ธัมมปหังสนปาฐะ
ธมฺมปหํสนปาฐพระดำรัสว่าธรรมนี้ทรงแสดงไว้ชัดแล้ว จึงควรแก่การลงมือทำความเพียร และผู้เกียจคร้านอยู่เป็นทุกข์ ผู้ปรารภความเพี…
ติโรกุฑฺฑกณฺฑํ
คาถาในขุททกปาฐะว่าด้วยการให้ทานอุทิศแก่ญาติผู้ล่วงลับ นิยมสวดในงานทำบุญอุทิศและวันสารท
สวดในงานทำบุญอุทิศให้ผู้ล่วงลับ งานทำบุญเจ็ดวัน ห้าสิบวัน ร้อยวัน งานทำบุญวันสารท และวันครบรอบวันเสียชีวิต
ตามธรรมเนียมจะสวดหลังจากถวายอาหารหรือของแก่พระสงฆ์แล้ว แล้วจึงกรวดน้ำอุทิศ ส่วนที่คนมักจำได้คือคำว่า "อิทํ โว ญาตีนํ โหตุ สุขิตา โหนฺตุ ญาตโย" แปลว่า ขอผลบุญนี้จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลาย ขอญาติทั้งหลายจงมีความสุข
ถ้าสวดที่บ้านโดยไม่มีพระ ก็ทำได้ เพียงตั้งใจให้ดี ระลึกถึงผู้ที่เราคิดถึง แล้วสวดช้า ๆ
บทนี้อยู่ในขุททกปาฐะ คัมภีร์เล่มเล็กที่สุดของพระไตรปิฎก คำว่า ติโรกุฑฑะ แปลว่า "นอกฝาเรือน" ภาพในคาถาคือญาติที่ล่วงลับมายืนอยู่นอกฝา ตรงทางสามแพร่ง และที่ข้างประตูบ้านเดิมของตน แต่ไม่มีใครนึกถึง
สาระของคาถาไม่ได้อยู่ที่ภาพนั้น แต่อยู่ที่คำสอนว่าผู้ที่จากไปแล้วรับสิ่งของจากที่นี่ไม่ได้ ที่นั่นไม่มีการทำนา ไม่มีการเลี้ยงสัตว์ ไม่มีการค้าขาย สิ่งเดียวที่ส่งถึงกันได้คือบุญที่คนข้างหลังตั้งใจทำแล้วอุทิศให้ เหมือนน้ำฝนที่ตกบนที่สูงแล้วไหลลงสู่ที่ต่ำ
อีกท่อนหนึ่งพูดตรงมากว่า การร้องไห้ ความเศร้า และการคร่ำครวญ ไม่ได้ช่วยผู้ที่จากไป สิ่งที่ช่วยได้คือการทำความดีแล้วอุทิศให้ ข้อความนี้ไม่ได้ห้ามไม่ให้เศร้า ความเศร้าเป็นเรื่องธรรมดาของคนที่รัก เพียงแต่ชี้ทางว่าเมื่อพร้อมแล้ว ยังมีสิ่งที่เราทำให้เขาได้จริง ๆ
คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง
พระดำรัสว่าธรรมนี้ทรงแสดงไว้ชัดแล้ว จึงควรแก่การลงมือทำความเพียร และผู้เกียจคร้านอยู่เป็นทุกข์ ผู้ปรารภความเพี…
คาถาสี่บรรทัดที่พระสวดขณะชักผ้าบังสุกุลในงานศพ ว่าสังขารทั้งหลายไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป
พระธรรมเทศนาครั้งที่สาม แสดงแก่ชฎิลพันรูปที่ตำบลคยาสีสะ ว่าตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ล้วนกำลังลุกเป็นไฟด้วยราคะ โ…
พระดำรัสสุดท้ายของพระพุทธเจ้าก่อนปรินิพพาน ว่าสังขารทั้งหลายเสื่อมไปเป็นธรรมดา จงทำประโยชน์ให้ถึงพร้อมด้วยความ…