อินทริยภาวนาสูตร: ไม่ต้องปิดตาปิดหู
การฝึกจิต

อินทริยภาวนาสูตร: ไม่ต้องปิดตาปิดหู

อินฺทฺริยภาวนาสุตฺตํ

สำนักหนึ่งสอนว่าการฝึกอินทรีย์คือไม่ดู ไม่ฟัง พระพุทธเจ้าตรัสว่าถ้าอย่างนั้นคนตาบอดหูหนวกก็ฝึกดีแล้ว — การฝึกที่แท้คือเห็นและได้ยินตามปกติ แต่ความชอบไม่ชอบที่เกิดขึ้นดับไปเร็วจนเหลือแต่อุเบกขา

๕ ข้อ

ในอินทริยภาวนาสูตร มัชฌิมนิกาย อุตตรมาณพศิษย์ของปาราสริยพราหมณ์ทูลว่า อาจารย์สอนการเจริญอินทรีย์ว่า ไม่เห็นรูปด้วยตา ไม่ได้ยินเสียงด้วยหู พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้าเป็นอย่างนั้น คนตาบอดก็เจริญอินทรีย์แล้ว คนหูหนวกก็เจริญอินทรีย์แล้ว

แล้วทรงแสดงการเจริญอินทรีย์อย่างยอดเยี่ยมในอริยวินัยว่า เมื่อเห็นรูปด้วยตา สิ่งที่ชอบใจ ไม่ชอบใจ หรือทั้งชอบและไม่ชอบย่อมเกิดขึ้น ภิกษุรู้ชัดว่า สิ่งนี้เป็นของปรุงแต่ง หยาบ อาศัยกันเกิดขึ้น สิ่งที่สงบประณีตคืออุเบกขา แล้วความชอบไม่ชอบนั้นก็ดับไป อุเบกขาตั้งอยู่แทน เร็วเหมือนคนตาดีกระพริบตา

ทรงแสดงต่อถึงหู จมูก ลิ้น กาย และใจ ด้วยอุปมาความเร็วต่าง ๆ เช่น เหมือนคนแข็งแรงดีดนิ้ว และเหมือนหยาดน้ำที่ตกลงบนกระทะเหล็กร้อนทั้งวันแล้วระเหยไปทันที จากนั้นทรงแสดงผู้ปฏิบัติที่ยังเป็นเสขะ และพระอริยะผู้มีอินทรีย์อันอบรมแล้ว

  1. ไม่เห็นไม่ได้ยิน ไม่ใช่การฝึก อนฺโธ ภาวิตินฺทฺริโย ภวิสฺสติ

    ถ้าการเจริญอินทรีย์คือการไม่รับรู้ คนตาบอดหูหนวกก็จะเป็นผู้ฝึกดีที่สุด พระพุทธเจ้าทรงใช้เหตุผลข้อนี้ชี้ว่าการปิดกั้นประสาทสัมผัสไม่ได้แก้ที่ใจ

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อต้องอยู่กับสิ่งที่ไม่ชอบซึ่งหนีไม่ได้ ให้มองว่าเป็นโอกาสฝึก ไม่ใช่อุปสรรคของการฝึก

  2. รู้ว่าความชอบไม่ชอบเป็นของปรุงแต่ง สงฺขตํ โอฬาริกํ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ

    เมื่อความชอบหรือไม่ชอบเกิดขึ้น ให้รู้ชัดว่ามันเป็นของปรุงแต่ง หยาบ เกิดเพราะเหตุปัจจัย ส่วนอุเบกขาเป็นสิ่งที่สงบและประณีต การเห็นความต่างนี้ทำให้ใจเลือกวางได้

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อหงุดหงิดกับเสียงดัง ให้บอกตัวเองว่า "นี่คือความไม่ชอบที่เกิดจากเสียงกับใจเจอกัน ไม่ใช่เสียงอย่างเดียว"

  3. ดับเร็วเหมือนกระพริบตา อุมฺมีเลตฺวา วา นิมีเลยฺย

    สำหรับผู้ฝึกดีแล้ว ความชอบไม่ชอบที่เกิดทางตาดับไปและอุเบกขาตั้งอยู่แทนเร็วเหมือนคนตาดีลืมตาแล้วหลับตา ทางใจเร็วเหมือนหยาดน้ำที่ตกลงบนกระทะเหล็กร้อนแล้วระเหยทันที

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    จับเวลาว่าความหงุดหงิดครั้งหนึ่งค้างอยู่นานเท่าไร แล้วดูว่ามันสั้นลงเมื่อฝึกรู้ทันบ่อย ๆ

  4. เสขะ: ยังรู้สึกอึดอัดกับความชอบไม่ชอบ เสโข ปาฏิปโท

    ผู้ที่ยังฝึกอยู่ เมื่อความชอบไม่ชอบเกิดขึ้นก็รู้สึกอึดอัด ละอาย และรังเกียจสิ่งนั้น นี่คือช่วงของการฝึกที่ยังต้องใช้ความพยายาม และเป็นสัญญาณที่ดีว่าเริ่มเห็นโทษแล้ว

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ถ้ารู้สึกผิดหวังที่ตัวเองยังโกรธง่าย ให้รู้ว่าการเห็นและไม่พอใจกับมันคือขั้นหนึ่งของการฝึก ไม่ใช่ความล้มเหลว

  5. อริยะ: เลือกมุมมองต่อสิ่งที่กระทบได้ อริโย ภาวิตินฺทฺริโย

    ผู้มีอินทรีย์อบรมแล้ว ถ้าต้องการ ก็กำหนดเห็นสิ่งที่ปฏิกูลว่าไม่ปฏิกูล สิ่งที่ไม่ปฏิกูลว่าปฏิกูล หรือวางเฉยทั้งสองอย่างด้วยสติสัมปชัญญะ ใจเป็นอิสระจากการถูกสิ่งเร้าลากไป

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ลองฝึกเล็ก ๆ เช่น มองคนที่ไม่ชอบด้วยมุมที่เห็นความทุกข์ของเขา หรือมองของที่อยากได้ด้วยมุมที่เห็นว่ามันจะเก่าลง

ลองใช้ในชีวิตประจำวัน

หลายคนคิดว่าการรักษาใจคือการหลีกหนีทุกสิ่งที่กระทบ ปิดข่าว ปิดโซเชียล ไม่พบใคร ซึ่งช่วยได้ชั่วคราว แต่พระสูตรนี้บอกว่านั่นยังไม่ใช่การฝึก

การฝึกที่แท้คือยังใช้ชีวิตรับรู้ตามปกติ แต่เมื่อความชอบหรือความหงุดหงิดเกิดขึ้น เรารู้ทันและมันดับได้เร็ว ความเร็วนี้ฝึกได้ วันนี้อาจใช้เป็นชั่วโมง ต่อไปอาจเหลือไม่กี่นาที

การหลีกเลี่ยงสิ่งเร้าบางอย่างยังมีประโยชน์ในช่วงแรกของการฝึก หรือกับสิ่งที่เป็นอันตรายต่อใจจริง ๆ พระสูตรไม่ได้ห้าม แต่ชี้ว่าเป้าหมายอยู่ไกลกว่านั้น

ที่มาในพระไตรปิฎก

คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง

หลักธรรมอื่นที่น่าสนใจ

มหาสาโรปมสูตร: อย่าถือกิ่งไม้แล้วคิดว่าได้แก่น

มหาสาโรปมสุตฺตํ

คนที่ออกหาแก่นไม้ แต่ตัดกิ่งใบ สะเก็ด เปลือก หรือกระพี้กลับไปโดยเข้าใจว่าได้แก่น เปรียบกับผู้บวชที่หยุดอยู่แค่…

เข้าสู่ระบบเพื่อรับ ๑๐ แต้มบุญจากการอ่านหน้านี้