ปฐมพุทธภาสิตคาถา
ปฐมพุทฺธภาสิตคาถาคาถาที่ถือกันว่าเป็นพุทธอุทานครั้งแรกหลังตรัสรู้ เปรียบตัณหาเป็นนายช่างที่สร้างเรือนคือภพชาติขึ้นมาครั้งแล้วคร…
อนิจฺจา วต สงฺขารา
คาถาสี่บรรทัดที่พระสวดขณะชักผ้าบังสุกุลในงานศพ ว่าสังขารทั้งหลายไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป
พระสงฆ์สวดขณะชักผ้าบังสุกุลในงานศพ ทั้งในวันตั้งศพ วันฌาปนกิจ และในงานทำบุญอุทิศครบรอบ ภาษาปากเรียกบทนี้ว่า บังสุกุลตาย เพราะสวดให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว
คนทั่วไปสวดเองได้ เช่น เมื่อไปเยี่ยมที่บรรจุอัฐิ หรือในวันครบรอบการจากไปของคนที่เรารัก สวดจบแล้วจึงอุทิศส่วนบุญให้
ถ้าใจยังเศร้าจนสวดไม่ไหว ไม่ต้องฝืน นั่งอยู่เงียบ ๆ แล้วค่อยกลับมาสวดในวันที่พร้อมกว่าก็ได้
คาถานี้อยู่ในมหาปรินิพพานสูตร พระไตรปิฎกเล่ม ๑๐ เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพาน ท้าวสักกะจอมเทพกล่าวคาถานี้ขึ้น และคาถาเดียวกันยังปรากฏท้ายมหาสุทัสสนสูตรด้วย
ใจความไม่ได้ปลอบว่าผู้จากไปไปดีแล้ว แต่บอกตรง ๆ ว่าสิ่งที่ประกอบขึ้นทุกอย่างมีเกิดมีดับเป็นธรรมดา บรรทัดสุดท้ายว่า ความสงบระงับแห่งสังขารเหล่านั้นเป็นสุข ชี้ไปที่ความสงบที่เกิดเมื่อหยุดฝืนความจริงข้อนี้
การสวดในงานศพจึงไม่ใช่การส่งดวงวิญญาณ แต่เป็นการเตือนคนที่ยังอยู่ให้เห็นสิ่งเดียวกับที่ท้าวสักกะเห็นในวันนั้น ความตายของคนคนหนึ่งเป็นเรื่องของธรรมดา ไม่ใช่ความผิดของใคร และไม่ใช่บทลงโทษ
คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง
คาถาที่ถือกันว่าเป็นพุทธอุทานครั้งแรกหลังตรัสรู้ เปรียบตัณหาเป็นนายช่างที่สร้างเรือนคือภพชาติขึ้นมาครั้งแล้วคร…
พระสูตรสั้นว่าด้วยความจริงสามข้อที่คงอยู่เองไม่ว่าจะมีพระพุทธเจ้าอุบัติหรือไม่ คือสังขารไม่เที่ยง เป็นทุกข์ แล…
คาถาธรรมบทที่ชี้ว่าที่พึ่งอย่างภูเขา ป่า และต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ยังไม่ใช่ที่พึ่งอันเกษม ที่พึ่งอันเกษมคือพระรัต…
คาถาในธรรมบทที่ว่า ไม่นานกายนี้ก็จะนอนทับแผ่นดิน ใช้สวดบังสุกุลให้ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่