ปัฏฐาน ภาค ๑
บาลีโรมัน (มหาสังคีติ) · พระอภิธรรมปิฎก · เล่มที่ ๔๐ · ๕๗๗ หน้า
สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๑๐๕ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น
- หน้า ๑–๗ ปัจจยุทเทสและนิทเทสเบื้องต้น: จากเหตุปัจจัยถึงนิสสยปัจจัย อธิบาย "ปัจจัย" ในความหมายของปัฏฐาน ไม่ใช่เพียงความสัมพันธ์คู่ขนานแบบยมกที่บอกว่าธรรมสองอย่าง "ตรงกับ" กัน แต่เป็นความสัมพันธ์เชิงเหตุที่ธรรมหนึ่ง "ค้ำจุน" หรือ "เอื้อ" ให้อีกธรรมหนึ่งเกิดขึ้นหรือดำรงอยู่ได้ โดยเปิดด้วยบัญชีรายชื่อปัจจัยทั้ง 24 (ปัจจยุทเทส หน้า 1) แล้วเข้าสู่นิทเทสอธิบายความหมายของปัจจัยแต่ละข้อทีละข้อ เช่น เหตุปัจจัย คือมูลราก (โลภะ โทสะ โมหะ หรือฝ่ายตรงข้าม) เป็นปัจจัยให้ธรรมที่ประกอบร่วมและรูปที่เกิดจากจิตนั้นมีลักษณะเฉพาะตามรากนั้น อารัมมณปัจจัย คืออารมณ์ (เช่น รูปารมณ์) เป็
- หน้า ๘–๑๓ ปัจจยนิทเทสตอนปลาย: อุปนิสสัยถึงอวิคตปัจจัย จบบัญชีนิยามปัจจัยทั้ง 24 ข้อ โดยแต่ละข้อยังคงเน้นกลไกเชิงเหตุเฉพาะตัว เช่น อุปนิสสยปัจจัย คือธรรมกุศลหรืออกุศลในอดีต หรือแม้แต่บุคคลและสถานที่ (เสนาสนะ) ที่เป็นปัจจัยหนุนส่งอย่างมีน้ำหนักให้ธรรมในภายหลังเกิดขึ้น ต่างจากสหชาตปัจจัยที่ต้องเกิดพร้อมกัน เพราะอุปนิสสัยส่งอิทธิพลข้ามเวลาได้ ปุเรชาตปัจจัย คือวัตถุรูปที่เกิดก่อน (เช่น จักขายตนะ) เป็นฐานให้วิญญาณที่รับรู้อารมณ์นั้นเกิดขึ้นภายหลัง ปัจฉาชาตปัจจัยกลับด้าน คือจิตที่เกิดทีหลังเป็นปัจจัยหนุนค้ำกายที่เกิดก่อนหน้าให้ดำรงอยู่ อาเสวนปัจจัยอธิบายก
- หน้า ๑๔–๑๙ กุสลติกะ ปฏิจจวาร ปัณณัตติวาร: ทดสอบความเป็นไปได้ด้วยเหตุปัจจัย เริ่มอนุโลมติกปัฏฐานด้วยกุสลติกะ (กุศล-อกุศล-อัพยากตะ) เข้าสู่ปฏิจจวาร-ปัณณัตติวาร ซึ่งเป็นขั้นตอนวางกรอบเบื้องต้นก่อนลงรายละเอียดจริง โดยใช้รูปประโยค "สิยา...พึงเกิดขึ้น" (เป็นไปได้ว่า) ทดสอบว่าอาศัยธรรมฝ่ายกุศล อกุศล หรืออัพยากตะเป็นที่ตั้ง ธรรมฝ่ายใดบ้าง (ทั้งเดี่ยวและผสมกันได้ถึง 6 แบบ) จะเกิดขึ้นได้โดยอาศัยเหตุปัจจัยเป็นตัวอย่างนำร่อง จากนั้นขยายไปสู่การผสมปัจจัยหลายข้อเข้าด้วยกันเป็นชั้น ๆ ตั้งแต่หนึ่งมูล สองมูล สามมูล จนถึงมูลรวมทั้งหมด (เอกมูลกะ ทุมูลกะ ฯลฯ) เพื่อสำรวจว่าการรวมปัจจัยแบบใ
- หน้า ๒๐–๒๔ ปัณณัตติวารต่อ: ทุกปัจจัยเป็นมูล และวิธีปัจจนียะ ขยายรูปแบบเดียวกันจากตอนก่อน แต่เปลี่ยนปัจจัยตั้งต้น (มูล) จากเหตุปัจจัยไปเป็นอารัมมณปัจจัย อวิคตปัจจัย และปัจจัยอื่น ๆ ทีละข้อจนครบทั้ง 24 ข้อ เพื่อยืนยันว่ากรอบความเป็นไปได้แบบเดียวกันนี้ใช้ได้กับปัจจัยใดก็ตามที่เลือกเป็นตัวตั้ง จากนั้นส่วนสำคัญคือการพลิกไปใช้วิธีปัจจนียะ (ปฏิเสธ) คือทดสอบว่าธรรมจะเกิดขึ้นได้หรือไม่เมื่อ "ไม่มี" ปัจจัยนั้น ๆ เช่น นเหตุปัจจัย นอารัมมณปัจจัย และยังผสมทั้งสองวิธีเข้าด้วยกัน (อนุโลมปัจจนียะ และปัจจนียานุโลม) เพื่อดูว่าเมื่อมีปัจจัยหนึ่งแต่ไม่มีอีกปัจจัยหนึ่งพร้อมก
- หน้า ๒๕–๓๐ ปฏิจจวารฉบับเต็ม: เหตุ อารัมมณ อธิปติ ถึงสหชาตปัจจัย กับการนับขันธ์ เข้าสู่การอธิบายจริงของปฏิจจวาร โดยเปลี่ยนจาก "พึงเกิดขึ้น" เป็น "เกิดขึ้นแน่นอน" (อุปฺปชฺชติ) และลงรายละเอียดว่าเมื่ออาศัยขันธ์กุศลหนึ่งขันธ์เป็นที่ตั้ง จะมีขันธ์อีกสามขันธ์เกิดขึ้นโดยเหตุปัจจัยอย่างไร แสดงให้เห็นว่ามูลเหตุ (เช่น อโลภะ อโทสะ อโมหะ) ในจิตกุศลหนึ่งดวงเป็นปัจจัยให้เจตสิกที่ประกอบร่วมกันมีคุณภาพเชิงจริยธรรมแบบเดียวกัน และยังเป็นปัจจัยให้รูปที่เกิดจากจิตนั้น (จิตตสมุฏฐานรูป) เกิดขึ้นด้วย เช่น สีหน้าท่าทางที่สงบเมื่อจิตเป็นกุศล ส่วนสหชาตปัจจัย (หน้า 28-30) ขยายภาพให้กว้างกว่าจิต คือแ
- หน้า ๓๑–๓๖ นิสสัย อุปนิสสัย ปุเรชาต อาเสวน กัมม วิปาก อาหาร ถึงวิปปยุตตปัจจัย ส่วนนี้ไล่เรียงปัจจัยที่เหลือทีละข้อ โดยหลายข้อผู้แต่งเพียงบอกว่า "เหมือนกับ" ปัจจัยที่อธิบายไปแล้ว (เช่น นิสสยปัจจัยเหมือนสหชาตปัจจัย อุปนิสสยปัจจัยเหมือนอารัมมณปัจจัย) เพื่อไม่ต้องกล่าวซ้ำ แต่ความหมายเชิงเหตุของแต่ละข้อยังต่างกัน เช่น ปุเรชาตปัจจัย (หน้า 31-32) แสดงว่าวัตถุรูปที่เกิดขึ้นก่อนแล้ว เช่น จักขายตนะ เป็นฐานตั้งให้จิตที่รับรู้อารมณ์นั้นเกิดขึ้นในภายหลัง อาเสวนปัจจัยแสดงว่าชวนจิตกุศลหรืออกุศลดวงก่อนเป็นปัจจัยเสริมกำลังให้ชวนจิตดวงถัดไปที่คล้ายกันมีกำลังแรงขึ้น (แต่ใช้ไม่ได้กับวิบาก) แ
- หน้า ๓๗–๔๐ อัตถิ นัตถิ วิคต อวิคตปัจจัย และตารางนับจบฝ่ายอนุโลม จบชุดปัจจัยของปฏิจจวารฝ่ายอนุโลม (บวก) ด้วยอัตถิปัจจัย (การมีอยู่พร้อมกันของธรรมเป็นปัจจัยให้กัน คล้ายสหชาตปัจจัย) และนัตถิ-วิคตปัจจัย (การที่จิตดวงก่อนเพิ่งดับไปเป็นปัจจัยเปิดทางให้จิตดวงถัดไปเกิดขึ้น คล้ายอนันตรปัจจัย) จากนั้นเปลี่ยนรูปแบบเป็นตารางนับจำนวน (คณนา) ว่าเมื่อนำปัจจัยแต่ละคู่มาผสมกัน เช่น เหตุปัจจัยรวมกับอารัมมณปัจจัย หรือรวมกับอธิปติปัจจัย จะมีรูปแบบการเกิดขึ้นของกุศล-อกุศล-อัพยากตะที่ยังสมเหตุสมผลอยู่กี่แบบ (เช่น สาม เก้า หรือหนึ่ง) ส่วนนี้ไม่ได้ให้เนื้อหาเชิงเหตุใหม่ แต่เป็นดัชน
- หน้า ๔๑–๔๖ ปฏิจจวารฝ่ายปัจจนียะ: นเหตุ นอารัมมณ นอธิปติ ถึงนปุเรชาตปัจจัย เปลี่ยนมาอธิบายฝ่ายปัจจนียะ (ปฏิเสธ) คือกรณีที่ธรรมเกิดขึ้นได้โดย "ไม่มี" ปัจจัยข้อนั้น ๆ เป็นตัวชี้ ตัวอย่างสำคัญคือนเหตุปัจจัย ซึ่งแสดงว่าอกุศลจิตบางดวง (ที่ประกอบด้วยวิจิกิจฉาหรืออุทธัจจะ) และวิบาก-กิริยาจิตที่ไม่มีเหตุประกอบ (อเหตุกจิต เช่น ทวิปัญจวิญญาณ) เกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องอาศัยมูลเหตุ (โลภะ โทสะ โมหะ หรือฝ่ายตรงข้าม) เป็นปัจจัย แสดงให้เห็นว่าไม่ใช่ทุกจิตจะต้องมีรากเหตุเสมอไป ส่วนนอารัมมณปัจจัยแสดงว่ารูปที่เกิดจากจิต (จิตตสมุฏฐานรูป) ไม่ต้องอาศัยอารมณ์เป็นปัจจัยเพราะรูปไม่มีการรับรู้ และน
- หน้า ๔๗–๕๑ ปัจจนียะต่อ: นปัจฉาชาต นกัมม นวิปาก ถึงจบชุดนเหตุมูลกะ ไล่เรียงปัจจัยฝ่ายปัจจนียะที่เหลือ เช่น นกัมมปัจจัยแสดงว่าขันธ์กุศลอาศัยเจตนากุศลเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องอ้างอิงกัมมปัจจัยในความหมายที่เจตนาเป็นปัจจัยแก่ตัวเจตนาเอง นวิปากปัจจัยแสดงกรณีที่ธรรมเกิดขึ้นโดยไม่ใช่ผลวิบาก และนมัคคปัจจัยแสดงว่าจิตวิบาก-กิริยาที่ไม่มีเหตุ (อเหตุกจิต) เกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องมีองค์มรรคเป็นปัจจัยเลย เพราะจิตเหล่านี้อ่อนกำลังเกินกว่าจะมีมรรคเดินครบ จากนั้นส่วนท้ายพลิกเป็นตารางนับจำนวน (คณนา) แบบเดียวกับฝ่ายอนุโลม คือนับว่าเมื่อผสมปัจจัยปฏิเสธสองข้อหรือมากกว่าเข้าด้วยกัน (เช่น น
- หน้า ๕๒–๕๕ ตารางนับฝ่ายปัจจนียะต่อ: นอารัมมณ นอธิปติ นปุเรชาต ถึงนวิปากมูลกะ ต่อเนื่องจากตารางนับก่อนหน้า แต่เปลี่ยนตัวตั้ง (มูล) จากนเหตุปัจจัยไปเป็นนอารัมมณปัจจัย นอธิปติปัจจัย นปุเรชาตปัจจัย นปัจฉาชาต-นอาเสวนปัจจัย นกัมมปัจจัย และนวิปากปัจจัยตามลำดับ โดยแต่ละมูลจะถูกนำไปจับคู่กับปัจจัยปฏิเสธอื่น ๆ ทั้งหมดแล้วนับจำนวนรูปแบบที่ยังใช้ได้ (หนึ่ง สอง สาม ห้า เจ็ด หรือเก้า) ส่วนนี้เป็นงานนับเชิงตรรกะล้วน ๆ ไม่มีเนื้อหาเชิงเหตุใหม่ แต่สะท้อนว่ายิ่งปัจจัยที่ตั้งเป็นมูลมีขอบเขตกว้าง (เช่น นอธิปติปัจจัยซึ่งขาดได้ง่ายกว่า) จำนวนรูปแบบที่ยังสมเหตุสมผลก็ยิ่งมากขึ้น ในขณะที่ปัจจัยท
- หน้า ๕๖–๕๗ ปิดท้ายการนับปฏิเสธ: นสัมปยุตต-นวิปปยุตตปัจจัย ส่วนนี้เป็นตารางนับจำนวนแบบผสมปฏิเสธในวาระปฏิจจวาร โดยตั้งเงื่อนไข "ไม่มีสัมปยุตตปัจจัย" และ "ไม่มีวิปปยุตตปัจจัย" เป็นหลัก แล้วนับว่าเมื่อปฏิเสธปัจจัยอื่นร่วมด้วย (เช่น ไม่มีอธิบดี ไม่มีปุเรชาต) ยังเหลือชุดความสัมพันธ์กุศล-อกุศล-อัพยากตะที่เป็นไปได้กี่แบบ เนื่องจากสัมปยุตตปัจจัย (การประกอบร่วมกันของจิต-เจตสิก) และวิปปยุตตปัจจัย (การไม่ประกอบร่วมกัน เช่น รูปกับนาม) เป็นเงื่อนไขที่ครอบคลุมมาก การปฏิเสธทั้งสองพร้อมกันจึงเหลือกรณีที่เป็นไปได้น้อยมาก ส่วนใหญ่ลงเหลือเพียงกรณีเดียว แสดงว่าจิต-เจตสิก-ร
- หน้า ๕๘–๖๓ อนุโลมปัจจนียคณนา: เหตุ อารมณ์ อธิบดี สหชาต จนถึงวิบาก ช่วงนี้นับแบบ "ยึดปัจจัยหนึ่งเป็นบวกไว้ แล้วปฏิเสธปัจจัยอื่นทีละตัว" ไล่ตั้งแต่เหตุปัจจัย อารัมมณปัจจัย อธิบดีปัจจัย อนันตร-สมนันตรปัจจัย สหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสย-อุปนิสสยปัจจัย ปุเรชาตปัจจัย อาเสวนปัจจัย กัมมปัจจัย ไปจนถึงวิบากปัจจัย วิธีนี้ทดสอบว่าปัจจัยหนึ่งจำเป็นต้องพ่วงมากับปัจจัยอื่นเสมอหรือไม่ เช่น "เหตุปจฺจยา นปุเรชาเต สตฺต" หมายความว่าเมื่อมีเหตุปัจจัย (รากเหง้าอย่างอโลภะ-อโทสะ-อโมหะที่ค้ำจุนจิตและเจตสิกที่เกิดร่วม) แต่ไม่มีปุเรชาตปัจจัย (สภาวะที่เกิดก่อนแล้วเป็นที่อาศัย) ก็ยังเ
- หน้า ๖๔–๖๙ อนุโลมปัจจนียคณนา: อาหาร อินทรีย์ ฌาน มรรค จนถึงอวิคตะ ส่วนนี้นับต่อจากหน้าก่อนโดยไล่ปัจจัยที่เหลือ ได้แก่อาหารปัจจัย อินทรียปัจจัย ฌานปัจจัย มัคคปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย วิปปยุตตปัจจัย อัตถิปัจจัย นัตถิ-วิคตปัจจัย และอวิคตปัจจัย ตัวเลขที่ได้ในแต่ละหมวดซ้ำรูปแบบเดียวกับหมวดเหตุปัจจัยแทบทุกประการ (เช่นปฏิเสธอธิบดีได้ 9 แบบ ปฏิเสธอารมณ์ได้ 5 แบบเหมือนกันหมด) เพราะอาหาร อินทรีย์ ฌาน และมรรคในไตรกะนี้ล้วนเป็นปัจจัยที่เกิดร่วมกับกลุ่มจิต-เจตสิกเดียวกันกับเหตุปัจจัย จึงให้ผลการนับที่เทียบเท่ากันโดยพื้นฐาน แสดงว่าปัจจัยจำนวนหนึ่งในทั้งหมด 24 อย่างยุบรวมเป็นกล
- หน้า ๗๐–๗๔ ปัจจนียานุโลมคณนา: นเหตุ นอารมณ์ จนถึงนปุเรชาต-นปัจฉาชาต จุดนี้สลับขั้วการนับ จากเดิม "ยึดปัจจัยบวกแล้วปฏิเสธปัจจัยอื่น" มาเป็น "ยึดปัจจัยที่ถูกปฏิเสธไว้เป็นหลัก แล้วนับว่ายังมีปัจจัยบวกอื่นประกอบร่วมได้กี่แบบ" เริ่มจากนเหตุปัจจัย (สภาวะไร้เหตุ/อเหตุกะ เช่น จิตที่ประกอบด้วยวิจิกิจฉาหรืออุทธัจจะซึ่งมีโมหะเป็นมูลเดียว จึงไม่นับเป็นเหตุปัจจัยเต็มรูป) นอารัมมณปัจจัย นอธิบดีปัจจัย ไปจนถึงนอุปนิสสยปัจจัยและนปุเรชาต-นปัจฉาชาตปัจจัย ตัวอย่างเช่น "นเหตุปจฺจยา อารมฺมเณ เทฺว" แสดงว่าธรรมที่ไร้เหตุปัจจัยยังมีอารัมมณปัจจัย (การรับรู้อารมณ์) ประกอบร่วมได้ถึง 2 แบบ
- หน้า ๗๕–๘๐ ปัจจนียานุโลมคณนา: นอาเสวน นกัมม จนจบวาระปฏิจจะ ส่วนนี้นับต่อด้วยนอาเสวนปัจจัย นกัมมปัจจัย นวิปากปัจจัย นอาหารปัจจัย นอินทรียปัจจัย นฌานปัจจัย นมัคคปัจจัย นสัมปยุตตปัจจัย นวิปปยุตตปัจจัย และนอัตถิ-นัตถิ-นวิคต-นอวิคตปัจจัย ส่วนใหญ่ถูกย่อด้วยคำว่า "สงฺขิตฺตํ" เพราะรูปแบบตัวเลขซ้ำกับที่วางไว้แล้วในหมวดนเหตุปัจจัยก่อนหน้า สะท้อนว่าเมื่อทดสอบปัจจัยที่เกิดร่วมกับกลุ่มจิต-เจตสิกเดียวกัน (เช่น กัมม วิบาก อาหาร อินทรีย์) ผลการนับจะลู่เข้าสู่แบบแผนเดียวกันเสมอ ไม่ว่าจะเริ่มปฏิเสธจากปัจจัยใดก็ตาม ส่วนนี้จบด้วยข้อความ "ปฏิจฺจวาโร นิฏฺฐิโต" ปิดวาระปฏิจจะ
- หน้า ๘๑–๘๔ สหชาตวาร: กุศล-อกุศล-อัพยากตะที่เกิดร่วมกัน เปิดวาระใหม่คือสหชาตวาร (การเกิดร่วมกัน) ซึ่งเปลี่ยนสำนวนจาก "ธรรมที่อาศัย...เกิด" (ปฏิจจ) มาเป็น "ธรรมที่เกิดร่วมกับ...เกิด" (สหชาต) แต่เนื้อหาความสัมพันธ์เชิงเหตุปัจจัยยังคงเดิมทุกประการ เช่น "กุศลธรรมที่เกิดร่วมกับกุศลธรรม เกิดขึ้นโดยเหตุปัจจัย ขันธ์กุศลหนึ่งเป็นปัจจัยแก่ขันธ์อีกสามที่เกิดร่วมกัน" หมายถึงเจตสิกกุศลตัวหนึ่ง (เช่น อโลภะ) เป็นรากเหตุค้ำจุนขันธ์กุศลอื่นที่เกิดพร้อมกันในดวงจิตเดียวกัน ที่สำคัญคือตอนท้ายหมวดมีคำประกาศชัดว่า "ปฏิจฺจตฺถํ นาม สหชาตตฺถํ สหชาตตฺถํ นาม ปฏิจฺจตฺถํ" คือควา
- หน้า ๘๕–๙๐ ปัจจยวาร: เหตุ อารมณ์ อธิบดี อนันตร-สมนันตรปัจจัย เปิดวาระที่สามคือปัจจยวาร (ความเป็นปัจจัยแก่กัน) ใช้สำนวน "เป็นปัจจัยแก่..." แทน "อาศัยเกิด" หรือ "เกิดร่วมกับ" แต่ยังไล่เนื้อหาเดิมผ่านเหตุปัจจัย อารัมมณปัจจัย อธิบดีปัจจัย อนันตร-สมนันตรปัจจัยอย่างละเอียด ตัวอย่างเช่นระบุว่าในขณะปฏิสนธิ ขันธ์วิบากอัพยากตะเป็นปัจจัยแก่กฏัตตารูป (รูปที่เกิดจากกรรมเก่า) โดยเหตุปัจจัย อธิบายกลไกว่าจิตวิบากดวงแรกของภพใหม่ทำหน้าที่เป็นรากค้ำจุนให้รูปร่างกายเกิดขึ้นได้อย่างไร ส่วนอธิบดีปัจจัยแสดงว่าเมื่อเจตสิกตัวหนึ่งเป็นใหญ่ในหมู่ (เช่น ฉันทะหรือวิริยะ) จะเป็นปัจจัย
- หน้า ๙๑–๙๕ ปัจจยวาร: สหชาต อัญญมัญญ นิสสย ปุเรชาต อาเสวน กัมม วิบาก อาหาร ส่วนนี้ไล่ปัจจัยที่เหลือในปัจจยวารต่อ ได้แก่สหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสย-อุปนิสสยปัจจัย ปุเรชาตปัจจัย อาเสวนปัจจัย กัมมปัจจัย วิบากปัจจัย และอาหารปัจจัย ที่น่าสนใจคืออัญญมัญญปัจจัย (ปัจจัยเกื้อกูลกันสองทาง) เป็นปัจจัยส่วนน้อยที่ทำงานแบบ "ต่างเป็นเหตุแก่กันและกัน" จริง เช่น มหาภูตรูปหนึ่งเป็นปัจจัยแก่มหาภูตรูปอีกสามและในทางกลับกันด้วย ต่างจากปุเรชาตปัจจัย (สภาวะที่เกิดก่อน) ซึ่งทำงานทิศทางเดียว คือวัตถุ (เช่นจักขุปสาท) ต้องเกิดก่อนแล้วจึงเป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณที่เกิดทีหลัง ไม่มีทางย้อนกลับ
- หน้า ๙๖–๙๙ ปัจจยวาร: อินทรีย์ ฌาน มรรค สัมปยุตต และวิปปยุตตปัจจัยโดยละเอียด ส่วนนี้ไล่อินทรียปัจจัย ฌานปัจจัย มัคคปัจจัย และสัมปยุตตปัจจัยอย่างรวบรัดโดยอ้างอิงกลับไปยังรูปแบบของกัมมปัจจัยและอารัมมณปัจจัยที่วางไว้แล้ว แต่เมื่อถึงวิปปยุตตปัจจัย (ความไม่ประกอบร่วมกัน คือความสัมพันธ์ระหว่างนามกับรูป) กลับได้รับการขยายความละเอียดยืดยาวที่สุดในบรรดาปัจจัยทั้งหมดในช่วงนี้ ครอบคลุมทั้งกรณีจิต-เจตสิกเป็นปัจจัยแก่รูปที่เกิดร่วม (เช่นจิตกุศลเป็นปัจจัยแก่จิตตสมุฏฐานรูปโดยวิปปยุตตปัจจัย) และกรณีวัตถุรูปเป็นปัจจัยแก่จิตย้อนกลับ รวมถึงกรณีปฏิสนธิและอายตนะทั้งหกอย่างละเอียด ความไม่สมดุ
- หน้า ๑๐๐–๑๐๑ ตารางนับปัจจยวารฝ่ายอนุโลม ส่วนนี้เป็นตารางสรุปจำนวนความสัมพันธ์ที่เป็นไปได้ของแต่ละปัจจัยในปัจจยวาร (วาระ "เป็นปัจจัยแก่กัน") เช่นเหตุปัจจัยนับได้ 17 แบบ อารัมมณปัจจัยนับได้ 7 แบบ กัมมปัจจัยและอาหารปัจจัยนับได้ 17 แบบเช่นกัน ตัวเลขที่สูงกว่าปฏิจจวารและสหชาตวารในหมวดเดียวกันสะท้อนว่าความสัมพันธ์แบบ "เป็นปัจจัยแก่" (ปัจจยวาร) เป็นกรอบที่กว้างและครอบคลุมกว่าความสัมพันธ์แบบ "อาศัยเกิด" (ปฏิจจวาร) จึงรองรับชุดการจับคู่ธรรมได้มากกว่า ส่วนนี้จบด้วย "ปจฺจยวาเร อนุโลมํ นิฏฺฐิตํ" ปิดรอบการนับฝ่ายบวกของวาระนี้
- หน้า ๑๐๒–๑๑๐ ปัจจยวาร ฝ่ายปฏิเสธ: นเหตุ นอารมณ์ นกัมม จนจบวาระ เปิดหมวดปฏิเสธของปัจจยวาร เริ่มด้วยตัวอย่างที่มีความหมายเฉพาะเจาะจง คือจิตอกุศลที่ประกอบด้วยวิจิกิจฉาหรืออุทธัจจะเกิดขึ้นโดย "นเหตุปัจจัย" เพราะโมหะซึ่งเป็นมูลเดียวของจิตสองดวงนี้ไม่ถูกนับเป็นเหตุปัจจัยที่สมบูรณ์ ต่างจากจิตที่มีเหตุหลายราก แสดงหลักการว่าการมีมูลเพียงตัวเดียวไม่เพียงพอเข้าเกณฑ์เหตุปัจจัยเต็มรูป จากนั้นไล่นอารัมมณ นอธิบดี ไปจนถึงนกัมมปัจจัย ซึ่งอธิบายว่าเมื่อตัดบทบาทของเจตนา (ตัวการของกัมมปัจจัย) ออกไป ขันธ์ที่เกิดร่วมกันก็ยังเป็นปัจจัยแก่กันได้ด้วยกลไกอื่น เช่น "กุสเล ขนฺเธ ปจฺจย
- หน้า ๑๑๑–๑๑๘ ปัจจยวาร - นับองค์ประกอบเมื่อปฏิเสธปัจจัยหนึ่งซ้อนบนความสัมพันธ์ที่ตั้งไว้แล้ว (อนุโลมปัจจนียะ) ช่วงนี้เป็นการนับจำนวนกลุ่มธรรมที่ยังใช้ได้ เมื่อตั้งความสัมพันธ์เชิงบวกไว้ก่อน (เช่น เหตุปัจจัยและอารัมมณปัจจัยเกิดร่วมกันแล้ว) แล้วจึงลองปฏิเสธปัจจัยตัวถัดไปทีละตัว เพื่อดูว่ายังเหลือกลุ่มธรรมกี่แบบที่สัมพันธ์กันได้ เช่น เมื่อมีเหตุและอารมณ์อยู่แล้ว หากปฏิเสธอธิปติปัจจัย (ความเป็นใหญ่) ยังเหลือ ๗ กลุ่ม แต่หากปฏิเสธปุเรชาตปัจจัย (สภาวะที่เกิดก่อน) กลับเหลือเพียง ๓ กลุ่ม แสดงว่าปุเรชาตปัจจัยมีเงื่อนไขจำกัดกว่ามาก เพราะใช้ได้เฉพาะกับรูปที่เกิดก่อนแล้วเป็นที่อาศัย (เช่นวัตถุ) ไม่ใช่กับนามธรรมทั่วไ
- หน้า ๑๑๙–๑๒๖ ปัจจยวาร - นับองค์ประกอบจากฐานที่ปฏิเสธปัจจัยหลายชั้นซ้อนกัน (ปัจจนียานุโลม) ส่วนนี้กลับทิศจากตอนก่อนหน้า คือเริ่มจากฐานที่ "ปราศจาก" ปัจจัยหลักก่อน เช่น สภาวะที่ไม่มีเหตุ (นเหตุ เช่น จิตไร้เหตุอย่างวิญญาณทางปัญจทวารหรือโมหะที่ประกอบความลังเลสงสัยและฟุ้งซ่าน) แล้วนับว่าเมื่อเพิ่มปัจจัยเชิงบวกอื่นเข้ามาทีละตัว จะยังรองรับกลุ่มธรรมได้กี่แบบ ยิ่งซ้อนเงื่อนไข "ไม่มี" เข้าไปมากเท่าไร (เช่น ไม่มีเหตุ ไม่มีอธิปติ ไม่มีปุเรชาตะ ไม่มีปัจฉาชาตะ ไม่มีอาเสวนะ ไม่มีกัมมะ) ขอบเขตกลุ่มธรรมที่เหลือก็ยิ่งแคบลงจนสุดท้ายเหลือเพียง ๑ กลุ่มเดียว แสดงให้เห็นว่าแม้จิตที่ไร้เหตุ (อเหตุกจิต) จะข
- หน้า ๑๒๗–๑๓๑ นิสสยวาร - ความสัมพันธ์แบบ "อาศัยเป็นที่พึ่ง" ระหว่างธรรมกับรูปที่เป็นวัตถุ นิสสยวาร (วาระว่าด้วยการอาศัย) ยกตัวอย่างธรรมจริงแทนการนับตัวเลข เช่น "อาศัยกุศลธรรมหนึ่งขันธ์ ขันธ์อีกสามที่เหลือจึงเกิดขึ้นได้" หรือ "อาศัยขันธ์กุศล รูปที่เกิดจากจิต (จิตตสมุฏฐานรูป) จึงเกิดขึ้น" จุดเด่นของวาระนี้คือการเน้นย้ำว่านามธรรมต้องอาศัย "วัตถุ" (หทัยวัตถุ) เป็นที่พึ่งทางกายภาพ และมหาภูตรูปทั้งสี่ก็อาศัยกันเองค้ำจุนกันเป็นคู่ ๆ ก่อนจะรองรับอุปาทายรูปที่เหลือ ที่น่าสนใจคืออายตนะทางประสาทสัมผัสแต่ละทวาร (เช่น จักขายตนะ โสตายตนะ) เป็นที่อาศัยเฉพาะของวิญญาณคู่ตนเองเท่านั้น (จักขุวิญญาณอาศั
- หน้า ๑๓๒–๑๔๐ สรุปนับนิสสยวาร และเริ่มสังสัฏฐวาร - การ "ปนเป็นเนื้อเดียวกัน" ของนามธรรมที่เกิดร่วม ตอนต้นของช่วงนี้เป็นการสรุปนับจำนวนกลุ่มธรรมปิดท้ายนิสสยวารทั้งฝ่ายอนุโลมและปัจจนียะ ก่อนเปลี่ยนเข้าสู่สังสัฏฐวาร (วาระว่าด้วยการปนกัน) ซึ่งใช้สูตรคล้ายนิสสยวารแต่เปลี่ยนถ้อยคำจาก "อาศัย" เป็น "ปนกับ" (สํสฏฺโฐ) เพื่อเน้นว่าขันธ์นามธรรมที่เกิดร่วมกันนั้นแนบเนียนเป็นเนื้อเดียวกันดุจน้ำตาลละลายในน้ำ ไม่ใช่แค่พึ่งพากันแบบมีทิศทาง ข้อสังเกตสำคัญคือ "การปนกัน" นี้ใช้ได้เฉพาะระหว่างนามธรรมด้วยกันเท่านั้น ส่วนวัตถุ (หทัยวัตถุ) ซึ่งเป็นรูปธรรม แม้จะเป็นที่อาศัยของขันธ์ได้ แต่กลับไม่ถูกจัดว่า "ปนกับ" ขันธ
- หน้า ๑๔๑–๑๔๖ สังสัฏฐวารต่อเนื่อง - นับกลุ่มธรรมที่ปนกันได้เมื่อผนวกปัจจัยอื่นทีละตัว เนื้อหาช่วงนี้ยังคงอยู่ในสังสัฏฐวาร โดยนำปัจจัยตัวอื่น ๆ มาผนวกกับ "การปนกัน" ที่ตั้งฐานด้วยเหตุ อารมณ์ หรืออธิปติปัจจัยไปทีละชั้น เช่น ปุเรชาตปัจจัย อาเสวนปัจจัย กัมมปัจจัย อาหารปัจจัย อินทริยปัจจัย ฌานปัจจัย มัคคปัจจัย และสัมปยุตตปัจจัย แล้วนับจำนวนกลุ่มธรรมที่ยังปนกันได้ในแต่ละกรณี รูปแบบซ้ำเดิมคือปัจจัยที่มีเงื่อนไขจำเพาะมาก เช่น ปุเรชาตะ (ต้องมีวัตถุเกิดก่อน) หรือวิปากะ (ต้องเป็นจิตวิบากเท่านั้น) จะบีบจำนวนกลุ่มธรรมให้แคบลงเหลือน้อยกว่าปัจจัยที่เกิดร่วมกันได้กว้าง ๆ เช่น สหชาตะหรือนิสสยะ ท้
- หน้า ๑๔๗–๑๕๓ ปิดสังสัฏฐวาร และสัมปยุตตวาร - เหตุใดจึงย่อ เพราะ "ปนกับ" กับ "ประกอบด้วย" มีความหมายเดียวกัน ช่วงนี้ปิดท้ายฝ่ายปัจจนียานุโลมของสังสัฏฐวารด้วยการนับกลุ่มธรรมตามปกติ ก่อนเข้าสู่สัมปยุตตวาร (วาระว่าด้วยการประกอบกัน) ซึ่งใช้สูตรและตัวอย่างธรรมชุดเดียวกันทุกประการกับสังสัฏฐวาร เพียงเปลี่ยนคำว่า "ปนกับ" (สํสฏฺโฐ) เป็น "ประกอบด้วย" (สมฺปยุตฺโต) เท่านั้น พระคัมภีร์เองระบุชัดว่า "สังสัฏฐัตถัง นาม สัมปยุตตัตถัง" คือความหมายของการปนกันกับการประกอบกันเป็นสิ่งเดียวกัน ต่างกันเพียงถ้อยคำ ด้วยเหตุนี้สัมปยุตตวารจึงเป็นวาระที่สั้นและถูกย่อ (สังขิตตัง) อย่างมาก เพราะไม่มีเนื้อหาใหม่ที่ต้องอธิบายเพิ่มจากว
- หน้า ๑๕๔–๑๕๙ ปัญหาวาร เริ่มต้น - เหตุปัจจัยและอารัมมณปัจจัย พร้อมตัวอย่างชีวิตจริงเรื่องบุญและกิเลส ปัญหาวารเป็นวาระที่ละเอียดและมีชีวิตชีวาที่สุด เพราะยกตัวอย่างพฤติกรรมจริงแทนการนับตัวเลขล้วน ๆ เหตุปัจจัยแสดงว่ากุศลมูล (เหตุ) เป็นปัจจัยให้ขันธ์ที่ประกอบกันและรูปที่เกิดจากจิตนั้นเกิดขึ้น ส่วนอารัมมณปัจจัย (ปัจจัยทางอารมณ์) ยกตัวอย่างได้น่าสนใจว่า หลังให้ทาน รักษาศีล หรือทำอุโบสถกรรมแล้ว บุคคลย้อนพิจารณากรรมดีนั้นด้วยใจที่เป็นกุศล (กุศลเป็นอารมณ์ให้กุศลเกิดต่อ) แต่ในทางกลับกัน อารมณ์เดียวกันนั้นเองก็อาจเป็นปัจจัยให้เกิดอกุศลได้ หากบุคคลรู้สึกยินดีพอใจในกรรมดีนั้นจนเกิดราคะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา อุทธ
- หน้า ๑๖๐–๑๖๕ ปัญหาวารต่อเนื่อง - อธิปติปัจจัยสองแบบ อนันตร-สมนันตรปัจจัยกับลำดับการบรรลุมรรค และเริ่มสหชาตปัจจัย อธิปติปัจจัยแบ่งชัดเป็นสองแบบคือ อารัมมณาธิปติ (อารมณ์ที่ถูกยกเป็นประธาน เช่น การให้ความสำคัญยิ่งยวดแก่ทานหรือฌานที่ทำแล้วจนเกิดทั้งกุศลเพิ่มหรือกลับกลายเป็นราคะทิฏฐิได้หากยึดถือ) และสหชาตาธิปติ (ธรรมที่เกิดร่วมแล้วเป็นใหญ่นำพวก เช่น ฉันทะ วิริยะ จิตตะ หรือปัญญาที่เป็นหัวหน้าของขันธ์ที่ประกอบร่วม) จากนั้นอนันตรปัจจัยและสมนันตรปัจจัย (ซึ่งคัมภีร์ปฏิบัติต่อทั้งสองอย่างเสมือนเป็นคู่แฝดความหมายเดียวกัน) แสดงลำดับจิตที่เกิดต่อเนื่องกันอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะลำดับการบรรลุธรรมคือ อนุโลมจิตเป็นปัจจัยแก่
- หน้า ๑๖๖–๑๖๘ สหชาตปัจจัย (ตอนจบ) และอัญญมัญญปัจจัย ช่วงนี้เป็นตอนจบของสหชาตปัจจัย (ปัจจัยที่เกิดพร้อมกัน) ซึ่งไล่แสดงว่ามหาภูตรูป (ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม) ต่างเป็นปัจจัยเกื้อหนุนกันเองและเกื้อหนุนอุปาทายรูปที่เกิดจากจิต จากกรรม จากอาหาร จากอุตุ ตลอดจนในอสัญญสัตว์ เช่น ธาตุดินเป็นปัจจัยแก่ธาตุน้ำ-ไฟ-ลมที่เหลือพร้อมกัน จากนั้นหน้า ๑๖๘ เริ่มอัญญมัญญปัจจัย ซึ่งต่างจากสหชาตปัจจัยตรงที่เน้นการอิงอาศัยกันแบบย้อนกลับไปมา ไม่ใช่ทิศทางเดียว เช่น ขันธ์กุศลข้อหนึ่งเป็นปัจจัยแก่อีกสามขันธ์ และสามขันธ์นั้นก็ย้อนเป็นปัจจัยกลับมาแก่ขันธ์แรกด้วย เหมือนไม้สามท่อนค้ำกั
- หน้า ๑๖๙–๑๗๒ นิสสยปัจจัย: ฐานที่จิตต้องอาศัยจึงเกิดขึ้นได้ นิสสยปัจจัยครอบคลุมทั้งกรณีนามธรรมอาศัยนามธรรมด้วยกัน และกรณีสำคัญคือ "วัตถุ" หรือฐานทางกายภาพเป็นที่อาศัยเกิดของจิต เช่น จักขายตนะ (ประสาทตา) เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ โสตายตนะแก่โสตวิญญาณ แสดงหลักว่าวิญญาณทางปัญจทวารต้องอาศัยประสาทนั้น ๆ เกิดขึ้นเสมอ ส่วนกรณีปฏิสนธิ วิบากขันธ์กับหทยวัตถุต้องอาศัยกันและกันเกิดพร้อมกัน จุดที่น่าสังเกตคือแม้จิตทุกดวงต้องมีที่อาศัย แต่กุศล-อกุศลไม่อาจเป็นที่อาศัยของกันข้ามฝ่ายได้โดยตรง มีเพียงวัตถุซึ่งเป็นอัพยากตะเท่านั้นที่เป็นที่อาศัยร่วมของทั้งสองฝ่ายได้
- หน้า ๑๗๓–๑๗๕ อุปนิสสยปัจจัย ตอนต้น: กุศลเป็นฐานหนุนกุศลให้ยิ่งขึ้นไป เริ่มอุปนิสสยปัจจัย ซึ่งแบ่งเป็น ๓ แบบคือ อารัมมณูปนิสสัย (สิ่งที่นึกถึงด้วยความเคารพหนักแน่นเป็นฐาน เช่น ระลึกถึงทานที่เคยให้จนเกิดกุศลจิตต่อ) อนันตรูปนิสสัย (จิตกุศลดวงก่อนเป็นฐานให้จิตกุศลดวงถัดไปเกิดง่ายขึ้น เช่น อนุโลมจิตหนุนโคตรภูจิต) และปกตูปนิสสัย ซึ่งตอนนี้แสดง "บันไดการปฏิบัติ" ที่ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา เป็นฐานหนุนให้เกิดทาน ศีล ฌาน วิปัสสนา มรรค ไปจนถึงฌาน ๔ อรูปฌาน และอภิญญาทั้งห้า (ตาทิพย์ หูทิพย์ อิทธิวิธี เจโตปริยญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติ) ตามลำดับ จุดที่น่าสังเกตคือปัจจัยนี้ไม่ใช
- หน้า ๑๗๖–๑๗๙ อุปนิสสยปัจจัย: เมื่อกุศลกลายเป็นฐานของกิเลส และห่วงโซ่อกุศลกรรมหนัก ตอนนี้แสดงแง่มุมที่น่าสนใจคือกุศลธรรมเองก็เป็นฐานให้เกิดอกุศลได้ เช่น ผู้ให้ทานหรือรักษาศีลแล้วยึดถือ พอใจ ชื่นชมความดีของตนด้วยความหนักแน่น กลับกลายเป็นฐานให้ราคะหรือทิฏฐิเกิดขึ้นแทน สะท้อนว่าแม้กุศลก็ผูกพันเป็นเหตุแห่งกิเลสได้หากยึดติด จากนั้นเข้าสู่อกุศลหนุนอกุศล ซึ่งแสดงราคะ-ทิฏฐิเป็นฐานหนุนราคะ-ทิฏฐิที่รุนแรงขึ้น ก่อนไล่รายการกรรมหนักที่อาศัยราคะ โทสะ โมหะเป็นฐาน ตั้งแต่ปาณาติบาต อทินนาทาน ไปจนถึงอนันตริยกรรม ๕ (ฆ่ามารดา ฆ่าบิดา ฆ่าพระอรหันต์ ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนห้อพระโลหิต ทำสังฆเภท) และมิจ
- หน้า ๑๘๐–๑๘๓ อุปนิสสยปัจจัย: ความสำนึกผิดเป็นฐานแห่งกุศล และสุข-ทุกข์ทางกายเป็นฐานแห่งสมาบัติ ช่วงนี้แสดงมุมกลับว่าอกุศลก็เป็นฐานให้เกิดกุศลได้ เช่น ผู้ที่ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ หรือกระทั่งฆ่ามารดา-บิดา-พระอรหันต์มาแล้ว เกิดความสำนึกจึงให้ทาน รักษาศีล เจริญฌาน "เพื่อบรรเทาผลกรรมนั้น" ชี้ว่าอกุศลกรรมแม้หนักก็ไม่ปิดทางเจริญกุศลในภายหลัง จากนั้นเข้าสู่กรณีอัพยากตะหนุนอัพยากตะ ซึ่งน่าสนใจว่าเหตุแห่งการเข้าผลสมาบัติมิได้มีแค่การพิจารณาพระนิพพานด้วยความเคารพเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสุขทางกาย ทุกข์ทางกาย ดินฟ้าอากาศ อาหาร และเสนาสนะ ที่เป็นฐานให้พระอรหันต์และพระเสขะเข้าสมาบัติหรือเจริญวิปัสสนาต่อได้ แส
- หน้า ๑๘๔–๑๘๕ ปุเรชาตปัจจัย ปัจฉาชาตปัจจัย และอาเสวนปัจจัย: ลำดับก่อน-หลังและแรงเคยชินของจิต สามปัจจัยนี้เกี่ยวกับมิติเวลา ปุเรชาตปัจจัยแสดงว่าสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนแล้ว (ทั้งอารมณ์ที่มีอยู่ก่อน เช่น รูปารมณ์ และวัตถุที่มีอยู่ก่อน เช่น จักขายตนะ) เป็นปัจจัยให้จิตที่รับรู้สิ่งนั้นเกิดขึ้นทีหลังได้ พร้อมทั้งแสดงว่าเมื่อยึดติดพอใจในตา รูป หรือวัตถุที่มีอยู่ก่อนนั้น ก็เป็นฐานให้ราคะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา อุทธัจจะ โทมนัสเกิดตามมาได้ ส่วนปัจฉาชาตปัจจัยกลับทิศตรงข้าม คือขันธ์ทางใจที่เกิดขึ้นทีหลังกลับเป็นปัจจัยหล่อเลี้ยงกายที่เกิดขึ้นก่อนหน้าให้ดำรงอยู่ต่อไปได้ ส่วนอาเสวนปัจจัยคือแรงเคยชินสะสม จิตดวงก่
- หน้า ๑๘๖–๑๘๗ กัมมปัจจัยและวิปากปัจจัย: เจตนาที่หนุนพร้อมกัน กับเจตนาที่ให้ผลข้ามภพ กัมมปัจจัยแสดงบทบาทของเจตนาในสองลักษณะต่างกันชัดเจน คือ "สหชาตกัมมปัจจัย" ที่เจตนาเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ประกอบร่วมและรูปที่เกิดจากจิตในขณะเดียวกันทันที กับ "นานาขณิกกัมมปัจจัย" ที่เจตนาในอดีตเป็นปัจจัยแก่วิบากขันธ์และรูปที่เกิดจากกรรมซึ่งเกิดขึ้นในเวลาหรือภพอื่น นี่คือกลไกที่อธิบายว่ากรรมให้ผลข้ามเวลาได้อย่างไรในเชิงปัจจัยสัมพันธ์ ต่างจากปัจจัยอื่นส่วนใหญ่ที่เกิดพร้อมกันในขณะเดียว จากนั้นเข้าสู่วิปากปัจจัย ซึ่งแสดงว่าขันธ์วิบากที่เกิดพร้อมกันอิงอาศัยกันเอง โดยเฉพาะในขณะปฏิสนธิที่วิบากขันธ์กับหทยวัตถ
- หน้า ๑๘๘–๑๙๑ อาหารปัจจัย อินทริยปัจจัย และฌานปัจจัย: ปัจจัยหล่อเลี้ยง ควบคุม และยกจิตให้แน่วแน่ สามปัจจัยนี้เน้นบทบาทเฉพาะทางของธรรมกลุ่มหนึ่งต่อขันธ์ที่ประกอบร่วม อาหารปัจจัยแสดงทั้งอาหารทางใจ (ผัสสะ เจตนา วิญญาณที่หล่อเลี้ยงจิตประกอบร่วม) และกวฬิงการาหาร (อาหารคำข้าวจริง) ที่หล่อเลี้ยงกายตรง ๆ เป็นปัจจัยเดียวที่โยงเข้ากับอาหารทางกายภาพชัดเจนในบรรดา ๒๔ ปัจจัย อินทริยปัจจัยแสดงอินทรีย์ ๒๒ ในบทบาทเป็นใหญ่เฉพาะหน้าที่ตน เช่น จักขุนทรีย์เป็นปัจจัยเฉพาะแก่จักขุวิญญาณเท่านั้น และรูปชีวิตินทรีย์ (อินทรีย์รักษาชีวิตของรูป) เป็นปัจจัยพิเศษค้ำจุนกฏัตตารูปให้ดำรงอยู่ ส่วนฌานปัจจัยเริ่มแสดงว่าองค์ฌาน
- หน้า ๑๙๒–๑๙๔ มัคคปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย และวิปปยุตตปัจจัย: องค์มรรคนำทาง กับจิตที่ประกอบ-ไม่ประกอบกับรูป มัคคปัจจัยแสดงองค์มรรค (สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะฝ่ายกุศล และมิจฉาทิฏฐิฝ่ายอกุศล) ในบทบาทปัจจัยนำทางให้จิตดำเนินไปสู่ผล วางโครงสร้างคล้ายฌานปัจจัยแต่เน้นทิศทางของการปฏิบัติ จากนั้นสัมปยุตตปัจจัยชี้ว่าการประกอบกันนี้ใช้ได้เฉพาะระหว่างนามธรรมด้วยกันเท่านั้น (ขันธ์กับขันธ์ที่มีอารมณ์ วัตถุ เกิด-ดับร่วมกัน) ไม่มีทางที่รูปจะสัมปยุตต์กับนามได้ ตรงข้ามกับวิปปยุตตปัจจัยที่เริ่มต้นในช่วงท้าย ซึ่งเป็นปัจจัยที่อาศัย "ความไม่ประกอบกัน" ระหว่างนามกับรูปเป็นตัวเชื่อม เช่น ขันธ์กุศลเป็นปัจจัยแก่รูปที่เกิดจากจิต
- หน้า ๑๙๕–๑๙๙ อัตถิปัจจัย: ปัจจัยรวมที่ครอบคลุมความสัมพันธ์ทุกแบบของสิ่งที่มีอยู่ อัตถิปัจจัยเป็นปัจจัยกว้างที่สุด เพราะไม่จำกัดว่าธรรมสองอย่างสัมพันธ์กันแบบใดแบบหนึ่ง แต่ยืนยันเพียงว่าตราบใดที่สิ่งหนึ่งยังมีอยู่ (ไม่ว่าจะเป็นสหชาต ปุเรชาต ปัจฉาชาต อาหาร หรืออินทรีย์) มันก็เป็นปัจจัยแก่สิ่งที่อาศัยมันได้ ตอนนี้จึงรวบรวมทุกความสัมพันธ์ที่กล่าวมาก่อนหน้าเข้าไว้ในกรอบเดียว เช่น กรณีอัพยากตะหนุนอัพยากตะครอบคลุมตั้งแต่มหาภูตรูปหนุนกันเอง (ไม่ว่าจะเกิดจากจิต กรรม อาหาร อุตุ หรือในอสัญญสัตว์) ไปจนถึงจักขายตนะหนุนจักขุวิญญาณแบบปุเรชาต และกวฬิงการาหารหนุนร่างกายโดยตรง จุดที่น่าสนใจคือ
- หน้า ๒๐๐–๒๐๖ จบภาควิภังค์ของปัฏฐาน เข้าสู่หมวดคณนา: การนับจำนวนปัจจัยที่ประชุมกัน ช่วงนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโครงสร้างคัมภีร์ เริ่มจากปิดท้ายด้วยนัตถิปัจจัย วิคตปัจจัย และอวิคตปัจจัย ซึ่งคัมภีร์ระบุตรง ๆ ว่าให้ขยายความแบบเดียวกับอนันตรปัจจัยและอัตถิปัจจัยที่แสดงไว้แล้ว ไม่ต้องแจกแจงซ้ำ เพราะมีโครงสร้างเหมือนกันทุกประการ ต่างกันเพียงชื่อ จากนั้นคัมภีร์ประกาศจบ "ปัญหาวารวิภังค์" (ภาคอธิบายความหมายของปัจจัยแต่ละคู่) และเริ่มภาคใหม่คือ "อนุโลมคณนา" ซึ่งเปลี่ยนรูปแบบไปอย่างสิ้นเชิง จากการอธิบายว่าธรรมคู่ใดสัมพันธ์กันด้วยปัจจัยใด มาเป็นการนับจำนวนว่าเมื่อยึดปัจจัยหนึ่งเป็นแกนหลัก
- หน้า ๒๐๗–๒๑๒ หมวดคณนา (ต่อ): นิสสยเป็นแกน จนถึงอาหารเป็นแกน การนับจำนวนดำเนินต่อโดยเปลี่ยนปัจจัยที่ใช้เป็นแกนหลักไปเรื่อย ๆ ได้แก่ อัญญมัญญ นิสสย อุปนิสสย ปุเรชาต ปัจฉาชาต อาเสวน กัมม วิปาก และอาหารมูลกัง ตัวเลขที่ปรากฏ (เช่น "นิสสยา เหตุยา สัตต ... อัตถิยา เตรส") คือจำนวนแบบของการประชุมร่วมกันระหว่างปัจจัยแกนกับปัจจัยอื่นในแต่ละคู่ธรรม ข้อสังเกตคืออุปนิสสยมูลกังมีจำนวนค่อนข้างน้อย (ส่วนใหญ่ไม่เกิน ๗) สะท้อนว่าอุปนิสสยปัจจัยมักไม่ค่อยประชุมร่วมกับปัจจัยเกิดพร้อมกันมากนัก ต่างจากสหชาตหรือนิสสยที่เป็นแกนกลางของปัจจัยเกิดพร้อมกันเกือบทั้งหมดจึงมีจำนวนสูงกว่
- หน้า ๒๑๓–๒๒๐ หมวดคณนา (ต่อ): อินทรีย์ ฌาน และมรรคเป็นแกน ปิดท้ายช่วงนี้ด้วยการนับจำนวนโดยใช้อินทริยปัจจัย ฌานปัจจัย และมัคคปัจจัยเป็นแกนหลักตามลำดับ ซึ่งทั้งสามมีรูปแบบตัวเลขคล้ายกันมาก (ส่วนใหญ่อยู่ที่ ๗ เมื่อประชุมกับปัจจัยเกิดพร้อมกันทั่วไป ลดลงเหลือ ๓ เมื่อรวมอัญญมัญญ สัมปยุตต หรือวิปปยุตต และเหลือ ๑ เมื่อรวมวิปาก) สะท้อนว่าอินทรีย์ ฌาน และมรรคมีบทบาทเชิงโครงสร้างคล้ายกันในระบบปัฏฐาน คือเป็นปัจจัยเสริมกำลังที่มักประชุมร่วมกับสหชาตปัจจัยและนิสสยปัจจัยเป็นหลัก มากกว่าจะประชุมกับปัจจัยข้ามเวลาอย่างปุเรชาตหรืออุปนิสสย เนื้อหาช่วงท้ายเริ่มเข้าสู่มัคคมู
- หน้า ๒๒๑–๒๒๖ ปิดท้ายการนับอนุโลม: สัมปยุตต อัตถิ นัตถิ วิคต อวิคตปัจจัย ช่วงนี้เป็นตอนปิดท้ายของ "อนุโลมคณนา" (การนับแบบยืนยัน) ในปัญหาวารของกุสลติกะ โดยไล่ตรวจปัจจัยที่เหลือ ได้แก่ สัมปยุตตปัจจัย (ธรรมที่ประกอบร่วมกัน) วิปปยุตตปัจจัย (ธรรมที่แยกขาดจากกัน เช่น จิตกับรูป) อัตถิปัจจัย (ภาวะที่มีอยู่เป็นปัจจัย) นัตถิ-วิคตปัจจัย (การดับไปของขณะจิตก่อนหน้าเพื่อเปิดทางขณะถัดไป) และอวิคตปัจจัย ตัวเลขที่นับได้แสดงขอบเขตกว้าง-แคบต่างกันชัดเจน คือ อัตถิและอวิคตปัจจัยกว้างที่สุด นับคู่ธรรมได้ถึง ๑๓ คู่ (ผ่านนิสสยปัจจัย) เพราะครอบคลุมสิ่งที่ "มีอยู่" แทบทุกกรณี ขณะที่สัมปยุตตปั
- หน้า ๒๒๗–๒๓๒ เปลี่ยนวิธีวิเคราะห์: อุทธาระเบื้องต้นสู่การนับปัจจนีย์ (นเหตุมูลกะ) เนื้อหาพลิกมุมจากอนุโลมสู่ปัจจนีย์ (วิธีปฏิเสธ) ชัดเจน เริ่มด้วย "ปัจจนียอุทธาระ" ซึ่งย่อทวนความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างกุสล อกุสล และอัพยากตธรรม ให้เหลือเฉพาะปัจจัยหลักที่ใช้จริง เช่น กุสลธรรมเป็นปัจจัยแก่กุสลธรรมด้วยอารัมมณ์ สหชาต และอุปนิสสยปัจจัยเท่านั้น ไม่ใช่ครบทั้ง ๒๔ ปัจจัย ซึ่งใช้เป็นฐานอ้างอิงสำหรับการนับปฏิเสธที่ตามมา จากนั้นจึงเข้าสู่ "นเหตุมูลกะ" อันเป็นแก่นของวิธีปัจจนีย์จริง คือทดสอบคู่ธรรมที่ "ไม่มี" เหตุปัจจัยเชื่อมกัน แล้วนับว่ายังเข้าเงื่อนไขปัจจัยอื่นอีก ๒๓ อย่างได้กี่คู่ ผลปรา
- หน้า ๒๓๓–๒๓๗ นับปัจจนีย์ต่อเนื่อง: นารัมมณะ นสหชาต นอัญญมัญญะ นนิสสยมูลกะ นเหตุมูลกะปิดท้ายในหน้าแรกของช่วงนี้ แล้วต่อด้วยมูลกะปฏิเสธชุดใหม่ที่ทำซ้ำวิธีเดียวกัน คือ นารัมมณมูลกะ (ไม่มีอารัมมณปัจจัย) นสหชาตมูลกะ (ไม่มีสหชาตปัจจัย) นอัญญมัญญมูลกะ (ไม่มีปัจจัยที่อาศัยกันและกัน) และนนิสสยมูลกะ (ไม่มีปัจจัยที่เป็นที่อาศัย) แต่ละมูลกะไม่ได้แจกแจงใหม่ทั้งหมด หากใช้คำย่อ "ยถา นเหตุมูลกัง" (เหมือนนเหตุมูลกะ) บ่อยครั้ง เพราะรูปแบบตัวเลขซ้ำกันเกือบทุกประการ สะท้อนว่าเหตุ อัญญมัญญะ และนิสสยปัจจัยล้วนมีสถานะ "ไม่จำเป็น" ต่อปัจจัยอื่นในทำนองเดียวกัน กล่าวคือการไม่มีความสัมพันธ์แบบพ
- หน้า ๒๓๘–๒๔๔ นับปัจจนีย์: นอุปนิสสยะ นปุเรชาต นปัจฉาชาต นกัมมมูลกะ การนับปัจจนีย์ดำเนินต่อผ่านนอุปนิสสยมูลกะ (ไม่มีปัจจัยสนับสนุนหนักแน่น) นปุเรชาตมูลกะ (ไม่มีปัจจัยที่เกิดก่อน) นปัจฉาชาตมูลกะ (ไม่มีปัจจัยที่เกิดทีหลัง) และนกัมมมูลกะ (ไม่มีกรรมเป็นปัจจัย) ในช่วงนี้ตัวเลขเริ่มยุบตัวแคบลงชัดเจนกว่าตอนต้น เพราะการปฏิเสธปัจจัยที่เกี่ยวกับลำดับเวลา (ก่อน-หลัง) และเจตนา (กรรม) ตัดโอกาสความสัมพันธ์ประเภทอื่นออกไปมากกว่าการปฏิเสธเหตุหรืออัญญมัญญะ ตัวอย่างในนกัมมมูลกะ เมื่อซ้อนเงื่อนไข "ไม่มีปุเรชาตด้วย ไม่มีปัจฉาชาตด้วย" ตัวเลขที่เหลือมักลดเหลือเพียง ๑ คู่ในหลายปัจจัย
- หน้า ๒๔๕–๒๕๐ ปิดการนับปัจจนีย์: นอาหาระ นอินทรีย์ นวิปปยุตต และหมวดปฏิเสธซ้อน ส่วนสุดท้ายของปัจจนียคณนาไล่ตรวจนอาหารมูลกะ (ไม่มีอาหารปัจจัย) นอินทรียมูลกะ (ไม่มีอินทรียปัจจัย) นวิปปยุตตมูลกะ (ไม่มีปัจจัยที่แยกขาดกัน) แล้วปิดท้ายด้วยมูลกะปฏิเสธซ้อนปฏิเสธ คือ โนอัตถิ โนนัตถิ โนวิคต และโนอวิคตมูลกะ ซึ่งทดสอบว่าเมื่อ "ปัจจัยแห่งความมี/ความดับ" เองไม่ปรากฏ ยังมีปัจจัยอื่นเหลืออยู่หรือไม่ ข้อความช่วงนี้แจกแจงแบบย่อ ("สังขิตตัง") เป็นส่วนใหญ่ เพราะตัวเลขซ้ำรูปแบบที่ตั้งไว้ตั้งแต่นเหตุมูลกะแล้ว บ่งชี้ว่าผู้แจกแจงเห็นว่ารูปแบบความสัมพันธ์ของปัจจัยเหล่านี้คงเส้นคงวาพอจะไม่ต้องกางตั
- หน้า ๒๕๑–๒๕๘ เปิดวิธีผสมอนุโลม-ปัจจนีย์: เหตุมูลกะ เปิดหัวข้อใหม่ "อนุโลมปัจจนียคณนา" คือวิธีผสมระหว่างการยืนยันปัจจัยหนึ่งกับการปฏิเสธปัจจัยอื่นพร้อมกัน แทนที่จะปฏิเสธปัจจัยเดียวแล้วดูปัจจัยที่เหลือทั้งหมดแบบตอนก่อน คราวนี้ตั้งต้นด้วยเหตุปัจจัยที่ "มีอยู่จริง" แล้วทดสอบว่าเมื่อจับคู่กับการ "ไม่มี" ปัจจัยอื่นแต่ละตัว ยังเหลือคู่ธรรมกี่คู่ ตัวอย่างชัดเจนคือ เหตุปัจจัยที่มีอยู่จริงแต่ไม่มีอารัมมณปัจจัยร่วมด้วย นับได้ ๗ คู่ แสดงความไม่สมมาตรที่น่าสนใจ คือเหตุ (มูล เช่น โลภะ โทสะ อโลภะ) ทำหน้าที่ปัจจัยโดยประกอบร่วมกับจิต ไม่จำเป็นต้องเป็นอารมณ์ที่จิ
- หน้า ๒๕๙–๒๖๘ วิธีผสมต่อเนื่อง: อารัมมณมูลกะและอธิปติมูลกะ วิธีผสมดำเนินต่อ โดยอารัมมณมูลกะ (ตั้งต้นด้วยอารัมมณปัจจัยที่มีอยู่จริง) ผ่านไปอย่างรวบรัดเพราะตัวเลขซ้ำรูปแบบเดิม ก่อนเข้าสู่อธิปติมูลกะซึ่งเป็นเนื้อหาหลักของช่วงนี้ ครอบคลุมเกือบทั้งหมด โดยตั้งต้นด้วยอธิปติปัจจัย (ปัจจัยฝ่ายเป็นใหญ่/ประธาน) ที่มีอยู่จริง แล้วทดสอบร่วมกับการไม่มีปัจจัยอื่น ตัวอย่างเช่น อธิปติปัจจัยร่วมกับสหชาตและนิสสยปัจจัยที่มีอยู่จริง แต่ไม่มีอารัมมณปัจจัย นับได้ ๗ คู่ แสดงว่าธรรมที่เป็นประธาน (เช่น ฉันทะ วิริยะ จิตตะ หรือปัญญาที่เด่นในขณะนั้น) ทำหน้าที่ปัจจัยโดยไม่จำเป็นต้อง
- หน้า ๒๖๙–๒๗๕ วิธีผสม: อนันตระ สมนันตระ และสหชาตมูลกะ ช่วงสุดท้ายนี้ผสมวิธีอนุโลม-ปัจจนีย์กับอนันตรปัจจัย (ความต่อเนื่องแนบกันของขณะจิต) และสมนันตรปัจจัย (ความต่อเนื่องแนบสนิทในลำดับเดียวกัน) ซึ่งให้ตัวเลขแทบเหมือนกันทุกประการตลอดทั้งสองมูลกะ ทั้งคู่นับได้ ๗ คู่เมื่อจับคู่กับการไม่มีปัจจัยส่วนใหญ่ แต่ลดลงเหลือ ๕ คู่เฉพาะเมื่อจับคู่กับการไม่มีอาเสวนปัจจัย (ปัจจัยแห่งความเสพคุ้น/ทำซ้ำ) เพราะอาเสวนปัจจัยใช้ได้เฉพาะกับขณะจิตชวนวิถีบางประเภทเท่านั้น ไม่ใช่ทุกขณะจิตที่ต่อเนื่องกัน จึงแคบกว่า จากนั้นเข้าสู่สหชาตมูลกะ (ตั้งต้นด้วยสหชาตปัจจัยที่มีอยู่จริง)
- หน้า ๒๗๖–๒๘๑ นิสสยมูลกะ: ยิ่งผนวกเงื่อนไขร่วม ยิ่งเหลือประเภทน้อยลง ช่วงนี้เป็นตารางนับจำนวนแบบกลุ่มธรรม (กุศล-อกุศล-อัพยากตะ) ในนัยปัจจนียะ โดยจบท้ายอัญญมัญญปัจจัยแล้วเข้าสู่นิสสยมูลกะซึ่งยึดนิสสยปัจจัยเป็นฐานแล้วไล่นับว่าเมื่อตัดปัจจัยอื่นออกทีละตัวหรือหลายตัวพร้อมกัน ยังเหลือแบบธรรมกี่ประเภท นิสสยปัจจัยล้วนๆ ให้จำนวนสูงถึง ๑๓ แบบในเกือบทุกคอลัมน์ แสดงว่าเป็นปัจจัยที่แผ่ครอบคลุมกว้างมาก แต่พอผนวกกับอธิปติปัจจัยจำนวนลดเหลือ ๘ ผนวกอินทรีย์เหลือ ๗ ผนวกวิปปยุตตะเหลือ ๕ และเมื่อผนวกเงื่อนไขซับซ้อนหลายชั้นพร้อมกัน (เช่น อารมณ์+อธิปติ+อุปนิสสยะ+ปุเรชาตะ+วิปปยุตตะ) จำ
- หน้า ๒๘๒–๒๘๖ อุปนิสสยมูลกะ: ปัจจัยที่ไม่หวั่นไหวต่อการตัดเงื่อนไขเดี่ยว ช่วงนี้ปิดท้ายนิสสยมูลกะด้วยนิสสยร่วมกับสหชาตธรรมต่างๆ ซึ่งจำนวนยุบเหลือ ๑-๓ แบบเกือบทั้งหมด ก่อนเข้าสู่อุปนิสสยมูลกะที่มีลักษณะเด่นคือ เมื่อยึดอุปนิสสยปัจจัยล้วนๆ เป็นฐาน จำนวนแบบธรรมคงที่ที่ ๙ ในทุกคอลัมน์ที่ตัดปัจจัยอื่นออกทีละตัวโดยไม่ผันแปรเลย ต่างจากนิสสยที่ผันแปรตามเงื่อนไขที่ตัด สะท้อนว่าอุปนิสสยปัจจัยแผ่ปกคลุมกลุ่มธรรมกว้างขวางและสม่ำเสมอเป็นพิเศษ แต่เมื่อผนวกเงื่อนไขเจาะจงอย่างอารมณ์+อธิปติ+ปุเรชาตะพร้อมกัน จำนวนยุบเหลือเพียง ๑ ทันที ที่น่าสังเกตคือในหมวดอุปนิสสย+อนันตระ+สมนันตระ ตัวเล
- หน้า ๒๘๗–๒๙๑ ปุเรชาต-ปัจฉาชาต-อาเสวนมูลกะ: ปัจจัยจำกัดเฉพาะกระบวนจิต เทียบกับกัมมะที่แปรผัน สามมูลกะแรกของช่วงนี้ (ปุเรชาตะ ปัจฉาชาตะ อาเสวนะ) ล้วนมีลักษณะคงที่คือจำนวนแบบธรรมอยู่ที่ ๓ แบบแทบทุกคอลัมน์ไม่ว่าจะตัดปัจจัยใดออก เพราะปัจจัยเหล่านี้ผูกติดกับรูปธรรมหรือกระบวนจิตที่จำกัดมาก (ปุเรชาตะ-ปัจฉาชาตะจำกัดที่รูปในภูมิกามาวจร อาเสวนะจำกัดที่ชวนจิต) ที่น่าสังเกตคือปุเรชาตะร่วมกับอัตถิ-อวิคตะให้จำนวนเท่ากันทุกประการ แสดงว่าปุเรชาตะมีอัตถิและอวิคตะติดตัวอยู่แล้วเสมอโดยธรรมชาติ ตรงข้ามกับตอนท้ายที่เข้าสู่กัมมมูลกะ ซึ่งกัมมปัจจัยล้วนๆ ให้จำนวนสูงถึง ๗ แต่กลับผันแปรมากเมื่อตัดสหชาตะ นิสสยะ ห
- หน้า ๒๙๒–๒๙๖ กัมมมูลกะ (จบ) และวิปากมูลกะ: ปัจจัยที่จำกัดขอบเขตที่สุดในติกะ ช่วงนี้ปิดท้ายกัมมมูลกะด้วยลำดับการผนวกกัมมะเข้ากับสหชาตะ-นิสสยะ-อาหาระ ซึ่งจำนวนไล่ลดจาก ๗ ลงมาที่ ๓ แล้วเหลือ ๑ ตามจำนวนเงื่อนไขที่ผนวกเพิ่ม สอดคล้องกับรูปแบบที่พบในนิสสยมูลกะก่อนหน้า จากนั้นเข้าสู่วิปากมูลกะซึ่งมีลักษณะพิเศษสุดคือ เมื่อยึดวิปากปัจจัยล้วนๆ เป็นฐาน จำนวนแบบธรรมที่นับได้เท่ากับ ๑ ในทุกคอลัมน์โดยไม่มีข้อยกเว้นแม้แต่คอลัมน์เดียว ไม่ว่าจะเป็นวิปากะเดี่ยวหรือวิปากะผนวกสหชาตะ-นิสสยะ-อัญญมัญญะใดๆ นี่เป็นมูลกะที่จำกัดขอบเขตธรรมแคบที่สุดในบรรดามูลกะทั้งหมดที่ผ่านมา สะท้อนว่าวิปากปัจจัย
- หน้า ๒๙๗–๓๐๒ อาหารมูลกะ ตอนที่ ๑: จากอาหารเดี่ยวสู่การผนวกวิปากะ-กัมมะ อาหารมูลกะเริ่มด้วยอาหารปัจจัยล้วนๆ ซึ่งให้จำนวน ๗ แบบในคอลัมน์ทั่วไป แต่เมื่อตัดสหชาตะหรือนิสสยะออกจำนวนยุบเหลือเพียง ๑ ทันที (ต่างจากอัญญมัญญะที่เหลือ ๓) แสดงว่าอาหารปัจจัยที่ปรากฏมักผูกพันกับความเป็นสหชาตะและนิสสยะไปพร้อมกันเกือบเสมอ จากนั้นข้อความไล่ผนวกอาหารเข้ากับวิปากะ (ยุบเหลือ ๑) และกัมมะ (คงที่ ๗ แล้วยุบเหลือ ๓ เมื่อเพิ่มอัญญมัญญะ) ซึ่งยังคงยืนยันรูปแบบเดิมคือยิ่งผนวกเงื่อนไขมาก ขอบเขตยิ่งแคบ จุดที่น่าสังเกตคือรูปแบบการยุบตัวของอาหารปัจจัยเองมีลักษณะเฉพาะ (สหชาตะ=๑ อัญญมัญญะ=๓) ต่างจาก
- หน้า ๓๐๓–๓๐๙ อาหารมูลกะ (จบ) และเริ่มอินทรียมูลกะ: รูปแบบคู่ขนานระหว่างสองปัจจัยค้ำจุน ช่วงนี้ปิดท้ายอาหารมูลกะด้วยการผนวกอาหาระเข้ากับอินทรีย์หลายชั้น (อาหาระ+สหชาตะ+นิสสยะ+อินทรีย์ ผนวกอธิปติเพิ่มอีกชั้น) ซึ่งจำนวนยังไล่ลดจาก ๗ สู่ ๓ สู่ ๑ ตามรูปแบบเดิม ก่อนเข้าสู่อินทรียมูลกะซึ่งยึดอินทรียปัจจัยเป็นฐานแทน ที่น่าสนใจคือฐานอินทรีย์เดี่ยวให้ตัวเลขชุดเดียวกันทุกประการกับฐานอาหารเดี่ยวก่อนหน้า (๗ โดยทั่วไป สหชาตะ=๑ อัญญมัญญะ=๓) แสดงว่าอาหารปัจจัยกับอินทรียปัจจัยมีขอบเขตการปรากฏในกลุ่มธรรมที่ทับซ้อนกันเกือบสมบูรณ์ สอดคล้องกับธรรมชาติของทั้งคู่ในฐานะปัจจัยค้ำจุนที่ทำงานคู่ขนานกันในจิต
- หน้า ๓๑๐–๓๑๗ อินทรียมูลกะ (ต่อ): เมื่อคัมภีร์เริ่มย่อรูปแบบด้วย 'สังขิตตัง...เปฯ' ช่วงนี้ไล่ผนวกอินทรียปัจจัยกับมัคคะ ฌานะ อาหาระ และคู่เหตุ-อธิปติ-สหชาตะไปจนจบอินทรียมูลกะ จุดเปลี่ยนสำคัญคือตั้งแต่หน้า ๓๑๑ เป็นต้นไป ผู้แต่งคัมภีร์เปลี่ยนวิธีเขียนจากการไล่แจกแจงตัวเลขครบทุกคอลัมน์มาเป็นรูปแบบย่อ "สังขิตตัง ฯ...โนวิคเต [ตัวเลข] ฯ" ซึ่งเป็นการยอมรับโดยนัยของผู้แต่งเองว่ารูปแบบการนับซ้ำจนผู้อ่านเข้าใจกฎเกณฑ์แล้ว ไม่จำเป็นต้องแจงครบทุกปัจจัยอีกต่อไป ตัวเลขที่ยังให้ไว้ยังรักษารูปแบบเดิม คือฐานอินทรีย์เดี่ยวให้ ๗ เมื่อผนวกวิปากะเหลือ ๑ แต่ผนวกมัคคะยังคง ๗ เพราะมัคคะเป็นปัจจัยกว้างเ
- หน้า ๓๑๘–๓๒๓ ฌานมูลกะ และเริ่มมัคคมูลกะ: ปัจจัยที่แนบแน่นกับสหชาตะเกือบสมบูรณ์ ฌานมูลกะยึดฌานปัจจัยเป็นฐาน โดยจำนวนแบบธรรมทั่วไปคงที่ที่ ๗ เช่นเดียวกับอินทรียะและอาหาระ แต่จุดต่างสำคัญคือเมื่อตัดสหชาตะหรือนิสสยะออก ตัวเลขยังคงอยู่ที่ ๗ เท่าเดิม ไม่ยุบเหลือ ๑ เหมือนอินทรียะและอาหาระ แสดงว่าฌานปัจจัยแนบแน่นกับความเป็นสหชาตะและนิสสยะของธรรมเกือบสมบูรณ์ กล่าวคือแทบไม่มีกรณีที่ฌานเกิดขึ้นโดยไม่พร้อมเป็นทั้งสหชาตปัจจัยและนิสสยปัจจัยไปในตัว เมื่อเข้าสู่มัคคมูลกะ (ยึดมัคคปัจจัยเป็นฐาน) พบรูปแบบตัวเลขเหมือนกันทุกประการกับฌานมูลกะ (๗ สหชาตะ=๗ นิสสยะ=๗ อัญญมัญญะ=๓) ซึ่งสมเหตุสมผลเพรา
- หน้า ๓๒๔–๓๓๐ มัคคมูลกะ (จบ) สัมปยุตต-วิปปยุตต-อัตถิมูลกะ: ปิดท้ายรอบปัจจนียนัย ช่วงนี้ปิดท้ายมัคคมูลกะด้วยฐานประกอบเหตุ-อธิปติ-สหชาตะซ้อนกันหลายชั้น ซึ่งยังคงยุบเหลือ ๑-๒ ในคอลัมน์ที่ผนวกลึก จากนั้นเข้าสู่สัมปยุตตมูลกะซึ่งสั้นมากเพียงหน้าเดียว เพราะสัมปยุตตปัจจัย (ความประกอบเป็นอันเดียวกันทางจิต) ให้จำนวนคงที่ต่ำที่ ๓ ในทุกคอลัมน์จนแทบไม่ต้องแจกแจงเพิ่ม ตามด้วยวิปปยุตตมูลกะซึ่งให้ตัวเลขฐาน ๕ ที่ค่อนข้างสูงและคงที่ในหลายคอลัมน์ สะท้อนว่าวิปปยุตตปัจจัย (ภาวะที่รูปกับนามแยกจากกัน) เป็นเงื่อนไขที่พบได้ทั่วไปในจิตระดับกามาวจรแทบทุกดวง ปิดท้ายด้วยการเริ่มต้นอัตถิมูลกะ ซึ่งฐานอัต
- หน้า ๓๓๑–๓๔๐ นับหมวดอัตถิปัจจัยจบ แล้วเปลี่ยนทิศการนับ (ปิดวงจรอนุโลม-ปัจจนีย์ของกุสลติกะ) ช่วงนี้เป็นตารางนับจำนวนคู่ธรรมะที่เข้าเงื่อนไขตามระบบ "อนุโลมปัจจนีย์" คือเริ่มจากปัจจัยฝ่ายบวก (ในที่นี้คืออัตถิปัจจัย ภาวะที่ธรรมหนึ่งยังดำรงอยู่ขณะเป็นปัจจัย) แล้วนับซ้อนร่วมกับปัจจัยฝ่ายลบต่างๆ เช่น อัตถิ-นิสสยะ-อวิคตะ หรืออัตถิ-ปุเรชาตะ-วิปปยุตตะ เพื่อสรุปว่าคู่ธรรมะแบบใดเข้าเกณฑ์กี่แบบ ไม่ใช่การอธิบายความสัมพันธ์เชิงเหตุผลใหม่ แต่เป็นการนับผลที่วิเคราะห์ไว้แล้วในปัญหาวารตอนก่อน เพื่อให้ครบสูตรคณนา ตัวอย่างเช่น ข้อ ๙๙๔ นับกรณีที่ธรรมหนึ่งเป็นปัจจัยพร้อมกันทั้งอารมณ์ อธิบดี นิสสยะ อุปนิสสยะ
- หน้า ๓๔๑–๓๔๗ นับหมวดปัจจัยฝ่ายลบนำ: นเหตุ นอารมณ์ นอธิบดี นอนันตระ ฯลฯ (ปัจจนียานุโลม) ส่วนนี้เป็นการนับต่อในรอบ "ปัจจนียานุโลม" คือเริ่มจากปัจจัยฝ่ายลบ (การไม่มีปัจจัยหนึ่งๆ เช่น นเหตุปัจจัย = ไม่ใช่ด้วยอำนาจเหตุปัจจัย) แล้วนับร่วมกับปัจจัยลบอื่นที่ซ้อนเพิ่มเข้ามาทีละชั้น เพื่อดูว่าเมื่อตัดปัจจัยออกไปเรื่อยๆ ยังเหลือคู่ธรรมะที่เข้าเกณฑ์ปัจจัยอื่นอยู่กี่แบบ เป็นการนับเชิงปริมาณล้วนๆ ไม่ได้ตั้งความสัมพันธ์เชิงเหตุผลใหม่ ตัวอย่างเช่น ข้อ ๑๐๑๓ แสดงว่าเมื่อตัดเหตุ อารมณ์ อธิบดี อนันตระ สมนันตระ และสหชาตปัจจัยออกหมดแล้ว ยังมีคู่ธรรมะที่เข้าเกณฑ์อัญญมัญญปัจจัยได้ ๓ แบบ แสดงให้เห็นว่าควา
- หน้า ๓๔๘–๓๕๓ นับหมวดปัจจัยฝ่ายลบต่อ: นอุปนิสสัย นปุเรชาต นปัจฉาชาต นกัมม-นวิปาก นอาหาร นอินทรีย์ ตารางนับแบบปัจจนียานุโลมยังดำเนินต่อ โดยไล่ตัดปัจจัยออกทีละตัวแล้วดูว่าเหลือคู่ธรรมะที่ยังเข้าเกณฑ์ปัจจัยอื่นกี่แบบ เป็นการสรุปเชิงปริมาณจากผลวิเคราะห์เดิม ไม่มีการตั้งประเด็นเหตุผลใหม่ในช่วงนี้ ตัวอย่างเช่น หมวดนกัมมปัจจัย (ข้อ ๑๐๔๖-๑๐๔๗) แสดงว่าเมื่อตัดกัมมปัจจัย (แรงเจตนาที่ปรุงแต่ง) ออก ยังมีคู่ธรรมะที่เข้าเกณฑ์ปัจจัยอื่นอย่างอาหารหรืออินทรีย์ได้เพียง ๑ แบบ สะท้อนว่าคู่ธรรมะส่วนใหญ่ที่นับได้ล้วนต้องอาศัยกัมมปัจจัยร่วมด้วย หมวดที่ครอบคลุมในช่วงนี้ได้แก่ นอุปนิสสัย นปุเรชาต นปัจฉาชาต นอาเสวน น
- หน้า ๓๕๔–๓๕๘ จบการนับปัจจนียานุโลมและปิดกุสลติกะทั้งภาค (โคลอฟอนสำคัญ) ช่วงนี้นับต่อในหมวดปัจจัยลบที่เหลือ ได้แก่ นฌาน นมัคค นสัมปยุตต และนวิปปยุตตมูลกะ แล้วต่อด้วยหมวดปัจจัย "ปฏิเสธซ้อนปฏิเสธ" คือ โนอัตถิ โนนัตถิ โนวิคต และโนอวิคตมูลกะ ซึ่งยังคงเป็นการนับจำนวนคู่ธรรมะเชิงปริมาณตามปัจจัยที่ตัดออกไปเรื่อยๆ ไม่ใช่การอธิบายความสัมพันธ์ใหม่ ตัวอย่างเช่น ข้อ ๑๐๗๒-๑๐๗๓ แสดงว่าเมื่อตัดปัจจัยเกือบทั้งหมดออก (ยี่สิบกว่าปัจจัย) เหลือคู่ธรรมะที่ยังเข้าเกณฑ์กัมมปัจจัยได้เพียง ๒ แบบ และอุปนิสสยปัจจัยได้ ๙ แบบ ซึ่งสะท้อนว่ากัมมปัจจัยและอุปนิสสยปัจจัยเป็นเงื่อนไขที่ "ฝังลึก" ในธร
- หน้า ๓๕๙–๓๖๒ เวทนาติกะเปิดเรื่อง: ปฏิจจวาร — ธรรมะร่วมเวทนาเดียวกันอาศัยกันเกิด เข้าสู่ไตรกะใหม่คือเวทนาติกะ โดยเริ่มด้วยปฏิจจวาร (บทว่าด้วยการอาศัยกันเกิด) ซึ่งตั้งรูปแบบพื้นฐานว่า ธรรมะที่ประกอบด้วยเวทนาชนิดหนึ่ง (เช่น สุขเวทนา) เป็นปัจจัยให้ธรรมะที่ประกอบด้วยเวทนาชนิดเดียวกันเกิดขึ้น ผ่านเหตุปัจจัยและปัจจัยอื่นๆ ตามลำดับ เหตุผลคือขันธ์ที่เกิดร่วมกันในจิตดวงเดียวย่อมมีเวทนาเดียวกันเสมอ (จิตหนึ่งขณะมีเวทนาได้เพียงหนึ่งเดียว) จึงเป็นการอาศัยกันเกิดภายในกลุ่มเวทนาเดียวกันเท่านั้น ยังไม่มีการข้ามเวทนาในช่วงนี้ ตัวอย่างเช่น ข้อ ๑๐๗๗ ขันธ์หนึ่งที่ประกอบด้วยสุขเวทนาอาศัยกันเกิดก
- หน้า ๓๖๓–๓๖๖ ปฏิจจวารต่อ: เวทนาแต่ละชนิดผูกกับจิตเฉพาะแบบ (ทุกขเวทนา = กายวิญญาณเท่านั้น) ช่วงนี้วิเคราะห์ปฏิจจวารด้วยปัจจัยฝ่ายลบ (นเหตุ นอธิบดี นปุเรชาต นปัจฉาชาต นกัมม นฌาน นมัคค ฯลฯ) ซึ่งเผยรายละเอียดสำคัญทางอภิธรรมว่าเวทนาแต่ละชนิดไม่ได้ผูกกับจิตทุกแบบเท่ากัน กล่าวคือทุกขเวทนา (ความเจ็บปวดทางกาย) เกิดร่วมกับกายวิญญาณเท่านั้น (ข้อ ๑๐๘๙, ๑๐๙๖) ส่วนอทุกขมสุขเวทนาที่ไม่มีเหตุ (นเหตุปัจจัย) เกิดร่วมกับจิตที่ประกอบด้วยโมหะ ในกลุ่มวิจิกิจฉาหรืออุทธัจจะ (ข้อ ๑๐๙๐) แสดงว่าความรู้สึกเฉยๆ แบบไร้เหตุนั้นสัมพันธ์กับสภาวะจิตฟุ้งซ่านหรือลังเลสงสัยโดยเฉพาะ ไม่ใช่เกิดขึ้นลอยๆ กับจิตชนิดใดก็ได้ น
- หน้า ๓๖๗–๓๗๒ ตารางนับปัจจนียานุโลมของเวทนาติกะ ปิดท้ายปฏิจจวาร ช่วงนี้เป็นตารางนับจำนวนคู่ธรรมะตามปัจจัยฝ่ายลบต่างๆ ของปฏิจจวารเวทนาติกะ (เช่น นเหตุ นอธิบดี นปุเรชาต นปัจฉาชาต นกัมม นวิปาก นฌาน นมัคค นวิปปยุตต) ในลักษณะเดียวกับที่ทำกับกุสลติกะ คือเป็นการสรุปจำนวนเชิงปริมาณ ไม่ได้ตั้งความสัมพันธ์เชิงเหตุผลใหม่ ตัวเลขที่ปรากฏ (ส่วนใหญ่เป็น ๑-๓ เนื่องจากไตรกะเวทนามีเพียง ๓ ประเภทเทียบกับกุสลติกะที่มี ๓ เช่นกันแต่ฐานคู่ธรรมะกว้างกว่า) สะท้อนว่าเวทนาติกะมีคู่ธรรมะที่เข้าเกณฑ์น้อยกว่ากุสลติกะมาก เพราะเวทนาจำกัดชนิดจิตที่เกี่ยวข้องได้แคบกว่าคุณภาพกุศล-อกุศล ท้ายช่
- หน้า ๓๗๓–๓๗๘ ปัญหาวารเปิดเรื่อง: อารัมมณปัจจัยข้ามเวทนา — ทบทวนกรรมดีด้วยจิตต่างความรู้สึก หลังจากสัมปยุตตวารปิดสั้นๆ เข้าสู่ปัญหาวาร (บทวิเคราะห์ปัจจัยเชิงลึก) เริ่มด้วยเหตุปัจจัย ซึ่งยังคงเป็นแบบเดิมคือเวทนาชนิดเดียวกันเป็นเหตุแก่เวทนาชนิดเดียวกัน (เพราะเหตุร่วมอยู่ในจิตดวงเดียวกัน) แต่จุดที่น่าสนใจคืออารัมมณปัจจัย (ปัจจัยโดยความเป็นอารมณ์ที่ถูกรู้) ซึ่งเป็นกลไกแรกที่ทำให้ธรรมะเวทนาหนึ่งเป็นปัจจัยแก่ธรรมะเวทนาอื่นได้ เพราะจิตที่ระลึกถึงหรือพิจารณาสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่จำเป็นต้องมีเวทนาเดียวกับตอนที่กระทำสิ่งนั้น ตัวอย่างเช่น ข้อ ๑๑๔๓ บุคคลให้ทานหรือรักษาศีลด้วยจิตประกอบสุขเวทนา แล้วภายห
- หน้า ๓๗๙–๓๘๕ อธิบดีปัจจัยและอนันตรปัจจัยข้ามเวทนา — กระบวนจิตเปลี่ยนความรู้สึกตามลำดับขณะ ช่วงนี้วิเคราะห์อธิบดีปัจจัย (ปัจจัยโดยความเป็นใหญ่/ให้ความสำคัญ) ซึ่งข้ามเวทนาได้ผ่าน "อารัมมณาธิปติ" คือให้ความสำคัญกับสิ่งที่เป็นอารมณ์แม้เวทนาของผู้ให้ความสำคัญจะต่างจากเวทนาของสิ่งนั้น เช่น พิจารณาการทำบุญที่ทำด้วยจิตสุขเวทนาโดยให้ความสำคัญมากด้วยจิตประกอบอทุกขมสุขเวทนา (ข้อ ๑๑๕๓) จากนั้นเข้าสู่อนันตรปัจจัยและสมนันตรปัจจัย (ความสืบต่อโดยไม่มีระหว่างคั่น) ซึ่งเป็นกลไกที่ธรรมชาติของกระบวนจิตเองข้ามเวทนาอยู่แล้ว เพราะจิตแต่ละขณะในกระบวนจิตหนึ่งอาจมีเวทนาต่างกัน เช่น จุติจิตที่ประกอบสุขเวทนาเป็
- หน้า ๓๘๖–๓๙๒ ปัจจัยอุปนิสสยะปิดท้ายในเวทนาติกะ ช่วงนี้ยังอยู่ในเวทนาติกะ (ติกะที่ 2 ว่าด้วยเวทนาสุข-ทุกข์-เฉยๆ) เป็นการไล่แสดงปัจจัยสหชาตะ อัญญมัญญะ นิสสยะแบบสั้นๆ ก่อนเข้าสู่การขยายความปัจจัยอุปนิสสยะ (ความเป็นเหตุอุปการะที่หนักแน่น) อย่างละเอียดครบทั้ง 9 คู่ของเวทนา ทั้งกรณีเดียวกันและต่างกัน แก่นของเนื้อหาคือแสดงว่าสภาพจิตที่ประกอบด้วยเวทนาชนิดหนึ่ง เช่น ศรัทธาหรือปัญญาที่ประกอบด้วยสุขเวทนา สามารถเป็นฐานอุปนิสัยให้เกิดกุศลกรรม เช่น การให้ทาน ที่ประกอบด้วยเวทนาอีกชนิดหนึ่งได้ ตัวอย่างเช่น อาศัยศรัทธาที่ประกอบสุขเวทนาแล้วทำทานด้วยจิตที่ประก
- หน้า ๓๙๓–๓๙๕ ปัจจัยกัมมะ: กรรมร่วมขณะกับกรรมต่างขณะ หลังปัจจัยอาเสวนะ เนื้อหาเข้าสู่ปัจจัยกัมมะ ซึ่งแยกชัดเจนเป็นสองแบบคือ สหชาตกัมมปัจจัย (เจตนาที่เกิดพร้อมกันปรุงแต่งขันธ์ที่เกิดร่วมกันในขณะเดียวกัน) กับ นานาขณิกกัมมปัจจัย (เจตนาในอดีตเป็นปัจจัยแก่วิบากขันธ์ที่เกิดขึ้นภายหลังคนละขณะ) ซึ่งเป็นกลไกเดียวกับที่จะกลายเป็นแกนหลักของวิปากติกะที่กำลังจะเริ่มในอีกไม่กี่หน้า ตัวอย่างที่น่าสนใจคือ เจตนาที่ประกอบสุขเวทนาสามารถเป็นนานาขณิกกัมมปัจจัยให้เกิดวิบากขันธ์ที่ประกอบทุกขเวทนาได้ แสดงว่าเวทนาขณะทำกรรมกับเวทนาขณะรับผลไม่จำเป็นต้องตรงกัน จากนั้นเข้าสู่
- หน้า ๓๙๖–๔๐๓ ตารางนับจำนวนคู่ปัจจัยแบบอนุโลม ส่วนนี้เป็นภาคผนวกเชิงคำนวณ (คณนา) ไม่ใช่การแสดงเหตุปัจจัยใหม่ แต่เป็นการนับจำนวนคู่เวทนาทั้ง 9 คู่ว่าปัจจัยแต่ละชนิด (เหตุ อารมณ์ อธิปติ อนันตระ สหชาตะ อุปนิสสยะ อาเสวนะ กัมมะ วิปาก อาหาร อินทรีย์ ฌาน มรรค สัมปยุตต์ ฯลฯ) ครอบคลุมกี่คู่ เช่น "เหตุยา ตีณิ" หมายถึงปัจจัยเหตุใช้ได้กับ 3 คู่เท่านั้น ข้อความระบุตรงๆ ว่าให้นับตามวิธีเดียวกับที่ใช้ในกุสลติกะ (ติกะแรก) จึงเป็นเครื่องมือช่วยจำ/ท่องจำโครงสร้างทั้งหมด มากกว่าจะเป็นคำสอนเรื่องความหมายเชิงเหตุผลใหม่ จึงไม่มีสาระที่ต้องตีความเพิ่มเติมนอกจากเข
- หน้า ๔๐๔–๔๐๙ สรุปคู่เวทนา ปัจจนียนับจำนวน และปิดเวทนาติกะ ช่วงต้นหน้า 404-406 เป็นการย่อทวนคู่เวทนาทั้งหมดผ่านปัจจัยหลักเพียงไม่กี่ตัว (อารมณ์ สหชาตะ อุปนิสสยะ กัมมะ) อีกครั้งแบบกระชับ จากนั้นเปลี่ยนเป็นฝ่ายปัจจนียะ (ปฏิเสธ) คือนับว่าคู่เวทนาใดบ้าง "ไม่" อาศัยปัจจัยแต่ละชนิด (นเหตุ นอารมณ์ ฯลฯ) โดยอ้างวิธีนับแบบเดียวกับกุสลติกะอีกเช่นเคย เนื้อหาจึงยังเป็นเชิงบัญชีนับจำนวน ไม่ใช่คำอธิบายความสัมพันธ์เชิงเหตุผลใหม่ ที่สำคัญคือหน้า 409 ปรากฏคำปิดท้ายชัดเจนว่า "เวทนาตฺติกํ ทุติยํ นิฏฺฐิตํ" (เวทนาติกะ ติกะที่สอง จบแล้ว) ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดของเวทนาติกะทั้งหมด
- หน้า ๔๑๐–๔๑๗ เปิดวิปากติกะ: ปฏิจจวาร ฝ่ายอนุโลม เริ่มต้นวิปากติกะ (ติกะที่ 3) ด้วยปฏิจจวาร ฝ่ายอนุโลม ซึ่งนิยามสามศัพท์หลักผ่านการแสดงความสัมพันธ์จริงแทนคำจำกัดความลอยๆ คือ วิปาก (ธรรมที่เป็นผลของกรรมเอง เช่น จิตและเจตสิกวิบาก รวมถึงขณะปฏิสนธิ) วิปากธัมมธัมมะ (ธรรมที่มีสภาพ "ให้ผล" ได้ คือจิตกุศล-อกุศลที่ปรุงแต่งกรรม แต่ตัวมันเองไม่ใช่ผล) และเนวะวิปากะนวิปากธัมมธัมมะ (ธรรมที่ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง ครอบคลุมจิตกิริยาและรูปทั้งหมด แม้แต่กฏัตตารูปที่เกิดจากกรรมก็ยังจัดอยู่หมวดนี้ เพราะในอภิธรรมรูปไม่จัดเป็นวิบากเด็ดขาด) ผ่านปัจจัยเหตุ อารมณ์ อธิปติ ฯ
- หน้า ๔๑๘–๔๒๑ ฝ่ายปัจจนียะ: วิบากไม่มีเหตุ และรูปไม่มีอารมณ์ หลังนับจำนวนคู่แบบอนุโลมสั้นๆ ที่หน้า 417-418 เนื้อหาเข้าสู่ฝ่ายปัจจนียะ (ปฏิเสธ) ของปฏิจจวารในวิปากติกะ เริ่มจากนเหตุปัจจัย ซึ่งอธิบายถึง "อเหตุกวิบาก" คือวิบากจิตที่เกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุ (โลภะ โทสะ โมหะ หรือฝ่ายกุศลเหตุ) ประกอบเลย เช่น วิญญาณทางปัญจทวารและวิบากอเหตุกะอื่นๆ ที่เกิดขึ้นขณะปฏิสนธิแบบอเหตุกะ ตามด้วยนอารัมมณปัจจัยซึ่งแสดงว่ารูปที่เกิดจากจิต (จิตตสมุฏฐานรูป) เกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องอาศัยอารมณ์เลย เพราะรูปไม่มีธรรมชาติรู้อารมณ์เหมือนจิต ตัวอย่างสำคัญคือวิญญาณทางประสาทสัมผัสที่เกิดจากเพีย
- หน้า ๔๒๒–๔๒๙ ปัจจนียะต่อเนื่อง และปิดปฏิจจวาร เนื้อหาไล่ต่อปัจจัยฝ่ายปฏิเสธที่เหลือ ได้แก่ นปุเรชาตะ (ในภูมิอรูปที่ไม่มีรูปเกิดก่อน) นปัจฉาชาตะ นอาเสวนะ นกัมมะ นวิปาก นอาหาร นอินทรีย์ นฌาน นมรรค นสัมปยุตต์ นวิปปยุตต์ ตัวอย่างที่ให้ความหมายชัดคือนกัมมปัจจัย ซึ่งแสดงว่าขันธ์ของวิปากธัมมธัมมะ (จิตปรุงกรรม) อาศัยเจตนาของตนเองเป็นปัจจัย ไม่ใช่วิบากที่เกิดขึ้นแล้วมาเป็นกรรมปรุงผลต่อ นั่นคือวิบากเมื่อเกิดขึ้นแล้วไม่ทำหน้าที่เป็นกรรมสร้างผลใหม่ในตัวเอง จากนั้นมีการนับจำนวนคู่ปัจจนียะและปัจจนียานุโลม (ทวนไขว้ระหว่างฝ่ายรับกับฝ่ายปฏิเสธ) ปิดท้ายด้วยค
- หน้า ๔๓๐–๔๓๔ สหชาตวาร และเริ่มปัจจยวาร หน้า 430 เป็นสหชาตวาร (ภาคว่าด้วยการเกิดร่วมกัน) ซึ่งสรุปสั้นๆ ซ้ำรูปแบบเหตุปัจจัยที่แสดงไปแล้วในปฏิจจวาร แล้วปิดท้ายทันทีด้วย "สหชาตวาโร นิฏฺฐิโต" จากนั้นเริ่มปัจจยวาร (ภาคว่าด้วยการเป็นปัจจัย) ซึ่งเสนอความสัมพันธ์แบบเดียวกับปฏิจจวารอีกครั้งแต่กลับหัวประโยคเป็น "X เป็นปัจจัยแก่ Y" แทนที่จะเป็น "Y อาศัย X" เริ่มจากเหตุปัจจัย (ย้ำอีกครั้งว่าวัตถุ [รูป หมวดที่สาม] เป็นปัจจัยแก่ขันธ์วิบากในขณะปฏิสนธิ) แล้วต่อด้วยอารัมมณปัจจัยที่แสดงให้เห็นว่าอายตนะทั้งห้า (จักขายตนะ โสตายตนะ ฯลฯ ซึ่งเป็นรูป หมวดที่
- หน้า ๔๓๕–๔๔๐ ปัจจยวารต่อเนื่อง: อธิปติจนถึงวิปากปัจจัย เนื้อหาไล่ปัจจัยต่อเนื่องในปัจจยวารของวิปากติกะ ได้แก่ อธิปติ (ความเป็นใหญ่) อนันตระ-สมนันตระ (ความต่อเนื่องไม่มีระหว่างคั่น) สหชาตะ-อัญญมัญญะ-นิสสยะ (การเกิดร่วมและพึ่งพากัน) อุปนิสสยะ-ปุเรชาตะ (วัตถุรูปที่เกิดก่อนและรองรับจิตวิบาก) อาเสวนะ (ซึ่งใช้ได้เฉพาะกับวิปากธัมมธัมมะที่พัฒนามรรคเท่านั้น เพราะวิบากเองไม่ถูกเสพซ้ำแบบอาเสวนะ) กัมมปัจจัย (ระบุสั้นๆ ว่าเหมือนกับสหชาตปัจจัยที่แสดงไปแล้ว ไม่ได้ย้ำความสัมพันธ์ข้ามขณะแบบนานาขณิกอีก) และวิปากปัจจัย (วิบากธรรมเป็นปัจจัยแก่รูปที่เกิดจากกรรม เช่น มหา
- หน้า ๔๔๑–๔๔๔ ปัจจยวารและนิสสยวาร: เหตุปัจจัยในวิปากติกะ (ต่อ) ส่วนนี้เป็นบทสรุปท้ายปัจจยวาร (การอ้างสภาวธรรมเป็น 'ปัจจัยแก่' กัน) ของวิปากติกะ ซึ่งจำแนกสภาวธรรม 3 กลุ่ม คือ วิบาก (ผลของกรรม) วิปากธัมมธรรม (สภาวะที่เป็นเหตุแห่งวิบาก คือกรรมดี-ชั่วที่ยังไม่ให้ผล) และเนวิปากนวิปากธัมมธรรม (ที่ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง เช่น กิริยาจิต รูปที่ไม่เกิดจากกรรม) โดยแสดงให้เห็นว่าบางกรณีวิบากเกิดขึ้นได้โดย 'ไม่อาศัยเหตุ' (นเหตุปัจจัย) เช่น วิบากที่ไม่มีมูลเหตุ (อเหตุกวิบาก) หรือโมหะที่ประกอบกับวิจิกิจฉา-อุทธัจจะ ซึ่งเป็นตัวอย่างว่าผลของกรรมบางประเภทเกิดขึ้นได้แม้ไม่มีรากเหง้
- หน้า ๔๔๕–๔๕๒ ปัญหาวาร: อารัมมณปัจจัยและอธิปติปัจจัยของวิบาก หลังจากสัมปยุตตวารจบสั้นๆ ก็เข้าสู่ปัญหาวาร ซึ่งเป็นบทหลักที่อธิบายความสัมพันธ์เชิงเหตุ-ผลอย่างละเอียดทีละปัจจัย เริ่มจากเหตุปัจจัย (วิบากเป็นปัจจัยแก่วิบากด้วยกันในขณะที่เกิดร่วมกัน) แล้วเข้าสู่อารัมมณปัจจัย ซึ่งอธิบายว่า 'วิบาก' (ผลของกรรมที่ปรากฏเป็นเวทนา ความรู้สึก หรือขันธ์ที่เกิดแล้ว) กลายเป็น 'อารมณ์' ให้จิตดวงหลังยึดถือได้อย่างไร เช่น ปุถุชนพิจารณาขันธ์ที่เป็นวิบาก (เช่น เวทนา) โดยความไม่เที่ยง แล้วกลับเพลิดเพลินจนราคะหรือทิฏฐิเกิดขึ้นซ้ำ หรือพระเสขะ/พระอรหันต์พิจารณาผลแห่งมรรค (ผล) เป็น
- หน้า ๔๕๓–๔๕๘ ปัญหาวาร: อนันตร สหชาต อัญญมัญญ นิสสย และอุปนิสสยปัจจัย ช่วงนี้อธิบายความสัมพันธ์แบบ 'ต่อเนื่องกันไม่มีระหว่างคั่น' (อนันตรปัจจัย) เช่น จิตวิบากดวงก่อนเป็นปัจจัยแก่จิตวิบากดวงถัดไปโดยตรง (ปัญจวิญญาณ → วิบากมโนธาตุ → วิบากมโนวิญญาณธาตุ ตามลำดับการรับรู้อารมณ์ทางทวารทั้งห้า) และความสัมพันธ์แบบ 'เกิดร่วมกัน' (สหชาตปัจจัย) เช่น ขันธ์วิบากที่ปฏิสนธิเกิดพร้อมกับวัตถุ (ที่ตั้งทางกาย) และมหาภูตรูปเกิดพร้อมอุปาทายรูป ตามด้วยอัญญมัญญปัจจัย (การอิงอาศัยกันแบบทั้งสองฝ่ายต่างเป็นเหตุ-ผลซึ่งกันและกัน เช่น ขันธ์กับวัตถุในขณะปฏิสนธิ) นิสสยปัจจัย (การพึ่งพาที่ตั้ง เช
- หน้า ๔๕๙–๔๖๓ อุปนิสสยปัจจัย (ต่อ) ปุเรชาต ปัจฉาชาต และอาเสวนปัจจัย อุปนิสสยปัจจัยดำเนินต่อโดยแสดงว่าศรัทธา ปัญญา หรือแม้แต่กิเลส (ราคะ โทสะ มานะ ทิฏฐิ) สามารถเป็นพื้นฐานอันหนักแน่นให้เกิดกรรมทั้งดีและชั่วได้ เช่น ศรัทธาอุปนิสสัยให้ทำทาน หรือมิจฉาทิฏฐิที่ตั้งมั่นแล้ว (นิยตมิจฉาทิฏฐิ) เป็นพื้นฐานให้ทำอนันตริยกรรมอย่างทำสังฆเภท จากนั้นเป็นปุเรชาตปัจจัย ซึ่งอธิบายว่ารูปที่เกิดก่อน เช่น จักขายตนะหรือวัตถุ (หทยวัตถุ) ต้องมีอยู่ก่อนจึงจะเป็นปัจจัยให้วิญญาณที่เป็นวิบากเกิดขึ้นได้ (เช่น จักขายตนะเป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ) ตรงข้ามกับปัจฉาชาตปัจจัยที่ขันธ์วิบากซึ่งเกิดทีหล
- หน้า ๔๖๔–๔๖๗ กัมมปัจจัยถึงวิปปยุตตปัจจัย: กรรมร่วมสมัยกับกรรมต่างขณะ กัมมปัจจัยในที่นี้แยกความแตกต่างสำคัญระหว่าง 'เจตนาที่เกิดร่วมกัน' (สหชาตา) ซึ่งเป็นเจตนาปรุงแต่งรูปที่เกิดพร้อมกันในขณะนั้น กับ 'เจตนาต่างขณะ' (นานาขณิกา) คือเจตนาในอดีตที่ทำกรรมไว้แล้วส่งผลข้ามมาให้เกิดวิบากหรือกฏัตตารูปในภายหลัง อันเป็นแก่นของหลักกรรมในพุทธปรัชญา ตามด้วยวิปากปัจจัย (วิบากหนุนวิบากด้วยกันเอง) อาหารปัจจัย (กวฬิงการาหารหล่อเลี้ยงร่างกาย) อินทริยปัจจัย ฌานปัจจัย และมัคคปัจจัย ซึ่งแสดงว่าองค์ฌานหรือองค์มรรคเป็นปัจจัยแก่นามขันธ์และรูปที่เกิดร่วม ปิดท้ายด้วยสัมปยุตตปัจจัยและวิปปยุตต
- หน้า ๔๖๘–๔๗๕ อัตถิปัจจัยและตารางนับ ปิดท้ายวิปากติกะ ส่วนนี้ขยายความอัตถิปัจจัย (ความมีอยู่จริงเป็นปัจจัย) อย่างละเอียด ครอบคลุมทั้งกรณีเกิดร่วม (สหชาตะ) เกิดก่อน (ปุเรชาตะ) และเกิดทีหลัง (ปัจฉาชาตะ) เช่น วัตถุ (ที่ตั้งทางกาย) ที่มีอยู่ก่อนเป็นปัจจัยแก่วิบากขันธ์ที่ปฏิสนธิ หรือกวฬิงการาหารและรูปชีวิตินทรีย์ค้ำจุนกายนี้อยู่ตลอดเวลา โดยระบุว่านัตถิปัจจัย วิคตปัจจัย และอวิคตปัจจัย มีนัยเหมือนกับอนันตรปัจจัยและอัตถิปัจจัยตามลำดับ จากนั้นเป็นตารางนับจำนวนข้อ (คณนา) ของปัญหาวารทั้งฝ่ายอนุโลม ปัจจนียะ อนุโลมปัจจนียะ และปัจจนียานุโลม ซึ่งเป็นแบบแผนเดียวกั
- หน้า ๔๗๖–๔๘๐ เริ่มอุปาทินนติกะ: ปฏิจจวาร เหตุถึงวิปากปัจจัย จุดเปลี่ยนสำคัญ: หน้า 476 เริ่มติกะที่ 4 คือ 'อุปาทินนติกะ' ซึ่งจำแนกสภาวธรรมเป็น 3 กลุ่มคือ อุปาทินนุปาทานิยะ (สภาวะที่ถูกกรรมยึดครองแล้วและยังเป็นอารมณ์ให้ตัณหายึดถือได้ต่อไป กล่าวคือรูปธรรม-นามธรรมที่กรรมเก่าสร้างขึ้นโดยตรง เช่น ขันธ์ที่เกิดจากปฏิสนธิ หรืออวัยวะและประสาทรับรู้ของร่างกายเรา) อนุปาทินนุปาทานิยะ (ไม่ถูกกรรมยึดครองโดยตรง แต่ยังเป็นอารมณ์ให้ตัณหายึดติดได้ เช่น กุศล-อกุศลจิต หรือรูปที่เกิดจากจิต/อุตุ/อาหาร) และอนุปาทินนอนุปาทานิยะ (ทั้งไม่ถูกกรรมยึดครองและไม่เป็นอารมณ์ของตัณหา เช่น
- หน้า ๔๘๑–๔๘๗ ปฏิจจวารอุปาทินนติกะ: ตารางนับและฝ่ายปัจจนียะ หลังตารางนับจำนวนข้ออนุโลม ก็เข้าสู่ฝ่ายปัจจนียะ (ปฏิเสธ) ซึ่งในติกะใหม่นี้ยังคงแสดงเนื้อหาเต็มรูปแบบ (ไม่ย่อ) เพื่อวางแบบแผนไว้ใช้อ้างอิงต่อไป โดยอธิบายว่าเมื่อ 'ไม่อาศัยเหตุ' (นเหตุปัจจัย) ขันธ์อุปาทินนุปาทานิยะที่ไม่มีมูล (อเหตุกะ) ยังเกิดขึ้นได้ เช่น ในขณะปฏิสนธิที่ไม่มีเหตุ หรือกรณีจักขุวิญญาณที่เกิดจากจักขายตนะโดยไม่มีมูลเหตุประกอบ และวิจิกิจฉา-อุทธัจจสหคตโมหะก็เกิดขึ้นในทำนองเดียวกัน ส่วนใน 'ไม่มีอารมณ์เป็นปัจจัย' และ 'ไม่มีอธิปติเป็นปัจจัย' นั้นแสดงกรณีรูปธรรมที่ไม่ต้องอาศัยอารมณ์หรือควา
- หน้า ๔๘๘–๔๙๕ ปัจจยวารอุปาทินนติกะ: เหตุถึงเริ่มนกัมมปัจจัย เข้าสู่ปัจจยวาร (มุมมอง 'ปัจจยา' แทน 'ปฏิจฺจ') ของอุปาทินนติกะ ซึ่งย้ำโครงสร้างเดิมแต่เน้นว่าวัตถุ (หทยวัตถุ) เป็นปัจจัยให้ขันธ์ทั้งฝ่ายอุปาทินนุปาทานิยะและอนุปาทินนุปาทานิยะเกิดขึ้นได้พร้อมกัน เช่น จักขายตนะเป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ และวัตถุเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ในขณะปฏิสนธิ จากนั้นเป็นตารางนับจำนวนข้อฝ่ายอนุโลม แล้วเข้าสู่ฝ่ายปัจจนียะซึ่งอธิบายละเอียดอีกครั้งว่า 'ไม่อาศัยเหตุ' ขันธ์อเหตุกะ (ไม่มีมูล) ทั้งฝ่ายวิบากและกิเลสที่ประกอบวิจิกิจฉา-อุทธัจจะยังเกิดได้อย่างไร ตามด้วย 'ไม่มีอารมณ์' 'ไม่มีอธิปต
- หน้า ๔๙๖–๔๙๘ วารโครงสร้าง: ปัจจยวาระ นิสสยวาระ สังสัฏฐวาระ (อุปาทินนติกะ) ช่วงนี้ปิดท้ายปัจจยวาระ (แสดงการเกิดร่วมโดยอาศัยเหตุปัจจัยเป็นตัวแทน) แล้วต่อด้วยนิสสยวาระและสังสัฏฐวาระ ซึ่งล้วนแสดงรูปแบบเดียวกันคือธรรมที่ "ถูกยึดครองและเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น" (อุปาทินนุปาทานิยะ - ขันธ์ที่เกิดจากกรรมเก่า จึงนับเป็นส่วนของร่างกาย/อินทรีย์ของตนเอง) อาศัยกันเกิดร่วมกับธรรมประเภทเดียวกัน หรือเป็นปัจจัยแก่รูปที่เกิดจากจิต ซึ่งจัดเป็น "ไม่ถูกยึดครองแต่ยังเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นได้" (อนุปาทินนุปาทานิยะ). ตัวอย่างเช่น ขันธ์ที่เป็นวิบากในขณะปฏิสนธิอาศัยกันเกิดพร้อมกับกฏัตตารูป
- หน้า ๔๙๙–๕๐๑ ปัญหาวาระ: เหตุปัจจัย และอารัมมณปัจจัย (ราคะจากการพิจารณาสิ่งที่ยึดครอง) เปิดปัญหาวาระด้วยเหตุปัจจัย แสดงว่าเหตุที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยะเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่ประกอบร่วมและแก่กฏัตตารูปในขณะปฏิสนธิ. จุดเด่นของช่วงนี้คืออารัมมณปัจจัย ซึ่งอธิบายว่าเมื่อพระเสขะหรือปุถุชนพิจารณาจักขุ โสตะ หรือขันธ์ของตนเอง (ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยะ) โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา แล้วเกิดยินดีพอใจในการพิจารณานั้น ราคะและโทมนัสก็เกิดขึ้นโดยมีอารมณ์นั้นเป็นปัจจัย - นี่คือกลไกที่การหยั่งเห็นสภาวะของตนเองยังกลับกลายเป็นเชื้อให้เกิดกิเลสได้หากยังไม่ถึงมรรคผล. ในทางกลับกัน เมื่อพิจา
- หน้า ๕๐๒–๕๐๔ อารัมมณปัจจัย (ต่อ) และอธิปติปัจจัย ส่วนแรกปิดท้ายอารัมมณปัจจัยด้วยกรณีพิเศษ เช่น พระอริยะใช้เจโตปริยญาณหรืออภิญญารู้จิตและขันธ์ของผู้อื่น หรือนิพพานเป็นอารมณ์แก่มรรคและผล (จัดเป็นอนุปาทินนอนุปาทานิยะ คือไม่ถูกยึดครองและไม่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นเลย). จากนั้นเข้าสู่อธิปติปัจจัย ซึ่งแบ่งเป็นอารัมมณาธิปติ (อารมณ์ที่ทำให้เป็นใหญ่/เป็นที่เคารพหนักแน่น) และสหชาตาธิปติ (ธรรมที่เกิดร่วมและเป็นใหญ่แก่กัน). ตัวอย่างเช่น เมื่อทำจักขุที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยะให้เป็นอารมณ์หนักแน่นแล้วยินดีพอใจ ราคะและทิฏฐิย่อมเกิดขึ้นโดยมีอารมณ์นั้นเป็นอธิบ
- หน้า ๕๐๕–๕๐๙ อนันตรปัจจัย สหชาตปัจจัย และอัญญมัญญปัจจัย อนันตรปัจจัยและสมนันตรปัจจัยอธิบายลำดับวิถีจิต เช่น ปัญจวิญญาณ (ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ซึ่งล้วนเป็นอุปาทินนุปาทานิยะ) เป็นปัจจัยโดยไม่มีระหว่างคั่นแก่วิปากมโนธาตุที่รับช่วงต่อ แสดงกระบวนการรับรู้ทางประสาทสัมผัสที่เกิดจากกรรมเก่าดำเนินไปเป็นลำดับ. สหชาตปัจจัยอธิบายการเกิดร่วมพร้อมกันของขันธ์และมหาภูตรูป เช่น ขันธ์หนึ่งเป็นปัจจัยแก่ขันธ์อีกสามในขณะเดียวกัน หรือในขณะปฏิสนธิ ขันธ์เป็นปัจจัยแก่กฏัตตารูปพร้อมกัน - นี่คือจุดกำเนิดของความเป็น "รูปที่ถูกยึดครอง" ตั้งแต่แรกเกิด. อัญญมัญญปัจจัยเสริมว่าความ
- หน้า ๕๑๐–๕๑๓ นิสสยปัจจัย และอุปนิสสยปัจจัย (เหตุตามธรรมชาติ) นิสสยปัจจัยแสดงว่าวัตถุ (ที่ตั้งทางกายภาพ เช่น หทยวัตถุ) เป็นที่อาศัยของขันธ์ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยะหรืออนุปาทินนุปาทานิยะได้ทั้งคู่ เพราะวัตถุเป็นรูปที่เกิดจากกรรมจึงเป็นอุปาทินนุปาทานิยะเสมอ แม้จิตที่อาศัยจะเป็นกุศลหรืออกุศลก็ตาม. จากนั้นเข้าสู่อุปนิสสยปัจจัยแบบปกตูปนิสสัย (เหตุตามธรรมชาติ) ซึ่งเป็นความสัมพันธ์แบบสนับสนุนที่ไม่ต้องเกิดร่วมกันหรือติดต่อกันโดยตรง เช่น ความสุขทางกาย (ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยะ) เป็นปัจจัยแก่ความสุขหรือทุกข์ทางกายที่ตามมา หรืออุตุและโภชนะเป็นปัจจัยแก่สุขทุกข์ทางกาย
- หน้า ๕๑๔–๕๑๙ อุปนิสสยปัจจัย (ต่อถึงมรรคผล) ปุเรชาตปัจจัย และปัจฉาชาตปัจจัย อุปนิสสยปัจจัยขยายไปถึงระดับสูงสุด คือ ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ตลอดจนกิเลสอย่างราคะ โทสะ มานะ ทิฏฐิ ล้วนเป็นปัจจัยหนุนให้เกิดกรรมดีกรรมชั่ว หรือแม้กระทั่งมรรคที่หนึ่งเป็นปัจจัยหนุนแก่มรรคที่สอง-สาม-สี่ตามลำดับ แสดงความก้าวหน้าทางจิตวิญญาณที่สร้างพื้นฐานให้กันเอง. จากนั้นปุเรชาตปัจจัยอธิบายว่าอารมณ์ทางกายภาพ (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส) และวัตถุ (ที่ตั้งอินทรีย์) ต้องมีอยู่ก่อนแล้วจึงเป็นปัจจัยแก่วิญญาณที่รับรู้สิ่งนั้นได้ เช่น จักขายตนะต้องเกิดก่อนจักขุวิญญาณ. ปัจฉาชาตปัจจัยกลับด้าน คือขันธ์ (
- หน้า ๕๒๐–๕๒๔ อาเสวนปัจจัย กัมมปัจจัย วิบากปัจจัย และอาหารปัจจัยเริ่มต้น อาเสวนปัจจัย (การเสพซ้ำ) จำกัดเฉพาะธรรมฝ่ายกุศลหรือมรรคที่ไม่ถูกยึดครอง เช่น โคตรภูเป็นปัจจัยแก่มรรคด้วยการเสพซ้ำ เพราะการยึดครองของกรรมเก่าไม่มีลักษณะสั่งสมกำลังแบบนี้. กัมมปัจจัยแสดงสองรูปแบบคือ เจตนาที่เกิดร่วม (สหชาตกรรม) เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่ประกอบร่วมในขณะเดียว และเจตนาต่างขณะ (นานาขณิกกรรม) ที่ทำไว้ในอดีตเป็นปัจจัยข้ามเวลาแก่ขันธ์วิบากและกฏัตตารูปที่เกิดขึ้นภายหลัง - นี่คือกลไกที่กรรมเก่าสร้าง "ความเป็นของตน" ของร่างกายในปัจจุบัน. วิบากปัจจัยแสดงว่าผลวิบากหนึ่งขันธ์เป็นปัจจัยแก่วิบากขันธ์
- หน้า ๕๒๕–๕๒๙ อาหารปัจจัย (จบ) อินทรียปัจจัย ฌานปัจจัย มัคคปัจจัย และสัมปยุตตปัจจัยเริ่มต้น ช่วงนี้ปิดอาหารปัจจัยแล้วเข้าสู่อินทรียปัจจัย ซึ่งแสดงว่าอินทรีย์ต่างๆ (เช่น จักขุนทรีย์ กายินทรีย์ และรูปชีวิตินทรีย์ที่ควบคุมความเป็นอยู่ของรูปที่เกิดจากกรรม) เป็นปัจจัยควบคุมแก่ขันธ์และรูปที่เกี่ยวข้อง คล้ายบทบาทของ "ผู้ปกครอง" เฉพาะด้านของแต่ละสภาวธรรม. ฌานปัจจัยและมัคคปัจจัยแสดงบทบาทคล้ายกันแต่เจาะจงที่องค์ฌาน (เช่น วิตก วิจาร) และองค์มรรคที่ประกอบร่วมกันเป็นปัจจัยชี้นำแก่ขันธ์ทั้งหมดในจิตดวงเดียวกัน แม้ในขณะปฏิสนธิก็ยังมีองค์ฌานทำหน้าที่นี้อยู่. ท้ายช่วงเริ่มสัมปยุตตปัจจัย ซึ่งเน้นว่าขันธ์
- หน้า ๕๓๐–๕๓๒ สัมปยุตตปัจจัย (จบ) และวิปปยุตตปัจจัยเริ่มต้น สัมปยุตตปัจจัยจบลงด้วยรูปแบบเดียวกันทั้งสามหมวดของติกะ คือขันธ์ที่ประกอบกันเป็นปัจจัยแก่กันในขณะเดียว. จากนั้นเข้าสู่วิปปยุตตปัจจัย ซึ่งตรงข้ามกับสัมปยุตตปัจจัย คือแสดงความสัมพันธ์ระหว่างนามกับรูปที่ไม่ได้ประกอบเป็นอันเดียวกัน แบ่งเป็นสหชาตะ (เกิดร่วม เช่น ขันธ์ในขณะปฏิสนธิเป็นปัจจัยแก่กฏัตตารูปโดยไม่ปนกัน), ปุเรชาตะ (รูปที่มีอยู่ก่อน เช่น จักขายตนะเป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ), และปัจฉาชาตะ (ขันธ์ที่เกิดทีหลังเป็นปัจจัยย้อนกลับไปแก่กายที่เกิดก่อน) - ทั้งหมดตอกย้ำว่านามกับรูปแม้อาศัยกันแน่นแฟ้นก็ยัง
- หน้า ๕๓๓–๕๔๒ อัตถิปัจจัย: ประมวลความสัมพันธ์ระหว่างนามรูปทั้งหมด อัตถิปัจจัย (ความมีอยู่/ความพร้อมเป็นปัจจัยเพียงเพราะดำรงอยู่) เป็นการรวบรวมทุกรูปแบบที่กล่าวมาแล้ว - สหชาตะ ปุเรชาตะ ปัจฉาชาตะ อาหาระ และอินทรีย์ - มาแสดงร่วมกันในบทเดียว โดยไล่ตามคู่ผสมต่างๆ ของสามหมวดในติกะ (เช่น อุปาทินนุปาทานิยะเป็นปัจจัยแก่อุปาทินนุปาทานิยะ, หรืออุปาทินนุปาทานิยะและอนุปาทินนุปาทานิยะรวมกันเป็นปัจจัยแก่อนุปาทินนอนุปาทานิยะ). ตัวอย่างเด่นคือ กพฬิงการาหาร (อาหารคำข้าว นับเป็นอุปาทินนุปาทานิยะเมื่อยังไม่ถูกกลืนกิน แต่เป็นปัจจัยแก่กายที่บริโภคไม่ว่ากายนั้นจะเป็นอุปาทินนุปาทานิย
- หน้า ๕๔๓–๕๔๘ การนับจำนวนปัจจัย (อนุโลม-ปัจจนียะ) และโคลงปิดอุปาทินนติกะ ช่วงนี้เป็นการนับจำนวนบทปัจจัยแบบสรุปย่อ (คล้ายการสวดท่องจำ) ทั้งฝ่ายอนุโลม (ปัจจัยที่มีอยู่จริง) และฝ่ายปัจจนียะ (ปัจจัยที่ปฏิเสธ เช่น นเหตุปัจจัย นอารัมมณปัจจัย) รวมถึงฝ่ายผสมอนุโลม-ปัจจนียะและปัจจนียะ-อนุโลม โดยมีข้อความเตือนว่าการนับในอุปาทินนติกะนี้ "ลึกซึ้งและละเอียดกว่า" การนับในกุสลติกะ ต้องทำด้วยความไม่หลงลืม. เนื้อหาไม่ได้อธิบายความหมายใหม่ แต่เป็นดัชนีอ้างอิงจำนวนพระบาลีของแต่ละปัจจัยเพื่อการท่องจำและตรวจทาน. ช่วงนี้ปิดท้ายด้วยโคลง "อุปาทินฺนตฺติกํ จตุตฺถํ นิฏฺฐิตํ" (อุปาทินนติกะซึ่งเ
- หน้า ๕๔๙–๕๕๐ เริ่มต้นสังกิลิฏฐติกะ: ปฏิจจวาระ (เหตุปัจจัย) หลังจากอุปาทินนติกะจบลง เนื้อหาเปลี่ยนไปสู่ติกะที่ห้า คือ สังกิลิฏฐติกะ (สังกิลิฏฐสังกิเลสิกติกะ) ซึ่งจำแนกธรรมเป็นสามกลุ่มคือ สังกิลิฏฐสังกิเลสิกะ ("เศร้าหมองและเป็นที่ตั้งแห่งความเศร้าหมอง" คือประกอบด้วยสังโยชน์/อาสวะโดยตรง), อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกะ ("ไม่เศร้าหมองแต่ยังเป็นที่ตั้งแห่งความเศร้าหมองได้" คือกิเลสยังจับต้องเป็นอารมณ์ได้แม้ตัวธรรมนั้นไม่เศร้าหมอง), และอสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกะ (ไม่เศร้าหมองและไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเศร้าหมองเลย เช่นโลกุตตรธรรม). ส่วนที่ปรากฏในหน้า ๕๔๙-๕๕๐ เป็นเพียงจุดเริ
- หน้า ๕๕๑–๕๕๔ เหตุปัจจัยและอารัมมณปัจจัย: นิยามสามศัพท์แห่งสังกิลิฏฐติกะ เล่มนี้เปิดปัญหาวารของติกะที่ 5 ด้วยการไล่เหตุปัจจัยและอารัมมณปัจจัยระหว่างธรรมสามกลุ่ม คือ "สังกิลิฏฐสังกิเลสิกะ" (สภาวะที่เศร้าหมองอยู่แล้วและยังเป็นเหตุให้เกิดความเศร้าหมองต่อ ได้แก่จิตอกุศลกับกิเลสที่ประกอบร่วม เช่น โมหะที่เกิดร่วมกับวิจิกิจฉาหรืออุทธัจจะ), "อสังกิลิฏฐสังกิเลสิกะ" (สภาวะที่ไม่เศร้าหมองในตัวเอง เช่น กุศลโลกีย์และวิบาก แต่ยังอาจกลายเป็น "ที่ตั้ง" ให้เกิดความเศร้าหมองได้หากถูกยึดติด) และ "อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกะ" (สภาวะโลกุตตระที่พ้นจากทั้งสองอย่างสิ้นเชิง) เหตุปัจจัยแสดงเพียงว่
- หน้า ๕๕๕–๕๕๘ อารัมมณปัจจัยฝ่ายโลกุตตระและอธิปติปัจจัย ส่วนท้ายของอารัมมณปัจจัยแสดงขั้วตรงข้ามสุด คือเมื่อพระอริยะมีนิพพานเป็นอารมณ์ขณะเป็นมรรคหรือผล นิพพานซึ่งเป็นสภาวะอสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกะโดยแท้ย่อมเป็นปัจจัยแก่จิตที่อสังกิลิฏฐอสังกิเลสิกะเช่นกัน แสดงว่าอารมณ์ที่พ้นโลกไม่อาจเป็นเหตุแห่งความเศร้าหมองได้เลยไม่ว่าใครจะพิจารณาอย่างไร จากนั้นเนื้อหาเข้าสู่อธิปติปัจจัย (ความเป็นใหญ่/ธรรมที่ครอบงำ) ซึ่งมีสองแบบคือ อารัมมณาธิปติ (อารมณ์ที่ให้ความสำคัญมากจนครอบงำจิต) และสหชาตาธิปติ (ธรรมที่เกิดร่วมและเป็นใหญ่ในขณะนั้น) ตัวอย่างฝ่ายเศร้าหมองคือการให้ความสำ
- หน้า ๕๕๙–๕๖๒ อนันตรปัจจัยและอุปนิสสยปัจจัย: ความสืบเนื่องและแรงหนุนของจิต อนันตรปัจจัยแสดงการสืบต่อของขณะจิตที่ไม่มีระหว่างคั่น เช่น ขันธ์ที่เศร้าหมองขณะก่อนเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เศร้าหมองขณะถัดไปโดยตรง หรือขันธ์เศร้าหมองก่อนหน้าเป็นปัจจัยแก่การออกจากภาวะนั้น (วุฏฐานะ) และที่สำคัญคือลำดับโคตรภู-โวทาน-มรรคซึ่งเป็นจิตไม่เศร้าหมองที่สืบต่อกันจนถึงการบรรลุมรรคซึ่งเป็นจิตพ้นทั้งสองฝ่าย จากนั้นเข้าสู่อุปนิสสยปัจจัย (ปัจจัยโดยเป็นเหตุหนุนที่มีกำลังมาก) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าธรรมหนึ่งอาจเป็น "พื้นฐานอันหนักแน่น" ที่ผลักดันให้เกิดอีกธรรมหนึ่งได้ แม้ไม่ได้เกิดร่วมกันหรือติดต่อกันทัน
- หน้า ๕๖๓–๕๖๖ ปุเรชาต ปัจฉาชาต อาเสวนะ และกัมมปัจจัย ช่วงนี้ไล่ปัจจัยที่เกี่ยวกับรูปธรรมและกรรม เริ่มจากปุเรชาตปัจจัย (สิ่งที่เกิดก่อนแล้วเป็นปัจจัยแก่นามธรรมที่เกิดทีหลัง) เช่น จักขายตนะที่เกิดก่อนเป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ หรือเมื่อบุคคลเพลิดเพลินยึดถือตา (จักขุ) ที่เกิดก่อนเป็นอารมณ์ ก็ก่อให้เกิดราคะและโทมนัสตามมา ตรงข้ามกับปัจฉาชาตปัจจัยที่ขันธ์ซึ่งเกิดทีหลังกลับเป็นปัจจัยหนุนรูปกายที่เกิดก่อนหน้าให้ดำรงอยู่ได้ ส่วนอาเสวนปัจจัยแสดงการสั่งสมกำลังด้วยการทำซ้ำ เช่น จิตเศร้าหมองขณะก่อนเสริมกำลังจิตเศร้าหมองขณะถัดไป หรือโคตรภู-โวทานที่ทำซ้ำจนมีกำลังพ
- หน้า ๕๖๗–๕๗๐ วิบาก อาหาร อินทรีย์ ฌาน มรรค สัมปยุตต์ และวิปปยุตตปัจจัย วิบากปัจจัยแสดงว่าขันธ์ที่เป็นผลของกรรม (วิบาก) ไม่ว่าเศร้าหมองหรือไม่ ล้วนเป็นปัจจัยหนุนขันธ์วิบากที่เหลือและรูปที่เกิดจากกรรม (กฏัตตารูป) ในขณะเดียวกัน โดยเฉพาะในขณะปฏิสนธิที่วิบากเป็นตัวตั้งภพใหม่ อาหารปัจจัยและอินทรียปัจจัยแสดงปัจจัยค้ำจุนชีวิต เช่น กวฬิงการาหาร (อาหารคำข้าว) หนุนร่างกายนี้ไว้ และชีวิตินทรีย์ที่หนุนรูปที่เกิดจากกรรมให้ดำรงอยู่ได้ ส่วนฌาน มรรค และสัมปยุตตปัจจัยถูกกล่าวถึงอย่างย่นย่อ (เพียงระบุว่า "มีสาม") เพราะรูปแบบซ้ำกับปัจจัยก่อนหน้า จากนั้นวิปปยุตตปัจจัยแสดงความสัมพันธ์ระ
- หน้า ๕๗๑–๕๗๓ อัตถิปัจจัย นัตถิ วิคตะ อวิคตะ และตารางสรุปอนุโลม อัตถิปัจจัย (ความมีอยู่จริงเป็นปัจจัย) เป็นปัจจัยที่กว้างที่สุด ครอบคลุมทั้งการเกิดร่วม การเกิดก่อน การเกิดทีหลัง อาหาร และอินทรีย์ไว้ในตัวเดียว เช่น ตาที่เพลิดเพลินยึดถือเป็นอารมณ์ก่อให้เกิดราคะ หรือขันธ์วิบากและกวฬิงการาหารที่ "มีอยู่" ค้ำจุนร่างกายนี้ไว้ในปัจจุบันขณะ ส่วนนัตถิปัจจัย วิคตปัจจัย และอวิคตปัจจัยเพียงถูกอ้างอิงแบบย่อว่ามีรูปแบบเดียวกับอนันตรปัจจัยและอัตถิปัจจัยตามลำดับ จากนั้นข้อความปิดท้ายด้วยตารางตัวเลขสรุปจำนวนคู่ธรรมที่เป็นไปได้ในแต่ละปัจจัย (เช่น เหตุปัจจัยมี 7 คู่ อารัมมณปัจ
- หน้า ๕๗๔–๕๗๗ บทสรุปปัจจนียะและโคลอฟอนปิดเล่ม ส่วนสุดท้ายนี้ย่อรายการปัจจัยของคู่ธรรมต่างๆ ในติกะนี้ให้กระชับ (ระบุเพียงชื่อปัจจัย เช่น อารัมมณปัจจัย สหชาตปัจจัย อุปนิสสยปัจจัย โดยไม่กล่าวซ้ำตัวอย่างที่ขยายความไว้แล้วก่อนหน้า) ก่อนจะเข้าสู่ปัจจนียนัย คือการนับจำนวนคู่ธรรมที่ปัจจัยแต่ละอย่าง "ไม่" เป็นปัจจัยให้ (นเหตุ นอารัมมณะ ฯลฯ) ตามด้วยอนุโลมปัจจนียะ (คู่ธรรมที่ปัจจัยหนึ่งเป็นปัจจัยแต่อีกปัจจัยหนึ่งไม่เป็น) และปัจจนียานุโลม (สลับด้าน) ซึ่งล้วนอ้างอิงวิธีนับแบบเดียวกับกุสลัตติกะโดยไม่แสดงตัวอย่างซ้ำ ท้ายสุดของเล่มปรากฏโคลอฟอนภาษาบาลีว่า "
หน้า ๑–๕๐
หน้า ๕๑–๑๐๐
หน้า ๑๐๑–๑๕๐
หน้า ๑๕๑–๒๐๐
หน้า ๒๐๑–๒๕๐
หน้า ๒๕๑–๓๐๐
หน้า ๓๐๑–๓๕๐
หน้า ๓๕๑–๔๐๐
หน้า ๔๐๑–๔๕๐
หน้า ๔๕๑–๕๐๐
หน้า ๕๐๑–๕๕๐