ยมก ภาค ๑
บาลีโรมัน (มหาสังคีติ) · พระอภิธรรมปิฎก · เล่มที่ ๓๘ · ๗๕๓ หน้า
สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๑๑๘ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น
- หน้า ๑–๕ อุทเทสวาร มูลยมกัง: ตั้งคำถามคู่เปรียบ กุศล-อกุศล-อัพยากตะ-นาม กับความเป็น "มูล" หน้า 1-5 เป็นบทตั้งคำถาม (อุทเทสวาร) ล้วนๆ ยังไม่มีคำเฉลยใดๆ โดยตั้งคำถามคู่แบบอนุโลม-ปฏิโลมซ้ำกัน 4 รอบสำหรับธรรม 4 กลุ่มคือ กุศล อกุศล อัพยากตะ และนาม (จิต+เจตสิกทั้งหมด) แต่ละรอบถามว่า "ธรรมที่เป็น X ทั้งหมด เป็น 'มูลของ X' หรือไม่ และธรรมที่เป็นมูลของ X ทั้งหมด เป็น X หรือไม่" แล้วขยายคำถามเดียวกันไปสู่ความสัมพันธ์ย่อยอีก 4 แบบคือ เกิดร่วมมูลเดียวกัน (เอกมูล) เกิดร่วมกับมูลอื่น (อัญญมัญญมูล) เป็นมูลของมูล (มูลมูล) และรูปแบบขยาย "-กะ" ของแต่ละแบบ ยังไม่มีการเฉลยความสมมาตรหรือข้อยกเว้นใดๆ ในช่
- หน้า ๖–๘ นิทเทสวาร: รากของกุศล — มีเพียง 3 ธรรมเท่านั้นที่เป็น "มูล" แท้ หน้า 6 เริ่มเฉลยคำถามที่ตั้งไว้ (นิทเทสวาร) และพบว่าความสัมพันธ์ไม่สมมาตร: ธรรมที่เป็น "กุศลมูล" ทุกตัวเป็นกุศลแน่นอน (อามันตา) แต่ไม่ใช่ว่าธรรมกุศลทุกตัวจะเป็นกุศลมูล — มีเพียง 3 ธรรมเท่านั้น (อโลภะ อโทสะ อโมหะ) ที่นับเป็นกุศลมูล ธรรมกุศลอื่นทั้งหมดเป็นเพียง "กุศล" แต่ไม่ใช่ "มูล" อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจคือความสัมพันธ์ "เกิดร่วมมูลเดียวกับกุศลมูล" (เอกมูล) ก็ไม่สมมาตรในทิศตรงข้าม เพราะ "รูปที่เกิดจากกุศล" (กุสลสมุฏฐานรูป) เกิดร่วมรากเดียวกับกุศลมูล แต่ตัวรูปเองไม่ใช่กุศล (เป็นอัพยากตะ) จึงเป็นตัว
- หน้า ๙–๑๑ นิทเทสวาร: รากของอกุศล — แยกอเหตุกะกับสเหตุกะ กลุ่มอกุศลมีรูปแบบคล้ายกุศลคือมีเพียง 3 ธรรม (โลภะ โทสะ โมหะ) ที่นับเป็นอกุศลมูลแท้ ธรรมอกุศลอื่นเป็นเพียงอกุศลเฉยๆ แต่ที่ต่างจากกุศลชัดเจนคือ เมื่อถามว่าธรรมอกุศลทุกตัว "เกิดร่วมมูลเดียวกับอกุศลมูล" หรือไม่ คำตอบไม่ใช่ "ใช่ทั้งหมด" อย่างฝ่ายกุศล แต่ต้องแยกเป็นสองพวกคือ "อกุศลที่ไม่มีเหตุ" (อเหตุกะ) ซึ่งไม่ร่วมมูล กับ "อกุศลที่มีเหตุ" (สเหตุกะ) ซึ่งร่วมมูล แสดงว่าฝ่ายอกุศลมีธรรมบางส่วนเป็นอกุศลได้โดยไม่ต้องอาศัยรากเลย ซึ่งต่างจากฝ่ายกุศลอย่างชัดเจน และยังพบข้อยกเว้นแบบเดียวกับกุศลคือรูปที่เกิดจา
- หน้า ๑๒–๑๓ นิทเทสวาร: รากของอัพยากตะ — หมวดกว้างที่ส่วนใหญ่ไม่มีมูล กลุ่มอัพยากตะ (ธรรมที่เป็นกลาง ไม่ใช่กุศลหรืออกุศล ครอบคลุมรูปธรรม วิบาก กิริยา และนิพพาน) ก็มีอัพยากตมูลเพียง 3 ธรรมเช่นกัน และใช้รูปแบบแยกอเหตุกะ-สเหตุกะแบบเดียวกับอกุศล แต่เนื่องจากหมวดอัพยากตะกว้างกว่าหมวดอื่นมาก (รวมรูปธรรมทั้งหมดซึ่งไม่มีมูลโดยธรรมชาติ และจิตที่ไม่ประกอบเหตุอีกจำนวนมาก) จึงมีสัดส่วนธรรมที่ "ไม่ร่วมมูล" มากกว่าฝ่ายกุศลและอกุศลอย่างเห็นได้ชัด ตัวอย่างที่ชัดคือ "อัพยากตะที่ไม่มีเหตุ ไม่ร่วมมูลกับอัพยากตมูล ส่วนอัพยากตะที่มีเหตุ ร่วมมูล" ย้ำจุดเดิมว่าการเป็นธรรมประเภทหนึ่งไม่ไ
- หน้า ๑๔–๑๖ นิทเทสวาร: รากของนามธรรมทั้งปวง — 9 มูลรวมทุกฝ่าย กลุ่ม "นาม" หมายถึงจิตและเจตสิกทั้งหมด (รวมกุศล อกุศล และอัพยากตะฝ่ายจิต แต่ไม่รวมรูป) จึงมีนามมูลรวม 9 ธรรม (3 มูลของแต่ละฝ่าย คูณ 3 ฝ่าย) และยังคงรูปแบบเดิมคือมีเพียง 9 ธรรมนี้เท่านั้นที่เป็นมูล ธรรมนามอื่นเป็นนามเฉยๆ ไม่ใช่มูล ใช้การแยกอเหตุกะ-สเหตุกะแบบเดียวกับอกุศลและอัพยากตะสำหรับคำถามเรื่อง "ร่วมมูล" และพบข้อยกเว้นแบบเดียวกับกุศลคือ "รูปที่เกิดจากนาม" ร่วมมูลกับนามมูลแต่ตัวมันเองไม่ใช่นาม ช่วงท้ายมีการเฉลยแบบย่อสำหรับคำพ้องความหมายของ "มูล" ทั้งชุด (เหตุ นิทาน สมภพ ฯลฯ) ก่อนปิดท้ายด้วยคาถ
- หน้า ๑๗–๑๙ เริ่มขันธยมกัง: นิยามขันธ์ 5 และตั้งคำถามอัตลักษณ์ตรง หน้า 17 เปิดเรื่องใหม่ทันทีหลังปิดมูลยมกังด้วย "ขันธยมกัง" เริ่มปัณณัตติวาระ (บทนิยาม) ระบุขันธ์ 5 คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณขันธ์ จากนั้นเข้าสู่อุทเทสวาร ตั้งคำถามอัตลักษณ์ตรงว่า "รูปคือรูปขันธ์หรือไม่ รูปขันธ์คือรูปหรือไม่" ทำนองเดียวกันกับขันธ์ที่เหลืออีก 4 ตามด้วยคำถามปฏิเสธคู่ขนาน "ไม่ใช่รูปคือไม่ใช่รูปขันธ์หรือไม่" และเริ่มตั้งคำถามข้ามขันธ์ เช่น "รูปคือรูปขันธ์ แล้วขันธ์อื่นคือเวทนาขันธ์หรือไม่" ยังคงเป็นเพียงการตั้งคำถาม ยังไม่เฉลย
- หน้า ๒๐–๒๑ อุทเทสวาร ต่อ: คำว่า "ขันโธ" อย่างกว้าง เทียบกับขันธ์เฉพาะเจาะจง หน้า 20-21 ตั้งคำถามชุดใหม่โดยใช้คำว่า "ขันโธ" (ขันธ์อย่างกว้างๆ ไม่ระบุว่าขันธ์ไหน) แทนชื่อขันธ์เฉพาะ เช่น "รูปเป็นขันโธ ขันธ์นั้นเป็นรูปหรือไม่" แล้วขยายไปเทียบข้ามขันธ์ เช่น "รูปเป็นขันโธ ขันธ์นั้นเป็นเวทนาหรือไม่" พร้อมเชิงอรรถจากอรรถกถาอธิบายว่าต้องตีความคำว่า "ขันธา" ในบริบทนี้ว่าหมายถึงขันธ์เฉพาะเจาะจง (เช่น รูปขันธ์) มิฉะนั้นจะขัดกับนิทเทสวารที่จะเฉลยต่อไป ยังคงเป็นการตั้งคำถามล้วนๆ
- หน้า ๒๒–๒๓ นิทเทสวาร: รูป สัญญา สังขาร มีส่วนเกิน ไม่ตรงกับขันธ์ของตนสนิท เริ่มเฉลยคำถามอัตลักษณ์ตรง พบว่าเวทนากับเวทนาขันธ์ และวิญญาณกับวิญญาณขันธ์ตรงกันสนิททั้งสองทิศทาง (อามันตา) แต่รูปธรรม สัญญา และสังขาร กลับมีส่วนเกินที่ไม่ตรงกับขันธ์ของตนเอง เช่น "ปิยรูป สาตรูป" (รูปธรรมพิเศษบางอย่างที่น่าพอใจ) นับเป็น "รูป" แต่ไม่ถูกจัดเข้า "รูปขันธ์"; "ทิฏฐสัญญา" นับเป็น "สัญญา" แต่ไม่ถูกจัดเข้า "สัญญาขันธ์"; ส่วนสังขารขันธ์เองเมื่อแยกออกจากสังขารที่เหลือ ก็ไม่เท่ากับ "สังขารขันธ์" ในฐานะกองรวม แสดงให้เห็นว่าคำว่า "ขันธ์" ในทางเทคนิคไม่ได้ครอบคลุมทุกสิ่งที่จัดอยู่ในหมวดสภาวธร
- หน้า ๒๔–๒๘ นิทเทสวาร ข้ามขันธ์: ยืนยันขันธ์ทั้ง 5 แยกจากกันสนิท ช่วงนี้ไล่เฉลยคำถามข้ามขันธ์ทุกคู่ที่เป็นไปได้ (เช่น รูปเป็นรูปขันธ์ แล้วขันธ์อื่นเป็นเวทนาขันธ์หรือไม่) อย่างเป็นระบบครบทั้ง 5 ขันธ์คูณ 4 ขันธ์ที่เหลือ คำตอบออกมาว่า "ไม่" เสมอในทิศทางที่ถามว่าขันธ์หนึ่งเป็นอีกขันธ์หนึ่ง เพราะขันธ์เฉพาะเจาะจงแต่ละประเภท (รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ ฯลฯ) แยกออกจากกันโดยสิ้นเชิง ไม่มีธรรมใดเป็นสองขันธ์พร้อมกัน จุดที่ยืนยันซ้ำคือขันธ์ทั้ง 5 เป็นหมวดหมู่ที่แบ่งแยกกันเด็ดขาด (mutually exclusive) แม้จะรวมกันเป็น "ขันธ์" อย่างกว้างๆ ได้ทั้งหมดก็ตาม
- หน้า ๒๙–๓๓ นิทเทสวาร: "ขันโธ" ทั่วไปเทียบขันธ์เจาะจง ไล่ครบคู่ (ตอนแรก) ช่วงนี้กลับมาเฉลยคำถามที่ใช้คำว่า "ขันโธ" อย่างกว้างจากก่อนหน้า พบว่าเมื่อตีความ "ขันโธ" ในบริบทนี้ว่าหมายถึงขันธ์เฉพาะเจาะจงตามคำแนะนำอรรถกถา คำตอบก็ตรงกันสนิทกับคู่ขันธ์เดิม (เช่น "รูปเป็นขันโธ" เทียบเท่า "รูปเป็นรูปขันธ์") ส่วนคำถามปฏิเสธมีข้อยกเว้นชัดเจนคือ เมื่อตัดรูปออกไปแล้ว ขันธ์ที่เหลืออีก 4 แม้ "ไม่ใช่รูป" แต่ก็ยังเป็น "ขันธ์" อยู่ จึงไม่เข้าเงื่อนไข "ไม่ใช่รูปและไม่ใช่ขันธ์" พร้อมกัน จากนั้นเริ่มไล่เฉลยคู่ขันธ์ทั่วไป-เจาะจงที่เหลือทีละคู่อย่างเป็นระบบ
- หน้า ๓๔–๓๖ ไล่ครบคู่ขันธ์ทั่วไป-เจาะจงที่เหลือ ปิดท้ายปัณณัตติวาระ หน้า 34-36 ไล่เฉลยคู่ที่เหลือทั้งหมดของขันธ์ทั่วไป ("ขันโธ") เทียบขันธ์เจาะจง จนครบทุกการจับคู่ที่เป็นไปได้ ยืนยันรูปแบบเดิมซ้ำว่าการเป็นขันธ์ประเภทหนึ่งไม่เคยเท่ากับการเป็นขันธ์อีกประเภทหนึ่ง ส่วนคำถามปฏิเสธก็คงรูปแบบเดิมคือธรรมที่ไม่ใช่ขันธ์ X ยังอาจเป็นขันธ์ประเภทอื่นได้เสมอ ตอนท้ายหน้า 36 ปิดคำว่า "ปัณณัตติวาโร ฯ" จบภาคนิยาม/จำแนกขันธ์ทั้งหมด ก่อนเปิดภาคใหม่คือ "ปวัตติวาโร" (ว่าด้วยความเป็นไปจริงของขันธ์)
- หน้า ๓๗–๓๘ ปวัตติวาระ เริ่มต้น: การเกิดขึ้นของขันธ์ในปัจจุบันกาล — อสัญญสัตว์กับอรูปพรหม จากนี้เนื้อหาเปลี่ยนจากการจำแนกนิยามไปสู่คำถามเชิงข้อเท็จจริงว่าขันธ์คู่ต่างๆ "เกิดขึ้น" พร้อมกันจริงหรือไม่ ตัวอย่างเด่นคือรูปขันธ์กับเวทนาขันธ์ พบว่าไม่สมมาตร: ผู้ที่เกิดในภพอสัญญสัตว์ (พรหมไม่มีสัญญา มีแต่รูปล้วนๆ) มีรูปขันธ์เกิดขึ้นแต่ไม่มีเวทนาขันธ์เกิดขึ้นเลย ในทางกลับกัน ผู้ที่เกิดในภพอรูป (พรหมไม่มีรูป มีแต่นามล้วนๆ) มีเวทนาขันธ์เกิดขึ้นแต่ไม่มีรูปขันธ์เกิดขึ้น ส่วนผู้เกิดในภพปัญจโวการ (มีขันธ์ครบ 5) ทั้งสองขันธ์เกิดร่วมกันเสมอ นี่คือตัวอย่างที่สะท้อนแก่นแท้ของยมกทั้งเล่ม คือชี้ข้อยกเว้น
- หน้า ๓๙–๔๐ อดีตกาล: ย้อนสังสารวัฏ ข้อยกเว้นเรื่องภพหายไปเมื่อมองอดีตทั้งหมด เมื่อเปลี่ยนมาถามด้วยกาลอดีต ("เคยเกิดขึ้นแล้วหรือไม่") สำหรับคำถามแบบ "ยัสสะ" (ต่อบุคคล) คำตอบกลับเป็น "อามันตา" คือใช่ทั้งหมดทั้งสองทิศทาง เพราะสังสารวัฏไม่มีจุดเริ่มต้น ทุกคนต่างเคยผ่านการเกิดในทุกภพทุกชนิดมาแล้วในอดีตอันไม่มีที่สิ้นสุด ข้อยกเว้นแบบภพภูมิที่พบในกาลปัจจุบันจึงหายไปเมื่อมองย้อนอดีตทั้งหมด ส่วนคำถามแบบ "ยัตถะ" (ต่อสถานที่) กลับพบว่าไม่มีภพใดเลยที่ไม่เคยมีขันธ์ทั้งสองเกิดขึ้น เพราะทุกภพย่อมเคยมีสัตว์บางตนผ่านมาเกิดแล้ว
- หน้า ๔๑–๔๒ อนาคตกาล: ปัจฉิมภวิกา (ผู้อยู่ภพสุดท้าย) กลายเป็นข้อยกเว้นใหม่ เมื่อเปลี่ยนมาถามด้วยกาลอนาคต ("จะเกิดขึ้น") ข้อยกเว้นเปลี่ยนเกณฑ์จากภพภูมิปัจจุบันไปเป็นสถานะ "ปัจฉิมภวิกา" คือผู้ที่อยู่ในภพสุดท้ายก่อนปรินิพพาน เช่น ผู้ที่ปัจจุบันมีรูปขันธ์เกิดอยู่ในภพปัญจโวการแต่เป็นปัจฉิมภวิกา จะไม่มีเวทนาขันธ์เกิดขึ้นอีกในอนาคตเลย เพราะจะปรินิพพานไปไม่เกิดอีก ในทางกลับกัน ผู้ที่จะเกิดในอรูปภพแล้วปรินิพพานจากอรูปนั้น จะมีเวทนาขันธ์เกิดในอนาคตแต่ไม่มีรูปขันธ์เกิดอีกเลย แสดงว่าตรรกะของ "การเกิดขึ้นในอนาคต" ผูกกับเส้นทางสังสารวัฏที่เหลือของแต่ละบุคคล ไม่ใช่แค่ภพที่อยู่ขณะนี้
- หน้า ๔๓–๔๖ ผสมกาล: ปัจจุบันเทียบอดีต — จุดกำเนิดของ "สุทธาวาส" ช่วงนี้เริ่มถามข้ามกาล เช่น "ผู้ที่รูปขันธ์กำลังเกิดขึ้นอยู่ [ปัจจุบัน] เวทนาขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้ว [อดีต] หรือไม่" คำตอบนำเสนอเกณฑ์ยกเว้นใหม่คือ "สุทธาวาส" ภพพิเศษ 5 ชั้นที่สงวนไว้เฉพาะพระอนาคามีและเข้าได้เพียงครั้งเดียว ผู้ที่กำลังอุบัติในสุทธาวาสเป็นครั้งแรก (พร้อมกับอสัญญสัตว์ที่กำลังอุบัติ) จึงมีรูปขันธ์เกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่ไม่เคยมีเวทนาขันธ์เกิดขึ้นที่นั่นมาก่อนในอดีต เพราะไม่เคยไปที่นั่นมาก่อน ตัวอย่างนี้แสดงว่าคำถามแบบ "ยัตถะ" (สถานที่/ภพเฉพาะ) เปิดมิติประวัติศาสตร์ส่วนบุคคลของแต่ละภพเข้า
- หน้า ๔๗–๕๑ ผสมกาล: ปัจจุบันเทียบอนาคต — ปัจฉิมภวิกาผู้จะไม่เกิดอีก ช่วงนี้ถามว่าขันธ์ที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ [ปัจจุบัน] จะมีอีกขันธ์หนึ่งเกิดในอนาคตหรือไม่ ตัวอย่างเด่นคือผู้ที่รูปขันธ์กำลังเกิดขึ้นแต่เป็นปัจฉิมภวิกา (จะปรินิพพานในภพนี้) จะไม่มีเวทนาขันธ์เกิดขึ้นอีกในอนาคตเลย สลับกับกรณีเวทนาขันธ์กับสัญญาขันธ์ที่ตรงกันสนิททั้งสองทิศทาง (อามันตา) เพราะเวทนาและสัญญาเกิดร่วมกันเสมอในภูมิที่มีจิต ไม่มีภพใดมีอย่างหนึ่งแต่ขาดอีกอย่างหนึ่ง แสดงความแตกต่างระหว่างคู่ขันธ์ "รูป-เวทนา" ที่แยกกันได้ตามภพ กับคู่ "เวทนา-สัญญา" ที่แยกกันไม่ได้เลยแม้ต่างกาลกัน
- หน้า ๕๒–๕๔ ผสมกาล อดีต-อนาคต ปิดท้ายอุปปาทวาระ แล้วเริ่มเรื่องความดับ ช่วงสุดท้ายของ "อุปปาทวาระ" (ว่าด้วยการเกิดขึ้น) ไล่เทียบขันธ์ในกาลอดีตกับอนาคตข้ามกัน เช่น "ผู้ที่รูปขันธ์เคยเกิดขึ้นแล้ว เวทนาขันธ์จะเกิดขึ้นอีกในอนาคตหรือไม่" ยังคงใช้เกณฑ์ปัจฉิมภวิกาและสุทธาวาสแบบเดียวกับช่วงก่อนหน้าเป็นตัวชี้ข้อยกเว้น จบลงด้วยคำว่า "อุปปาทวารัง นิฏฐิตัง" ปิดภาคว่าด้วยการเกิดขึ้นทั้งหมดในหน้า 54 จากนั้นเปิดภาคใหม่ทันทีในหน้าเดียวกันคือ "นิรุชฌติ" (ความดับ) ซึ่งจะถามคำถามคู่ขนานแบบเดียวกันแต่เปลี่ยนจาก "เกิดขึ้น" เป็น "ดับไป"
- หน้า ๕๕ เริ่มเรื่องความดับของขันธ์ — ยังไม่จบ หน้า 55 เริ่มเฉลยคำถามเรื่องการดับ (นิรุชฌติ) ของคู่รูปขันธ์-เวทนาขันธ์ในกาลปัจจุบัน โดยพบรูปแบบข้อยกเว้นแบบเดียวกับตอนเกิดขึ้นแต่สลับทิศ คือผู้จุติจากภพอสัญญสัตว์มีรูปขันธ์ดับแต่ไม่มีเวทนาขันธ์ดับ (เพราะไม่เคยมีเวทนาขันธ์ตั้งแต่แรก) ส่วนผู้จุติจากภพอรูปมีเวทนาขันธ์ดับแต่ไม่มีรูปขันธ์ดับ ยังไม่จบหัวข้อนี้ เนื้อหาจะต่อเนื่องไปในช่วงถัดไปของเล่ม — ยังไม่จบ
- หน้า ๕๖–๖๙ ตอนท้ายของนิโรธวาร: คู่ขันธ์ดับพร้อมกันหรือไม่ ตรวจสามกาล เนื้อหาส่วนนี้เป็นหางท้ายของ "นิโรธวาร" ในขันธยมก (ต่อเนื่องจากก่อนหน้า) ทดสอบว่าเมื่อขันธ์หนึ่งดับ (ปัจจุบัน-อดีต-อนาคต และผสมข้ามกาล) อีกขันธ์หนึ่งต้องดับด้วยหรือไม่ โดยใช้คู่รูปขันธ์-เวทนาขันธ์ และคู่เวทนาขันธ์-สัญญาขันธ์ ตรวจทั้งระดับบุคคล (ยสฺส) และระดับภพ/สถานที่ (ยตฺถ) ผลคือระดับบุคคลสมดุลสมบูรณ์เสมอ (อามนฺตา) เพราะขันธ์ที่มีอยู่ในตัวบุคคลเดียวกันย่อมดับพร้อมกัน แต่ระดับภพกลับไม่สมดุล เพราะมีภพพิเศษที่ขันธ์บางอย่างไม่มีอยู่เลย เช่น อสัญญสัตตภพ (มีแต่รูป ไม่มีนามขันธ์) และอรูปภพ (มีแต่นาม
- หน้า ๗๐–๘๔ อุปปาทนิโรธวาร: จับคู่ข้ามระหว่าง 'การเกิด' ของขันธ์หนึ่งกับ 'การดับ' ของอีกขันธ์หนึ่ง ต่อจากนิโรธวาร เปิดวาระใหม่ "อุปปาทนิโรธวาร" ซึ่งถามข้ามกันว่า ผู้ใดขันธ์หนึ่งกำลังเกิด ขันธ์อีกอย่างหนึ่งของผู้นั้นกำลังดับด้วยหรือไม่ (คู่รูปขันธ์-เวทนาขันธ์ และเวทนาขันธ์-สัญญาขันธ์) ตรวจทุกการผสมกาล คำถามที่จับคู่กาลเดียวกัน (เช่น เกิด-ดับ ในปัจจุบันขณะเดียวกัน) มักตอบ "โน" อย่างสิ้นเชิง เพราะปฏิสนธิกับจุติเป็นคนละขณะกันโดยธรรมชาติ ส่วนคู่ระดับสถานที่ (ยตฺถ) กลับพบข้อยกเว้นตามภพ เช่น อสัญญสัตตภพที่รูปขันธ์เกิดได้แต่ไม่มีเวทนาขันธ์ดับเพราะไม่มีเวทนาขันธ์อยู่เลย และคู่ที่ผสมกาลข้ามกัน (เช่น เก
- หน้า ๘๕–๘๗ ปริญญาวาร: กำหนดรู้ขันธ์หนึ่งทั่วถึง กำหนดรู้อีกขันธ์หนึ่งทั่วถึงด้วยหรือไม่ - จบขันธยมก หน้า ๘๕-๘๗ เปลี่ยนกริยาที่ทดสอบจาก "เกิด/ดับ" มาเป็น "ปริชานาติ" (กำหนดรู้ทั่วถึงด้วยมรรคญาณ) ถามว่าผู้กำหนดรู้รูปขันธ์ทั่วถึง กำหนดรู้เวทนาขันธ์ทั่วถึงด้วยหรือไม่ ในรูปประโยคบอกเล่าตรงไปตรงมาทั้งสามกาลตอบ "อามนฺตา" คือสมดุลสมบูรณ์เสมอ เพราะการกำหนดรู้ขันธ์ทั้งห้าเกิดพร้อมกันด้วยมรรคญาณเดียว แต่เมื่อทดสอบรูปปฏิเสธข้ามกาล (เช่น ผู้ยังไม่กำหนดรู้ขันธ์หนึ่งในปัจจุบัน เคยกำหนดรู้อีกขันธ์หนึ่งแล้วในอดีตหรือไม่) กลับพบความไม่สมดุลชัดเจน เพราะพระอรหันต์กับผู้ที่ยังไม่เคยบรรลุมรรคเลยตกอยู่คนละกลุ่ม ตัวอ
- หน้า ๘๘–๙๗ เปิดอายตนยมก: บัญญัติอายตนะ ๑๒ กับไวพจน์ระหว่างชื่อเฉพาะกับคำว่า 'อายตนะ' หน้า ๘๘ เริ่มยมกภาคที่ ๓ คือ "อายตนยมก" ตั้งต้นด้วยปัณณัตติวาร [๒๗๙] ประกาศรายชื่ออายตนะ ๑๒ (จักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย รูป สัททะ คันธะ รส โผฏฐัพพะ มโน ธรรมะ) จากนั้นอุทเทสวารและนิทเทสวาร (หน้า ๙๐-๙๗) ทดสอบว่าคำเรียกอวัยวะ/อารมณ์แต่ละอย่าง (เช่น "จักขุ") กับคำที่ลงท้าย "-อายตนะ" (เช่น "จักขายตนะ") เป็นไวพจน์กันสนิทหรือไม่ ส่วนใหญ่ตรงกันสนิท (อามนฺตา) แต่มีอย่างน้อย ๗ คู่ไม่สมดุลเพราะคำสามัญมีความหมายกว้างกว่า เช่น "จักขุ" ยังหมายถึงทิพพจักขุ (ตาทิพย์) และปัญญาจักขุ (ตาปัญญา) ซึ่งไม่ใช่จักขายตนะ (
- หน้า ๙๘–๑๑๐ ปวัตติวารของอายตนยมก: การเกิด-ไม่เกิดของอายตนะคู่ต่าง ๆ ตามภพภูมิ (ยังไม่จบ) จากปลายหน้า ๙๗ ถึง ๑๑๐ เป็นปวัตติวารของอายตนยมก เปลี่ยนจากคำถามเชิงบัญญัติมาเป็นคำถามเชิงเกิดขึ้นจริง คือ "ผู้ใด/ณ ที่ใดอายตนะหนึ่งกำลังเกิด อีกอายตนะหนึ่งเกิดด้วยหรือไม่" (อุปฺปชฺชติ) แล้วต่อด้วยรูปปฏิเสธ (นุปฺปชฺชติ) ตรวจทั้งระดับบุคคล ระดับภพ/สถานที่ และระดับผสม ผลลัพธ์เผยความไม่สมดุลที่ผูกกับภพภูมิของสัตว์ เช่น [๓๐๘] ผู้เกิดในรูปาวจรภพมีจักขายตนะเกิดแต่ไม่มีฆานายตนะ (เพราะพรหมรูปาวจรไม่มีจมูก) ขณะที่ผู้เกิดในกามาวจรภพมีทั้งสองอย่างเกิดพร้อมกัน ทำให้คู่จักขุ-ฆานะไม่สมดุลแบบมีเงื่อนไข ต่างจากค
- หน้า ๑๑๑–๑๑๔ วรรคอดีตกาล: อายตนะที่เคยเกิดขึ้นแล้ว (อุปฺปชฺชิตฺถ) ต่อเนื่องจากก่อนหน้า เนื้อหาทดสอบว่าเมื่ออายตนะหนึ่งเคยเกิดขึ้นแล้วในอดีต อายตนะคู่หนึ่งเคยเกิดขึ้นด้วยหรือไม่ ทั้งแบบไม่ระบุภพภูมิที่เกิดก่อน แล้วจึงเปลี่ยนมาระบุภพภูมิ (ยตฺถ) ในช่วงหลังของหน้า 111 เป็นต้นไป คู่อายตนะภายในกับภายใน เช่น จักขุ-โสต เป็นความสัมพันธ์สมมูลสมบูรณ์ (ตอบอามันตาทั้งสองทาง) เพราะสัตว์ผู้มีตาย่อมมีหูเกิดร่วมกันเสมอ แต่เมื่อระบุภพภูมิ ความไม่สมมูลก็ปรากฏ เช่น รูปาวจรพรหมมีจักขายตนะเกิด ณ ภพนั้นแต่ฆานายตนะไม่เกิด (พรหมไม่มีจมูก) และอสัญญสัตว์มีรูปายตนะเกิดแต่ไม่มีจักขายตนะเก
- หน้า ๑๑๕–๑๑๘ วรรคอดีตกาลปฏิเสธ: อายตนะที่ไม่เกิดขึ้น (นุปฺปชฺชิตฺถ) สลับเป็นด้านลบ คือถามว่าเมื่ออายตนะหนึ่งไม่เคยเกิดในอดีต อายตนะคู่หนึ่งไม่เคยเกิดด้วยหรือไม่ ในกรณีไม่ระบุภพภูมิ คู่พื้นฐานเช่นจักขุ-โสตและมโน-ธรรมตอบว่า "นตฺถิ" คือไม่มีกรณีขัดแย้งเลย จึงสมมูลสมบูรณ์ แต่เมื่อระบุภพภูมิ ความไม่สมมูลก็กลับมา เช่น รูปาวจรพรหมที่ฆานายตนะไม่เกิด ณ ภพนั้น แต่จักขายตนะกลับเกิด จึงไม่ใช่กรณีที่ทั้งสองไม่เกิดร่วมกัน ในขณะที่สุทธาวาส อสัญญสัตว์ และอรูปพรหมเป็นภพที่ทั้งฆานายตนะและจักขายตนะไม่เกิดพร้อมกันจริง
- หน้า ๑๑๙–๑๒๓ วรรคอนาคตกาล: อายตนะที่จักเกิดขึ้น (อุปฺปชฺชิสฺสติ) เปลี่ยนกาลเป็นอนาคต ทดสอบว่าอายตนะหนึ่งจักเกิดขึ้น อีกอายตนะหนึ่งจักเกิดขึ้นด้วยหรือไม่ โครงสร้างคู่ขนานกับวรรคอดีตกาลก่อนหน้า คู่ภายในกับภายในยังคงสมมูลสมบูรณ์ ส่วนคู่ที่ข้ามหมวด เช่น ฆานายตนะกับรูปายตนะเมื่อระบุภพภูมิ พบความไม่สมมูล เพราะรูปาวจรพรหมจักมีรูปายตนะเกิดในภพนั้นแต่ฆานายตนะจักไม่เกิด ขณะที่กามาวจรสัตว์จักมีทั้งสองอย่างเกิดร่วมกันเสมอ
- หน้า ๑๒๔–๑๒๘ วรรคอนาคตกาลปฏิเสธ: อายตนะที่จักไม่เกิดขึ้น (นุปฺปชฺชิสฺสติ) ทดสอบด้านลบของกาลอนาคต คืออายตนะหนึ่งจักไม่เกิด อีกอายตนะหนึ่งจักไม่เกิดด้วยหรือไม่ เพิ่มมิติใหม่คือ "ปจฺฉิมภวิกานํ" (ผู้อยู่ในภพสุดท้ายก่อนนิพพาน) เป็นกรณีความไม่สมมูลสำคัญ เช่น ผู้จักปรินิพพานหลังไปเกิดในภพรูปาวจรหรืออรูปาวจร จักไม่มีฆานายตนะเกิดอีกในอนาคตเช่นเดียวกับจักขายตนะที่จักไม่เกิด เพราะไม่มีภพใหม่รองรับ แสดงว่าการปรินิพพานเริ่มเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างอายตนะซับซ้อนขึ้น
- หน้า ๑๒๙–๑๓๔ วรรคข้ามกาล ปัจจุบัน-อดีต: กำลังเกิดกับเคยเกิดแล้ว เริ่มเปรียบเทียบข้ามช่วงเวลาในตัวบุคคลเดียวกัน คือถามว่าอายตนะหนึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน (เช่น ขณะปฏิสนธิ) แสดงว่าอายตนะอีกอย่างหนึ่งเคยเกิดขึ้นแล้วในอดีตของสัตว์นั้นหรือไม่ พบความไม่สมมูลชัดเจน เช่น ผู้ที่จักขายตนะกำลังเกิดขึ้นทุกรายเคยมีโสตายตนะเกิดมาก่อนแล้วจริง แต่กลับกัน ผู้ที่เคยมีโสตายตนะเกิดมาก่อนนั้นไม่ใช่ทุกรายที่จักขายตนะกำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ เพราะบางรายกำลังจุติจากภพที่ไม่มีตา (เช่น จุติจากอรูปพรหม) จึงไม่มีจักขายตนะเกิดขึ้นในปัจจุบันแม้เคยมีโสตายตนะในอดีต
- หน้า ๑๓๕–๑๔๐ วรรคข้ามกาล ปัจจุบัน-อดีตปฏิเสธ: ไม่กำลังเกิดกับไม่เคยเกิด ทดสอบด้านลบของหมวดก่อนหน้า คืออายตนะหนึ่งไม่ได้กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน แสดงว่าอายตนะอีกอย่างหนึ่งไม่เคยเกิดในอดีตด้วยหรือไม่ ความไม่สมมูลยังปรากฏชัด เช่น ผู้ที่จักขายตนะไม่ได้กำลังเกิดขึ้นขณะนี้เพราะจุติจากภพไม่มีตา ก็ยังเคยมีโสตายตนะเกิดในอดีตอยู่ดี (ตอบว่า "อุปฺปชฺชิตฺถ" ไม่ใช่ "นตฺถิ") แสดงว่าการไม่เกิดในปัจจุบันไม่ได้แปลว่าไม่เคยเกิดในอดีตเลย ซึ่งเป็นจุดความไม่สมมูลที่ชัดเจนที่สุดในกลุ่มคู่ข้ามกาลนี้
- หน้า ๑๔๑–๑๕๐ วรรคข้ามกาล ปัจจุบัน-อนาคต: กำลังเกิดกับจักเกิดต่อไป เปลี่ยนมาเปรียบเทียบปัจจุบันกับอนาคต คืออายตนะหนึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ แสดงว่าอายตนะอีกอย่างหนึ่งจักเกิดขึ้นในอนาคตของสัตว์นั้นด้วยหรือไม่ จุดความไม่สมมูลสำคัญคือ "ปจฺฉิมภวิกานํ" ผู้อยู่ในภพสุดท้าย เช่น จักขายตนะกำลังเกิดขึ้นในภพสุดท้ายนี้ แต่โสตายตนะจักไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคตเพราะจะปรินิพพานไม่มีภพใหม่ ขณะที่สัตว์ทั่วไปที่ยังเวียนว่ายต่อไปจักมีทั้งจักขายตนะกำลังเกิดและโสตายตนะเกิดในอนาคตร่วมกัน แสดงว่าการปรินิพพานเป็นตัวตัดความสมมูลของความสัมพันธ์ระหว่างกาลนี้
- หน้า ๑๕๑–๑๖๑ วรรคข้ามกาล ปัจจุบัน-อนาคตปฏิเสธ: ไม่กำลังเกิดกับจักไม่เกิด ทดสอบด้านลบของหมวดก่อนหน้า คืออายตนะหนึ่งไม่ได้กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน แสดงว่าอายตนะอีกอย่างหนึ่งจักไม่เกิดขึ้นในอนาคตด้วยหรือไม่ ยังคงอาศัยกรณีปจฺฉิมภวิกาและผู้กำลังปรินิพพานเป็นจุดแบ่งความสมมูล เช่น ผู้ที่จุติจากภพไม่มีตาแล้วไปเกิดในภพไม่มีตาอีก จักขายตนะไม่เกิดทั้งในปัจจุบันและจักไม่เกิดในอนาคตพร้อมกัน แต่ผู้ที่กำลังปรินิพพาน (ไม่มีภพใหม่รองรับเลย) จักไม่มีอายตนะใดเกิดขึ้นอีกในอนาคตแน่นอน แม้ปัจจุบันจะยังมีอายตนะบางอย่างกำลังเกิดอยู่ก็ตาม ซึ่งเป็นความไม่สมมูลที่ซับซ้อนกว่าคู่ฝ่ายบวก
- หน้า ๑๖๒–๑๖๕ วรรคข้ามกาล อดีต-อนาคต: เคยเกิดแล้วกับจักเกิดต่อไป (ยังไม่จบ) เข้าสู่การเปรียบเทียบคู่สุดท้ายในชุดนี้คืออดีตกับอนาคต คืออายตนะหนึ่งเคยเกิดขึ้นแล้วในอดีต แสดงว่าอายตนะอีกอย่างหนึ่งจักเกิดขึ้นในอนาคตของสัตว์นั้นด้วยหรือไม่ จุดความไม่สมมูลยังคงเป็นปจฺฉิมภวิกานํ ผู้อยู่ในภพสุดท้าย ซึ่งเคยมีจักขายตนะเกิดในอดีตแต่โสตายตนะจักไม่เกิดขึ้นอีกเพราะจะปรินิพพาน ขณะที่ผู้อื่นที่ยังเวียนว่ายต่อไปจักมีทั้งสองอย่างเกิดร่วมกัน หน้า 164-165 เริ่มเข้าสู่ส่วนที่ระบุภพภูมิ (ยตฺถ) ของคู่กรณีนี้ และเนื้อหายังไม่จบ ต่อเนื่องไปยังส่วนถัดไปของไฟล์
- หน้า ๑๖๖–๑๗๓ อุปปาทวาร: คู่ทดสอบการเกิดขึ้น (อดีต-อนาคต) และปฏิเสธ จบวรรค ต่อเนื่องจากก่อนหน้า เป็นช่วงท้ายของ 'อุปปาทวาร' ที่ทดสอบว่า 'อายตนะหนึ่งเคยเกิดขึ้นแล้ว ณ ที่ใด อีกอายตนะหนึ่งจะเกิดขึ้น ณ ที่นั้นในอนาคตหรือไม่' ทั้งในรูปยืนยันและรูปปฏิเสธ (ไม่เคยเกิด...จะไม่เกิด) จุดที่น่าสนใจคือกรณีรูปายตนะกับมนายตนะ (หน้า ๑๖๖-๑๖๗): สำหรับอสัญญสัตว์ รูปายตนะเคยเกิดแต่มนายตนะจะไม่เกิดอีกเลย เพราะสัตว์ประเภทนี้มีแต่รูปไม่มีจิต ส่วนพรหมอรูปกลับตรงกันข้าม มนายตนะเกิดแต่รูปายตนะไม่เกิด แสดงความไม่สมมาตรที่แท้จริงระหว่างสองภพพิเศษนี้ จบด้วยข้อความปิดวรรค 'อุปฺปาทวารํ นิฏฺฐิตํ' ใน
- หน้า ๑๗๔–๑๗๖ นิโรธวาร: การดับในปัจจุบันกาล คู่ยืนยัน (นิรุชฺฌติ-นิรุชฺฌติ) เริ่มวรรคใหม่คือ 'นิโรธวาร' ทดสอบคู่คำถามในกาลปัจจุบันว่า 'ผู้ใดอายตนะหนึ่งกำลังดับ ผู้นั้นอีกอายตนะหนึ่งกำลังดับด้วยหรือไม่' คู่หลักอย่างจักขายตนะ-รูปายตนะ-มนายตนะ-ธัมมายตนะมักตอบ 'อามันตา' คือดับพร้อมกันเสมอ เพราะเมื่อสัตว์ตายขันธ์ทั้งหมดดับพร้อมกัน แต่คู่ที่เกี่ยวกับอายตนะเฉพาะทาง เช่น จักขุ-โสต หรือฆานะ ยังพบข้อยกเว้นจากสัตว์ที่ขาดอายตนะนั้นตั้งแต่ต้น (เช่น สัตว์ที่ไม่มีตาหรือไม่มีจมูก) ทำให้คำตอบต้องแยกเป็นกลุ่มตามภูมิที่เกิด
- หน้า ๑๗๗–๑๘๐ นิโรธวาร: ปฏิเสธการดับในปัจจุบัน (น นิรุชฺฌติ) และหมายเหตุอดีตกาล เป็นภาคปฏิเสธของวรรคก่อน ทดสอบว่า 'ผู้ใดอายตนะหนึ่งไม่ได้กำลังดับ ผู้นั้นอีกอายตนะหนึ่งไม่ได้กำลังดับด้วยหรือไม่' ตัวอย่างเด่นคือจักขายตนะกับรูปายตนะ (หน้า ๑๗๗-๑๗๘): ทิศทางหนึ่งไม่สมมาตร เพราะสัตว์ที่ไม่มีตาแต่กำลังจุติ (ตาย) นับเป็นกรณีที่จักขายตนะ 'ไม่ดับ' โดยไม่เกี่ยวกับรูปายตนะที่กำลังดับจริง แต่ทิศทางกลับกันเป็นอามันตาสมบูรณ์ (ผู้ใดรูปายตนะไม่ดับ จักขายตนะก็ไม่ดับเสมอ เพราะตาต้องอาศัยรูป) ปิดท้ายวรรคด้วยข้อสังเกตสั้นๆ ว่ารูปแบบคำถามในอดีตกาลของนิโรธวารเหมือนกับที่แสดงไว้แล้วในอุปปาทวาร จึงไ
- หน้า ๑๘๑–๑๘๓ นิโรธวาร: การดับในอนาคตกาล คู่ยืนยัน (นิรุชฺฌิสฺสติ-นิรุชฺฌิสฺสติ) เปลี่ยนมาทดสอบกาลอนาคตว่า 'ผู้ใดอายตนะหนึ่งจะดับ ผู้นั้นอีกอายตนะหนึ่งจะดับด้วยหรือไม่' คู่หลักส่วนใหญ่ตอบอามันตาสมมาตร แต่คู่ที่เกี่ยวกับฆานายตนะหรือรูปายตนะยังพบความไม่สมมาตรจากสัตว์ที่จะปรินิพพานในภพรูปาวจรหรืออรูปในภพสุดท้าย เช่น ผู้ที่จะเกิดในรูปาวจรแล้วปรินิพพานที่นั่น จักขายตนะจะดับแต่ฆานายตนะไม่มีให้ดับตั้งแต่แรกในภพนั้น ปิดท้ายด้วยข้อความว่าให้ขยายความตามวิธีที่แสดงไว้แล้วในกาลปัจจุบัน
- หน้า ๑๘๔–๑๘๘ นิโรธวาร: ปฏิเสธการดับในอนาคตกาล (น นิรุชฺฌิสฺสติ) ภาคปฏิเสธของอนาคตกาล ทดสอบว่า 'ผู้ใดอายตนะหนึ่งจะไม่ดับ ผู้นั้นอีกอายตนะหนึ่งจะไม่ดับด้วยหรือไม่' ยังคงพบความไม่สมมาตรจากสัตว์ที่มีชะตาการเกิดใหม่ต่างกัน เช่น กรณีจักขายตนะกับฆานายตนะ (หน้า ๑๘๔): ผู้ที่จะปรินิพพานในรูปาวจรมีฆานายตนะที่ 'จะไม่ดับ' เพราะไม่เคยมีฆานะในภพนั้นตั้งแต่ต้น ขณะที่จักขายตนะของพวกเขากลับจะดับจริงในอนาคต แสดงว่าการมีหรือไม่มีอายตนะบางชนิดในแต่ละภูมิเป็นตัวสร้างข้อยกเว้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดวรรคนี้
- หน้า ๑๘๙–๑๙๔ วรรคผสมกาล: กำลังดับ (ปัจจุบัน) กับเคยดับแล้ว (อดีต) คู่ยืนยัน เริ่มรูปแบบใหม่ที่ผสมสองกาลเข้าด้วยกัน คือถามว่า 'ผู้ใดอายตนะหนึ่งกำลังดับอยู่ในปัจจุบัน อีกอายตนะหนึ่งเคยดับไปแล้วในอดีตหรือไม่' ตัวอย่าง [๕๘๒] จักขุ-โสต: ทิศทางแรกเป็นอามันตาเสมอ แต่ทิศทางกลับพบข้อยกเว้นจากสัตว์ที่กำลังเกิดใหม่โดยไม่มีตา (โสตายตนะของพวกเขาเคยดับไปแล้วในภพก่อน แต่จักขายตนะยังไม่มีให้ดับในภพนี้เลย) ความไม่สมมาตรในวรรคนี้จึงเกิดจากการเทียบกลุ่ม 'ผู้กำลังตาย' กับกลุ่ม 'ผู้กำลังเกิดใหม่' ซึ่งเป็นคนละช่วงเวลากัน
- หน้า ๑๙๕–๒๐๑ วรรคผสมกาล: ไม่ดับในปัจจุบัน กับไม่เคยดับในอดีต คู่ปฏิเสธ ภาคปฏิเสธของวรรคก่อน บางคู่ตอบง่ายผิดปกติ เช่น [๕๙๙]-[๖๐๑] มโนกับธรรมายตนะตอบเพียง 'นิรุชฺฌิตฺถ' หรือ 'นตฺถิ' แบบไม่มีเงื่อนไข แสดงว่าคู่นี้ผูกติดกันสนิทจนไม่มีข้อยกเว้นเลย แต่พอเข้าสู่คู่ที่ใช้บุคคล-โอกาส (ยสฺสยตฺถกํ) ตั้งแต่ [๖๐๓] เป็นต้นไป ความไม่สมมาตรกลับมาอีกครั้งจากภูมิพิเศษ เช่น สุทธาวาส อสัญญสัตว์ และอรูป ซึ่งแต่ละภูมิขาดอายตนะบางชนิดไปตามธรรมชาติของภูมินั้น
- หน้า ๒๐๒–๒๐๖ วรรคผสมกาล: กำลังดับ (ปัจจุบัน) กับจะดับ (อนาคต) คู่ยืนยัน ผสมกาลปัจจุบันเข้ากับอนาคต ถามว่า 'ผู้ใดอายตนะหนึ่งกำลังดับอยู่ อีกอายตนะหนึ่งจะดับในอนาคตหรือไม่' เนื่องจากสองกาลนี้อ้างถึงคนละช่วงชีวิตกัน คู่เกือบทั้งหมดจึงไม่สมมาตรโดยธรรมชาติ ต้องแยกกลุ่มละเอียด เช่น [๖๑๔] จักขุ-โสต: ผู้ที่กำลังตายและจะปรินิพพานในภพอรูป จักขายตนะกำลังดับแต่โสตายตนะจะไม่ดับอีกในอนาคตเพราะจะไม่เกิดใหม่แล้ว ต่างจากผู้ที่ยังต้องเวียนว่ายซึ่งทั้งสองดับพร้อมกันทั้งในปัจจุบันและอนาคต
- หน้า ๒๐๗–๒๑๕ วรรคผสมกาล: ไม่ดับในปัจจุบัน กับจะไม่ดับในอนาคต คู่ปฏิเสธ ภาคปฏิเสธของวรรคก่อน ใช้ตรรกะการเทียบต่างกาลแบบเดียวกันแต่กลับด้าน จึงยังคงต้องแยกกลุ่มตามชะตาการเกิด เช่น กามาวจร รูปาวจร อรูป สุทธาวาส และอสัญญสัตว์ ในแทบทุกคู่ทั้งสองทิศทาง ตัวอย่าง [๖๓๗] ฆานะ-รูปายตนะ แสดงว่าผู้ที่จะปรินิพพานในภพอรูปมีฆานายตนะที่ 'จะไม่ดับ' อยู่แล้ว (ไม่มีให้ดับ) ขณะที่รูปายตนะของพวกเขากลับ 'จะดับ' จริง เป็นการตอกย้ำรูปแบบความไม่สมมาตรที่ผูกกับภูมิเกิดซึ่งพบซ้ำตลอดวรรค
- หน้า ๒๑๖–๒๒๐ วรรคผสมกาล: เคยดับแล้ว (อดีต) กับจะดับ (อนาคต) คู่ยืนยัน (ยังไม่จบ) เริ่มคู่ผสมกาลชุดใหม่ คือเทียบ 'อายตนะหนึ่งเคยดับไปแล้วในอดีต' กับ 'อีกอายตนะหนึ่งจะดับในอนาคต' ส่วนใหญ่ตอบอามันตาสมมาตรสำหรับผู้ที่ตายแล้วและจะเวียนเกิดต่อในภพเดิม แต่ตัวอย่าง [๖๕๓]-[๖๕๗] แสดงข้อยกเว้นจากผู้ที่จะปรินิพพานในภพอรูปหรือรูปาวจรเป็นภพสุดท้าย ซึ่งอายตนะที่เคยดับแล้วจะไม่มีวันดับซ้ำในอนาคตอีก เพราะจะไม่เกิดใหม่แล้ว ยังไม่จบวรรคนี้ในหน้า ๒๒๐ เนื้อหาต่อเนื่องไปยังส่วนถัดไป
- หน้า ๒๒๑–๒๒๗ นิโรธวาร (ตอนจบ) แห่งอายตนยมก - การดับของอายตนะ ต่อเนื่องจากนิโรธวารที่เริ่มไว้ก่อนหน้าช่วงนี้ (ยังไม่จบมาตั้งแต่ต้น) เป็นการทดสอบว่าการดับของอายตนะหนึ่ง (ทั้งที่ดับไปแล้วในอดีต จักดับในอนาคต และรูปปฏิเสธ 'ไม่ดับ') ต้องพ่วงกับการดับของอีกอายตนะหนึ่งเสมอหรือไม่ ทั้งแบบรายบุคคล (ยสฺส) และรายภพภูมิ (ยสฺส...ยตฺถ) ตัวอย่างที่แสดงความไม่สมมาตรชัดเจนคือคู่ฆานายตนะ (จมูก) กับรูปายตนะ (รูป): พรหมชั้นรูปาวจรไม่มีฆานะตั้งแต่ต้นจึงกล่าวได้ว่า 'ฆานายตนะของพวกเขาไม่ดับ' (เพราะไม่เคยมี) แต่จะสรุปว่ารูปายตนะของพวกเขาก็ไม่ดับด้วยไม่ได้ เพราะรูปยังมีอยู่และดับ
- หน้า ๒๒๘–๒๖๐ อุปปาทนิโรธวาร - การเกิดกับการดับไขว้กัน ทดสอบว่าการ 'เกิด' ของอายตนะหนึ่งพ่วงกับการ 'ดับ' ของอีกอายตนะหนึ่งหรือไม่ โดยไล่ครบทุกกาล (ปัจจุบัน-ปัจจุบัน, ปัจจุบัน-อนาคต, อดีต-อนาคต ฯลฯ) ทั้งรายบุคคลและรายภูมิ ประเด็นวิเคราะห์จริงอยู่ที่กรณี 'ปัจฉิมภวิกบุคคล' (ผู้อยู่ในภพสุดท้ายก่อนปรินิพพาน) ซึ่งทำให้ทิศทางหนึ่งของความเท่าเทียมพังลง เช่นถามว่า 'ผู้ใดจักขวายตนะจักเกิด โสตายตนะของผู้นั้นจักดับหรือ' ตอบว่าใช่เสมอ (เพราะจักขุเกิดในภพใหม่ย่อมพ่วงกับโสตดับในภพเก่า) แต่กลับกัน 'ผู้ใดโสตายตนะจักดับ จักขวายตนะของผู้นั้นจักเกิดหรือ' กลับไม่แน่นอน
- หน้า ๒๖๑–๒๖๓ ปริญญาวาร - การกำหนดรู้อายตนะพร้อมกันในขณะมรรค ทดสอบว่าการ 'กำหนดรู้รอบ' (ปริญญา) อายตนะหนึ่งพ่วงกับการกำหนดรู้อีกอายตนะหนึ่งหรือไม่ เมื่อถามในกาลเดียวกัน (ปัจจุบัน-ปัจจุบัน, อดีต-อดีต, อนาคต-อนาคต) คำตอบเป็น 'อามันตา' (ใช่) เสมอไม่มีข้อยกเว้น แต่เมื่อผสมกาลข้ามกัน เช่น 'ผู้กำลังกำหนดรู้จักขุ เคยกำหนดรู้โสตแล้วในอดีตหรือ' คำตอบกลับ 'ไม่ใช่' ยกเว้นกรณีพระอรหันต์และ 'ผู้ตั้งอยู่ในอัคคมรรค' (ขณะบรรลุอรหัตตมรรคพอดี) ซึ่งเป็นข้อยกเว้นทางเทคนิคเท่านั้น ประเด็นวิเคราะห์จริงคือการกำหนดรู้อายตนะทั้งหกไม่ได้เกิดทีละอย่างตามลำดับ แต่เกิดพร้อมกันในขณะจิ
- หน้า ๒๖๔–๒๗๓ ธาตุยมก - บัญญัติและความเป็นไปของธาตุ ๑๘ เปิดยมกที่ ๔ ว่าด้วยธาตุ ๑๘ (จักขุธาตุ...ธรรมธาตุ) เริ่มด้วยปณฺณตฺติวาร ทดสอบว่าคำสามัญ เช่น 'จักขุ' (ตา) กับศัพท์เทคนิค 'จักขุธาตุ' ใช้แทนกันได้เสมอหรือไม่ พบความไม่สมมาตรชัดเจน: คำว่า 'จักขุ' ในภาษาทั่วไปครอบคลุมกว้างกว่า รวมถึง 'ทิพพจักขุ' (ตาทิพย์) และ 'ปัญญาจักขุ' (ตาปัญญา) ซึ่งเรียกว่าจักขุได้แต่ไม่ใช่จักขุธาตุ (ธาตุแห่งตาทางกายภาพ) ในขณะที่สิ่งใดเป็นจักขุธาตุย่อมเป็นจักขุเสมอไม่มีข้อยกเว้น สะท้อนว่าศัพท์เทคนิคของอภิธรรมเป็นเซตย่อยของศัพท์สามัญเสมอ (เช่นเดียวกับคู่โสต/ทิพพโสต/ตัณหาโสต) จาก
- หน้า ๒๗๔–๒๗๕ สัจจยมก (เริ่มต้น) - บัญญัติอริยสัจสี่ เปิดยมกที่ ๕ ซึ่งเป็นยมกสุดท้าย ว่าด้วยอริยสัจ ๔ (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) เริ่มด้วยปณฺณตฺติวาร ทดสอบว่าคำสามัญ (เช่น 'ทุกข์') กับศัพท์เทคนิค ('ทุกขสัจจ์') ใช้แทนกันได้เสมอหรือไม่ ต่างจากธาตุยมกก่อนหน้าที่ศัพท์สามัญกว้างกว่าศัพท์เทคนิค ในที่นี้คำตอบคือใช่ทั้งสองทิศทางไม่มีข้อยกเว้นเลย (ทุกข์ = ทุกขสัจจ์เสมอ ไม่มี 'ทุกข์เชิงอุปมา' ที่ไม่ใช่สัจจะแบบที่จักขุมีทิพพจักขุเป็นข้อยกเว้น) จากนั้นเริ่มทดสอบข้ามคู่ระหว่างสัจจะทั้งสี่ เช่น 'ทุกข์ซึ่งเป็นสัจจะ คือสมุทัยหรือ' ซึ่งคำตอบปฏิเสธทั้งหมด แสดงว่าสัจ
- หน้า ๒๗๖–๒๘๐ นิทเทสวาร (ปัณณัตติวาร): คำสามัญเทียบกับศัพท์เทคนิค "สัจจ์" ต่อเนื่องจากอุทเทสวารซึ่งจบลงต้นหน้า ๒๗๖ ("อุทฺเทสวาโร ฯ") เข้าสู่นิทเทสวาร ทดสอบว่าคำสามัญของอริยสัจแต่ละข้อเป็นสิ่งเดียวกับศัพท์เทคนิค "-สัจจ์" หรือไม่ พบความไม่สมมาตรที่น่าสนใจและกลับทิศกันเป็นคู่: "ทุกข์" (เวทนาทุกข์กายใจ) เป็นเพียงส่วนย่อยของ "ทุกขสัจจ์" (ครอบคลุมสภาวธรรมที่เป็นผลทั้งหมด) จึงตอบรับทางเดียว (ทุกข์ทุกกรณีคือทุกขสัจจ์) แต่ทางกลับต้องยกเว้น เพราะทุกขสัจจ์ส่วนใหญ่ไม่ใช่ทุกข์ ตรงข้ามกับ "สมุทัย นิโรธ มรรค" ซึ่งเป็นคำกว้างกว่าศัพท์ -สัจจ์เฉพาะ (ตัณหา/นิพพาน/มรรคมีองค์แปด) จึงต้องย
- หน้า ๒๘๑–๒๘๖ ปวัตติวาร: การเกิด/ไม่เกิดขึ้นในปัจจุบันกาล เปิดวรรคใหม่ "ปวตฺติวาโร" ทดสอบการ "เกิดขึ้น" และ "ไม่เกิดขึ้น" ในปัจจุบันขณะของคู่สัจจะสามคู่ (ทุกข์-สมุทัย, ทุกข์-มรรค, สมุทัย-มรรค) ทั้งแบบนับที่ตัวบุคคลและแบบนับที่ภพภูมิ ตัวอย่างเด่นคือคู่สมุทัย-มรรค ซึ่งตอบปฏิเสธทั้งสองทาง แสดงว่าจิตที่ประกอบด้วยตัณหากับจิตที่ประกอบด้วยมรรคไม่มีทางเกิดร่วมขณะเดียวกันได้เลย ส่วนคู่ทุกข์-สมุทัยและทุกข์-มรรคพบข้อยกเว้นเฉพาะจุด เช่น ขณะจิตปราศจากตัณหาของสัตว์ผู้เกิดใหม่ ทุกขสัจจ์เกิดโดยสมุทยสัจจ์ยังไม่เกิด
- หน้า ๒๘๗–๒๙๔ ปวัตติวาร: การเกิด/ไม่เกิดในอดีตกาลและอนาคตกาล ใช้แบบแผนเดียวกับหน้าก่อนแต่เปลี่ยนกาลเป็นอดีต ("เคยเกิด"/"ไม่เคยเกิด") แล้วเป็นอนาคต ("จักเกิด"/"จักไม่เกิด") กับคู่สัจจะทั้งสามเช่นเดิม ตัวอย่างในกาลอนาคต: ปุถุชนที่จะไม่มีวันบรรลุมรรคเลย ทุกข์ในอนาคตของเขาจักเกิดโดยไม่มีมรรคจักเกิดร่วม ขณะที่ผู้ซึ่งจิตขณะถัดไปจะได้อรหัตตมรรค ทุกข์และมรรคจักเกิดร่วมกัน คำถามบางข้อในอดีตกาลตอบว่า "นตฺถิ" (ไม่มีกรณีเช่นนั้น) เพราะสังสารวัฏไม่มีจุดเริ่มต้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีผู้ที่ทุกข์ไม่เคยเกิดขึ้นเลย
- หน้า ๒๙๕–๓๐๐ ปวัตติวาร: ผสมกาลปัจจุบัน-อดีต ทดสอบว่าสัจจะหนึ่งกำลังเกิดในปัจจุบัน ขณะที่อีกสัจจะหนึ่งเคยเกิดในอดีตหรือไม่ (ทั้งบวกและลบ) กับคู่สัจจะทั้งสามเช่นเดิม ตัวอย่าง: ผู้ที่ทุกขสัจจ์กำลังเกิดขณะนี้ มรรคสัจจ์เคยเกิดแล้วหรือไม่ - ปุถุชนที่กำลังเกิดใหม่ ทุกข์เกิดแต่มรรคไม่เคยเกิด ส่วนพระอริยะที่เคยบรรลุแล้วกำลังเกิดใหม่ ทั้งทุกข์และมรรคเกิดร่วมกัน สะท้อนว่าความสัมพันธ์ระหว่างสัจจะขึ้นอยู่กับภูมิธรรมของบุคคล ไม่ใช่กฎตายตัว
- หน้า ๓๐๑–๓๑๐ ปวัตติวาร: ผสมกาลปัจจุบัน-อนาคต ทดสอบว่าสัจจะหนึ่งกำลังเกิดในปัจจุบัน ขณะที่อีกสัจจะหนึ่งจักเกิดในอนาคตหรือไม่ (ทั้งบวกและลบ) กับคู่สัจจะทั้งสามทั้งแบบบุคคลและภพภูมิ ตัวอย่างเด่นคือคู่สมุทัย-มรรค: ปุถุชนที่จะไม่บรรลุมรรคเลย สมุทัยที่กำลังเกิดขณะนี้จักไม่มีมรรคเกิดตามมา แต่ผู้ที่จะบรรลุมรรคในอนาคต สมุทัยขณะนี้กับมรรคที่จักเกิดต่อไปนับเป็นคนละขณะจิตจึงปรากฏร่วมกันได้ แสดงว่าคำถามข้ามกาลเปิดช่องให้สัจจะที่ขัดกันในขณะเดียว เช่น สมุทัยกับมรรค ปรากฏร่วมกันได้เมื่อต่างเวลากัน
- หน้า ๓๑๑–๓๑๔ ปวัตติวาร: ผสมกาลอดีต-อนาคต และปิดวรรคอุปปาทวาร ทดสอบสัจจะที่ "เคยเกิด" ในอดีต เทียบกับสัจจะที่ "จักเกิด" ในอนาคต ด้วยคู่และรูปแบบเดียวกับก่อนหน้า ส่วนใหญ่ตอบรับตรงไปตรงมาเพราะทุกขสัจจ์เกิดกับทุกคนที่เวียนว่ายมาแล้ว ยกเว้นกรณีพระอรหันต์ที่กำลังจะปรินิพพานซึ่งไม่มี "จักเกิด" อีกต่อไป จบส่วนนี้ในหน้า ๓๑๔ ด้วยข้อความปิดวรรค "อุปฺปาทวารํ นิฏฺฐิตํ" อันเป็นการสรุปการทดสอบทุกกาล/ผสมกาลของ "การเกิด" ทั้งหมดที่ผ่านมา
- หน้า ๓๑๕–๓๒๐ นิโรธวาร: การดับในปัจจุบัน อดีต (ย่อ) และอนาคต เปลี่ยนจากการเกิดมาเป็นนิโรธวาร ทดสอบ "การดับ" ของคู่สัจจะทั้งสามในปัจจุบันกาล ต่อด้วยรูปปฏิเสธ "ไม่ดับ" แล้วเข้าสู่อดีต ("เคยดับ") ซึ่งข้อความย่อสั้นมากโดยอ้างอิงกลับไปยังวิธีวิเคราะห์ของอุปปาทวารตรงๆ ("ยถา อุปฺปาทวาเร...เอวํ นิโรเธปิ วิภชิตพฺพํ นตฺถิ นานากรณํ" - พึงวิเคราะห์การดับตามแบบการเกิด ไม่มีข้อแตกต่าง) ก่อนเข้าสู่อนาคต ("จักดับ") ทั้งบวกลบ ตัวอย่าง: คู่สมุทัย-มรรคยังคงลักษณะกีดกันกันแบบเดียวกับในปวัตติวาร คือขณะมรรคดับ สมุทัยของบุคคลเดียวกันไม่จำเป็นต้องดับพร้อมกันเสมอไป ขึ้นกับว่าเป็น
- หน้า ๓๒๑–๓๒๖ นิโรธวาร: ผสมกาลปัจจุบัน-อดีต ทดสอบว่าสัจจะหนึ่งกำลังดับในปัจจุบัน ขณะที่อีกสัจจะหนึ่งเคยดับไปแล้วในอดีตหรือไม่ (ทั้งบวกและลบ) ครอบคลุมคู่สัจจะทั้งสามเช่นเดิม ตัวอย่าง: ผู้ที่ทุกขสัจจ์กำลังดับ (ขณะจุติ) มรรคสัจจ์เคยดับแล้วหรือไม่ - ปุถุชนที่จุติ ทุกข์ดับแต่มรรคไม่เคยดับเพราะไม่เคยเกิดมรรคเลย ส่วนพระอริยะที่เคยบรรลุมรรคแล้วกำลังจุติ ทั้งทุกข์และมรรคดับร่วมกัน ยังคงรูปแบบเดิมคือความสัมพันธ์ขึ้นกับภูมิธรรมของบุคคล
- หน้า ๓๒๗–๓๓๐ นิโรธวาร: ผสมกาลปัจจุบัน-อนาคต (ยังไม่จบ) เริ่มทดสอบว่าสัจจะหนึ่งกำลังดับในปัจจุบัน ขณะที่อีกสัจจะหนึ่งจักดับในอนาคตหรือไม่ ตัวอย่าง: ผู้ที่ทุกขสัจจ์กำลังดับในขณะจุติของพระอรหันต์ผู้ปรินิพพาน ทุกข์ดับเป็นครั้งสุดท้ายโดยไม่มีสมุทัยจักดับอีกต่อไป (เพราะสิ้นตัณหาแล้ว) ต่างจากปุถุชนหรือผู้ที่จะได้อรหัตตมรรคซึ่งทุกข์ดับแล้วยังมีสมุทัยหรือมรรคจักดับต่อไปในอนาคต เนื้อหาส่วนนี้ (ตั้งแต่ [๙๕๖]) ยังไม่จบภายในหน้า ๓๓๐ ต่อเนื่องไปยังส่วนถัดไป
- หน้า ๓๓๑–๓๔๐ นิโรธวาระ (ต่อ): การดับของสัจจะคู่ต่างๆ ในกาลอนาคตและอดีต ต่อเนื่องจากเนื้อหาก่อนหน้า เป็นส่วนท้ายของนิโรธวาระในสัจจยมกัง ทดสอบว่าเมื่อสัจจะหนึ่ง (ทุกข์ สมุทัย หรือมรรค) ดับ ณ ขณะจิตหนึ่งๆ สัจจะที่จับคู่จะดับพร้อมกันหรือไม่ ทั้งในรูปประโยคอนาคต อดีต และแบบระบุบุคคล+สถานที่ควบคู่กัน จุดที่พบความไม่สมมาตรจริงคือขณะจิตของอัคคมรรค (อรหัตตมรรค) ซึ่งทุกขสัจจ์ของผู้เพิ่งบรรลุอาจ "ดับแล้ว" (อดีต) แต่สมุทยสัจจ์กลับไม่ใช่ "จะดับ" (อนาคต) เพราะกิเลสถูกละไปแล้วตั้งแต่ขณะมรรคก่อนหน้า ไม่ใช่สิ่งที่ยังรอดับ ความไม่ลงรอยของกาลนี้คือประเด็นที่แบบทดสอบพยายามจับ ส่วนนี้ย
- หน้า ๓๔๑–๓๕๕ ปิดนิโรธวาระ และอุปปาทนิโรธวาระ: เกิดสัจจะหนึ่ง ดับอีกสัจจะหนึ่งพร้อมกันหรือไม่ ต้นหน้า 341 ปิดท้ายนิโรธวาระ ("นิโรธวารัง นิฏฐิตัง") แล้วเข้าสู่หมวดใหม่คืออุปปาทนิโรธวาระ ซึ่งทดสอบความสัมพันธ์ข้ามขั้ว คือถามว่าเมื่อสัจจะหนึ่งกำลังเกิด สัจจะที่จับคู่กำลังดับหรือไม่ คำถามพื้นฐาน (ไม่ระบุกาล) ส่วนใหญ่ตอบว่า "ไม่" ทันที เพราะการเกิดกับการดับเป็นเหตุการณ์คนละขณะกันโดยธรรมชาติ ความน่าสนใจอยู่ที่ส่วนขยายซึ่งใส่กาล (อดีต/อนาคต) เข้าไปแล้วพบข้อยกเว้นเฉพาะที่ขณะจิตของอรหัตตมรรคและปรินิพพาน เช่นเดียวกับหมวดก่อน คือ อสัญญสัตว์ อรูปภูมิ และผู้กำลังจะบรรลุอรหัตตมรรคเป็นกลุ่มบุคคลที่ทำให้
- หน้า ๓๕๖–๓๕๘ ปริญญาวาระ และการปิดสัจจยมกัง: การกำหนดรู้ทุกข์กับการละสมุทัย หมวดสุดท้ายของสัจจยมกัง เปลี่ยนคำกริยาจากเกิด/ดับ มาเป็น "กำหนดรู้" (ปริชานาติ) สำหรับทุกขสัจจ์ และ "ละ" (ปชหติ) สำหรับสมุทยสัจจ์ สะท้อนหลักที่ว่าทุกข์ต้องรู้รอบ สมุทัยต้องละ ในกาลปัจจุบันและอดีตคำตอบคือ "อามันตา" (ใช่) ทุกข้อแบบสมมาตรสมบูรณ์ เพราะสองหน้าที่นี้เกิดพร้อมกันในขณะมรรคจิตเดียวกันเสมอ แต่พอเป็นกาลอนาคตกลับพบข้อยกเว้น คือพระอรหันต์ (ผู้ไม่มีอะไรต้องละหรือรู้อีกแล้ว) กับปุถุชนที่ยังไม่ได้มรรค ถูกแยกออกจากกลุ่มที่ตอบใช่อย่างสมบูรณ์ ส่วนนี้จบด้วยการปิดปริญญาวาระและปิดสัจจยมกังทั้งเล่มในต
- หน้า ๓๕๙–๓๖๓ เริ่มสังขารยมกัง — ปัณณัตติวาระ: นิยามสังขารสามและความไม่เท่ากันของศัพท์ เปิดหมวดใหม่ "สังขารยมกัง" ซึ่งใช้ตรรกะแบบเดียวกันมาทดสอบสังขาร 3 คือ กายสังขาร (ลมหายใจเข้าออก) วจีสังขาร (วิตกวิจาร) และจิตตสังขาร (สัญญา เวทนา และเจตสิกอื่นที่ประกอบกับจิต) อุทเทสวาระและนิทเทสวาระทดสอบคำถามพื้นฐานว่า "กาย" (ร่างกาย) เป็นอันเดียวกับ "กายสังขาร" (ลมหายใจ) หรือไม่ คำตอบคือไม่เสมอ เพราะกายเป็นรูปธรรมทั้งหมด ส่วนกายสังขารเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกายเท่านั้น ส่วนที่น่าสนใจคือการอธิบายคำว่า "สังขารทั้งหลาย" (รวมทั้งสาม) เทียบกับสังขารเฉพาะอย่างหนึ่ง เช่น ถามว่าสังขารทั้งหลายเป็นวจีสังขา
- หน้า ๓๖๔–๓๖๘ ปวัตติวาระ ปัจจุบันกาล: จิตตสังขารเป็นหมวดกว้างที่สุดในสามสังขาร เข้าสู่ปวัตติวาระ (ว่าด้วยการเกิดขึ้นจริง) ทดสอบว่าเมื่อสังขารหนึ่งเกิดขึ้น ในบุคคล ภพภูมิ/ฌาน หรือทั้งคู่ สังขารที่จับคู่จะเกิดร่วมด้วยหรือไม่ ประเด็นตรรกะที่แท้จริงคือ กายสังขาร (ลมหายใจ) กับวจีสังขาร (วิตกวิจาร) ไม่ใช่คู่ที่เท่ากัน เช่น ผู้เข้าฌานที่ 2 ขึ้นไปมีลมหายใจแต่ไม่มีวิตกวิจาร ส่วนผู้อยู่ในรูปาวจร/อรูปาวจรบางขั้นมีวิตกวิจารแต่ไม่มีลมหายใจ แต่จิตตสังขารกลับเป็นหมวดกว้างที่ครอบคลุมทั้งสอง กายสังขารเกิดที่ไหน จิตตสังขารเกิดที่นั่นเสมอ ([๑๐๓๗] "อามันตา" ทิศทางเดียว) แต่จิตตสังขารเกิดไม่ได
- หน้า ๓๖๙–๓๘๕ ปวัตติวาระ ต่อ: รูปแบบปฏิเสธ อดีต อนาคต และกาลผสม ของสามสังขาร (ยังไม่จบ) ส่วนที่เหลือของปวัตติวาระ นำแบบแผนความสัมพันธ์แบบไม่สมมาตรระหว่างกายสังขาร-วจีสังขารกับจิตตสังขารในฐานะหมวดกว้างมาทดสอบซ้ำในรูปปฏิเสธ ("ไม่เกิด") กาลอดีต ("เกิดแล้ว") กาลอนาคต ("จักเกิด") และกาลผสม เช่น เกิดในปัจจุบันแต่จักเกิดในอนาคตหรือไม่ ([๑๐๙๓]) ข้อยกเว้นที่ปรากฏซ้ำๆ คือ ขณะจิตดวงสุดท้ายก่อนปรินิพพาน (ปัจฉิมจิตต์) ฌานที่ 4 ภพอรูปภูมิ อสัญญสัตว์ และผู้ที่กำลังจะปรินิพพานหลังเกิดในรูปาวจร/อรูปาวจร ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่ทำให้กายสังขารกับวจีสังขารไม่เกิดร่วมกัน แม้จิตตสังขารยังคงเป็นหมวดกว้างที่
- หน้า ๓๘๖–๓๙๓ ปิดวาระอุปปาท: จังหวะเกิดของกายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร ไม่ตรงกันเป๊ะ ส่วนนี้เป็นท้ายวาระ 'อุปปาทวาร' (การเกิดขึ้น) ของสังขารยมก ทดสอบว่าเมื่อกายสังขาร (ลมหายใจเข้าออก) หรือวจีสังขาร (วิตกวิจาร) 'ไม่เกิด' ในบุคคลหนึ่งๆ หรือในภูมิหนึ่งๆ จิตตสังขาร (นามธรรมที่เกิดคู่กับจิตทุกดวง) จะไม่เกิดตามไปด้วยหรือไม่ ประเด็นจริงคือคู่กายสังขาร-วจีสังขารไม่สมมาตร เพราะดับคนละจังหวะฌาน: วจีสังขาร (วิตกวิจาร) หมดไปตั้งแต่เข้าฌานที่ ๒ แต่กายสังขาร (ลมหายใจ) ยังอยู่จนถึงฌานที่ ๓ และหมดเมื่อเข้าฌานที่ ๔ เท่านั้น จึงมีช่วงเหลื่อม (ฌานที่ ๒-๓) ที่วจีสังขารดับไปแล้วแต่กายสังขารยังไม่ดับ
- หน้า ๓๙๔–๔๑๘ วาระดับ: ทดสอบการดับของสังขารทั้งสามในทุกกาล วาระนี้เปลี่ยนจากการทดสอบ 'เกิด' มาทดสอบ 'ดับ' (นิรุชฺฌติ/น นิรุชฺฌติ) ของกายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร ครบทุกกาล ทั้งปัจจุบัน อดีต อนาคต และกาลคาบเกี่ยวกัน คู่กาย-จิต และคู่วจี-จิต มักออกมาเป็นอามนฺตาสมบูรณ์ทั้งสองทาง เพราะทุกครั้งที่จิตดับ องค์ประกอบทางนามที่เกิดร่วมก็ดับพร้อมกันเสมอ แต่คู่กายสังขาร-วจีสังขารยังคงไม่ตรงกันด้วยเหตุผลเดิม คือฌานที่ ๒-๓ วิตกวิจาร (วจีสังขาร) ดับไปแล้วก่อนที่ลมหายใจ (กายสังขาร) จะดับ ตัวอย่างชัดที่ [๑๑๑๖]-[๑๑๑๘] แสดงว่าเมื่อถามคู่กาย-จิตหรือวจี-จิต คำตอบเป็นอามนฺ
- หน้า ๔๑๙–๔๓๓ วาระเกิด-ดับสลับคู่ และปริญญาวาร: ปิดฉากสังขารยมก วาระนี้ผสานสองมิติเข้าด้วยกัน คือถามข้ามกันว่า 'เมื่อ X เกิด แล้ว Y ดับหรือไม่' (เช่น กายสังขารเกิด วจีสังขารดับ) ครบทุกกาล โดยอาศัยรูปแบบและข้อยกเว้นเดียวกับสองวาระก่อนหน้า (จังหวะฌานที่ ๒-๔ และปัจฉิมจิตต์) วาระนี้ปิดที่หน้า ๔๓๓ ด้วย 'อุปฺปาทนิโรธวารํ นิฏฺฐิตํ' ตามด้วยวาระสั้นมากชื่อ 'ปริญฺญาวาร' ซึ่งเพียงยืนยันว่าผู้กำหนดรู้ (ปริชานาติ) กายสังขารกับวจีสังขารเป็นคู่ตรงกันสมบูรณ์ (อามนฺตาทั้งสองทาง) โดยอ้างอิงรูปแบบเดียวกับที่เคยวิภาคไว้แล้วในขันธยมก จากนั้นข้อความประกาศปิดเล่มทั้งหมดว่า 'สงฺขาร
- หน้า ๔๓๔–๔๓๗ เปิดอนุสยยมก: อนุสัย ๗ นอนเนื่องที่ไหน และคู่ใดนอนเนื่องด้วยกันเสมอ เริ่มหมวดใหม่ 'อนุสยยมก' ว่าด้วยอนุสัย ๗ (กามราคะ ปฏิฆะ มานะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา ภวราคะ อวิชชา) หน้า ๔๓๔ เปิดด้วย 'กัตถวาร' บอกที่ตั้งของแต่ละอนุสัย เช่น กามราคะนอนเนื่องเฉพาะในเวทนา ๒ (สุข-อุเบกขา) ของกามธาตุ ปฏิฆะนอนเนื่องเฉพาะในทุกขเวทนา ส่วนทิฏฐิ วิจิกิจฉา อวิชชา แผ่ครอบคลุมธรรมที่นับเนื่องในสักกายะทั้งหมด จากนั้นเข้าสู่ 'อนุสยวาร' ทดสอบคู่อนุสัยทีละคู่ ประเด็นแท้จริงคือความไม่สมมาตรที่สะท้อนลำดับการละกิเลสของอริยบุคคล ๔ ระดับ — ทิฏฐิ-วิจิกิจฉา ถูกละหมดที่โสดาบัน, กามราคะ-ปฏิฆะ ถูกละหมดที่อนาคาม
- หน้า ๔๓๘–๔๔๐ อนุสยวารขยายเป็นชุดผสาน: ทดสอบอนุสัยหลายตัวพร้อมกัน ตั้งแต่หน้า ๔๓๘ วาระขยายจากการทดสอบอนุสัยทีละคู่ไปเป็นการทดสอบเป็นกลุ่มพร้อมกัน เช่น ถามว่าผู้ที่กามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยนอนเนื่องอยู่ด้วยกันทั้งสองตัวนั้น มานานุสัยนอนเนื่องด้วยหรือไม่ [๑๒๒๘] แล้วขยายชุดขึ้นเรื่อยๆ จนถึงกามราคะ+ปฏิฆะ+มานะ+ทิฏฐิ+วิจิกิจฉารวมกันเทียบกับภวราคะ-อวิชชา [๑๒๓๐]-[๑๒๓๑] รูปแบบการหาข้อยกเว้นยังคงอิงบุคคล ๓-๔ จำพวกเดิม (ปุถุชน, โสดาบัน/สกทาคามี, อนาคามี) เป็นเครื่องพิสูจน์ความไม่สมมาตรแบบเดียวกับหมวดก่อน คือกามราคะ-ปฏิฆะ (แม้รวมกันเป็นชุด) ยังคงมีทิศทางเดียวกับมานะ-ภวราค
- หน้า ๔๔๑ จบวาระบุคคลเทียบอนุสัยหกกองกับอวิชชา (ต่อจากตอนก่อน) หน้านี้เป็นส่วนท้ายของหัวข้อก่อนหน้า (ต่อเนื่องจากเล่มก่อน) ที่ทดสอบว่า ผู้ใดมีอนุสัยหกกองครบ (กามราคะ ปฏิฆะ มานะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา ภวราคะ) ผู้นั้นต้องมีอวิชชานุสัยด้วยหรือไม่ ทิศทางไปตอบว่า 'แน่นอน' แต่ทิศทางกลับ (ผู้มีอวิชชานุสัย ต้องมีอนุสัยหกกองครบหรือไม่) ไม่สมมาตร ต้องแยกตอบเป็นรายบุคคล เช่น พระอนาคามีมีอวิชชา มานะ และภวราคะ แต่ไม่มีกามราคะ ปฏิฆะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉาแล้ว ส่วนปุถุชนมีครบทั้งเจ็ด แสดงว่าอวิชชาเป็นกิเลสที่ยังคงเหลืออยู่กว้างที่สุด แม้กิเลสอื่นจะถูกละไปตามลำดับมรรคแล้วก็ตาม
- หน้า ๔๔๒–๔๔๕ โอกาสวาร: อนุสัยคู่ใดแฝงร่วมภูมิเดียวกันได้บ้าง ช่วงนี้เปลี่ยนมุมมองจาก 'บุคคล' เป็น 'ภูมิ/สภาวะ' (ยตฺถ) คือถามว่าที่ใดที่อนุสัยชนิดหนึ่งแฝงอยู่ ที่นั่นอนุสัยอีกชนิดหนึ่งแฝงอยู่ด้วยหรือไม่ ตรวจสอบทีละคู่จนครบทั้งเจ็ดชนิด พบความไม่สมมาตรที่น่าสนใจ เช่น กามราคะกับปฏิฆะไม่เคยแฝงอยู่ในภูมิเดียวกันเลยทั้งสองทิศทาง (เพราะกามราคะผูกกับเวทนาสุขในกามภูมิ ส่วนปฏิฆะผูกกับเวทนาทุกข์) แต่กามราคะกับมานะไม่สมมาตร คือที่ใดมีกามราคะ ที่นั่นมีมานะด้วยเสมอ แต่ที่ใดมีมานะ (เช่นในรูปภูมิ อรูปภูมิ) ไม่จำเป็นต้องมีกามราคะ เพราะมานะแผ่กว้างครอบคลุมทั้งสามภูมิ ขณะที่
- หน้า ๔๔๖–๔๕๑ โอกาสวาร: เมื่อกลุ่มอนุสัยขยายใหญ่ขึ้นจนไม่มีภูมิใดรองรับ ต่อจากการเทียบทีละคู่ ช่วงนี้ขยายเป็นกลุ่มอนุสัยฝั่งซ้ายทีละมากขึ้น (2, 3, 4, 5, 6 ชนิดรวมกัน) แล้วถามว่าภูมิที่มีกลุ่มนั้นแฝงอยู่ มีอนุสัยอีกชนิดแฝงด้วยหรือไม่ ผลลัพธ์ที่โดดเด่นคือ 'นตฺถิ' (ไม่มีภูมิเช่นนั้นเลย) เพราะกามราคะกับปฏิฆะซึ่งเป็นฐานของกลุ่มไม่เคยอยู่ร่วมภูมิเดียวกัน คำถามจึงว่างเปล่าตั้งแต่ต้น เช่น 'ภูมิที่กามราคะและปฏิฆะแฝงร่วมกัน มีมานะแฝงด้วยไหม' ตอบว่าไม่มีภูมิเช่นนั้นอยู่จริง ส่วนทิศทางกลับ (ภูมิที่มีมานะ มีกามราคะและปฏิฆะครบไหม) ต้องแยกตอบตามภูมิและเวทนาอย่างละเอียด
- หน้า ๔๕๒–๔๕๖ ปุคคโลกาสวาร: บุคคล ณ ภูมิหนึ่ง เทียบอนุสัยเป็นคู่ ช่วงนี้รวมสองมุมมองเข้าด้วยกัน คือถามถึง 'บุคคลหนึ่ง ณ ภูมิหนึ่ง' (ยสฺส ยตฺถ) ว่ามีอนุสัยคู่หนึ่งแฝงร่วมกันหรือไม่ ซึ่งให้ความละเอียดมากกว่าการถามแค่บุคคลอย่างเดียวหรือภูมิอย่างเดียว เช่น กรณีกามราคะกับมานะ ทิศไปตอบว่าแน่นอน แต่ทิศกลับพบข้อยกเว้นเจาะจงลงไปถึงตัวบุคคล คือ พระอนาคามีในกามภูมิ (สองเวทนา) และในรูป-อรูปภูมิ มีมานะแฝงอยู่โดยไม่มีกามราคะ (เพราะท่านละกามราคะแล้วแต่ยังไม่ละมานะ) ขณะที่บุคคลสามจำพวกที่เหลือ (โสดาบัน สกทาคามี ปุถุชน) ในรูป-อรูปภูมิก็มีลักษณะเดียวกัน แต่ในกามภูมิพวกเขายังมี
- หน้า ๔๕๗–๔๖๗ ปุคคโลกาสวาร: กลุ่มอนุสัยขยายใหญ่ขึ้น ปิดท้ายฝ่ายอนุโลม เช่นเดียวกับช่วงก่อน แต่ขยายฝั่งซ้ายเป็นกลุ่มอนุสัย 2-6 ชนิดที่บุคคลหนึ่ง ณ ภูมิหนึ่งมีร่วมกัน กลุ่มที่มีกามราคะกับปฏิฆะเป็นฐานจะตอบว่า 'นตฺถิ' เสมอเพราะทั้งคู่ไม่เคยอยู่ร่วมกัน ส่วนทิศทางกลับต้องไล่แยกตามบุคคลสี่ระดับ (ปุถุชน โสดาบัน-สกทาคามี อนาคามี พระอรหันต์) คูณกับภูมิและเวทนาอย่างละเอียด เช่น อนาคามีในรูป-อรูปภูมิมีอวิชชา มานะ และภวราคะร่วมกันโดยไม่มีกามราคะ ปฏิฆะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา ส่วนปุถุชนในภูมิเดียวกันมีครบทั้งห้าอย่างที่เหลือ หน้า ๔๖๗ ปิดท้ายด้วยข้อความ 'อนุโลมํ นิฏฺฐิตํ' ซึ่งเป็นการจบฝ
- หน้า ๔๖๘–๔๖๙ ปัจจนียะ ปุคคลวาร: ผู้ปราศจากอนุสัยเป็นคู่ๆ เริ่มฝ่ายปฏิเสธ (ปัจจนียะ) กลับมาที่มุมมองบุคคลอย่างเดียว โดยถามว่า 'ผู้ใดไม่มีอนุสัยชนิดหนึ่งแฝง ผู้นั้นไม่มีอนุสัยอีกชนิดหนึ่งแฝงด้วยหรือไม่' ซึ่งเป็นภาพสะท้อนกลับของฝ่ายอนุโลม ตัวอย่างที่แสดงลำดับการละกิเลสชัดเจนคือคู่กามราคะ-มานะ: ผู้ไม่มีกามราคะ (เช่นพระอนาคามี) ยังไม่แน่ว่าจะไม่มีมานะด้วย เพราะมานะเพิ่งถูกละที่ขั้นอรหัตต์เท่านั้น แต่ผู้ไม่มีมานะ (คือพระอรหันต์เท่านั้น) ยืนยันได้แน่นอนว่าไม่มีกามราคะด้วย เพราะกามราคะถูกละไปก่อนหน้านั้นแล้วตามลำดับมรรค
- หน้า ๔๗๐–๔๗๒ ปัจจนียะ ปุคคลวาร: กลุ่มอนุสัยที่ขาดหายไปพร้อมกัน ขยายฝ่ายปฏิเสธเป็นกลุ่ม 2-6 ชนิดที่บุคคลหนึ่งไม่มีแฝงพร้อมกัน เทียบกับอนุสัยอีกชนิดหนึ่ง ยืนยันรูปแบบเดิมคือลำดับการละกิเลสตามขั้นมรรคผล เช่น ผู้ไม่มีทั้งกามราคะและปฏิฆะ (อนาคามีขึ้นไป) ยังไม่แน่ว่าไม่มีมานะด้วย เพราะอนาคามียังมีมานะอยู่ ต้องถึงขั้นพระอรหันต์จึงไม่มีมานะร่วมด้วย แต่ในทางกลับ ผู้ไม่มีมานะ (คือพระอรหันต์) ยืนยันได้แน่นอนว่าไม่มีทั้งกามราคะและปฏิฆะด้วย เพราะถูกละไปก่อนแล้ว สะท้อนว่ากิเลสหยาบ (กามราคะ ปฏิฆะ) ถูกละก่อนกิเลสละเอียด (มานะ) เสมอ
- หน้า ๔๗๓–๔๗๖ ปัจจนียะ โอกาสวาร: ภูมิที่ปราศจากอนุสัยเป็นคู่ๆ กลับมาที่มุมมองภูมิ/สภาวะอย่างเดียว ถามว่าภูมิที่ไม่มีอนุสัยชนิดหนึ่งแฝง ไม่มีอนุสัยอีกชนิดหนึ่งแฝงด้วยหรือไม่ พบว่าคำตอบซับซ้อนกว่าฝ่ายบุคคล เพราะต้องแยกตามเวทนาและภูมิ เช่น ภูมิที่ไม่มีกามราคะแฝง ได้แก่ ทุกขเวทนา, รูปภูมิ-อรูปภูมิ, และภูมิที่พ้นโลกียวิสัย (อปริยาปันนะ) แต่ในกลุ่มนี้ ที่ทุกขเวทนากลับยังมีปฏิฆะแฝงอยู่ (เพราะปฏิฆะผูกกับทุกขเวทนาโดยตรง) มีเพียงรูปภูมิ-อรูปภูมิ และภูมิที่พ้นโลกียวิสัยเท่านั้นที่ทั้งสองอนุสัยไม่มีร่วมกันจริง
- หน้า ๔๗๗–๔๘๐ ปัจจนียะ โอกาสวาร: กลุ่มอนุสัยที่ขาดหายไปในภูมิเดียวกัน ขยายฝ่ายปฏิเสธของภูมิเป็นกลุ่ม 2-6 ชนิด เทียบกับอนุสัยอีกชนิดหนึ่ง เผยความแตกต่างระหว่างภูมิที่ยังเป็นโลกีย์กับภูมิที่พ้นโลกีย์ เช่น ภูมิที่ไม่มีทั้งกามราคะและปฏิฆะแฝง ได้แก่รูปภูมิ-อรูปภูมิ และภูมิที่พ้นโลกียวิสัย แต่ในรูปภูมิ-อรูปภูมิยังมีมานะแฝงอยู่ (เพราะมานะยังไม่ถูกตัดขาดจากภูมิเหล่านั้น) มีเพียงภูมิที่พ้นโลกียวิสัยเท่านั้นที่ปราศจากมานะไปด้วย แสดงว่าภูมิที่พ้นโลกีย์เป็นภูมิเดียวที่ปลอดอนุสัยทุกชนิดโดยสมบูรณ์
- หน้า ๔๘๑–๔๘๙ ปัจจนียะ ปุคคโลกาสวาร: บุคคล ณ ภูมิหนึ่ง ที่ปราศจากอนุสัยเป็นคู่ๆ รวมมุมมองบุคคลและภูมิเข้าด้วยกันอีกครั้งแต่เป็นฝ่ายปฏิเสธ ถามว่าบุคคลหนึ่ง ณ ภูมิหนึ่งที่ไม่มีอนุสัยชนิดหนึ่ง ไม่มีอนุสัยอีกชนิดหนึ่งด้วยหรือไม่ ให้ความละเอียดสูงสุดในบรรดามุมมองทั้งหมด เพราะต้องไล่แยกทั้งบุคคลสี่ระดับ ภูมิสามระดับ และเวทนาสามชนิดพร้อมกัน เช่น กรณีกามราคะ-มานะ พระอรหันต์ปราศจากทั้งสองทุกภูมิ และบุคคลสามจำพวกล่าง (ปุถุชน โสดาบัน สกทาคามี) ในกามภูมิสองเวทนา ก็ปราศจากทั้งกามราคะและมานะพร้อมกันเช่นกัน ขณะที่พระอนาคามีในรูป-อรูปภูมิ ปราศจากกามราคะแต่ยังมีมานะแฝงอยู่ ตอกย้ำว่ามานะเป็น
- หน้า ๔๙๐–๔๙๕ ปัจจนียะ ปุคคโลกาสวาร: กลุ่มอนุสัยที่ขาดหายไปพร้อมกัน (ยังไม่จบ) ปิดท้ายช่วงนี้ด้วยการขยายฝ่ายปฏิเสธของมุมมองรวมบุคคล-ภูมิเป็นกลุ่ม 2 ชนิดขึ้นไป (เริ่มจากกามราคะ-ปฏิฆะ) เทียบกับอนุสัยอีกชนิดหนึ่ง ยังคงรูปแบบเดิมคือบุคคลสามจำพวกล่างในรูป-อรูปภูมิปราศจากทั้งกามราคะ-ปฏิฆะ-มานะพร้อมกัน แต่พระอนาคามีในภูมิเดียวกันแม้ปราศจากกามราคะ-ปฏิฆะแล้วก็ยังมีมานะแฝงอยู่ ในหน้า ๔๙๕ เนื้อหาขยับไปเริ่มกลุ่มอนุสัย 4 ชนิด (กามราคะ ปฏิฆะ มานะ ทิฏฐิ) เทียบกับวิจิกิจฉา แต่เนื้อหายังไม่จบภายในช่วงนี้ ต่อเนื่องไปยังหน้าถัดไป
- หน้า ๔๙๖–๔๙๗ อนุสยวาร (ท้ายภาค): ความไม่นอนเนื่องของภวราคานุสัยเทียบกับอนุสัยอื่น เนื้อหาต่อเนื่องจากหน้าก่อน เป็นส่วนท้ายของอนุสยวาร ทดสอบว่าบุคคล ณ ภูมิใดที่ปลอดจากอนุสัย ๕ ตัว (กามราคะ ปฏิฆะ มานะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา) พร้อมกัน จะปลอดจากภวราคานุสัยด้วยเสมอหรือไม่ ทิศไปข้างหน้าตอบรับเสมอ แต่ทิศย้อนกลับมีข้อยกเว้นที่ชี้จุดสำคัญ เช่น ปุถุชนขณะเสวยทุกขเวทนา (ซึ่งเกิดได้เฉพาะกามภูมิ) ปลอดจากภวราคะ กามราคะ มานะ แต่ยังมีปฏิฆะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉานอนเนื่องอยู่ แสดงว่าภวราคะ (ผูกกับภพรูป-อรูป) กับปฏิฆะ (ผูกกับกามภูมิเท่านั้น) แยกขาดจากกันโดยธรรมชาติของภูมิ จึงสรุปย้อนกลับแบบเหมารวมไม่ได้ ปิดท
- หน้า ๔๙๘–๕๐๐ สานุสยวาร หมวดบุคคล: อนุสัยเดี่ยวเทียบคู่กัน เริ่มหมวดใหม่ "สานุสยวาโร" ทดสอบแบบบุคคล (โย...สานุสโย โส...สานุสโยติ) ว่าผู้มีอนุสัยตัวหนึ่งนอนเนื่องอยู่ จะมีอนุสัยอีกตัวหนึ่งนอนเนื่องด้วยเสมอหรือไม่ คู่ที่ถูกละพร้อมกันในมรรคเดียวกัน เช่น กามราคะกับปฏิฆะ (ทั้งคู่ละหมดที่อนาคามิมรรค) ตอบรับสนิททั้งสองทิศ แต่คู่ที่ถูกละต่างมรรคกัน เช่น กามราคะกับมานะ พบความไม่สมมาตรชัดเจน: มีกามราคะจึงมีมานะเสมอ แต่มีมานะไม่จำเป็นต้องมีกามราคะ เพราะพระอนาคามีละกามราคะแล้วแต่ยังมีมานะนอนเนื่องอยู่ (มานะละหมดเฉพาะที่อรหัตมรรค) แสดงให้เห็นว่าลำดับการละกิเลสตามมรร
- หน้า ๕๐๑–๕๐๓ สานุสยวาร หมวดบุคคล: อนุสัยกลุ่มผสมเทียบอนุสัยถัดไป ขยายจากคู่เดี่ยวเป็นการทดสอบกลุ่มอนุสัยที่รวมกันมากขึ้นเรื่อยๆ เทียบกับอนุสัยถัดไปทีละตัว จนครบทั้ง ๗ ตัว เช่น ผู้มีทั้งกามราคะและปฏิฆะนอนเนื่องพร้อมกัน จะมีมานะนอนเนื่องด้วยเสมอ (ตอบรับ) แต่ผู้มีมานะไม่จำเป็นต้องมีทั้งกามราคะและปฏิฆะ เพราะพระอนาคามียังมีมานะแต่ละกามราคะ-ปฏิฆะไปแล้ว รูปแบบความไม่สมมาตรนี้ซ้ำหลักเดิม (คู่ที่ถูกละที่อนาคามิมรรคเทียบกับคู่ที่ถูกละที่อรหัตมรรคเท่านั้นจึงไม่สมมาตร) เพียงแต่ขยายขนาดกลุ่มขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายกลายเป็นการเทียบกลุ่ม ๖ อนุสัย (ทุกตัวยกเว้นอวิชชา) กับอวิชชา
- หน้า ๕๐๔–๕๑๒ สานุสยวาร หมวดโอกาส (ภูมิ): อนุสัยเทียบกันตามที่ตั้งนอนเนื่อง เปลี่ยนกรอบการทดสอบจาก "บุคคล" เป็น "โอกาส" คือภูมิ/เวทนาที่เป็นที่นอนเนื่อง (ยโต...สานุสโย ตโต...สานุสโยติ) ผลลัพธ์ที่น่าสนใจคือคู่ที่เคยสมมาตรสมบูรณ์ในหมวดบุคคลอาจไม่สมมาตรเลยเมื่อพิจารณาตามภูมิ เช่น กามราคะกับปฏิฆะ ซึ่งบุคคลใดมีตัวหนึ่งก็มีอีกตัวเสมอ แต่ในหมวดโอกาสกลับตอบ "โน" ทั้งสองทิศ เพราะกามราคะนอนเนื่องได้ในเวทนาที่เป็นสุข-กลาง ส่วนปฏิฆะนอนเนื่องเฉพาะในทุกขเวทนา จึง "ที่ตั้ง" ของอนุสัยทั้งสองไม่ทับกันแม้จะอยู่ในตัวบุคคลเดียวกันได้ ชี้ให้เห็นว่าแกนบุคคลกับแกนภูมิเป็นเกณฑ์คนละมิติที่ให้ผล
- หน้า ๕๑๓–๕๒๖ สานุสยวาร หมวดบุคคล-โอกาสรวม: จบอนุโลม รวมสองเกณฑ์เข้าด้วยกัน (โย ยโต...สานุสโย โส ตโต...สานุสโยติ) คือถามว่า "ผู้ใด ณ ที่ใด" มีอนุสัยหนึ่งนอนเนื่อง จะมีอีกอนุสัยหนึ่งนอนเนื่อง ณ ที่เดียวกันนั้นด้วยหรือไม่ นี่คือการทดสอบที่ละเอียดที่สุดในสามหมวด ให้ผลลัพธ์ซับซ้อนกว่าเดิมเพราะต้องแยกทั้งชนิดบุคคลและภูมิพร้อมกัน เช่น กามราคะเทียบมานะ ทิศไปข้างหน้าตอบรับ แต่ทิศย้อนกลับแตกออกเป็นหลายกรณีย่อย (อนาคามีในกามภูมิสองเวทนาและรูป-อรูปธาตุ, บุคคลสามจำพวกในรูป-อรูปธาตุ, บุคคลเดียวกันในกามภูมิ) ส่วนคู่กามราคะ-ปฏิฆะยังคงตอบ "โน" ทั้งสองทิศเหมือนหมว
- หน้า ๕๒๗–๕๓๑ ปัจจนียนัย หมวดบุคคล: การหมดอนุสัย (นิรนุสัย) เทียบคู่กัน เข้าสู่ภาคปัจจนียะ (ฝ่ายลบ) ของสานุสยวาร ทดสอบแบบบุคคลเช่นเดิมแต่เปลี่ยนเป็น "นิรนุสัย" คือผู้ที่ละอนุสัยนั้นหมดแล้ว (โย...นิรนุสโย โส...นิรนุสโยติ) คู่ที่ถูกละพร้อมกัน เช่น กามราคะกับปฏิฆะ ยังคงสมมาตรสมบูรณ์ทั้งสองทิศเหมือนภาคบวก แต่คู่ต่างมรรค เช่น กามราคะกับมานะ กลับพลิกทิศความไม่สมมาตร: ผู้หมดกามราคะ (พระอนาคามี) ไม่จำเป็นต้องหมดมานะด้วย มีเพียงพระอรหันต์เท่านั้นที่หมดทั้งคู่ ขณะที่ผู้หมดมานะ (มีแต่พระอรหันต์) ย่อมหมดกามราคะเสมอ นี่คือภาพสะท้อนกลับด้านของความไม่สมมาตรที่พบในภาคอนุโลม
- หน้า ๕๓๒–๕๔๐ ปัจจนียนัย หมวดโอกาส: การหมดอนุสัยเทียบกันตามภูมิ ทดสอบนิรนุสัยตามกรอบโอกาส/ภูมิ (ยโต...นิรนุสโย ตโต...นิรนุสโยติ) พบความไม่สมมาตรเชิงภูมิที่ชัดเจน เช่น กามราคะกับปฏิฆะ: ที่ตั้งซึ่ง "ปลอดจากกามราคะ" ได้แก่ทุกขเวทนา (เพราะกามราคะไม่นอนเนื่องในเวทนานั้นอยู่แล้ว) แต่ที่ตั้งนั้นไม่ใช่ "ปลอดจากปฏิฆะ" เพราะปฏิฆะนอนเนื่องเฉพาะในทุกขเวทนาพอดี ส่วนรูปธาตุ อรูปธาตุ และภูมิที่ไม่นับเนื่องในภพ (โลกุตตระ) ปลอดจากทั้งสองตัวพร้อมกัน แสดงว่าการ "ปลอดจาก" อนุสัยแต่ละตัวผูกติดกับเงื่อนไขภูมิ/เวทนาเฉพาะของตัวเอง ไม่อาจอนุมานไขว้กันได้เสมอไป หน้า ๕๔๐ เป็นรอยต่อที่
- หน้า ๕๔๑–๕๕๐ ปัจจนียนัย หมวดบุคคล-โอกาสรวม: หมดอนุสัยตามทั้งบุคคลและภูมิ (ยังไม่จบ) รวมเกณฑ์บุคคลและโอกาสเข้าด้วยกันในภาคปัจจนียะ (โย ยโต...นิรนุสโย โส ตโต...นิรนุสโยติ) เป็นการคัดกรองละเอียดที่สุด: ต้องระบุทั้งว่าใครและอยู่ ณ ภูมิ/เวทนาใดจึงจะนับว่า "ปลอดจากอนุสัยนั้น ณ ที่นั้น" ตัวอย่างเช่นกามราคะเทียบปฏิฆะ ทิศไปข้างหน้าแตกเป็นหลายกรณี (บุคคลสามจำพวกในทุกขเวทนา, ในรูป-อรูปธาตุ-โลกุตตระ, และพระอรหันต์ในทุกที่) สะท้อนว่ายิ่งเพิ่มมิติการจำแนกยิ่งพบข้อยกเว้นย่อยมากขึ้น ไม่ใช่น้อยลง ณ หน้า ๕๕๐ เนื้อหายังอยู่กลางการไล่ทดสอบคู่กามราคะ-ปฏิฆะ-มานะกับอนุสัยตัวถัดๆ ไป ยังไม่จบหมวดนี้ ต่
- หน้า ๕๕๑–๕๕๙ สานุสยวาร (ต่อ) — ปิดท้ายการทดสอบ "ปราศจากอนุสัย" หลายชั้น ต่อเนื่องจากก่อนหน้า (เป็นส่วนท้ายของสานุสยวารที่เริ่มก่อนหน้าหน้า 551) เป็นการทดสอบคู่ตรรกะว่า บุคคล/ภูมิที่ "ปราศจากอนุสัย" กลุ่มหนึ่ง (นิรนุสยา) จำเป็นต้องปราศจากอนุสัยอีกกลุ่มหนึ่งด้วยหรือไม่ โดยขยายจำนวนอนุสัยที่รวมกันขึ้นเรื่อยๆ ประเด็นที่แท้จริงคือความไม่สมมาตรตามลำดับมรรค: ผู้ปราศจากกามราคะ-ปฏิฆะ (กิเลสหยาบที่อนาคามิมรรคละได้) ไม่จำเป็นต้องปราศจากภวราคะ-มานะ-อวิชชา (กิเลสละเอียดที่ละได้เฉพาะอรหัตมรรค) แต่ในทางกลับกันผู้ปราศจากภวราคานุสัยแล้วย่อมปราศจากกามราคะ-ปฏิฆะไปด้วยเสมอ (ตอบ "อามนฺต
- หน้า ๕๕๙–๕๖๐ ปชหนวาโร: อนุโลม — การละอนุสัยเดี่ยว นับเป็นรายบุคคล เริ่มวาระใหม่ "ปชหนวาโร" ว่าด้วยการ "ละ" (ปชหติ) อนุสัย เปลี่ยนจากถามว่าใครปราศจากอนุสัยอยู่แล้ว มาถามว่าใครกำลังละอนุสัยหนึ่งแล้วต้องละอีกอนุสัยหนึ่งด้วยหรือไม่ คู่กามราคะ-ปฏิฆะเป็นคู่สมมาตรสมบูรณ์เพราะถูกละพร้อมกันด้วยอนาคามิมรรคมรรคเดียว แต่เมื่อเทียบกับมานะกลับไม่สมมาตร เช่นผู้ละกามราคะไม่จำเป็นต้องละมานะ (ตอบ "ตเทกฏฺฐํ ปชหติ" คือละร่วมกันได้แค่บางกรณี ไม่ใช่เสมอไป) ขณะที่ผู้ละอวิชชาย่อมละกามราคะไปด้วยเสมอเพราะเป็นกิเลสที่ละท้ายสุดในลำดับมรรค
- หน้า ๕๖๑–๕๖๒ ปชหนวาโร: อนุโลม — การละอนุสัยรวมหลายตัว นับเป็นรายบุคคล ขยายจากการละอนุสัยเดี่ยวเป็นการละอนุสัยหลายตัวพร้อมกัน (เช่น กามราคะ+ปฏิฆะ, หรือกามราคะ+ปฏิฆะ+มานะ) แล้วถามว่าบุคคลนั้นต้องละอนุสัยอื่นด้วยหรือไม่ พบว่ายิ่งกลุ่มอนุสัยที่ถูกละครบชุดอนาคามิมรรคมากเท่าไร คำตอบฝั่งหนึ่งยิ่งกลายเป็น "นตฺถิ" (ไม่มีบุคคลเช่นนั้นเลย) เช่น ผู้ละอวิชชาแล้วไม่จำเป็นต้องละกามราคะ-ปฏิฆะ-มานะครบทั้งสามตัว จะละเพิ่มได้แน่นอนเฉพาะมานะเท่านั้น แสดงว่าการรวมกลุ่มอนุสัยยิ่งเผยช่องว่างของลำดับมรรคชัดขึ้น
- หน้า ๕๖๒–๕๖๕ ปชหนวาโร: อนุโลม — การละอนุสัยเดี่ยว นับตามฐาน/ภูมิ เปลี่ยนหน่วยพิจารณาจากตัวบุคคล (โย...โส) เป็นฐานที่ตั้ง คือภูมิ เวทนา ธาตุ ที่ละอนุสัยนั้น (ยโต...ตโต) ทำให้พบข้อยกเว้นเชิงพื้นที่แทนเชิงบุคคล เช่น จากฐานรูปธาตุ-อรูปธาตุ (ภูมิที่ไม่มีปฏิฆะอยู่แล้ว) นับว่าละกามราคะได้แต่ไม่นับว่าละปฏิฆะ เพราะปฏิฆะไม่เคยมีในภูมินั้นตั้งแต่ต้น ขณะที่จากฐานกามธาตุ-เวทนาสองอย่าง ละทั้งคู่พร้อมกันเสมอ แสดงว่าความไม่สมมาตรในที่นี้มาจากขอบเขตของภูมิ ไม่ใช่จากลำดับมรรคอย่างเดียวเหมือนวาระก่อนหน้า
- หน้า ๕๖๕–๕๗๐ ปชหนวาโร: อนุโลม — การละอนุสัยรวมหลายตัว นับตามฐาน/ภูมิ ต่อยอดจากวาระก่อนหน้าด้วยการรวมอนุสัยหลายตัวเข้าด้วยกันแล้วถามในเชิงฐาน คำตอบยิ่งซับซ้อนขึ้นเพราะต้องแยกแยะว่าฐานใดละครบชุด ฐานใดละได้บางส่วน เช่น จากฐานทุกขเวทนาละภวราคะ+กามราคะ+มานะได้แต่ไม่ละปฏิฆะ ขณะที่จากฐานกามธาตุ-เวทนาสองอย่างกลับละภวราคะ+ปฏิฆะได้แต่ไม่ละกามราคะ+มานะ การตอบแบบแจกแจงเป็นภูมิย่อยหลายกรณีเช่นนี้คือรูปแบบความไม่สมมาตรหลักของวาระนี้
- หน้า ๕๗๐–๕๗๓ ปชหนวาโร: อนุโลม — อนุสัยเดี่ยว รวมมิติบุคคลกับฐานเข้าด้วยกัน รวมสองมิติก่อนหน้าเข้าด้วยกันเป็นสูตร "โย ยโต...ปชหติ โส ตโต..." (บุคคลใด จากฐานใด ละ) ทำให้การทดสอบละเอียดขึ้นอีกขั้น ตัวอย่างเด่นคือคู่ปฏิฆะ-อวิชชา ซึ่งปกติถูกละคนละมรรค (ปฏิฆะโดยอนาคามิมรรค อวิชชาโดยอรหัตมรรค) จึงไม่น่าสัมพันธ์กัน แต่พบว่าในบางฐาน (เช่นทุกขเวทนา) ทั้งสองถูกละร่วมกันได้ ("ตเทกฏฺฐํ ปชหติ") แสดงว่าความสัมพันธ์ระหว่างอนุสัยไม่ได้ขึ้นกับลำดับมรรคอย่างเดียว แต่ขึ้นกับฐานที่ตั้งของอนุสัยนั้นด้วย
- หน้า ๕๗๓–๕๗๗ ปชหนวาโร: อนุโลม — อนุสัยรวม บุคคล+ฐานรวมกัน จบฝั่งอนุโลม ชุดทดสอบสุดท้ายฝั่งอนุโลม รวมทั้งอนุสัยหลายตัวและฐานหลายฐานเข้าด้วยกัน คำตอบส่วนใหญ่เป็น "นตฺถิ" คือไม่มีบุคคล ณ ฐานใดเลยที่ละกลุ่มใหญ่แล้วไม่ละตัวที่เหลือ สะท้อนว่ายิ่งรวมอนุสัยมาก ยิ่งบีบให้เหลืออรหัตมรรคเป็นทางเดียวที่ตอบโจทย์ครบ จบด้วยข้อความ "อนุโลมํ นิฏฺฐิตํ ฯ" ที่หน้า 577 ปิดฉากการทดสอบฝั่งบวก (ผู้ที่ "ละ") ของปชหนวารทั้งหมด ก่อนเข้าสู่ฝั่งปฏิเสธ
- หน้า ๕๗๗–๕๘๑ ปชหนวาโร: ปัจจนียะ — การไม่ละอนุสัยเดี่ยว นับเป็นรายบุคคล เข้าสู่ฝั่งปฏิเสธ (ปัจจนียะ) เปลี่ยนคำถามเป็น "ผู้ใดไม่ละอนุสัยหนึ่ง ผู้นั้นไม่ละอีกอนุสัยหนึ่งด้วยหรือไม่" (นปฺปชหติ) ซึ่งเป็นภาพสะท้อนกลับของฝั่งอนุโลม คู่กามราคะ-ปฏิฆะยังคงสมมาตรสมบูรณ์เช่นเดิม แต่คู่กามราคะ-มานะพบข้อยกเว้นที่บุคคล "อคฺคมคฺคสมงฺคี" (ผู้ตั้งอยู่ในอรหัตมรรคขณะนั้น) ซึ่งละกามราคะไปแล้วก่อนหน้าแต่กำลังไม่ละมานะอยู่พอดี แสดงข้อยกเว้นที่บุคคล ณ ขณะแห่งมรรคนั้นเอง
- หน้า ๕๘๑–๕๘๕ ปชหนวาโร: ปัจจนียะ — การไม่ละอนุสัยรวมหลายตัว นับเป็นรายบุคคล ขยายฝ่ายปฏิเสธด้วยการรวมอนุสัยหลายตัว ถามว่าผู้ที่ไม่ละชุดอนุสัยใหญ่ต้องไม่ละอนุสัยที่เหลือด้วยหรือไม่ พบข้อยกเว้นเจาะจงบุคคลบ่อยขึ้น เช่นบุคคล "อฏฺฐมโก" (ผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรค) ที่ไม่ละกามราคะ-ปฏิฆะ-มานะ แต่ขณะนั้นไม่ละวิจิกิจฉาด้วยพอดี ขณะที่บุคคลอื่นซึ่งกำลังละวิจิกิจฉาอยู่กลับไม่เข้าเงื่อนไขนี้ แสดงว่าความไม่สมมาตรเกิดจากบุคคล ณ ขณะหัวเลี้ยวหัวต่อของมรรคแต่ละขั้น
- หน้า ๕๘๖–๕๙๐ ปชหนวาโร: ปัจจนียะ — การไม่ละอนุสัยเดี่ยว นับตามฐาน/ภูมิ กลับมาใช้รูปฐาน/ภูมิ (ยโต...ตโต) แต่คราวนี้เป็นฝ่ายไม่ละ พบว่าฐานที่ยังไม่ละอนุสัยหยาบ (เช่น ทุกขเวทนา กามธาตุ) มักไม่ละอนุสัยละเอียดไปด้วยพร้อมกันเป็นธรรมดา เพราะอนุสัยละเอียดยังไม่ถึงคราวถูกกำหนดในฐานนั้น เช่นคำถาม "ยโต กามราคานุสยํ นปฺปชหติ ตโต มานานุสยํ นปฺปชหตีติ" ต้องตอบแยกภูมิ (รูปธาตุ-อรูปธาตุ ไม่ละกามราคะอย่างเดียว, ทุกขเวทนา-อปริยาปันนะ ไม่ละทั้งคู่) แสดงว่าความไม่ละในฐานหนึ่งไม่ได้แปลว่าไม่ละอนุสัยอื่นเสมอไป
- หน้า ๕๙๐–๕๙๔ ปชหนวาโร: ปัจจนียะ — การไม่ละอนุสัยรวมหลายตัว นับตามฐาน/ภูมิ รวมอนุสัยหลายตัวเข้ากับฐาน/ภูมิฝั่งปฏิเสธ ความซับซ้อนเพิ่มตามจำนวนอนุสัยที่รวม แต่แนวโน้มยังคงเดิม: เมื่อกลุ่มอนุสัยที่ถามครอบคลุมถึงมานะ-ภวราคะ-อวิชชา (กิเลสละเอียดสุด) คำตอบมักกลายเป็น "อามนฺตา" คือสมมาตรสมบูรณ์ไม่มีข้อยกเว้นทางภูมิอีกต่อไป เพราะไม่มีภูมิใดที่ไม่ละกิเลสหยาบแล้วแต่กลับไม่ละกิเลสละเอียดพร้อมกันไม่ได้ สะท้อนว่ายิ่งกิเลสละเอียด ยิ่งผูกกับอรหัตมรรคเพียงมรรคเดียว จึงตัดข้อยกเว้นเชิงภูมิออกไปเกือบหมด
- หน้า ๕๙๔–๖๐๓ ปชหนวาโร: ปัจจนียะ — การไม่ละอนุสัยเดี่ยว รวมมิติบุคคลกับฐาน รวมมิติบุคคลและฐานเข้าด้วยกันในฝั่งปฏิเสธ (โย ยโต...นปฺปชหติ โส ตโต...) เป็นส่วนที่ยาวและละเอียดที่สุดในกลุ่มนี้ ต้องแจกแจงทั้งบุคคล (อนาคามิมรรค อัฏฐมกะ อัคคมรรคสมงคี) และฐาน (เวทนา ภูมิ) พร้อมกัน ตัวอย่างที่แสดงความไม่สมมาตรชัดคือคู่กามราคะ-ปฏิฆะ: บุคคลอนาคามิมรรคจากฐานทุกขเวทนาไม่ละกามราคะแต่ไม่นับว่าไม่ละปฏิฆะ (เพราะปฏิฆะถูกละไปพร้อมกันในขณะนั้นแล้ว) ขณะที่บุคคลอื่นทุกฐานนอกจากอนาคามิมรรคยังคงไม่ละทั้งคู่พร้อมกันเสมอ แสดงว่าจุดหัวเลี้ยวหัวต่อของมรรคเป็นตัวสร้างข้อยกเว้นเดียวในระบบที่เหลือเป็
- หน้า ๖๐๓–๖๐๕ ปชหนวาโร: ปัจจนียะ — การไม่ละอนุสัยรวมหลายตัว รวมมิติบุคคลกับฐาน (ยังไม่จบ) ส่วนสุดท้ายของช่วงนี้ เริ่มการทดสอบฝั่งปฏิเสธแบบรวมทั้งอนุสัยหลายตัวและฐานหลายฐาน (โย ยโต [X จ Y จ]...นปฺปชหติ โส ตโต...) ต่อจากอนุสัยเดี่ยวในหัวข้อก่อนหน้า ยังคงรูปแบบเดิมคือมีข้อยกเว้นเฉพาะที่บุคคลผู้อยู่ ณ รอยต่อของมรรค (เช่น อัคคมรรคสมงคี อนาคามิมรรค) เท่านั้น ส่วนที่เหลือทั้งหมดตอบแบบสมมาตรครบ เนื้อหาส่วนนี้ยังไม่จบภายในหน้า 605 (ตัดกลางตัวอย่างเรื่องคู่กามราคะ-ปฏิฆะกับภวราคานุสัย) และต่อเนื่องไปยังก้อนถัดไป
- หน้า ๖๐๖–๖๑๕ ปชหนวาร ตอนท้าย: การละอนุสัยเป็นกลุ่มหลายตัวพร้อมกัน (ต่อเนื่องจากก่อนหน้า) ต่อเนื่องมาจากหน้า 605 เป็นช่วงปิดท้ายของปชหนวาร (วาระว่าด้วยการละกิเลส) ซึ่งขยายจากการทดสอบอนุสัยทีละคู่ไปเป็นกลุ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ (2, 3, 4, 5 จนถึง 6 ตัวรวมกัน เช่น กามราคะ+ปฏิฆะ+มานะ+ทิฏฐิ+วิจิกิจฉา+ภวราคะ) แล้วถามว่าบุคคล ณ ภูมิ/เวทนาหนึ่งที่ยังละกลุ่มนี้ไม่ได้ จำเป็นต้องยังละอนุสัยอีกตัวหนึ่ง (เช่น อวิชชา) ไม่ได้ด้วยหรือไม่ ตัวอย่างที่ชัดเจน: 'ผู้ยังไม่ละกามราคะ+ปฏิฆะ+มานะ ย่อมยังไม่ละภวราคะ' ตอบรับไม่มีข้อยกเว้น แต่ทิศย้อนกลับ 'ผู้ยังไม่ละภวราคะ ย่อมยังไม่ละกามราคะ+ปฏิฆะ' กลับไม่จริงเสมอไป
- หน้า ๖๑๖–๖๑๘ ปริญญาวาร เริ่มต้น: การกำหนดรู้อนุสัยทีละคู่โดยบุคคล ขึ้นวาระใหม่ 'ปริญฺญาวาโร' ซึ่งใช้โครงสร้างเดียวกับปชหนวารแต่เปลี่ยนคำกริยาเป็น 'ปริชานาติ' (กำหนดรู้รอบ/หยั่งรู้แจ้ง) แทน 'ปชหติ' (ละ) เริ่มทดสอบทีละคู่ในระดับบุคคล (โย...ปริชานาติ) กามราคะกับปฏิฆะเป็นคู่สมมาตรสมบูรณ์ (ตอบ 'อามนฺตา' ทั้งสองทาง) เพราะทั้งคู่เป็นกิเลสเฉพาะกามภูมิที่ถูกกำหนดรู้พร้อมกันเสมอ แต่กามราคะกับมานะกลับไม่สมมาตร: ผู้กำหนดรู้กามราคะย่อมกำหนดรู้มานะด้วย (ในฐานะวัตถุเดียวกัน) แต่ผู้กำหนดรู้มานะไม่จำเป็นต้องกำหนดรู้กามราคะ เพราะมานะแผ่ไปถึงรูปภพและอรูปภพซึ่งไม่มีกามราคะอยู่เลย
- หน้า ๖๑๙–๖๒๗ ปริญญาวาร แบบ "ยโต": กำหนดรู้อนุสัยโดยอิงภูมิ/เวทนา เปลี่ยนมุมมองจากบุคคล (โย) เป็นภูมิ/เวทนา (ยโต) คือถามว่า 'จากภูมิใดที่กำหนดรู้ X จากภูมินั้นกำหนดรู้ Y ด้วยหรือไม่' โดยไล่จากคู่เดี่ยวไปจนถึงกลุ่มใหญ่ 5-6 ตัว ตัวอย่างชัดเจน: จากภูมิใดกำหนดรู้กามราคะ จากภูมินั้นกำหนดรู้มานะเสมอ (อามนฺตา) แต่ย้อนกลับ จากภูมิใดกำหนดรู้มานะ ไม่จำเป็นต้องกำหนดรู้กามราคะ เพราะในรูปธาตุและอรูปธาตุมีการกำหนดรู้มานะได้โดยไม่มีกามราคะให้กำหนดรู้เลย ขณะที่ในกามธาตุสองเวทนาทั้งสองตัวถูกกำหนดรู้พร้อมกัน จุดสำคัญคือ ข้อยกเว้นทั้งหมดผูกอยู่กับ 'เขตภูมิ' ของกิเลสแต่ละตัว ไม่ใ
- หน้า ๖๒๘–๖๓๔ ปริญญาวาร แบบผสมบุคคล-ภูมิ (โย ยโต) จนจบอนุโลม รวมสองมุมมองเข้าด้วยกันเป็นสูตร 'โย ยโต...ปริชานาติ โส ตโต...ปริชานาติ' (บุคคลใด ณ ภูมิใด กำหนดรู้ X บุคคลนั้น ณ ภูมินั้น กำหนดรู้ Y ด้วยหรือไม่) แล้วขยายกลุ่มอนุสัยขึ้นเรื่อยๆ จนครบ 6 ตัว ตัวอย่างที่แสดงตรรกะของลำดับมรรคชัดเจน: ผู้กำหนดรู้ภวราคะย่อมกำหนดรู้มานะด้วยเสมอ (อามนฺตา) แต่ผู้กำหนดรู้มานะไม่จำเป็นต้องกำหนดรู้ภวราคะ เพราะพระอัคคมัคคสมังคี (ผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตมรรค) ในกามธาตุสองเวทนา กำหนดรู้มานะแล้วแต่ยังไม่ทันกำหนดรู้ภวราคะ สะท้อนว่ามานะกับภวราคะแม้ถูกตัดพร้อมกันที่อรหัตตมรรค แต่ในขณะกำ
- หน้า ๖๓๕–๖๔๓ ปริญญาวาร ฝั่งปฏิเสธ (ปัจจนียะ) โดยบุคคล: ไม่กำหนดรู้ เริ่มฝั่งปัจจนียะ (คำถามเชิงลบ) ของปริญญาวาร โดยใช้สูตร 'โย...น ปริชานาติ' (ผู้ใดไม่กำหนดรู้ X) แล้วไล่ระดับบุคคลไปจนถึงกลุ่มอนุสัย 6 ตัวเช่นเดิม จุดที่น่าสนใจคือ การปฏิเสธสามารถพลิกกลับว่าคู่ใดสมมาตรหรือไม่สมมาตรจากที่เคยเป็นในฝั่งอนุโลม ตัวอย่าง: มานะกับทิฏฐิ/วิจิกิจฉา ในฝั่งลบพบว่าพระอัฏฐมกะ (ผู้กำลังจะบรรลุโสดาปัตติผล) เป็นข้อยกเว้นทางหนึ่ง เพราะท่านยังไม่กำหนดรู้มานะ แต่กำหนดรู้ทิฏฐิ-วิจิกิจฉาไปแล้ว (สิ่งที่ถูกตัดขาดตั้งแต่โสดาปัตติมรรค) ขณะที่พระอัคคมัคคสมังคีเป็นข้อยกเว้นอีกทางหนึ่ง แสดงว
- หน้า ๖๔๔–๖๕๒ ปริญญาวาร ฝั่งปฏิเสธแบบ "ยโต": ไม่กำหนดรู้โดยอิงภูมิ/เวทนา ฝั่งปฏิเสธที่อิงภูมิ/เวทนาแทนบุคคล (ยโต...น ปริชานาติ) จุดที่น่าสังเกตเป็นพิเศษคือ คู่กามราคะ-ปฏิฆะซึ่งเคยสมมาตรสมบูรณ์เมื่อทดสอบแบบบุคคล (หน้า 616) กลับไม่สมมาตรเมื่อทดสอบแบบภูมิ: จากทุกขเวทนา อาจไม่กำหนดรู้กามราคะได้โดยไม่ต้องหมายความว่าไม่กำหนดรู้ปฏิฆะ (เพราะทุกขเวทนาเป็นฐานเฉพาะของปฏิฆะ) ในขณะที่รูปธาตุและอรูปธาตุทั้งสองไม่ถูกกำหนดรู้พร้อมกัน แสดงให้เห็นว่ามุมมอง 'บุคคล' กับมุมมอง 'ภูมิ/เวทนา' อาจให้คำตอบต่างกันแม้เป็นอนุสัยคู่เดียวกัน ซึ่งเป็นประเด็นวิเคราะห์หลักของช่วงนี้
- หน้า ๖๕๓–๖๖๐ ปริญญาวาร ฝั่งปฏิเสธแบบผสมบุคคล-ภูมิ (โย ยโต) — ยังไม่จบ เข้าสู่สูตรผสมสุดท้าย 'โย ยโต...น ปริชานาติ โส ตโต...น ปริชานาติ' (บุคคลใด ณ ภูมิใด ไม่กำหนดรู้ X บุคคลนั้น ณ ภูมินั้น ไม่กำหนดรู้ Y ด้วยหรือไม่) เริ่มจากคู่เดี่ยวอีกครั้ง เช่น กามราคะกับปฏิฆะ ซึ่งพบข้อยกเว้นที่พระอนาคามิมัคคสมังคี ณ ทุกขเวทนา ยังไม่กำหนดรู้กามราคะแต่กำหนดรู้ปฏิฆะไปแล้ว สะท้อนภาพเดียวกับหน้า 606-615 ว่ากามราคะและปฏิฆะถูกตัดพร้อมกันที่อนาคามิมรรคแต่มีช่วงเหลื่อมในขณะมรรคเอง หน้า 653-660 ยังอยู่ในช่วงทดสอบคู่เดี่ยวและกำลังเริ่มขยายเป็นกลุ่มใหญ่ขึ้น ยังไม่จบสมบูรณ์ในช่วงหน้านี้ เนื
- หน้า ๖๖๑–๖๗๔ ปริญฺญาวาร (ตอนปลาย): ผู้ยังไม่กำหนดรู้อนุสัยหลายหมู่ร่วมกัน เนื้อหาต่อเนื่องจากก่อนหน้า (มาจากหน้าก่อน ๖๖๑) เป็นส่วนท้ายของปริญฺญาวาร ทดสอบคู่ตรรกะ 'ผู้ที่ยังไม่กำหนดรู้ (น ปริชานาติ) อนุสัยกลุ่มหนึ่ง' เทียบกับ 'อนุสัยอีกกลุ่มหนึ่ง' โดยขยายจากคู่เดี่ยวไปจนถึงกลุ่ม ๖ อนุสัยพร้อมกัน ตัวอย่างความไม่สมมาตรที่ชัดคือคู่ [๑๔๗๙]: ผู้ยังไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัย (ปุถุชนทุกคน) ย่อมยังไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัยด้วยเสมอ แต่ผู้ยังไม่กำหนดรู้ภวราคานุสัย (ซึ่งรวมถึงผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตมรรคในภูมิรูปภพ-อรูปภพ) กลับไม่จำเป็นต้องยังไม่กำหนดรู้วิจิกิจฉานุสัยด้วย เพราะวิจิกิจฉาถู
- หน้า ๖๗๕–๖๘๐ ปหีนวาร ทางบุคคล: ผู้ใดละอนุสัยหนึ่งแล้ว ผู้นั้นละอีกอนุสัยหนึ่งด้วยหรือไม่ เปิดหัวข้อใหม่ 'ปหีนวาโร' ทดสอบว่า 'ผู้ใด (ยสฺส) ละอนุสัยหนึ่งแล้ว ผู้นั้นละอีกอนุสัยหนึ่งด้วยหรือไม่' ทั้งแบบคู่เดี่ยวและแบบกลุ่มหลายอนุสัยรวมกัน (เช่น กามราคะ+ปฏิฆะ+มานะ) ตัวอย่างความไม่สมมาตรชัดเจนคือ [๑๔๙๖]: ผู้ใดละกามราคานุสัยแล้ว ผู้นั้นละมานานุสัยด้วยหรือไม่ คำตอบคือไม่แน่นอน เพราะพระอนาคามีละกามราคะแล้วแต่ยังไม่ละมานะ ส่วนพระอรหันต์ละทั้งสอง แต่ในทิศทางกลับ ผู้ใดละมานานุสัยแล้ว ผู้นั้นย่อมละกามราคานุสัยด้วยเสมอ (อามันตา) เพราะมานะถูกละทีหลังกามราคะในลำดับมรรคเสมอ เนื้อหาส่วนนี้ยังอยู่ในม
- หน้า ๖๘๑–๖๘๘ ปหีนวาร ทางภูมิ (โอกาส): ในภูมิใดละอนุสัยหนึ่งแล้ว ภูมินั้นละอีกอนุสัยหนึ่งด้วยหรือไม่ เปลี่ยนมุมจาก 'บุคคล' เป็น 'ภูมิ/พื้นที่' (ยตฺถ...ตตฺถ) ถามว่าในภูมิที่อนุสัยหนึ่งถูกละแล้ว ภูมินั้นอนุสัยอีกตัวถูกละด้วยหรือไม่ คำตอบจำนวนมากใช้รูปพิเศษ 'น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา' (ไม่พึงกล่าวว่าละแล้วหรือยังไม่ละ) ซึ่งเป็นคำตอบเฉพาะของยมกเมื่อคำถามไม่อาจเทียบภูมิได้ตรง ๆ เพราะขอบเขตภูมิของอนุสัยสองตัวไม่ตรงกัน ตัวอย่าง [๑๕๐๗]: ในภูมิที่กามราคานุสัยถูกละ ภูมินั้นปฏิฆานุสัยถูกละด้วยหรือไม่ ตอบว่า 'ไม่พึงกล่าว' ทั้งสองทิศทาง เพราะกามราคะกับปฏิฆะเกิดได้เฉพาะกามภูมิเท่านั้นแต่ระดับการละต
- หน้า ๖๘๙–๗๐๓ ปหีนวาร ทางบุคคลและภูมิร่วมกัน จนจบอนุโลม รวมสองมุมมองก่อนหน้าเป็นคำถามเดียว 'ผู้ใด ในภูมิใด ละอนุสัยหนึ่งแล้ว ผู้นั้นในภูมินั้นละอีกอนุสัยหนึ่งด้วยหรือไม่' (ยสฺส ยตฺถ...ตสฺส ตตฺถ) ไล่จากคู่เดี่ยวไปจนถึงกลุ่ม ๖ อนุสัยพร้อมกัน ตัวอย่าง [๑๕๑๘]: ผู้ใดในภูมิใดละกามราคานุสัยแล้ว ผู้นั้นในภูมินั้นละมานานุสัยด้วยหรือไม่ คำตอบแยกเป็นหลายกรณีย่อยตามภูมิและเวทนา เช่น พระอนาคามีในกามภูมิสองเวทนาละกามราคะแล้วแต่ยังไม่ละมานะ ส่วนพระอรหันต์ในภูมิเดียวกันละทั้งคู่ แสดงว่าการผูกบุคคลกับภูมิเข้าด้วยกันทำให้คำตอบละเอียดขึ้นเป็นรายกรณีจำนวนมาก แต่หลักตรรก
- หน้า ๗๐๔–๗๐๙ ปัจจนีกะแห่งปหีนวาร ทางบุคคล: ผู้ใดยังไม่ละอนุสัยหนึ่ง เริ่มส่วน 'ปัจจนีกะ' (ด้านลบ) ของปหีนวาร พลิกคำถามเป็น 'ผู้ใดยังไม่ละ (อปฺปหีโน) อนุสัยหนึ่ง ผู้นั้นยังไม่ละอีกอนุสัยหนึ่งด้วยหรือไม่' ทางบุคคลล้วน ๆ ไล่จากคู่เดี่ยวถึงกลุ่มหลายอนุสัยรวมกัน คำตอบเป็นภาพกลับด้าน (contrapositive) ของปหีนวารฝ่ายบวกอย่างสอดคล้องกันทุกคู่ ตัวอย่าง [๑๕๒๙]: ผู้ใดยังไม่ละกามราคานุสัย ผู้นั้นย่อมยังไม่ละมานานุสัยด้วยเสมอ (อามันตา) เพราะมานะถูกละทีหลังกามราคะ แต่ทิศทางกลับ ผู้ใดยังไม่ละมานานุสัย ผู้นั้นยังไม่ละกามราคานุสัยด้วยหรือไม่ ไม่จริงเสมอไป เพราะพระอนาคามียังไม่ละม
- หน้า ๗๑๐–๗๑๕ ปัจจนีกะแห่งปหีนวาร ทางภูมิ: ในภูมิใดยังไม่ละอนุสัยหนึ่ง เปลี่ยนมุมจากบุคคลเป็นภูมิ (ยตฺถ...ตตฺถ) ในฝั่งปัจจนีกะ ถามว่าในภูมิที่อนุสัยหนึ่งยังไม่ถูกละ ภูมินั้นอนุสัยอีกตัวยังไม่ถูกละด้วยหรือไม่ เช่นเดียวกับฝั่งบวกทางภูมิ คำตอบจำนวนมากใช้รูปแบบ 'น วตฺตพฺโพ ปหีโนติ วา อปฺปหีโนติ วา' เมื่อคู่อนุสัยครอบคลุมภูมิไม่ตรงกัน ตัวอย่าง [๑๕๔๐]: ในภูมิที่กามราคานุสัยยังไม่ถูกละ ภูมินั้นปฏิฆานุสัยยังไม่ถูกละด้วยหรือไม่ ตอบว่า 'ไม่พึงกล่าว' ทั้งสองทิศทาง ด้วยเหตุผลเดียวกับคู่นี้ในฝั่งปหีนวารบวกที่หน้า ๖๘๑ คือกามราคะกับปฏิฆะเกิดเฉพาะกามภูมิแต่แยกกันไปตามระดับบุคคลต่า
- หน้า ๗๑๖–๗๑๘ ต่อเนื่อง: การทดสอบอนุสัยที่ยังไม่ถูกละแบบผสมหลายตัว เนื้อหาต่อเนื่องจากหน้าก่อนหน้า เป็นการทดสอบเชิงตรรกะแบบ anuloma-paccanīya ว่า หากอนุสัยหลายตัวรวมกัน (เช่น กามราคะ+ปฏิฆะ+มานะ+ทิฏฐิ) ยังไม่ถูกละในที่ใด วิจิกิจฉานุสัยจะยังไม่ถูกละในที่นั้นด้วยหรือไม่ ทิศทางนี้ตอบว่า 'นตฺถิ' คือไม่มีข้อยกเว้นเลย เพราะวิจิกิจฉาถูกละก่อนอนุสัยกลุ่มนั้นเสมอ แต่ทิศทางย้อนกลับ (หากวิจิกิจฉายังไม่ถูกละ อนุสัยกลุ่มนั้นทั้งหมดจะยังไม่ถูกละด้วยหรือไม่) กลับมีข้อยกเว้น เพราะปฏิฆานุสัยเกิดได้เฉพาะในกามภูมิและเฉพาะเวทนาที่เป็นทุกข์เท่านั้น ในรูปภพ-อรูปภพจึง 'ไม่ควรกล่าว' ว่
- หน้า ๗๑๙–๗๒๕ ปหีนวาร: คู่อนุสัยรายบุคคล เผยลำดับการละตามมรรค หัวข้อนี้ทดสอบคู่อนุสัยทีละคู่ในระดับบุคคล เช่น ถามว่าผู้ใดยังไม่ละกามราคานุสัย ผู้นั้นยังไม่ละมานานุสัยด้วยหรือไม่ คำตอบคือ 'อามันตา' (ใช่เสมอ ไม่มีข้อยกเว้น) เพราะมานะถูกละช้ากว่ากามราคะ แต่ทิศทางย้อนกลับกลับไม่จริงเสมอไป เนื่องจากพระอนาคามีในรูปภพ-อรูปภพยังไม่ละมานานุสัย แต่ได้ละกามราคานุสัยไปแล้วตั้งแต่บรรลุอนาคามิมรรค นี่คือความไม่สมมาตรสำคัญที่สะท้อนว่ากามราคะกับปฏิฆะถูกละโดยอนาคามิมรรค ส่วนมานะ ภวราคะ และอวิชชาถูกละได้เฉพาะโดยอรหัตตมรรคเท่านั้น เช่นเดียวกับคู่ทิฏฐิ-วิจิกิจฉาที่จับคู่กันสม
- หน้า ๗๒๖–๗๓๓ ปหีนวาร: อนุสัยผสมหลายตัวเทียบกับภวราคะและอวิชชา จำแนกตามภูมิและเวทนา ขยายการทดสอบจากคู่เดี่ยวเป็นกลุ่มอนุสัย 2-6 ตัวรวมกัน เทียบกับภวราคานุสัยและอวิชชานุสัย โดยจำแนกคำตอบตามจำนวนบุคคล (2, 3, 4 คน) ที่เข้าเงื่อนไข ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ที่ใดกามราคะและปฏิฆะยังไม่ถูกละ มานะก็ยังไม่ถูกละด้วยเสมอ (นตฺถิ - ไม่มีข้อยกเว้น) แต่ที่ใดมานะยังไม่ถูกละ กามราคะและปฏิฆะจะยังไม่ถูกละด้วยหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับภูมิและชนิดเวทนาขณะนั้น เช่น พระอนาคามีขณะอยู่ในรูปภพ-อรูปภพมีมานะไม่ถูกละแต่กามราคะ-ปฏิฆะ 'ไม่ควรกล่าว' เพราะไม่มีทางเกิดในภูมินั้น ขณะที่ในกามภูมิด้วยเวทนาที่เป็นทุกข์เท่า
- หน้า ๗๓๔–๗๓๕ จบปหีนวาร เริ่มอุปปัชชนวารว่าด้วยการเกิดขึ้นของอนุสัย หน้า 734 ปิดท้ายปหีนวาร (หัวข้อว่าด้วยอนุสัยที่ 'ยังไม่ถูกละ') ด้วยคำว่า 'ปหีนวารํ นิฏฺฐิตํ' จากนั้นเข้าสู่อุปปัชชนวาร ซึ่งใช้วิธีทดสอบคู่แบบเดียวกันทุกประการ แต่เปลี่ยนประเด็นจาก 'อนุสัยที่ยังไม่ถูกละ' เป็น 'อนุสัยที่กำลังเกิดขึ้น' (อุปปัชชติ) ในขณะจิตหนึ่งๆ เช่น ที่ใดกามราคานุสัยเกิดขึ้น ปฏิฆานุสัยก็เกิดขึ้นด้วยเสมอ (คู่สมมาตรสมบูรณ์) แต่ที่ใดมานานุสัยเกิดขึ้น กามราคานุสัยไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นด้วย เพราะพระอนาคามียังมีมานะเกิดขึ้นได้แต่กามราคะเกิดขึ้นไม่ได้แล้ว หัวข้อนี้สั้นมากและใช้คำว่า 'วิตฺ
- หน้า ๗๓๖–๗๔๒ ธาตุวาร: ตั้งคำถามครบทุกกรณีจุติ-ปฏิสนธิข้ามภูมิ หัวข้อใหม่เปลี่ยนกรอบการวิเคราะห์จากสถานะของบุคคลไปเป็นการเปลี่ยนภพภูมิขณะตาย-เกิดใหม่ (จุติ-อุปปัตติ) โดยไล่ถามอย่างละเอียดครบทุกคู่การเปลี่ยนภูมิ เช่น จุติจากกามภูมิไปเกิดในกามภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิ หรือไปเกิด 'นอกกามภูมิ' (คือรูปหรืออรูปรวมกัน) เป็นต้น ครอบคลุมทั้งภูมิบวกและภูมิปฏิเสธผสมกัน สำหรับแต่ละกรณีตั้งคำถามเดียวกันเสมอคือ มีอนุสัยกี่ตัวที่ยังตามนอนเนื่อง (อนุเสนฺติ) กี่ตัวที่ไม่ตามนอนเนื่อง และกี่ตัวที่ถูกตัดขาด (ภงฺคา) ส่วนนี้เป็นการวางกรอบคำถามล้วนๆ ยังไม่ได้ให้คำตอบเชิงตัวเลข
- หน้า ๗๔๓–๗๕๓ ธาตุวาร: คำตอบ - อนุสัยไม่ถูกตัดขาดด้วยการจุติข้ามภูมิ และโคโลฟอนปิดเล่ม ๓๘ ส่วนคำตอบของธาตุวารสรุปเป็นแบบแผนคงที่สำหรับทุกกรณีการข้ามภูมิ คือ บุคคลบางจำพวกยังมีอนุสัยตามนอนเนื่องครบ 7 ตัว (ปุถุชน) บางจำพวกเหลือ 5 ตัว (โสดาบัน-สกทาคามี ผู้ละทิฏฐิและวิจิกิจฉาแล้ว) บางจำพวกเหลือ 3 ตัว (อนาคามี ผู้ละกามราคะและปฏิฆะเพิ่มอีก) และคำตอบซ้ำเสมอว่า 'อนุสยา ภงฺคา นตฺถิ' คือไม่มีอนุสัยตัวใดถูกตัดขาดเพียงเพราะการจุติแล้วไปเกิดในภูมิอื่น ประเด็นวิเคราะห์สำคัญคือ การละอนุสัย (ปหาน) เกิดขึ้นได้เฉพาะด้วยมรรคญาณเท่านั้น ไม่ใช่ผลพลอยได้จากการเปลี่ยนภพภูมิ เมื่อจบธาตุวารในหน้า 753 ตำราปิด
หน้า ๑–๕๐
หน้า ๕๑–๑๐๐
หน้า ๑๐๑–๑๕๐
หน้า ๑๕๑–๒๐๐
หน้า ๒๐๑–๒๕๐
หน้า ๒๕๑–๓๐๐
หน้า ๓๐๑–๓๕๐
หน้า ๓๕๑–๔๐๐
หน้า ๔๐๑–๔๕๐
หน้า ๔๕๑–๕๐๐
หน้า ๕๐๑–๕๕๐
หน้า ๕๕๑–๖๐๐
หน้า ๖๐๑–๖๕๐
หน้า ๖๕๑–๗๐๐
หน้า ๗๐๑–๗๕๐