จึงตรัสว่า โคตฺตํ ฯเปฯ โลเก ดังนี้. ปัญญาท่านเรียกว่า มนฺตา. พระองค์
เที่ยวไปด้วยปัญญานั้น. ด้วยเหตุนั้นแล ท่านจึงกล่าวว่า มนฺตจรามิ โลเก
ทำเป็นรัสสะด้วยอำนาจของฉันท์.
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้น ทรงเปิดเผยพระองค์อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อ ทรงค้านคำของพราหมณ์ ด้วยพระดำรัสว่า ท่านเห็นบุคคลผู้มีเพศอันประ- เสริฐอย่างนี้แล้ว ยิ่งไม่ทราบคำที่ควรถามหรือไม่ควรถาม จึงตรัสว่า สงฺฆา- ฏิวาสี ฯเปฯ โคตฺตปญฺหํ.
เรานุ่งห่มไตรจีวร ไม่มีเรือน ปลง
ผมแล้ว มีตนดับความเร่าร้อนแล้ว ไม่คลุก
คลีกับมนุษย์ ทั้งหลายในโลกนี้ เที่ยวไปอยู่
ท่านถามถึงปัญหา เกี่ยวด้วยโคตรอันไม่
สมควรกะเรา.
ก็ในคาถานี้มีอธิบายดังนี้ จีวรแม้ ๓ ผืนท่านเรียกว่า สังฆาฏิ
เพราะตัดต่อกัน. ชื่อว่า สงฺฆาฏิวาสี เพราะนุ่งห่มจีวรเหล่านั้น . บทว่า
อคโห แปลว่า ไม่มีเรือน. อธิบายว่า ไม่มีตัณหา. ก็เรือนที่ประทับใน พระเชตวันของพระผู้มีพระภาคเจ้ามีมากมายเป็นต้นว่ามหาคันธกุฎี โรงมณฑล ใต้ต้นกุ่มน้ำ กุฎีต้นมะกอก โรงไม้จันทร์ ไม่ควรหมายเอาถึงเรือนประทับนั้น. บทว่า นิวุตฺตเกโส ได้แก่ ปลงผม. อธิบายว่า ปลงผมและหนวด. บทว่า อภินิพฺพุตตฺโต ได้แก่ มีจิตสงบจากความเร่าร้อนหรือมีจิตคุ้มครองแล้ว. บทว่า อลิมฺปมาโน อิธ มาณเวหิ ไม่คลุกคลีกับมนุษย์ คือ ไม่ติด ไม่เกี่ยวข้องกับมนุษย์เพราะละความเยื่อใยในของใช้ได้แล้ว คือ อยู่อย่างสงัด