ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒-พุทธวงศ์-จริยาปิฎก
ฉบับ มจร. · เล่ม ๓๓ · หน้า ๕๓๖ · ข้อ 123 124 125 126 127 128 129
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

[๑๒๓] ในกัปนี้เอง พระมุนีพระนามว่ากัสสปะ

เป็นศาสดาผู้ประเสริฐ เป็นที่พึ่งของสัตว์โลก

ไม่มีข้าศึกคือกิเลส ถึงที่สุดแห่งมรณธรรม เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว

[๑๒๔] หม่อมฉันบวชในศาสนาของพระพุทธเจ้า

ทรงเป็นนระ ผู้เป็นปราชญ์พระองค์นั้น

ศึกษาพระสัทธรรมอย่างคล่องแคล่ว

มีความแกล้วกล้าในปริปุจฉา๑

[๑๒๕] ข้าแต่พระมหามุนี หม่อมฉันมีศีลงาม มีความละอาย

ฉลาดในไตรสิกขา กล่าวธรรมเป็นอันมากจนตลอดชีวิต

[๑๒๖] ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้นและด้วยเจตนาที่ตั้งไว้มั่น

หม่อมฉันละกายมนุษย์แล้ว

จึงได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

[๑๒๗] บัดนี้ เป็นภพสุดท้าย

หม่อมฉันเกิดในตระกูลเศรษฐีที่เจริญมั่งคั่ง

สั่งสมรัตนะมากมาย ในกรุงราชคฤห์ที่ประเสริฐสุด

[๑๒๘] เมื่อพระผู้มีพระภาคผู้ทรงเป็นผู้นำ

มีภิกษุ ๑,๐๐๐ รูปห้อมล้อม

ท้าวสหัสสนัยน์สรรเสริญแล้ว เสด็จเข้าไปยังกรุงราชคฤห์

[๑๒๙] พระผู้มีพระภาคทรงฝึกอินทรีย์แล้ว

พ้นขาดจากสรรพกิเลส มีวรรณะเปล่งปลั่งดั่งแท่งทอง

เสด็จเข้าไปยังกรุงราชคฤห์ พร้อมทั้งพระขีณาสพ

ผู้เป็นปุราณชฎิล ผู้มีอินทรีย์อันอบรมแล้ว

พ้นเด็ดขาดจากสรรพกิเลส

เข้าสู่ระบบเพื่อรับ ๑๐ แต้มบุญจากการอ่านหน้านี้