ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง
ภวตุ สพฺพมงฺคลํบทให้พรสั้น ๆ ที่ใช้ปิดท้ายการสวดมนต์และงานบุญเกือบทุกงาน ขอให้มงคลและความสวัสดีมีแก่ผู้ฟัง
ติสรณคมนํ
คำประกาศถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง กล่าวย้ำสามครั้งตามถ้อยคำที่มาในขุททกปาฐะ
สวดต่อจากบทนมัสการพระพุทธเจ้า ก่อนสมาทานศีล ก่อนเริ่มทำวัตร หรือเวลาใดก็ได้ที่อยากทบทวนว่าเราเลือกเดินทางไหน
ในงานบุญ พระสงฆ์จะนำกล่าวทีละวรรคแล้วให้ผู้ร่วมงานกล่าวตาม ถ้าสวดคนเดียวที่บ้านก็สวดต่อเนื่องไปได้เลย
บทนี้กล่าวซ้ำสามรอบ ไม่ใช่เพราะรอบเดียวไม่พอ แต่เป็นธรรมเนียมเก่าที่ย้ำคำสำคัญให้หนักแน่นและให้ผู้ฟังได้ยินชัด
สรณะ แปลว่า ที่พึ่ง ที่ระลึก การถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะไม่ได้หมายความว่ามีใครมาคุ้มครองแทนเรา แต่หมายถึงเรายอมรับว่าการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า คำสอนที่ท่านทิ้งไว้ และหมู่ผู้ปฏิบัติตาม เป็นสิ่งที่เราจะยึดเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต
ข้อความบทนี้เป็นบทแรกสุดของขุททกปาฐะ พระไตรปิฎกเล่ม ๒๕ ซึ่งรวบรวมบทสั้นที่ผู้เริ่มต้นควรท่องจำไว้ใช้ คำบาลีที่สวดกันทุกวันนี้จึงเป็นคำเดิมที่ปรากฏในพระไตรปิฎก ไม่ได้แต่งเพิ่มภายหลัง
เมื่อสวดจบ สิ่งที่เปลี่ยนไม่ใช่โลกภายนอก แต่เป็นการตั้งหลักของใจว่า วันนี้เราจะใช้อะไรเป็นเครื่องตัดสินใจ
คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง
บทให้พรสั้น ๆ ที่ใช้ปิดท้ายการสวดมนต์และงานบุญเกือบทุกงาน ขอให้มงคลและความสวัสดีมีแก่ผู้ฟัง
บทที่พระสงฆ์ให้พรผู้ถวายทาน ขอให้พ้นจากสิ่งเลวร้าย มีความสุข และเจริญงอกงามพร้อมทั้งหมู่ญาติ
คำกล่าวถวายอาหารแก่หมู่สงฆ์ในงานบุญอุทิศให้พ่อแม่และญาติที่จากไปแล้ว
บทแผ่ความปรารถนาดีให้ตนเองและสรรพสัตว์ นิยมสวดปิดท้ายการสวดมนต์หรือหลังนั่งสมาธิ