พระหัตถกะและพระฉัพพัคคีย์: ต้นบัญญัติห้ามพูดเท็จและส่อเสียด
ข้อปฏิบัติ

พระหัตถกะและพระฉัพพัคคีย์: ต้นบัญญัติห้ามพูดเท็จและส่อเสียด

หตฺถโก สกฺยปุตฺโต

พระหัตถกะเถียงกับนักบวชลัทธิอื่นแบบเอาชนะทุกวิธี ปฏิเสธแล้วรับ รับแล้วปฏิเสธ และนัดแล้วผิดนัด ส่วนพระฉัพพัคคีย์นำคำของฝ่ายหนึ่งไปบอกอีกฝ่ายจนทะเลาะกันหนักขึ้น เป็นต้นบัญญัติปาจิตตีย์ข้อที่ ๑ และ ๓

๘ ข้อ

ในพระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ภาค ๒ ปาจิตติยกัณฑ์ มุสาวาทวรรค มีเรื่องต้นบัญญัติเกี่ยวกับคำพูดหลายข้อ สิกขาบทข้อที่ ๑ เกิดขึ้นที่พระเชตวัน กรุงสาวัตถี พระหัตถกะศากยบุตรเป็นคนพูดสับปรับ เมื่อสนทนากับพวกเดียรถีย์ ท่านปฏิเสธแล้วรับ รับแล้วปฏิเสธ เอาเรื่องอื่นกลบเกลื่อน พูดเท็จทั้งที่รู้ และนัดหมายแล้วทำให้คลาดเคลื่อน เมื่อภิกษุถาม ท่านตอบว่าพวกเดียรถีย์ต้องเอาชนะด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ไม่ควรให้ความชนะแก่พวกเขา พระพุทธเจ้าทรงติเตียน แล้วบัญญัติว่าการพูดเท็จทั้งที่รู้เป็นปาจิตตีย์

สิกขาบทข้อที่ ๓ เกิดขึ้นที่เดียวกัน พระฉัพพัคคีย์นำคำส่อเสียดของภิกษุที่บาดหมางกันไปบอก ฟังจากฝ่ายนี้ไปบอกฝ่ายโน้นเพื่อทำลายฝ่ายนี้ ฟังจากฝ่ายโน้นมาบอกฝ่ายนี้เพื่อทำลายฝ่ายโน้น ความบาดหมางที่ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้น ที่เกิดแล้วก็รุนแรงขึ้น จึงทรงบัญญัติว่าการส่อเสียดภิกษุเป็นปาจิตตีย์ ส่วนสิกขาบทข้อที่ ๒ ซึ่งอยู่ระหว่างสองเรื่องนี้ว่าด้วยการด่าด้วยคำเสียดแทง

สิกขาบทเหล่านี้เป็นวินัยของภิกษุ สำหรับผู้ครองเรือนมีศีลข้อที่ ๔ และกุศลกรรมบถฝ่ายวาจาเป็นหลักอยู่แล้ว แต่วิภังค์ในพระวินัยช่วยแยกแยะให้เห็นชัดว่าการพูดเท็จและการส่อเสียดประกอบด้วยอะไรบ้าง

  1. เอาชนะด้วยวิธีใดก็ได้ เยน เกนจิ เชตพฺพา

    เมื่อภิกษุถามพระหัตถกะว่าจริงหรือที่พูดกลับไปกลับมากับพวกเดียรถีย์ ท่านตอบว่าพวกเดียรถีย์ต้องเอาชนะด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ไม่ควรให้ความชนะแก่พวกเขา ภิกษุผู้มักน้อยติเตียน และพระพุทธเจ้าทรงติเตียนว่าการกระทำนี้ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใส

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ก่อนตอบโต้ในการถกเถียง ถามตัวเองว่ากำลังหาความจริงหรือแค่อยากชนะ ถ้าเป็นอย่างหลัง ให้พักก่อนพิมพ์

  2. ปฏิเสธแล้วรับ รับแล้วปฏิเสธ อวชานิตฺวา ปฏิชานาติ

    พระหัตถกะปฏิเสธแล้วรับ รับแล้วปฏิเสธ และเอาเรื่องอื่นกลบเกลื่อนเรื่องอื่น คำพูดของท่านจึงเปลี่ยนไปตามความได้เปรียบในการโต้วาที ไม่ได้ยืนอยู่บนสิ่งที่ตนรู้จริง

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ถ้าเคยพูดอะไรไว้แล้วเปลี่ยนใจ ให้บอกตรง ๆ ว่าเปลี่ยนความเห็นเพราะอะไร แทนการทำเหมือนไม่เคยพูด

  3. นัดแล้วทำให้คลาดเคลื่อน สงฺเกตํ กตฺวา วิสํวาเทติ

    พฤติกรรมอีกอย่างของพระหัตถกะที่ถูกติเตียนคือ พูดนัดหมายไว้แล้วทำให้คลาดเคลื่อน ซึ่งพระบาลีกล่าวไว้ในเรื่องเดียวกับการพูดเท็จทั้งที่รู้

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    นัดเวลาหรือรับปากงานเท่าที่ทำได้จริง ถ้าต้องเปลี่ยน ให้แจ้งล่วงหน้าอย่างชัดเจน

  4. คำพูดของผู้ไม่ประเสริฐ ๘ อย่าง อฏฺฐ อนริยโวหารา

    วิภังค์อธิบายการพูดเท็จทั้งที่รู้ว่าเป็นคำพูดของอนารยชน ๘ อย่าง คือ ไม่เห็นพูดว่าเห็น ไม่ได้ยินพูดว่าได้ยิน ไม่ได้รับรู้ทางจมูก ลิ้น หรือกาย พูดว่ารับรู้ ไม่รู้พูดว่ารู้ และในทางกลับกัน เห็นพูดว่าไม่เห็น ได้ยินพูดว่าไม่ได้ยิน รับรู้พูดว่าไม่ได้รับรู้ รู้พูดว่าไม่รู้

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    การบอกว่าไม่รู้ ไม่เห็น เพื่อเลี่ยงความรับผิดชอบ ก็เป็นการพูดเท็จเช่นกัน ไม่ใช่เฉพาะการเสริมเรื่องที่ไม่มี

  5. รู้ตัวก่อน ขณะ และหลังพูด ปุพฺเพวสฺส โหติ มุสา ภณิสฺสนฺติ

    การพูดเท็จที่เป็นอาบัติ อย่างน้อยประกอบด้วยองค์สามคือ ก่อนพูดรู้ว่าจะพูดเท็จ ขณะพูดรู้ว่ากำลังพูดเท็จ และพูดแล้วรู้ว่าได้พูดเท็จ วิภังค์ยังเพิ่มองค์อื่น เช่น การอำพรางความเห็นของตน

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ถ้ารู้ตัวตั้งแต่ก่อนพูดว่ากำลังจะแต่งเรื่อง นั่นคือจังหวะที่หยุดได้ง่ายที่สุด ฝึกสังเกตช่วงนั้นให้ทัน

  6. พูดพลั้งไม่ใช่การโกหก อญฺญํ ภณิสฺสามีติ อญฺญํ ภณติ

    วิภังค์ระบุว่าภิกษุที่พูดพลั้งเพราะพูดเร็วไป หรือพูดพลาดคือตั้งใจจะพูดอย่างหนึ่งแต่กลับพูดไปอีกอย่าง ไม่ต้องอาบัติ เพราะไม่มีเจตนาจะพูดให้คลาดจากความจริง

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อพูดผิดไปโดยไม่ตั้งใจ ให้แก้ไขทันทีโดยไม่ต้องโทษตัวเองเกินเหตุ และให้อภัยคนอื่นที่พูดพลาดในแบบเดียวกัน

  7. ฟังจากฝ่ายนี้ ไปบอกฝ่ายโน้น อิมสฺส สุตฺวา อมุสฺส อกฺขายิสฺสถ

    พระฉัพพัคคีย์ฟังคำของภิกษุฝ่ายหนึ่งแล้วไปบอกอีกฝ่ายเพื่อทำลายฝ่ายนี้ ฟังจากฝ่ายโน้นแล้วมาบอกฝ่ายนี้เพื่อทำลายฝ่ายโน้น ความบาดหมางที่ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้น ที่เกิดแล้วก็รุนแรงยิ่งขึ้น

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อได้ยินใครพูดถึงอีกคนในทางลบ อย่ารีบไปเล่าต่อ ถ้าเรื่องนั้นสำคัญจริง ชวนให้ทั้งสองฝ่ายคุยกันตรง ๆ

  8. ส่อเสียดมีสองเจตนา ปิยกมฺยสฺส วา เภทาธิปฺปายสฺส วา

    วิภังค์อธิบายว่าการส่อเสียดมีสองแบบ คือของผู้ที่ต้องการให้เขารักตน และของผู้ที่ประสงค์ให้เขาแตกกัน โดยนำเรื่องชาติ ชื่อ โคตร การงาน ศิลปะ โรค รูปพรรณ กิเลส อาบัติ หรือคำด่า ที่อีกฝ่ายพูดถึงไปบอก ส่วนผู้ที่ไม่ได้มีเจตนาทั้งสองแบบนี้ไม่ต้องอาบัติ

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ก่อนเล่าต่อว่าใครพูดอะไรถึงเพื่อน ถามตัวเองว่าเล่าเพื่อให้เขาเห็นว่าเราเข้าข้างเขาหรือเปล่า ถ้าใช่ ให้เก็บไว้

ลองใช้ในชีวิตประจำวัน

ในยุคที่การถกเถียงเกิดขึ้นทุกวันบนโซเชียลมีเดีย ความคิดแบบพระหัตถกะที่ว่าต้องชนะให้ได้ไม่ว่าด้วยวิธีไหน พบเห็นได้บ่อย ทั้งการปฏิเสธสิ่งที่ตัวเองเคยพูด การยอมรับเฉพาะส่วนที่ได้เปรียบ และการเบี่ยงประเด็นเมื่อจนมุม พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงยกเว้นเพราะคู่สนทนาเป็นฝ่ายที่เห็นต่าง แต่ทรงติเตียนที่วิธีพูด

เรื่องส่อเสียดก็ร่วมสมัยไม่แพ้กัน การแคปหน้าจอแชตไปส่งต่อ หรือการเล่าว่า "เขาพูดถึงเธอแบบนี้นะ" ทำให้ความขัดแย้งเล็ก ๆ ลุกลามได้ง่าย วิภังค์ชี้ว่าการส่อเสียดมีทั้งแบบทำเพื่อให้ผู้ฟังรักตน และแบบตั้งใจให้เขาแตกกัน

หลักง่าย ๆ จากสองเรื่องนี้คือ พูดตามที่รู้เห็นจริง รักษาคำนัดหมาย และเมื่อได้ยินคำพูดที่อาจทำให้คนแตกกัน ให้หยุดไว้ที่ตัวเรา

ที่มาในพระไตรปิฎก

คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง

หลักธรรมอื่นที่น่าสนใจ

มหาทุกขักขันธสูตร: คุณ โทษ และทางออกของกาม

มหาทุกฺขกฺขนฺธสุตฺตํ

ทุกเรื่องมีสามด้านที่ต้องเห็นให้ครบ — ส่วนที่น่ายินดี ส่วนที่เป็นโทษ และทางออก พระพุทธเจ้าทรงไล่ให้เห็นทั้งสาม…