มืด สงบระงับได้. บทว่า ภูริปญฺาโณ คือ มีพระปัญญาเป็นเครื่องปรากฏ
ดุจธง. บทว่า ภูริเมธโส คือมีพระปัญญากว้างขวาง. บทว่า สนฺทิฏฺิกม-
กาลิกํ ทรงแสดงธรรมอันบุคคลพึงเห็นเองไม่ประกอบด้วยกาล คือ พึงเห็น ผลด้วยตนเอง ไม่พึงเห็นผลในกาลที่มีระหว่าง. บทว่า อนีติกํ ไม่มีจัญไร คือ เว้นจากจัญไรมีกิเลสเป็นต้น.
ลำดับนั้น พาวรีพราหมณ์กล่าวคาถาสองคาถา กะปิงคิยภิกษุนั้นว่า กินฺนุ ตมฺหา เหตุไรหนอ ท่านจึงอยู่ปราศจากพระโคดมพระองค์นั้น ดังนี้
เป็นต้น. จากนั้น ท่านปิงคิยะเมื่อจะแสดงถึงการที่ต้องจากสำนักของพระผู้มี-
พระภาคเจ้า จึงกล่าวคาถามีอาทิว่า นาหํ ตมฺหา อาตมามิได้อยู่ปราศจาก พระโคดมพระองค์นั้น ดังนี้.
บทว่า ปสฺสามิ นํ มนสา จกฺขุนา วา ความว่า อาตมาเห็นพระ
โคดมนั้นด้วยใจเหมือนเห็นด้วยจักษุ. บทว่า นมสฺสมาโน วิวเสมิ รจฺตึ คือ
อาตมานมัสการนอบน้อมอยู่ตลอดคืน. บทว่า เตน เตเนว นโต อาตมา
นอบน้อมไปโดยทิศนั้น ๆ คือแสดงว่า พระพุทธเจ้าประทับอยู่โดยทิศาภาค ใด แม้อาตมาก็นอบน้อมไปโดยทิศาภาคนั้น ๆ. บทว่า ทุพฺพลถามกสฺส คือ
มีกำลังเรี่ยวแรงน้อย. อีกอย่างหนึ่ง มีกำลังน้อยและมีโรคเบียดเบียน. ท่าน
อธิบายว่า มีกำลังและความเพียรเลวลง. บทว่า เตเนว กาโย น ปเลติ กายไม่เข้าไปด้วยเหตุนั้นนั่นเอง คือ กายไม่ไป เพราะมีกำลังและเรี่ยวแรงน้อย นั่นเอง หรือว่า พระพุทธเจ้าประทับอยู่โดยที่ใด กายไม่ไปโดยที่นั้น. ปาฐะ ว่า น ปเรติ บ้าง. ความอย่างเดียวกัน. บทว่า ตตฺถ คือในสำนักของ