คือมีความเอื้อเฟื้อ ได้แก่ ไม่ได้ทอดทิ้ง คือ ไม่ดูหมิ่น. บทว่า สหตฺถา แปลว่า ด้วยมือของตน ไม่ใช่ถูกบังคับ. บทว่า จิตฺตีกตฺวา ความว่า กระทำ คือบูชาด้วยจิต อันประกอบด้วยความเคารพ และ
ความนับถือมาก. บทว่า ปุนปฺปุนํ ได้แก่โดยส่วนมาก คือไม่ใช่
คราวเดียว. มีวาจาประกอบความว่า ไม่ได้กระทำ ๒-๓ วาระ
ได้ให้ตั้งหลายวาระ.
บัดนี้ เพื่อจะประกาศการการทำบ่อย ๆ นั้นนั่นแล พระ- สังคีติกาจารย์ทั้งหลาย จึงกล่าวคาถาว่า พหู มาเส จ ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พหู มาเส ได้แก่สิ้นหลายเดือนมี เดือน จิตตะ เป็นต้น. บทว่า ปกฺเข ได้แก่ สิ้นปักษ์เป็นอันมาก ต่างด้วย
กัณหปักษ์และสุกกปักษ์. บทว่า อุตุสํวจฺฉรานิ ความว่า สิ้นฤดู
และปีเป็นอันมาก เช่น วสันต์และคิมหันต์ เป็นต้น บทว่า อุตุสํวจฺฉรานิ นี้ เป็นทุติยาวิภัตติ ใช้ในอรรถอัจจันตสังโยคะ. บทว่า ทีฆมนฺตรํ แปลว่า สิ้นระยะกาลนาน. ก็ในข้อนี้ เพื่อจะ กล่าวถึงความที่ทานเป็นไปตลอดกาลนานว่า ท่านได้ให้จลอดกาลนาน แล้วจึงแสดงว่า ทานนั้นเป็นไปไม่ขาดระยะทีเดียวอีก พึงเห็นว่า ท่านกล่าวว่า พหู มาเส ดังนี้เป็นต้น.
บทว่า เอวํ แปลว่า โดยประการดังกล่าวแล้ว. บทว่า ทตฺวา ยชิตฺวา จ โดยเนื้อความก็เป็นบทเดียวกันนั่นแหละ, อธิบายว่า ได้ให้ด้วยอำนาจการบริจาคไทยธรรมบางอย่าง แก่พระทักขิไณย- บุคคลบางพวก และเมื่อให้ตามกำลังแก่ชนทั้งปวงผู้มีความต้องการ