจายตนะเป็นที่อาศั
  81. หน้า ๔๙๖–๔๙๙ อรูปาวจรทุกะ (จบ) และ ปริยาปันนทุกะ ส่วนท้ายของอรูปาวจรทุกะแสดงอัตถิปัจจัย (ปัจจัยโดยความมีอยู่) คือธรรมฝ่ายภพอรูปาวจร (จิตและเจตสิกในภาวะไร้รูป) เป็นปัจจัยแก่กันเองและแก่รูปได้อย่างไร เช่น หทัยวัตถุเป็นปุเรชาตปัจจัยแก่ขันธ์อรูปาวจร หรือขันธ์อรูปาวจรเป็นปัจฉาชาตปัจจัยหล่อเลี้ยงร่างกายผ่านอาหารและอินทรีย์ จบลงด้วยคำปิดท้าย "อรูปาวจรทุกํ นิฏฺฐิตํ ฯ" ในหน้า 498 จากนั้นเข้าสู่ปริยาปันนทุกะ (ธรรมที่นับเนื่องในวัฏฏะ vs ไม่นับเนื่อง) ซึ่งคัมภีร์ระบุให้ทำตามแบบโลกิยทุกะในจูฬันตรทุกะโดยไม่มีความต่างพิเศษ (นินฺนานากรณํ) จึงเป็นเนื้อหาที่ถูก
  82. หน้า ๕๐๐–๕๐๔ นิยยานิกทุกะ: ปฏิจจวาร-สังสัฏฐวาร (ธรรมนำออกจากวัฏฏะ) นิยยานิกทุกะว่าด้วยธรรมที่ "นำสัตว์ออก" จากวัฏฏสงสารได้จริง (คือมรรคจิต) เทียบกับธรรมที่นำออกไม่ได้ (อนิยยานิกะ) ส่วนนี้แสดงปฏิจจวารในแง่ปฏิเสธ เช่น อนิยยานิกธรรมที่ไม่มีเหตุ (อเหตุกะ) เกิดขึ้นได้ เช่น ปฏิสนธิที่ไร้เหตุจนถึงภพอสัญญสัตว์ หรือโมหะที่ประกอบด้วยวิจิกิจฉาและอุทธัจจะ ซึ่งล้วนเป็นตัวอย่างของจิตที่ไม่มีกำลังนำออกจากวัฏฏะ และในภพอรูปที่ไม่มีวัตถุรูป จึงไม่มีปุเรชาตปัจจัย เนื้อหาส่วนปัจจยวาร นิสสยวาร และสังสัฏฐวารในหน้า 501-504 ส่วนใหญ่ถูกย่อโดยอ้างอิงว่าเหมือนปฏิจจวาร ("ปฏิจฺจสทิสา", "กา
  83. หน้า ๕๐๕–๕๑๑ นิยยานิกทุกะ: ปัญหาวาร (จบทุกะ) ส่วนปัญหาวารนี้คือแก่นของนิยยานิกทุกะ แสดงว่านิพพานเอง (ซึ่งจัดเป็นอนิยยานิกะ เพราะไม่ใช่ตัวมรรคที่ทำหน้าที่นำออก) เป็นอารัมมณปัจจัยให้เกิดมรรคจิต (นิยยานิกะ) ได้ กล่าวคือ พระอริยะย่อมมีนิพพานเป็นอารมณ์ในขณะที่มรรคจิตเกิดขึ้นเพื่อบรรลุนิพพานนั้นเอง อีกตัวอย่างสำคัญคือเจตนาในมรรค (นิยยานิกา เจตนา) เป็นกัมมปัจจัยทั้งแบบสหชาตและแบบต่างขณะ (นานาขณิกะ) คือให้ผลเป็นผลจิตในภายหลัง แสดงกลไกที่มรรคผลิตผลของมันเอง นอกจากนี้ยังมีลำดับมรรคทั้งสี่เป็นอุปนิสสยปัจจัยแก่กัน (มรรคที่ 1 หนุนให้เกิดมรรคที่ 2 เป็นต
  84. หน้า ๕๑๒–๕๑๖ นิยตทุกะ: ปฏิจจวาร-ปัญหาวารตอนต้น (อนันตริยกรรมและมรรคที่แน่นอน) นิยตทุกะว่าด้วยธรรมที่ "แน่นอน" ในผลของตน เทียบกับธรรมที่ไม่แน่นอน (อนิยตะ) ปฏิจจวารถูกย่อโดยให้ทำตามแบบนิยยานิกทุกะทั้งหมด เนื้อหาสำคัญอยู่ในปัญหาวารตอนอุปนิสสยปัจจัย ซึ่งระบุอนันตริยกรรมทั้งห้าอย่างชัดเจน คือ มาตุฆาต ปิตุฆาต อรหันตฆาต การทำโลหิตุปบาท (ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนห้อพระโลหิต) และสังฆเภท โดยกรรมเหล่านี้เป็นอุปนิสสยปัจจัยแก่มิจฉาทิฏฐิที่แน่นอน (นิยตมิจฉาทิฏฐิ) แสดงให้เห็นว่า "นิยตะ" ฝ่ายลบคือธรรมที่แน่นอนจะให้ผลเป็นทุคติในลำดับถัดไปโดยไม่มีทางแก้ไข ในขณะที่มรรคทั้งสี่ก็จัดเป็น "นิยตะ" ฝ่า
  85. หน้า ๕๑๗–๕๑๙ นิยตทุกะ: ปัญหาวารตอนปลาย (จบทุกะ) ส่วนนี้แสดงปุเรชาตปัจจัยที่รูปชีวิตินทรีย์ (ชีวิตของเหยื่อ) เป็นอารมณ์ปุเรชาตปัจจัยแก่จิตที่ก่อกรรมอนันตริยะ เช่น ขณะลงมือทำมาตุฆาตหรือปิตุฆาต เป็นภาพประกอบที่เป็นรูปธรรมของกรรมที่ "แน่นอน" ในผล จากนั้นกัมมปัจจัยแสดงเจตนาที่แน่นอน (นิยตา เจตนา) ทั้งแบบสหชาตและแบบให้ผลต่างขณะ ซึ่งครอบคลุมทั้งกรรมหนักฝ่ายอกุศลและมรรคฝ่ายกุศลที่ต่างก็ "แน่นอน" ในผลของตนเช่นกัน ส่วนอัตถิปัจจัยและตารางนับจำนวนปัจจัยเป็นเนื้อหาเชิงกลไก จบทุกะด้วยคำปิดท้าย "นิยตทุกํ นิฏฺฐิตํ ฯ" ในหน้า 519
  86. หน้า ๕๒๐–๕๒๓ สอุตตรทุกะ (จบ) และเริ่มสรณทุกะ สอุตตรทุกะ (ธรรมที่ยังมีธรรมอื่นยิ่งกว่า vs ไม่มี) ถูกนำเสนอในหน้า 520 เพียงหน้าเดียวโดยอ้างอิงให้ทำตามแบบโลกิยทุกะในจูฬันตรทุกะทั้งหมดโดยไม่มีความต่างพิเศษ จึงเป็นเนื้อหาที่ย่อเกือบทั้งหมด และปิดท้ายทันทีด้วย "สอุตฺตรทุกํ นิฏฺฐิตํ ฯ" จากนั้นเริ่มสรณทุกะ ซึ่งเป็นคู่ธรรมสุดท้ายของมาติกาทุกะทั้งหมด สรณะ หมายถึงธรรมที่ "เป็นเหตุแห่งความขัดแย้ง/เป็นข้าศึก" คือธรรมทางโลกที่ยังเป็นเหตุให้เกิดกิเลสและการทะเลาะวิวาทได้ ส่วนอรณะ หมายถึงธรรมที่ "ปราศจากความขัดแย้ง" คือมรรค ผล และนิพพาน ซึ่งไม่อาจเป็นวัตถุ
  87. หน้า ๕๒๔–๕๒๗ สรณทุกะ: ปัญหาวาร (สรณะ-อรณะ ในทางปฏิบัติ) ส่วนนี้แสดงความหมายของสรณะ-อรณะอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การเพลิดเพลินยินดีในราคะ (สรณะ) เป็นอารัมมณปัจจัยให้เกิดราคะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา หรือโทมนัสต่อเนื่อง แสดงว่ากิเลสที่เป็นเหตุขัดแย้งย่อมก่อกิเลสอื่นต่อไปอีก ในทางกลับกัน การพิจารณาขันธ์ที่เป็นสรณะ (กิเลสที่ละหรือข่มได้แล้ว) โดยความไม่เที่ยงด้วยปัญญาของพระอริยะ กลับเป็นอารัมมณปัจจัยให้เกิดจิตอรณะ (ปราศจากขัดแย้ง) และพระอริยะยังมีนิพพานเป็นอารมณ์แห่งการพิจารณาผลและมรรคด้วย ที่น่าสนใจคือ แม้กุศลกรรมอย่างทาน ศีล หรือฌาน (ซึ่งเป็นฝ่ายอรณะโดยเนื้อหา) หาก
  88. หน้า ๕๒๘–๕๓๑ สรณทุกะ (จบ) และจบอนุโลมทุกปัฏฐานทั้งหมด ส่วนสุดท้ายของสรณทุกะแสดงกัมมปัจจัย คือเจตนาที่เป็นสรณะเป็นปัจจัยแก่ผลทั้งแบบสหชาตและต่างขณะ (นานาขณิกะ) เช่นเดียวกับแบบแผนของทุกะก่อนหน้า และอัตถิปัจจัยแสดงเครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุรูป อาหาร และขันธ์สรณะ-อรณะที่ดำรงอยู่ร่วมกัน ส่วนตารางนับจำนวนปัจจัยและหมวดปฏิเสธ (นเหตุ นอารัมมณ ฯลฯ) ในหน้า 529-531 เป็นเนื้อหาเชิงกลไกที่สรุปทวนปัจจัยทั้งหมดอีกครั้ง คัมภีร์ปิดท้ายด้วยคำว่า "สรณทุกํ นิฏฺฐิตํ ฯ" ตามด้วย "อนุโลม ทุกปฏฺฐานํ ปจฺฉิมํ นิฏฺฐิตํ ฯ" ในหน้า 531 ซึ่งเป็นการปิดท้ายที่สำคัญยิ่ง เพราะไ