จรรย์ที่สมมติกันว่าเป็นทิฏฐิ พึงทราบว่า ได้แก่การแสวงหาทิฏฐิพรหมจรรย์ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้เป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงราคะและทิฏฐิว่าเป็น เอสนา.
ก็ไม่ใช่เพียงราคะและทิฏฐิอย่างเดียวที่ทรงแสดงว่าเป็นเอสนา แม้ กรรมที่ตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับราคะและทิฏฐินั้น ก็ทรงแสดงว่าเป็นเอสนา แม้ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ตรัสคำนี้ไว้ว่า บรรดา เอสเนา เหล่านั้น กามเอสนา คืออะไร ? คือ กามราคะ (และ) กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่เป็น อกุศล ตั้งอยู่ในที่อันเดียวกันกับกามราคะ นี้เราตถาคตเรียกว่า กามเอสนา. บรรดาเอสนาเหล่านั้น ภวเอสนา คืออะไร ? คือ ภวราคะและกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่เป็นอกุศล ตั้งอยู่ในที่อันเดียวกันกับภวราคะนั้น นี้เราตถาคตเรียกว่า ภวเอสนา. บรรดาเอสนาเหล่านั้น พรหมจริเยสนา คืออะไร ? คือ อันตคาหิกทิฏฐิ (และ) กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่เป็นอกุศล ตั้งอยู่ในที่อันเดียวกับอันตคาหิกทิฏฐินั้น นี้เราตถาคตเรียกว่า พรหมจริเยสนา พึงทราบเอสนา ๓ เหล่านั้น ดังพรรณนามานี้.
พึงทราบวินิจฉัย ในคาถาทั้งหลายต่อไปนี้ ธรรมทั้งหลายที่มีอวิชชา เป็นต้น และตัณหาที่เป็นเหตุแห่งการเกิดขึ้นแห่งเอสนา ชื่อว่า สนฺภโว ในคำว่า สมฺภวํ นี้ อธิบายว่า ได้แก่สมุทัย. บทว่า ยตฺถ เจตา นิรุชฺฌนฺติ ความว่า พรหมจริยเอสนา ย่อมดับไปด้วยปฐมมรรค กามเอสนา ย่อมดับไปด้วยอนาคามิมรรค ภวเอสนา ย่อมดับไปด้วยอรหัต- มรรค พึงทราบตามที่พรรณนามานี้. บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.