สวดพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ (กุสลา ธมฺมา)
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺมบทขึ้นต้นของคัมภีร์พระอภิธรรมทั้งเจ็ด ที่พระสงฆ์สวดในงานศพและงานบำเพ็ญกุศลของไทย
ปฐมพุทฺธภาสิตคาถา
คาถาที่ถือกันว่าเป็นพุทธอุทานครั้งแรกหลังตรัสรู้ เปรียบตัณหาเป็นนายช่างที่สร้างเรือนคือภพชาติขึ้นมาครั้งแล้วครั้งเล่า
สวดในวันวิสาขบูชาและในโอกาสที่ระลึกถึงการตรัสรู้ และใช้ทบทวนก่อนนั่งภาวนาเพื่อเตือนว่ากำลังดูอะไรอยู่
เป็นบทสั้น สวดจบได้ในหนึ่งนาที
คาถาสองบทนี้อยู่ในชราวรรคของธรรมบท และตามที่เล่าสืบกันมาถือว่าเป็นคำที่พระพุทธเจ้าทรงเปล่งออกมาหลังตรัสรู้ใหม่ ๆ
ภาพเปรียบคือเรือนหลังหนึ่ง เรือนคืออัตภาพหรือการเกิดครั้งแล้วครั้งเล่า นายช่างผู้สร้างเรือนคือตัณหา ซี่โครงเรือนคือกิเลสอื่น ๆ และยอดเรือนคืออวิชชา ตลอดสังสารวัฏอันยาวนาน พระองค์ทรงตามหาว่าใครเป็นคนสร้าง จนเมื่อทรงเห็นแล้วก็ตรัสกับนายช่างนั้นตรง ๆ ว่าเห็นแล้ว จะสร้างอีกไม่ได้
บทนี้ไม่ได้ชวนให้เกลียดการมีชีวิต แต่ชี้ตัวสาเหตุของการวนซ้ำ คือความอยากที่ไม่เคยพอ เมื่อเห็นตัวสาเหตุได้ การก่อรอบใหม่ก็หยุด
คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง
บทขึ้นต้นของคัมภีร์พระอภิธรรมทั้งเจ็ด ที่พระสงฆ์สวดในงานศพและงานบำเพ็ญกุศลของไทย
คำเปิดของมหาสติปัฏฐานสูตร ที่ยกหลักการตั้งสติ ๔ ฐาน นิยมสวดทบทวนก่อนนั่งภาวนา
คาถาท้ายภารสูตร ว่าขันธ์ ๕ เป็นของหนัก การแบกถือไว้เป็นทุกข์ การวางลงได้เป็นสุข
คาถาสี่บรรทัดที่พระสวดขณะชักผ้าบังสุกุลในงานศพ ว่าสังขารทั้งหลายไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป