แผ่พรหมวิหาร ๔
พฺรหฺมวิหารผรณบทแผ่เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ไปยังสรรพสัตว์ นิยมสวดปิดท้ายการสวดมนต์หรือหลังนั่งสมาธิ
ชินปญฺชรคาถา
คาถาไทยโบราณ ไม่ได้อยู่ในพระไตรปิฎก อัญเชิญพระพุทธเจ้าและพระสาวกมาประดิษฐานตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เป็นการระลึกถึงคุณของท่านให้ใจมั่นคง
นิยมสวดตอนเช้าหลังทำวัตร หรือก่อนออกจากบ้าน และสวดก่อนนอนเพื่อให้ใจสงบ
บางคนสวดก่อนต้องเผชิญเรื่องที่กังวล เช่น ก่อนสอบ ก่อนผ่าตัด หรือก่อนเดินทางไกล ควรเข้าใจว่าสิ่งที่ได้คือใจที่ตั้งมั่นขึ้นจากการระลึกถึงสิ่งดีงาม ไม่ใช่การรับประกันว่าเรื่องร้ายจะไม่เกิด และไม่ควรใช้แทนการรักษาพยาบาลหรือการเตรียมตัวตามปกติ
คาถาชินบัญชรไม่ได้อยู่ในพระไตรปิฎก เป็นคำประพันธ์ภาษาบาลีที่แต่งขึ้นภายหลัง ฉบับที่คนไทยรู้จักกันดีถือกันว่าสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) เป็นผู้เรียบเรียงหรือปรับปรุงขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ท่านมรณภาพเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๕ ข้อความจึงเป็นของเก่าที่ใช้ได้โดยทั่วไป
ชื่อบทแปลว่ากรงหรือซุ้มของพระชินเจ้า ภาพที่บทนี้วาดคือผู้สวดนั่งอยู่กลางวงล้อมของพระพุทธเจ้าในอดีต ๒๘ พระองค์ และพระอสีติมหาสาวก โดยอัญเชิญแต่ละท่านมาประดิษฐานตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย แล้วเอาพระปริตรสำคัญ เช่น รัตนสูตร เมตตสูตร ธชัคคสูตร องคุลิมาลปริตร ขันธปริตร โมรปริตร และอาฏานาฏิยสูตร มาเป็นกำแพงล้อมรอบ
โดยเนื้อหาแล้ว นี่คือการทบทวนว่าเราระลึกถึงใครและระลึกถึงคุณธรรมอะไร การนึกภาพว่ามีครูบาอาจารย์ล้อมอยู่รอบตัวช่วยให้ใจไม่ฟุ้งและไม่หวั่นไหวง่าย ผลที่ได้จึงเป็นผลทางใจของผู้สวดเอง ตามที่ธชัคคสูตรอธิบายไว้ว่าการระลึกถึงพระรัตนตรัยทำให้ความกลัวจางลง
คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง
บทแผ่เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ไปยังสรรพสัตว์ นิยมสวดปิดท้ายการสวดมนต์หรือหลังนั่งสมาธิ
คำกล่าวของฆราวาสเพื่อนิมนต์พระสงฆ์เริ่มสวดพระปริตร ในงานทำบุญบ้านและงานมงคลต่าง ๆ
สามคาถาในธรรมบทที่ว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา
คำกล่าวถวายอาหารและของใช้แก่หมู่สงฆ์ ไม่เจาะจงว่าถวายพระรูปใดรูปหนึ่ง