สังยุตตนิกาย นิทานวรรค

ฉบับแปลเยอรมัน · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๑๖ · ๓๓๒ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๑๓๖ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๒ เทสนาสูตร (ปฏิจจสมุปบาทเทศนา) พระพุทธเจ้าทรงแสดงหลักปฏิจจสมุปบาทแก่ภิกษุทั้งหลายเป็นครั้งแรกในวรรคนี้ โดยแสดงทั้งสายเกิด (อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร ฯลฯ จนถึงชรามรณะและกองทุกข์ทั้งมวล) และสายดับ (เมื่อดับอวิชชาโดยไม่เหลือ สังขารก็ดับ ฯลฯ จนกองทุกข์ทั้งมวลดับ) นี่คือสูตรวางกรอบหลักการพื้นฐานที่สุตตันตะทั้งหมดในสังยุตต์นี้จะขยายความต่อไป แสดงให้เห็นว่าทุกข์ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่เกิดจากเหตุปัจจัยที่สืบเนื่องกันเป็นลำดับ เมื่อตัดเหตุที่ต้นตอ ผลทั้งสายก็ดับไปด้วย
  2. หน้า ๒–๕ วิภังคสูตร พระพุทธเจ้าทรงแจกแจงความหมายของแต่ละองค์ประกอบในปฏิจจสมุปบาททีละข้อ ตั้งแต่ชรามรณะ ชาติ ภพ อุปาทาน ตัณหา เวทนา ผัสสะ สฬายตนะ นามรูป วิญญาณ สังขาร จนถึงอวิชชา โดยให้คำนิยามที่ชัดเจนของแต่ละคำ เพื่อให้ภิกษุเข้าใจว่าคำแต่ละคำในหลักปฏิจจสมุปบาทหมายถึงอะไรจริงๆ ไม่ใช่เพียงท่องจำเป็นสูตรลอยๆ สูตรนี้จึงเป็นเหมือนคำอธิบายศัพท์อย่างละเอียดที่จำเป็นต่อการเข้าใจกระบวนการเกิดทุกข์
  3. หน้า ๕ ปฏิปทาสูตร (มิจฉาปฏิปทาและสัมมาปฏิปทา) สูตรนี้ชี้ว่าการดำเนินตามสายเกิดของปฏิจจสมุปบาท (อวิชชานำไปสู่สังขาร ฯลฯ) คือ "มิจฉาปฏิปทา" หรือทางปฏิบัติที่ผิด เพราะนำไปสู่การก่อทุกข์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่วนการดับอวิชชาจนสังขารและองค์อื่นๆ ดับตามไปคือ "สัมมาปฏิปทา" หรือทางปฏิบัติที่ถูกต้อง สูตรสั้นๆ นี้จึงเชื่อมโยงหลักปฏิจจสมุปบาทเข้ากับการปฏิบัติจริง เป็นตัวชี้วัดว่ากำลังเดินไปในทางที่ก่อทุกข์หรือทางที่ดับทุกข์
  4. หน้า ๕–๑๓ วิปัสสีสูตร และพระพุทธเจ้าในอดีตทั้งเจ็ดพระองค์ สูตรนี้เล่าเรื่องพระวิปัสสีโพธิสัตว์ก่อนตรัสรู้ ทรงพิจารณาว่าเหตุใดสัตว์โลกจึงเวียนว่ายเกิดแก่ตายอยู่ร่ำไป และทรงใช้โยนิโสมนสิการไล่สอบสวนย้อนกลับทีละข้อว่าอะไรเป็นเหตุให้เกิดชรามรณะ จนพบว่าอวิชชาเป็นต้นเหตุสุดท้ายของสายเกิด และเมื่อดับอวิชชาได้ก็ดับได้ทั้งสาย เกิดปัญญาเห็นแจ้งเป็นครั้งแรก คัมภีร์ระบุย่นย่อว่าพระพุทธเจ้าในอดีตอีกห้าพระองค์ (สิขี เวสสภู กกุสันธะ โกนาคมนะ กัสสปะ) ก็ทรงตรัสรู้ด้วยกระบวนการพิจารณาแบบเดียวกันทุกประการ และท้ายสุดพระโคตมพุทธเจ้าเองก็ทรงเล่าประสบการณ์ตรัสรู้ของพระองค์ใน
  5. หน้า ๑๔–๑๕ อาหารสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงอาหารสี่อย่างที่หล่อเลี้ยงสัตว์ที่เกิดแล้วและอนุเคราะห์สัตว์ที่กำลังจะเกิด ได้แก่ กวฬิงการาหาร (อาหารคำข้าว) ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร และวิญญาณาหาร จากนั้นทรงสืบสาวว่าอาหารทั้งสี่นี้มีตัณหาเป็นแดนเกิด และตัณหาก็สืบเนื่องมาจากเวทนา ผัสสะ ฯลฯ ย้อนไปจนถึงอวิชชาตามหลักปฏิจจสมุปบาทเดิม สูตรนี้จึงขยายมุมมองว่าแม้แต่สิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตก็สืบสาวไปถึงตัณหาและอวิชชาได้เช่นกัน
  6. หน้า ๑๕–๑๗ ผัคคุนสูตร พระโมลิยผัคคุนะทูลถามว่าใครเป็นผู้กินวิญญาณาหาร ใครถูกต้อง (ผัสสะ) ใครเสวยเวทนา ใครอยากได้ (ตัณหา) และใครยึดมั่น (อุปาทาน) พระพุทธเจ้าทรงตอบว่าคำถามเหล่านี้ตั้งผิด เพราะไปสมมุติว่ามี "ผู้กระทำ" อยู่เบื้องหลังกระบวนการ ทรงสอนให้ถามใหม่ว่าอะไรเป็นปัจจัยให้เกิดสิ่งนั้นแทน เช่น ผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา เวทนาเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา เป็นการชี้ว่าไม่มีตัวตนที่แท้จริงอยู่เบื้องหลังกระบวนการเหล่านี้ มีแต่กระแสเหตุปัจจัยที่เกิดดับสืบเนื่องกัน
  7. หน้า ๑๘–๒๐ สมณพราหมณสูตร (ว่าด้วยผู้รู้และผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท) สูตรคู่นี้กล่าวถึงสมณพราหมณ์ที่ไม่รู้จักชรามรณะ เหตุเกิด เหตุดับ และทางดับของชรามรณะ (และองค์อื่นๆ) ว่าไม่สมควรได้ชื่อว่าเป็นสมณะหรือพราหมณ์ที่แท้จริง เพราะไม่อาจทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์แห่งความเป็นสมณะได้ด้วยตนเอง ส่วนผู้รู้แจ้งสิ่งเหล่านี้จึงสมควรได้รับการยกย่องว่าเป็นสมณะหรือพราหมณ์ที่แท้จริง สูตรที่สองย้ำเนื้อหาเดียวกันแต่กล่าวถึง "ธรรมเหล่านี้" โดยรวมแทนการแยกทีละองค์ประกอบ เน้นว่าความรู้เรื่องปฏิจจสมุปบาทคือมาตรวัดความเป็นสมณะพราหมณ์ที่แท้จริง
  8. หน้า ๒๐–๒๑ กัจจานโคตตสูตร พระกัจจานะโคตรทูลถามเรื่องสัมมาทิฏฐิ พระพุทธเจ้าทรงตอบว่าโลกส่วนใหญ่อาศัยสุดโต่งสองด้าน คือความเห็นว่า "มีอยู่" (สัสสตทิฏฐิ) กับความเห็นว่า "ไม่มีอยู่" (อุจเฉททิฏฐิ) แต่ผู้เห็นเหตุเกิดและเหตุดับของโลกตามความเป็นจริงด้วยปัญญาจะไม่ยึดติดสุดโต่งทั้งสอง พระตถาคตทรงแสดงธรรมโดยทางสายกลางคือปฏิจจสมุปบาท ไม่กล่าวว่าสรรพสิ่งมีอยู่จริงถาวรหรือไม่มีอยู่เลย แต่กล่าวถึงกระแสเหตุปัจจัยที่เกิดแล้วดับไป นี่คือสูตรสำคัญที่วางรากฐานปรัชญาทางสายกลางของพุทธศาสนา
  9. หน้า ๒๑–๒๒ ธัมมกถิกสูตร ภิกษุรูปหนึ่งทูลถามว่าอย่างไรจึงเรียกว่าเป็นพระธรรมกถึก (ผู้แสดงธรรม) ที่แท้จริง พระพุทธเจ้าทรงตอบว่าผู้แสดงธรรมเพื่อความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด และดับในชรามรณะและองค์อื่นๆ ของปฏิจจสมุปบาทเท่านั้นจึงควรเรียกว่าธรรมกถึก ผู้ปฏิบัติตามธรรมนั้นเรียกว่าธรรมานุธรรมปฏิบัติ และผู้หลุดพ้นแล้วโดยไม่ยึดมั่นเรียกว่าผู้บรรลุนิพพานในปัจจุบัน สูตรนี้ให้เกณฑ์วัดว่าการแสดงธรรมที่แท้จริงต้องมุ่งสู่การคลายทุกข์ ไม่ใช่เพียงพูดเก่งหรือมีความรู้ทางปริยัติ
  10. หน้า ๒๒–๒๖ อเจลกัสสปสูตร อเจลกัสสปะ (นักบวชเปลือยกาย) ทูลถามพระพุทธเจ้าว่าทุกข์เป็นสิ่งที่ตนเองทำขึ้น ผู้อื่นทำให้ ทั้งสองอย่าง หรือเกิดขึ้นเองโดยไม่มีเหตุ พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธทุกข้อ เพราะการกล่าวว่า "ผู้ทำและผู้เสวยผลเป็นคนเดียวกัน" นำไปสู่ความเห็นว่าเที่ยงแท้ถาวร ส่วนการกล่าวว่าเป็นคนละคนนำไปสู่ความเห็นว่าขาดสูญ พระองค์ทรงแสดงทางสายกลางคือปฏิจจสมุปบาทแทน หลังฟังธรรมแล้วอเจลกัสสปะเลื่อมใสขอบวชและต่อมาบำเพ็ญเพียรจนบรรลุอรหัตตผล แสดงผลจริงของการเข้าใจปฏิจจสมุปบาทอย่างถูกต้อง
  11. หน้า ๒๖–๒๘ ติมพรุกขสูตร ปริพาชกชื่อติมพรุกขะทูลถามพระพุทธเจ้าด้วยคำถามชุดเดียวกับอเจลกัสสปะ แต่เปลี่ยนจากคำว่า "ทุกข์" เป็น "สุขทุกข์" คือถามว่าเป็นสิ่งที่ตนทำเอง ผู้อื่นทำให้ หรือเกิดขึ้นเองหรือไม่ พระพุทธเจ้าทรงตอบด้วยหลักการเดียวกัน คือปฏิเสธทั้งสองสุดโต่งและแสดงทางสายกลางผ่านปฏิจจสมุปบาท หลังฟังธรรมแล้วติมพรุกขะเลื่อมใสประกาศตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต ต่างจากอเจลกัสสปะที่ขอบวชเป็นภิกษุ
  12. หน้า ๒๘–๓๐ พาลปัณฑิตสูตร พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่าทั้งคนพาลและบัณฑิตต่างมีกายนี้เกิดขึ้นโดยอาศัยอวิชชาที่กางกั้นและตัณหาที่ผูกไว้เหมือนกัน แต่ความแตกต่างอยู่ที่คนพาลไม่ละอวิชชาและตัณหาให้หมดสิ้น เพราะไม่ได้ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ จึงไม่พ้นจากชาติ ชรา มรณะ ส่วนบัณฑิตประพฤติพรหมจรรย์เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ จึงละอวิชชาและตัณหาได้และหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง ความแตกต่างระหว่างคนพาลกับบัณฑิตจึงไม่ได้อยู่ที่การเกิดของร่างกาย แต่อยู่ที่การปฏิบัติเพื่อดับทุกข์
  13. หน้า ๓๐–๓๒ ปัจจยสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าปฏิจจสมุปบาทเป็นกฎธรรมชาติที่ตั้งอยู่แน่นอน (ธัมมัฏฐิตตา ธัมมนิยามตา) ไม่ว่าพระตถาคตจะอุบัติขึ้นหรือไม่ก็ตาม เช่นชาติเป็นปัจจัยให้เกิดชรามรณะเสมอ พระตถาคตเพียงตรัสรู้และนำมาแสดงให้ปรากฏชัดเท่านั้น ทรงแสดงต่อว่าธรรมทั้งหลายที่อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นล้วนไม่เที่ยง ถูกปรุงแต่ง มีความเสื่อมและดับไปเป็นธรรมดา เมื่อพระอริยสาวกเห็นแจ้งทั้งสองอย่างนี้ตามความเป็นจริงแล้ว จะไม่วิ่งไปหาความคิดฟุ้งซ่านเรื่องอดีตชาติหรืออนาคตชาติของตนอีกต่อไป
  14. หน้า ๓๓–๓๕ ทสพลสูตร พระพุทธเจ้าทรงประกอบด้วยทศพลญาณและเวสารัชชธรรมสี่ประการ ทรงปฏิญาณฐานะผู้องอาจบันลือสีหนาทในบริษัท ทรงแสดงความเกิดและความดับของขันธ์ห้า (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ผ่านหลัก "เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี" ของปฏิจจสมุปบาท สูตรที่สองซ้ำเนื้อหาเดียวกันแล้วต่อด้วยคำสอนว่าธรรมที่ทรงแสดงไว้ดีแล้วนี้เปิดเผยชัดเจน จึงสมควรที่กุลบุตรผู้มีศรัทธาจะปรารภความเพียรอย่างเต็มที่ แม้เนื้อหนังจะเหือดแห้งไปก็จะไม่ละความเพียรจนกว่าจะบรรลุผล เป็นการปลุกใจให้ภิกษุไม่เกียจคร้าน
  15. หน้า ๓๕–๓๘ อุปนิสสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าความรู้ในความสิ้นอาสวะ (ขยญาณ) ก็มีเหตุอุปการะรองรับเช่นกัน ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ โดยไล่ทวนถามว่าวิมุตติ วิราคะ นิพพิทา ฯลฯ มีอะไรเป็นเหตุ จนได้สายเหตุปัจจัยที่เชื่อมจากอวิชชาไปจนถึงตัณหา เวทนา และต่อเนื่องขึ้นไปถึงศรัทธา ปราโมทย์ ปีติ ปัสสัทธิ สุข สมาธิ ญาณทัสสนะ นิพพิทา วิราคะ และวิมุตติตามลำดับ ทรงเปรียบด้วยน้ำฝนที่ตกบนภูเขาไหลลงลำธาร แม่น้ำน้อยใหญ่ จนถึงมหาสมุทร แสดงว่าการหลุดพ้นก็มีกระบวนการเป็นลำดับขั้นเช่นเดียวกับกระบวนการเกิดทุกข์ เพียงแต่เป็นสายที่นำไปสู่ความดับ
  16. หน้า ๓๘–๔๔ สารีปุตตสูตร ว่าด้วยความลึกซึ้งของปฏิจจสมุปบาท พระสารีบุตรถูกปริพาชกลัทธิอื่นถามว่าทุกข์เป็นสิ่งที่ทำเอง ทำโดยผู้อื่น หรือไม่มีเหตุ ท่านตอบตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าทุกข์เกิดขึ้นเพราะอาศัยผัสสะ ไม่ใช่เพราะสมมุติว่ามีผู้ทำหรือผู้เสวยอยู่นอกเหนือกระบวนการปัจจัย พระอานนท์ได้ยินจึงนำความไปกราบทูล พระพุทธเจ้าทรงรับรองคำตอบนั้นว่าถูกต้อง และเมื่อพระอานนท์ทูลว่าปฏิจจสมุปบาทดูเหมือนง่ายแต่แท้จริงลึกซึ้งมาก พระพุทธเจ้าจึงทรงสาธิตความลึกซึ้งนั้นด้วยการไล่ถามตอบทีละข้อจากชรามรณะย้อนไปจนถึงผัสสะ
  17. หน้า ๔๔–๔๘ ภูมิชสูตร พระภูมิชะทูลถามพระสารีบุตรด้วยคำถามทำนองเดียวกับสูตรก่อนหน้า แต่เปลี่ยนเป็นเรื่องสุขทุกข์แทนทุกข์อย่างเดียว พระสารีบุตรตอบเช่นเดิมว่าสุขทุกข์อาศัยผัสสะเป็นปัจจัย พระอานนท์นำไปกราบทูลและพระพุทธเจ้าทรงรับรอง จากนั้นทรงขยายความว่าสุขทุกข์ภายในเกิดจากการปรุงแต่งกายสังขาร วจีสังขาร และมโนสังขาร ไม่ว่าจะปรุงแต่งเองหรือถูกผู้อื่นชักจูง รู้ตัวหรือไม่รู้ตัว แต่ทั้งหมดมีอวิชชาแฝงอยู่เบื้องหลังเสมอ เมื่อดับอวิชชาได้หมดสิ้น สังขารเหล่านั้นก็ไม่มีให้ปรุงแต่งสุขทุกข์อีกต่อไป
  18. หน้า ๔๘–๕๐ อุปวาณสูตร พระอุปวาณะทูลถามพระพุทธเจ้าโดยตรงด้วยคำถามชุดเดียวกันเรื่องทุกข์ว่าตนทำเอง ผู้อื่นทำให้ หรือไม่มีเหตุ พระพุทธเจ้าทรงตอบเหมือนที่เคยตรัสแก่พระสารีบุตรและพระอานนท์ว่าทุกข์อาศัยผัสสะเป็นปัจจัยเกิดขึ้น ไม่มีสมณพราหมณ์ลัทธิใดกล่าวถึงทุกข์โดยพ้นจากผัสสะได้เลย สูตรนี้เป็นการย้ำหลักการเดิมอีกครั้งในบริบทของผู้ถามที่ต่างออกไป แสดงว่าคำตอบเรื่องเหตุแห่งทุกข์ของพระพุทธเจ้าเป็นหลักการเดียวกันไม่ว่าใครจะเป็นผู้ถาม
  19. หน้า ๕๐–๕๓ ภิกขุสูตร สูตรคู่นี้แสดงว่าภิกษุที่รู้ทั่วถึงชรามรณะ เหตุเกิด เหตุดับ และทางปฏิบัติที่นำไปสู่ความดับ (คืออริยมรรคมีองค์แปด) ของแต่ละองค์ประกอบในปฏิจจสมุปบาท ได้ชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ถึงพร้อมด้วยการเห็นธรรม เป็นผู้มาถึงพระสัทธรรม และเป็นผู้จรดประตูอมตะ สูตรที่สองซ้ำเนื้อหาเดียวกันโดยเปลี่ยนจาก "อริยสาวก" เป็น "ภิกษุ" เน้นว่าความรู้แจ้งในปฏิจจสมุปบาทพร้อมมรรคที่นำไปสู่ความดับทุกข์คือเครื่องวัดความก้าวหน้าทางธรรมของผู้ปฏิบัติ
  20. หน้า ๕๓–๕๕ สมณพราหมณสูตร (ผู้ก้าวล่วงชรามรณะได้หรือไม่) สูตรคู่สุดท้ายของวรรคนี้กล่าวว่าสมณพราหมณ์ที่ไม่รู้ทั่วถึงชรามรณะ เหตุเกิด เหตุดับ และทางดับของแต่ละองค์ประกอบในปฏิจจสมุปบาท ย่อมเป็นไปไม่ได้เลยที่จะก้าวล่วงพ้นชรามรณะและองค์ประกอบเหล่านั้นไปได้ ส่วนผู้ที่รู้ทั่วถึงสิ่งเหล่านี้อย่างแท้จริงย่อมมีความเป็นไปได้ที่จะก้าวล่วงพ้นไปได้ สูตรนี้ปิดท้ายทสพลวรรคด้วยการย้ำว่าความรู้แจ้งในปฏิจจสมุปบาทไม่ใช่เพียงความรู้ทางทฤษฎี แต่เป็นเงื่อนไขจำเป็นต่อการหลุดพ้นจากวัฏสงสารอย่างแท้จริง
  21. หน้า ๕๖–๕๙ ภูตมิทสูตร พระพุทธเจ้าตรัสถามพระสารีบุตรให้อธิบายความหมายของคาถาในปารายนวรรคเรื่องเสขบุคคลและผู้สงบแล้ว (สังขาตธรรม) พระสารีบุตรทูลตอบว่าผู้เห็นตามความเป็นจริงว่าสิ่งที่เกิดขึ้นอาศัยอาหารเป็นเหตุ แล้วปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดดับ แต่ยังไม่หลุดพ้นเด็ดขาด ชื่อว่าเสขะ ส่วนผู้ที่เห็นแล้วหลุดพ้นโดยไม่ยึดมั่นถือมั่นโดยสิ้นเชิง ชื่อว่าสังขาตธรรม แสดงให้เห็นว่าความต่างระหว่างพระเสขะกับพระอเสขะอยู่ที่ระดับความหลุดพ้นจากอุปาทาน มิใช่ที่ความรู้เพียงอย่างเดียว
  22. หน้า ๕๙–๖๗ กฬารขัตติยสูตร พระกฬารขัตติยะไปถามพระสารีบุตรว่าพระโมลิยผัคคุนะสึกจากธรรมวินัยจริงหรือไม่ และพระสารีบุตรพอใจในธรรมวินัยหรือไม่ พระสารีบุตรยืนยันความหมดกิเลสของตน พระพุทธเจ้าจึงตรัสถามว่าหากมีผู้ถามว่ารู้เห็นอย่างไรจึงพยากรณ์อรหัตตผลได้ พระสารีบุตรทูลตอบเป็นลำดับย้อนจากชาติ ภพ อุปาทาน ตัณหา จนถึงเวทนา และเห็นว่าเวทนาทั้งสามไม่เที่ยง จึงไม่มีความเพลิดเพลินเหลืออยู่ในเวทนา อันเป็นการหลุดพ้นภายในโดยสิ้นอุปาทานทั้งปวง แสดงวิธีตรวจสอบการอ้างมรรคผลด้วยเหตุผลเป็นลำดับขั้น มิใช่การกล่าวอ้างลอยๆ
  23. หน้า ๖๗–๗๑ จตุจัตตาฬีสญาณวัตถุสูตร (ญาณวัตถุ ๔๔) พระพุทธเจ้าทรงแสดงญาณ ๔๔ อย่าง คือความรู้ในตัวธรรม เหตุเกิด ความดับ และทางปฏิบัติให้ถึงความดับของปัจจยาการแต่ละข้อทั้ง ๑๑ ข้อ ตั้งแต่ชรามรณะจนถึงสังขาร ทรงอธิบายความหมายของชราและมรณะโดยละเอียด แล้วสอนว่าเมื่อรู้แจ้งปัจจยาการทั้งสายเกิดและสายดับด้วยตนเอง (ธรรมญาณ) และรู้ว่าสมณพราหมณ์ในอดีตอนาคตต่างก็รู้แจ้งด้วยหลักเดียวกัน (อันวยญาณ) จึงชื่อว่าเป็นอริยสาวกผู้สมบูรณ์ด้วยทิฏฐิ
  24. หน้า ๗๑–๗๒ สัตตสัตตติญาณวัตถุสูตร (ญาณวัตถุ ๗๗) ทรงแสดงญาณ ๗๗ อย่าง ขยายจากญาณ ๔๔ โดยเพิ่มว่าแต่ละปัจจัยเป็นจริงทั้งในอดีตและอนาคตด้วย เช่นรู้ว่าเพราะชาติเป็นปัจจัยชรามรณะจึงมี ทั้งในกาลอดีต ปัจจุบัน อนาคต และรู้ว่าแม้ความรู้เรื่องความตั้งอยู่แห่งธรรมดา (ธรรมฐิติญาณ) นั้นเองก็ยังเป็นสภาวะที่ต้องสิ้นไปเสื่อมไป แสดงว่าความเข้าใจปฏิจจสมุปบาทที่แท้จริงต้องครอบคลุมทั้งสามกาล มิใช่เพียงขณะปัจจุบัน
  25. หน้า ๗๒–๗๗ สูตรว่าด้วยการปฏิเสธคำถามที่ไม่ควรถาม (โน กัลโล ปัญโห) มีภิกษุทูลถามว่าชรามรณะเป็นของใคร หรือใครเป็นผู้แก่ตาย พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นคำถามที่ไม่ควรถาม เพราะไม่ว่าจะตอบว่าผู้ทำกับผู้เสวยผลเป็นคนเดียวกัน (ทิฏฐิเรื่องอัตตา) หรือเป็นคนละคนกัน (ทิฏฐิเรื่องขาดสูญ) ล้วนเป็นมิจฉาทิฏฐิที่ทำให้พรหมจรรย์ตั้งอยู่ไม่ได้ พระองค์ทรงแสดงธรรมโดยสายกลางผ่านปัจจยาการแทน คือชาติเป็นปัจจัยให้เกิดชรามรณะ ไล่ไปจนถึงอวิชชา ทรงย้ำหลักการนี้ทั้งกับภิกษุรูปเดียวและกับหมู่ภิกษุโดยรวม และสอนว่าเมื่อดับอวิชชาได้สิ้นเชิง ความดิ้นรนกวัดแกว่งทางทิฏฐิเหล่านี้ก็ถูกถอนรากถอนโคนหมดสิ้น
  26. หน้า ๗๗–๗๘ สูตรว่าด้วยกายนี้ไม่ใช่ของใคร พระพุทธเจ้าตรัสว่ากายนี้ไม่ใช่ของเราหรือของผู้อื่น แต่เป็นผลจากกรรมเก่าที่ปรุงแต่งและจงใจไว้ ควรเห็นว่าเป็นสิ่งที่ต้องเสวยผล จากนั้นทรงสอนว่าอริยสาวกผู้ได้ฟังมาแล้วย่อมพิจารณาปฏิจจสมุปบาทโดยแยบคายว่า เมื่อสิ่งนั้นมี สิ่งนี้จึงมี เมื่อสิ่งนั้นดับ สิ่งนี้จึงดับ ตามลำดับตั้งแต่อวิชชาจนถึงกองทุกข์ทั้งมวล แสดงว่าแม้ร่างกายและชีวิตปัจจุบันก็เป็นผลพวงจากเหตุปัจจัยที่สืบเนื่องมา มิใช่สิ่งที่บังคับให้เป็นไปตามใจได้
  27. หน้า ๗๘–๘๑ สูตรว่าด้วยเจตนา ความดำริ และอนุสัยเป็นเหตุให้เกิดภพใหม่ (๓ สูตร) ทรงแสดงสามสูตรที่มีโครงสร้างคล้ายกันว่า สิ่งที่บุคคลจงใจ ดำริ และมีอนุสัยนอนเนื่องอยู่ ย่อมเป็นอารมณ์ให้วิญญาณตั้งอยู่ เมื่อวิญญาณตั้งมั่นเจริญขึ้นย่อมนำไปสู่การเกิดในภพใหม่ ความมีชาติชรามรณะและกองทุกข์ทั้งมวลตามมา ทรงแสดงต่อว่าเหตุเดียวกันนี้ยังนำไปสู่การหยั่งลงของนามรูป และไปสู่ความน้อมใจ (นติ) ที่นำไปสู่การจุติอุบัติในภพต่างๆ ในทางกลับกัน เมื่อไม่มีเจตนา ไม่มีความดำริ ไม่มีอนุสัยนอนเนื่อง วิญญาณย่อมไม่มีที่ตั้ง ภพใหม่จึงไม่เกิด กองทุกข์ทั้งมวลจึงดับ แสดงว่ากรรมและตัณหาที่ฝังลึกในใจคือรากเหง้า
  28. หน้า ๘๒–๘๖ สูตรว่าด้วยภัยเวรห้าประการที่สงบแล้วของโสดาบัน พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่อนาถบิณฑิกเศรษฐี และภายหลังแก่หมู่ภิกษุด้วยเนื้อความเดียวกัน ว่าอริยสาวกผู้ใดมีภัยเวร ๕ ประการสงบแล้ว (จากเว้นปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท และการเสพของมึนเมา) ประกอบด้วยองค์แห่งโสดาบัน ๔ (ความเลื่อมใสในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และศีลอันเป็นที่รักของพระอริยะ) และเห็นแจ้งแทงตลอดในปฏิจจสมุปบาททั้งสายเกิดสายดับด้วยปัญญาแล้ว ผู้นั้นพยากรณ์ตนเองได้ว่าสิ้นแล้วจากอบาย เป็นโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เที่ยงที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า
  29. หน้า ๘๖–๘๙ สูตรว่าด้วยเหตุเกิดและความดับแห่งทุกข์และโลก ทรงแสดงว่าเหตุเกิดแห่งทุกข์ (และเหตุเกิดแห่งโลก ซึ่งมีนัยเดียวกัน) คือเมื่ออาศัยตากับรูปเกิดจักขุวิญญาณ การประจวบกันทั้งสามเป็นผัสสะ ผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา เวทนาเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา เช่นเดียวกันทางหู จมูก ลิ้น กาย และใจ ส่วนความดับแห่งทุกข์และโลกคือ เมื่อตัณหาที่เกิดจากผัสสะนั้นดับไปโดยไม่เหลือ อุปาทาน ภพ ชาติ ชรามรณะ และความโศกเศร้าคร่ำครวญทั้งปวงก็ดับตาม แสดงว่าโลกในความหมายทางธรรมมิใช่โลกภายนอก แต่คือกระบวนการรับรู้ทางอายตนะทั้งหกที่ก่อทุกข์ขึ้นในใจ
  30. หน้า ๘๙–๙๐ สูตรที่ทรงแสดงธรรมเพียงลำพัง ณ ตำบลญาติกะ ขณะประทับหลีกเร้นอยู่ ณ ตำบลญาติกะ พระพุทธเจ้าทรงเปล่งพระธรรมเทศนาเรื่องปฏิจจสมุปบาทตามอายตนะทั้งหกขึ้นเองโดยไม่มีผู้ทูลถาม มีภิกษุรูปหนึ่งแอบยืนฟังอยู่ใกล้ที่ประทับ เมื่อทรงทราบจึงตรัสสอนให้ภิกษุนั้นเรียน จำ และทรงไว้ซึ่งธรรมบรรยายนี้ เพราะเป็นธรรมที่ประกอบด้วยประโยชน์และเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ สะท้อนความสำคัญของปฏิจจสมุปบาทถึงขั้นที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงเองแม้ไม่มีผู้ทูลถาม
  31. หน้า ๙๐–๙๑ สูตรพราหมณ์ผู้หนึ่งทูลถามเรื่องผู้ทำกับผู้เสวยผล พราหมณ์ผู้หนึ่งทูลถามว่าผู้ทำก็เป็นผู้เสวยผลเอง หรือผู้ทำเป็นคนหนึ่งผู้เสวยผลเป็นอีกคนหนึ่ง พระพุทธเจ้าตรัสว่าทั้งสองข้อล้วนเป็นทิฏฐิสุดโต่ง คืออัตตวาทกับอุจเฉทวาท ที่ทำให้อยู่ประพฤติพรหมจรรย์ไม่ได้ พระองค์ทรงแสดงธรรมโดยสายกลางผ่านปฏิจจสมุปบาทแทน พราหมณ์เลื่อมใสจึงประกาศตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต
  32. หน้า ๙๑ สูตรพราหมณ์ชาณุสโสณีทูลถามเรื่องทุกสิ่งมีอยู่หรือไม่มีอยู่ พราหมณ์ชาณุสโสณีทูลถามว่าทุกสิ่งมีอยู่ หรือทุกสิ่งไม่มีอยู่ พระพุทธเจ้าตรัสว่าทั้งสองคือทิฏฐิสุดโต่งสองข้าง คือสัสสตทิฏฐิกับอุจเฉททิฏฐิ พระองค์ทรงแสดงธรรมโดยสายกลางผ่านปฏิจจสมุปบาทแทนเช่นเดียวกับสูตรก่อน พราหมณ์เลื่อมใสจึงขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ แสดงว่าพระพุทธศาสนาไม่ยืนยันทั้งความมีอยู่แบบเที่ยงแท้และความไม่มีอยู่แบบขาดสูญ แต่ชี้ตามเหตุปัจจัยที่เกิดดับ
  33. หน้า ๙๑–๙๒ สูตรพราหมณ์โลกายติกะทูลถามทฤษฎีโลกายตะสี่ข้อ พราหมณ์ผู้ยึดถือลัทธิโลกายตะทูลถามสี่แนวคำถาม คือทุกสิ่งมีอยู่ ทุกสิ่งไม่มีอยู่ ทุกสิ่งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และทุกสิ่งแยกเป็นหลายอย่าง พระพุทธเจ้าตรัสว่าทั้งสี่ข้อล้วนเป็นทฤษฎีสุดโต่งของลัทธิโลกายตะ พระองค์ทรงแสดงธรรมโดยสายกลางผ่านปฏิจจสมุปบาทเช่นเดิม พราหมณ์เลื่อมใสจึงขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ
  34. หน้า ๙๒–๙๖ สูตรว่าด้วยการรู้เหตุเกิดและความดับแห่งโลกด้วยตนเอง ทรงแสดงว่าอริยสาวกผู้ได้สดับแล้วไม่ต้องสงสัยว่าเมื่ออะไรมีอะไรจึงมี แต่มีปัญญารู้เอง (อปรัปปัจจยญาณ) ว่าปัจจัยแต่ละข้อในปฏิจจสมุปบาทเนื่องกันอย่างไร บางสูตรเริ่มตั้งแต่วิญญาณเป็นปัจจัยให้มีนามรูป บางสูตรเริ่มตั้งแต่อวิชชาเป็นปัจจัยให้มีสังขาร ไล่ไปจนถึงชรามรณะทั้งสายเกิด และสายดับ เมื่อรู้แจ้งเช่นนี้ด้วยตนเองจึงชื่อว่าเป็นผู้รู้ว่าโลกนี้เกิดขึ้นและดับไปอย่างไร นับเป็นคุณสมบัติของอริยสาวกผู้สมบูรณ์ด้วยทิฏฐิ จบวรรคที่ ๕ (คหปติวรรค)
  35. หน้า ๙๗–๑๐๑ สูตรว่าด้วยการพิจารณาสอบสวนหาเหตุแห่งทุกข์ (ปริวีมังสนา) ต้นวรรคทุกขวรรค พระพุทธเจ้าทรงแสดงวิธีที่ภิกษุผู้ต้องการสิ้นทุกข์โดยสิ้นเชิงพึงพิจารณาสอบสวนหาเหตุแห่งทุกข์นานัปการที่เกิดขึ้นในโลก โดยไล่ย้อนถามว่าชรามรณะมีอะไรเป็นเหตุ แล้วรู้ว่าเพราะชาติเป็นเหตุ ไล่ย้อนไปเรื่อยๆ จนถึงอวิชชา ทรงชี้ว่าผู้ที่ยังมีอวิชชาย่อมปรุงแต่งกรรมไม่ว่าบุญ บาป หรือกรรมที่ไม่หวั่นไหว วิญญาณก็โน้มเอียงไปตามนั้น ส่วนผู้สิ้นอวิชชาแล้วย่อมไม่ปรุงแต่งกรรมใดๆ อีก เปรียบเหมือนหม้อที่ยกลงจากเตาเผาแล้วความร้อนย่อมค่อยๆ เย็นลงเอง แม้เสวยเวทนาใดก็รู้ว่าไม่เที่ยง ไม่ยึดติด ไม่เพลิดเพลิน เมื่อกายแตกดับจ
  36. หน้า ๑๐๑–๑๐๓ สูตรอุปมาไฟกองใหญ่กับธรรมที่เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน ทรงเปรียบเทียบว่าผู้มองเห็นแต่ความน่าเพลิดเพลิน (อัสสาทะ) ในธรรมที่เป็นอารมณ์แห่งอุปาทาน ตัณหาย่อมเจริญงอกงามขึ้น เหมือนกองไฟใหญ่ที่มีคนคอยเติมเชื้อฟืนหญ้าแห้งอยู่เสมอย่อมลุกโพลงอยู่นาน ส่วนผู้มองเห็นโทษ (อาทีนวะ) ในธรรมเหล่านั้น ตัณหาย่อมดับไป เหมือนกองไฟที่ไม่มีใครเติมเชื้อย่อมดับไปเองเมื่อเชื้อเก่าหมดลง แสดงว่าทุกข์เกิดจากมุมมองที่มีต่อสิ่งต่างๆ มิใช่จากตัวสิ่งนั้นเอง
  37. หน้า ๑๐๓–๑๐๕ สูตรอุปมาตะเกียงน้ำมันกับธรรมที่เป็นเครื่องผูกมัด ทรงแสดงหลักเดียวกับสูตรก่อนแต่เปลี่ยนอุปมาเป็นตะเกียงน้ำมัน กล่าวคือเมื่อเพลิดเพลินในธรรมที่เป็นสังโยชน์ (เครื่องผูกมัดใจ) ตัณหาย่อมเจริญขึ้นเหมือนตะเกียงที่มีคนคอยเติมน้ำมันและใส่ไส้ตะเกียงใหม่ให้ลุกอยู่นาน ส่วนเมื่อเห็นโทษ ตัณหาย่อมดับไปเหมือนตะเกียงที่ไม่มีใครเติมน้ำมันย่อมดับไปเอง ทรงแสดงเนื้อความนี้ซ้ำสองครั้งเพื่อเน้นย้ำหลักการ
  38. หน้า ๑๐๕–๑๐๗ สูตรอุปมาต้นไม้ใหญ่กับธรรมที่เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน ทรงเปรียบเทียบว่าผู้เพลิดเพลินในธรรมที่เป็นอารมณ์แห่งอุปาทาน ตัณหาย่อมเจริญขึ้นเหมือนต้นไม้ใหญ่ที่รากทั้งที่หยั่งลึกและที่แผ่ขนานย่อมลำเลียงน้ำเลี้ยงขึ้นสู่ลำต้นทำให้ยืนต้นอยู่ได้นาน ส่วนผู้เห็นโทษ ตัณหาย่อมดับไปเหมือนคนตัดต้นไม้ที่ราก ขุดรากขึ้น ผ่าเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ผึ่งแดด เผาไฟ แล้วโปรยขี้เถ้าในกระแสลมหรือแม่น้ำ ทำให้ไม่มีทางงอกขึ้นอีกได้ ทรงแสดงเนื้อความนี้ซ้ำสองครั้ง
  39. หน้า ๑๐๗–๑๐๘ สูตรอุปมาต้นไม้อ่อนกับธรรมที่เป็นเครื่องผูกมัด ทรงเปรียบเทียบผู้เพลิดเพลินในธรรมที่เป็นสังโยชน์กับต้นไม้อ่อนที่มีคนคอยพรวนดินรอบราก ใส่ปุ๋ย รดน้ำ ย่อมเจริญเติบโตงอกงาม ส่วนผู้เห็นโทษเปรียบเหมือนต้นไม้อ่อนที่ถูกถอนรากทำลายจนไม่อาจงอกขึ้นได้อีก แสดงหลักการเดียวกับสูตรต้นไม้ใหญ่ก่อนหน้าแต่ใช้ต้นไม้เล็กเป็นอุปมาแทน
  40. หน้า ๑๐๘–๑๐๙ สูตรอุปมาต้นไม้ใหญ่กับการหยั่งลงแห่งนามรูป ทรงนำอุปมาต้นไม้ใหญ่มาอธิบายเฉพาะขั้นการหยั่งลงแห่งนามรูป (นามรูปสฺส อวกฺกนฺติ) ว่าเมื่อเพลิดเพลินในธรรมที่เป็นสังโยชน์ นามรูปย่อมหยั่งลงเป็นปัจจัยให้เกิดสฬายตนะสืบไป เหมือนต้นไม้ใหญ่ที่มีรากคอยลำเลียงน้ำเลี้ยงหล่อเลี้ยงลำต้น ส่วนเมื่อเห็นโทษ นามรูปย่อมไม่หยั่งลง สฬายตนะจึงไม่เกิด เหมือนต้นไม้ที่ถูกตัดรากทำลายจนหมดสิ้น
  41. หน้า ๑๐๙–๑๑๐ สูตรอุปมาต้นไม้ใหญ่กับการหยั่งลงแห่งวิญญาณ (จบทุกขวรรคที่ ๖) ทรงนำอุปมาต้นไม้ใหญ่มาอธิบายขั้นการหยั่งลงแห่งวิญญาณ (วิญฺญาณสฺส อวกฺกนฺติ) ว่าเมื่อเพลิดเพลินในธรรมที่เป็นสังโยชน์ วิญญาณย่อมหยั่งลงเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูปสืบไป ส่วนเมื่อเห็นโทษ วิญญาณย่อมไม่หยั่งลง นามรูปจึงไม่เกิด สูตรนี้เป็นสูตรสุดท้ายของทุกขวรรคที่ ๖ ปิดท้ายชุดอุปมาไฟ ตะเกียง และต้นไม้ที่แสดงหลักเดียวกันซ้ำหลายรูปแบบ
  42. หน้า ๑๑๐ จุดเริ่มต้นสูตรใหม่ที่ตำบลกัมมาสทัมมะ (เนื้อหาถูกตัดขาด) หลังจบทุกขวรรคที่ ๖ เนื้อหาเริ่มสูตรใหม่ทันทีในหน้าเดียวกัน โดยกล่าวว่าพระพุทธเจ้าประทับอยู่ในแคว้นกุรุ ณ นิคมชื่อกัมมาสทัมมะ พระอานนท์เข้าไปเฝ้าและทูลว่าปฏิจจสมุปบาทนี้ลึกซึ้งและดูเหมือนลึกซึ้งยิ่งนัก ข้อความส่วนนี้ถูกตัดขาดกลางคันเมื่อจบช่วงข้อมูลที่ได้รับมา จึงบันทึกไว้เป็นส่วนที่ยังไม่จบสมบูรณ์
  43. หน้า ๑๑๑–๑๑๓ ตอนจบพระสูตรเรื่องความลึกซึ้งแห่งปฏิจจสมุปบาทกับอุปมามหารุกฺข (ต้นไม้ใหญ่) — ปิดท้ายทุกฺขวคฺโค เนื้อหาช่วงต้นของหน้าที่ยกมานี้เป็นตอนท้ายของพระสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ (เนื้อหาต้นเรื่องอยู่ก่อนหน้าที่ไม่ปรากฏในช่วงนี้) ทรงเปรียบว่าเมื่อบุคคลเพลิดเพลินเห็นคุณในสิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน ตัณหาย่อมเจริญงอกงามดุจต้นไม้ใหญ่ที่รากทุกรากหล่อเลี้ยงลำต้นให้ยืนยงอยู่ได้นาน แต่เมื่อเห็นโทษของสิ่งเหล่านั้น ตัณหาก็จะดับไปดุจต้นไม้ที่ถูกตัดราก ผ่าเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เผาไฟจนเป็นเถ้าถ่านแล้วซัดไปในสายลมหรือกระแสน้ำจนไม่อาจงอกขึ้นได้อีก ท้ายพระสูตรมีคาถาอุทานสรุปหัวข้อของทุกฺขวคฺโค (วรรคที่
  44. หน้า ๑๑๔–๑๑๖ อสฺสุตวสุตฺต พระสูตรที่ ๑ — ปุถุชนควรยึดกายเป็นตนยิ่งกว่าจิต พระพุทธเจ้าตรัสว่าปุถุชนผู้ไม่ได้สดับควรเบื่อหน่ายคลายกำหนัดในกายอันประกอบด้วยมหาภูตทั้งสี่ได้ง่ายกว่าในจิต เพราะกายยังปรากฏความเจริญและเสื่อมให้เห็นชัด แต่จิตหรือที่เรียกว่ามโนและวิญญาณนั้นปุถุชนมักยึดถือว่าเป็นตัวตนอย่างเหนียวแน่น ทั้งที่แท้จริงจิตแปรเปลี่ยนเร็วยิ่งกว่ากาย เกิดดับอยู่ทุกขณะทั้งกลางวันกลางคืน ทรงเปรียบจิตนี้กับลิงที่เที่ยวจับกิ่งไม้ในป่า ปล่อยกิ่งหนึ่งแล้วจับอีกกิ่งหนึ่งไม่หยุดนิ่ง จากนั้นทรงสอนให้พิจารณาปฏิจจสมุปบาทตามความเป็นจริงจนเกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดและหลุดพ้นในที่สุ
  45. หน้า ๑๑๖–๑๑๘ อสฺสุตวสุตฺต พระสูตรที่ ๒ — เวทนาเกิดและดับเพราะอาศัยผัสสะ พระสูตรนี้เริ่มด้วยเนื้อหาเดียวกับสูตรก่อน คือปุถุชนควรยึดกายเป็นตนมากกว่าจิต แต่ตอนท้ายทรงแสดงต่างออกไปว่าเวทนาทั้งสามคือสุข ทุกข์ และไม่สุขไม่ทุกข์ เกิดขึ้นเพราะอาศัยผัสสะที่เป็นเหตุแห่งเวทนานั้นๆ และดับไปเมื่อผัสสะนั้นดับ ทรงเปรียบด้วยไม้สองท่อนเสียดสีกันทำให้เกิดความร้อนและไฟ เมื่อแยกไม้ทั้งสองออกจากกัน ความร้อนนั้นก็ดับไปเอง แสดงให้เห็นว่าเวทนาไม่ใช่สิ่งเที่ยงแท้แต่เกิดจากเหตุปัจจัยเช่นเดียวกับความร้อนจากการเสียดสีไม้
  46. หน้า ๑๑๘–๑๒๒ พระสูตรว่าด้วยอาหารสี่ (ตอนที่ ๓) — กพฬีการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร พระพุทธเจ้าทรงแสดงอาหารสี่อย่างที่หล่อเลี้ยงสัตว์ทั้งที่เกิดแล้วและกำลังจะเกิด คือ กพฬีการาหาร (อาหารคำข้าว) ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร และวิญญาณาหาร โดยใช้อุปมาที่สะเทือนใจอธิบายแต่ละอย่าง เช่น สามีภรรยาหลงป่าต้องกินเนื้อบุตรเพื่อประทังชีวิตข้ามทะเลทราย แม่วัวไม่มีหนังถูกสัตว์รบกวนกัดกินทุกด้าน บุรุษถูกลากเข้าใกล้หลุมถ่านเพลิงที่ไม่อยากตกลงไป และโจรที่ถูกแทงด้วยหอกสามร้อยเล่มตลอดวัน อุปมาเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าอาหารทั้งสี่นำมาซึ่งทุกข์และควรกำหนดรู้ด้วยปัญญา เมื่อกำหนดรู้ได้แล้วก็ละราคะ ตัณหา และสัง
  47. หน้า ๑๒๒–๑๒๖ พระสูตรว่าด้วยอาหารสี่ (ตอนที่ ๔) — ราคะ นันทิ ตัณหา เป็นเหตุให้วิญญาณตั้งมั่น พระสูตรนี้อธิบายต่อว่า หากในอาหารทั้งสี่ยังมีราคะ ความเพลิดเพลิน และตัณหาอยู่ วิญญาณจะตั้งมั่นและเจริญงอกงามในอาหารนั้น นำไปสู่การหยั่งลงของนามรูป ความเจริญแห่งสังขาร และการเกิดใหม่พร้อมชราและมรณะอันเป็นทุกข์ประกอบด้วยโศก ทรงเปรียบด้วยช่างเขียนที่ใช้สีวาดรูปหญิงชายลงบนแผ่นไม้หรือผนังได้ครบทุกอวัยวะเพราะมีวัตถุดิบคือสี ในทางตรงข้าม หากปราศจากราคะ นันทิ และตัณหาในอาหารทั้งสี่ วิญญาณย่อมไม่ตั้งมั่น ไม่มีการหยั่งลงของนามรูปและไม่มีภพใหม่อีก ดังอุปมาลำแสงอาทิตย์ที่ส่องผ่านหน้าต่างเรือนยอดแต่ไม่มีผนัง
  48. หน้า ๑๒๖–๑๓๐ พระสูตรว่าด้วยการค้นพบปฏิจจสมุปบาทของพระโพธิสัตว์ก่อนตรัสรู้ และอุปมาทางเก่า-นครโบราณ พระพุทธเจ้าทรงย้อนเล่าถึงก่อนตรัสรู้ เมื่อยังเป็นพระโพธิสัตว์ ทรงพิจารณาว่าโลกตกอยู่ในความยากลำบากเพราะเวียนว่ายเกิดแก่ตายโดยไม่รู้ทางออกจากทุกข์ จึงสืบสาวหาเหตุปัจจัยย้อนกลับไปตามลำดับจนถึงวิญญาณกับนามรูปที่อาศัยซึ่งกันและกัน แล้วพบว่าไม่อาจสืบสาวเลยไปได้อีก จึงสรุปเป็นสมุทัยและนิโรธแห่งกองทุกข์ทั้งมวล ทรงเปรียบการค้นพบนี้ดุจบุรุษที่พบทางเก่าและเมืองโบราณรกร้างในป่า แล้วนำผู้คนไปสร้างเมืองนั้นขึ้นใหม่จนเจริญรุ่งเรือง เช่นเดียวกับที่ทรงค้นพบมรรคมีองค์แปดอันเป็นทางเก่าที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอดีต
  49. หน้า ๑๓๐–๑๓๖ สัมมสสุตต์ ณ กัมมาสทัมมนิคม — การพิจารณาสืบสาวเหตุแห่งทุกข์ภายในตน ณ นิคมกัมมาสทัมมะ พระพุทธเจ้าทรงแนะให้ภิกษุพิจารณาสืบสาวเหตุแห่งทุกข์ภายในตนเอง โดยเริ่มจากชราและมรณะสืบไปถึงอุปธิ (สิ่งเป็นที่ตั้งของทุกข์) และตัณหาที่เกิดและตั้งอยู่ในสิ่งที่น่ารักน่าพอใจในโลกคืออายตนะทั้งหก ทรงชี้ว่าสมณพราหมณ์ในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตที่เห็นสิ่งเหล่านี้โดยความเป็นของเที่ยง เป็นสุข เป็นตน ย่อมพอกพูนตัณหาและทุกข์ไม่พ้นจากทุกข์ ส่วนผู้เห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยงย่อมละตัณหาและหลุดพ้นได้ ทรงเปรียบด้วยขันน้ำงามน่าดื่มแต่เจือยาพิษ ผู้ไม่พิจารณาดื่มเข้าไปย่อมถึงตายหรือทุกข์ปางตาย ส่วน
  50. หน้า ๑๓๖–๑๔๐ พระสูตรสนทนาสารีบุตร-มหาโกฏฐิตะ — ชรามรณะไม่ใช่สิ่งที่ทำเองหรือผู้อื่นทำ พระมหาโกฏฐิตะถามพระสารีบุตรว่าชรามรณะและองค์ประกอบอื่นๆ ในปฏิจจสมุปบาทเป็นสิ่งที่ตนทำเอง ผู้อื่นทำ ทั้งสองทำร่วมกัน หรือเกิดขึ้นลอยๆ โดยไม่มีเหตุ พระสารีบุตรปฏิเสธทั้งสี่ข้อ แล้วชี้ว่าแต่ละองค์ประกอบเกิดขึ้นเพราะอาศัยองค์ประกอบก่อนหน้าเป็นปัจจัย ไล่เรียงไปจนถึงวิญญาณกับนามรูปที่อาศัยซึ่งกันและกัน ท่านเปรียบด้วยไม้อ้อสองกำที่พิงอาศัยกันจึงตั้งอยู่ได้ หากดึงกำหนึ่งออกอีกกำหนึ่งก็ล้มลง แสดงถึงความเป็นเหตุปัจจัยที่อิงอาศัยกันไม่ใช่สิ่งที่ใครสร้างขึ้น พระมหาโกฏฐิตะจึงอนุโมทนาคำอธิบายนี้ถึง ๓๖ ประการ
  51. หน้า ๑๔๐–๑๔๔ พระสูตร ณ โฆสิตาราม — พระมุสิละ พระปวิฏฐะ พระนารทะ และพระอานนท์ สนทนาเรื่องญาณในปฏิจจสมุปบาท พระปวิฏฐะถามพระมุสิละว่าท่านมีญาณเห็นแจ้งปฏิจจสมุปบาทด้วยตนเอง ไม่ใช่เพียงเชื่อตามศรัทธา คำบอกเล่า หรือการตรึกตรองเอาเองใช่หรือไม่ พระมุสิละยืนยันว่าใช่ในทุกข้อทั้งฝ่ายเกิดและฝ่ายดับ จนถึงข้อที่ว่าความดับภพคือนิพพาน แต่เมื่อพระปวิฏฐะสรุปว่าเช่นนั้นท่านย่อมเป็นพระอรหันต์ พระมุสิละกลับนิ่งเงียบ พระนารทะจึงตอบแทนโดยยืนยันความรู้เช่นเดียวกันแต่ย้ำว่าตนยังไม่ใช่พระอรหันต์ พร้อมเปรียบตนเหมือนบุรุษที่เห็นน้ำในบ่อกลางทางแต่ไม่มีเชือกหรือภาชนะตักขึ้นมาสัมผัสกายได้ คือรู้ด้วยปัญญาว่านิพพานเป็นอย่างไรแต่ยั
  52. หน้า ๑๔๔–๑๔๖ อุปมาน้ำทะเลไหลเข้า-ไหลออก กับความเกิดและความดับแห่งอวิชชาจนถึงชรามรณะ พระพุทธเจ้าทรงเปรียบว่ามหาสมุทรเมื่อน้ำเอ่อล้นย่อมทำให้แม่น้ำใหญ่เอ่อล้น แม่น้ำใหญ่ทำให้แม่น้ำน้อยเอ่อล้น ไล่ลงไปจนถึงหนองน้ำเล็กๆ ฉันใด อวิชชาที่เอ่อล้นย่อมทำให้สังขารเอ่อล้น สังขารทำให้วิญญาณเอ่อล้น ไล่เรียงไปจนถึงชาติทำให้ชรามรณะเอ่อล้นฉันนั้น ในทางกลับกัน เมื่อน้ำในมหาสมุทรลดลง แม่น้ำทั้งหลายก็ลดลงตามกันเป็นลำดับฉันใด เมื่ออวิชชาดับไป สังขารและองค์ประกอบอื่นๆ ก็ดับตามกันเป็นลำดับจนถึงชรามรณะฉันนั้น อุปมานี้แสดงความเชื่อมโยงเป็นลูกโซ่ของปัจจัยทั้งฝ่ายเกิดและฝ่ายดับทุกข์
  53. หน้า ๑๔๖–๑๕๗ สุสิมสุตต์ — ปริพาชกผู้บวชเพื่อขโมยธรรมะ แล้วได้รู้แจ้งเรื่องปัญญาวิมุตติ เมื่อคณะสงฆ์ได้รับความเคารพและลาภสักการะมาก ปริพาชกชื่อสุสิมะถูกส่งมาบวชเพื่อเรียนคำสอนไปสอนคนอื่นแสวงลาภ เมื่อได้ยินภิกษุหลายรูปประกาศอรหัตผล ท่านจึงซักถามว่ามีฤทธิ์ มีหูทิพย์ ตาทิพย์ รู้ใจผู้อื่น ระลึกชาติได้ หรือบรรลุอรูปฌานหรือไม่ ภิกษุเหล่านั้นตอบปฏิเสธทั้งหมดเพราะเป็นเพียง "ปัญญาวิมุตติ" คือหลุดพ้นด้วยปัญญาโดยไม่ต้องมีอภิญญาหรือฌานสมาบัติ สุสิมะงุนงงจึงไปทูลถามพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงสอนให้พิจารณารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน และทรงแสดงว่าความรู้เรื่องเหตุป
  54. หน้า ๑๕๘–๑๕๙ สมณพราหมณวรรค — ผู้ไม่รู้ปฏิจจสมุปบาทไม่ชื่อว่าเป็นสมณะหรือพราหมณ์ที่แท้จริง พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าสมณะหรือพราหมณ์ใดที่ไม่รู้ชัดชรามรณะ เหตุเกิด ความดับ และทางปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งชรามรณะ (คือไม่รู้อริยสัจสี่ในแต่ละองค์ประกอบของปฏิจจสมุปบาท) ย่อมไม่นับว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะหรือพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์อย่างแท้จริง เพราะยังไม่ได้ทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์แห่งความเป็นสมณะหรือพราหมณ์ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเอง ส่วนผู้รู้ชัดในสิ่งเหล่านี้ย่อมได้ชื่อว่าเป็นสมณะและพราหมณ์ที่แท้จริง หลักการนี้ทรงขยายให้ครอบคลุมองค์ประกอบทั้งสิบสองในปฏิจจสมุปบาท พระสูตรนี้ปิดท้ายวรรคที่แปดพร้อมคาถาอุทานสรุ
  55. หน้า ๑๖๐–๑๖๑ อันตรเปยยาลวรรค — ความจำเป็นต้องมีครูและความเพียรเพื่อรู้แจ้งปฏิจจสมุปบาท (ชุดพระสูตรสั้นซ้ำรูปแบบ) หมวดนี้ประกอบด้วยพระสูตรสั้นจำนวนมากที่ซ้ำรูปแบบเดียวกัน แสดงว่าผู้ที่ยังไม่รู้ไม่เห็นชรามรณะและองค์ประกอบอื่นๆ ในปฏิจจสมุปบาทตามความเป็นจริง จำเป็นต้องแสวงหาศาสดา ต้องศึกษา ต้องประกอบความเพียร มีฉันทะ มีความอุตสาหะ ไม่ท้อถอย มีความเพียรเผากิเลส มีความเพียรต่อเนื่อง มีสติ มีสัมปชัญญะ และไม่ประมาท เพื่อให้เกิดญาณรู้แจ้งในองค์ประกอบทั้งสิบสองแต่ละอย่างครบทั้งสี่ด้าน (ตัวมันเอง เหตุเกิด ความดับ และทางปฏิบัติ) เนื้อหาเป็นการย้ำถึงปัจจัยสนับสนุนสิบสองประการในการบรรลุปัญญา ไม่ใช่หลักธรรมใหม่ จึงถูกจัด
  56. หน้า ๑๖๒–๑๖๕ อภิสมยวรรค — อุปมาความทุกข์ที่เหลืออยู่ของพระโสดาบันเทียบกับกองทุกข์ในสังสารวัฏทั้งหมด (ชุดอุปมาสั้นต่อเนื่องกัน — เนื้อหาถูกตัดที่ท้ายไฟล์) หมวดนี้เป็นชุดพระสูตรสั้นหลายสูตรที่ใช้อุปมาต่างๆ แสดงว่ากองทุกข์ที่ดับไปแล้วของพระอริยสาวกผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ (พระโสดาบัน ผู้จะเวียนว่ายอีกอย่างมากไม่เกินเจ็ดชาติ) มีปริมาณมากมายเทียบไม่ได้เลยกับทุกข์เพียงเล็กน้อยที่ยังเหลืออยู่ โดยเปรียบด้วยฝุ่นดินติดปลายเล็บเทียบกับผืนแผ่นดินทั้งหมด หยดน้ำที่ปลายใบหญ้าเทียบกับน้ำเต็มสระใหญ่ หยดน้ำสองสามหยดเทียบกับน้ำในแม่น้ำใหญ่ทั้งห้าสาย และก้อนดินเจ็ดก้อนขนาดเท่าเมล็ดกระเบาเทียบกับผืนแผ่นดินทั้งหมด แต่ละอุปมามีข้อสรุปเดียวกันคือธรรมาภิสมัยและการได้ดวงตาเห็
  57. หน้า ๑๖๖–๑๖๙ อภิสมยสังยุตต์ (ตอนจบ) - อุปมาหยดน้ำและก้อนกรวดเทียบภูเขา เนื้อหาส่วนนี้เริ่มกลางเรื่อง ต่อจากพระสูตรก่อนหน้าในชุดเดียวกัน โดยเปรียบเทียบปริมาณเล็กน้อย เช่น น้ำสองสามหยดที่วักออกจากมหาสมุทร หรือก้อนกรวดเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาดเทียบกับภูเขาหิมพานต์และภูเขาสิเนรุ เพื่อชี้ให้เห็นว่าทุกข์ที่เหลืออยู่ของพระอริยบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ (มีอย่างมากอีกเพียง ๗ ชาติ) นั้นน้อยนิดมากเมื่อเทียบกับกองทุกข์มหาศาลที่ได้สิ้นไปแล้ว แต่ละอุปมาจบด้วยประโยคย้ำว่าการได้ดวงตาเห็นธรรมมีอานิสงส์ใหญ่หลวงเพียงใด ส่วนนี้เป็นสูตรสุดท้ายของอภิสมยสังยุตต์ ซึ่งจบลงพร้อมคาถาอุทานสรุปหัว
  58. หน้า ๑๗๐–๑๗๙ ธาตุสังยุตต์ นานัตตวรรคที่ ๑ - ธาตุนานัตตสูตร อธิบายว่าเพราะมีธาตุหลากหลาย (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และอารมณ์ของแต่ละอายตนะ) จึงเกิดผัสสะที่หลากหลายตามมา และผัสสะที่หลากหลายก็ทำให้เกิดเวทนา สัญญา ความดำริ ฉันทะ ความเร่าร้อน (ปริฬาหะ) และการแสวงหาที่หลากหลายตามลำดับ เป็นการแสดงกระบวนการที่อาศัยเหตุปัจจัยกันในระดับอายตนะอย่างละเอียด ชี้ให้เห็นว่าความหลากหลายของประสบการณ์ทางใจทั้งหมดมีรากฐานมาจากความหลากหลายของธาตุ ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นลอยๆ โดยไม่มีเหตุ
  59. หน้า ๑๘๐–๑๘๕ ธาตุสังยุตต์ ทุติยวรรคที่ ๒ (ตอนต้น) - สัตตธาตุสูตร และกัจจานสูตร เริ่มด้วยธาตุ ๗ ประการ (อาภาธาตุ สุภาธาตุ อรูปฌาน ๔ และนิโรธ) ซึ่งแต่ละอย่างปรากฏได้เพราะอาศัยสิ่งตรงข้ามของมันเป็นเงื่อนไข เช่น อาภาธาตุปรากฏเพราะอาศัยความมืด จากนั้นแสดงว่าความตรึกในกาม พยาบาท และการเบียดเบียน ล้วนมีเหตุมีปัจจัยมาจากกามธาตุ พยาบาทธาตุ วิหิงสาธาตุ พร้อมอุปมาคบเพลิงไฟที่ต้องรีบดับก่อนลุกลาม เปรียบกับอกุศลสัญญาที่ต้องละเสียโดยเร็วเพื่อไม่ให้เกิดทุกข์ในภายหลัง ส่วนสุดท้ายเป็นคำตอบแก่พระกัจจานะว่าทิฏฐิ สัญญา ความดำริ และคำพูด ล้วนมีคุณภาพเลว ปานกลาง หรือประณีต ตามธาตุที่เป็นฐานรองร
  60. หน้า ๑๘๖–๑๙๗ ธาตุสังยุตต์ ทุติยวรรคที่ ๒ (ตอนปลาย) - สัตว์ย่อมคบหากันโดยธาตุ (ธาตุโสสูตร) แสดงหลักที่ว่าสัตว์ทั้งหลายย่อมคบหาสมาคมกันโดยธาตุหรืออัธยาศัยที่คล้ายคลึงกัน ดังตัวอย่างพระสารีบุตร พระมหาโมคคัลลานะ พระมหากัสสปะ และพระเถระผู้เลิศด้านต่างๆ ต่างเดินจงกรมอยู่กับหมู่ภิกษุที่มีคุณสมบัติแบบเดียวกับตน ในขณะที่พระเทวทัตกลับแวดล้อมด้วยภิกษุผู้มีความปรารถนาลามก มีอุปมาว่าของสกปรกย่อมเข้ากันกับของสกปรก ส่วนของประณีตเช่นน้ำนมย่อมเข้ากันกับของประณีตด้วยกัน พร้อมคาถาเตือนให้หลีกเลี่ยงคนเกียจคร้านและคบหาแต่บัณฑิตผู้มีความเพียร จากนั้นพระสูตรที่เหลือในหมวดนี้ล้วนย้ำหลักการเดียวกันซ้ำๆ โดยไล
  61. หน้า ๑๙๘–๒๐๒ ธาตุสังยุตต์ ทสกัมมปถวรรคที่ ๓ - สัตว์คบหากันโดยศีลและกรรมบถ สืบเนื่องจากหลักการที่ว่าสัตว์ย่อมคบหากันโดยธาตุที่คล้ายกัน แต่ในวรรคนี้ขยายไปถึงระดับความประพฤติที่ละเอียดขึ้น ได้แก่ ผู้ไม่มีสมาธิและผิดศีลกับผู้มีสมาธิและมีศีล ผู้ล่วงศีล ๕ กับผู้งดเว้นจากศีล ๕ ผู้ประกอบกรรมบถ ๑๐ ฝ่ายอกุศล (ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ ส่อเสียด หยาบคาย เพ้อเจ้อ โลภ พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ) กับฝ่ายกุศลที่ตรงข้าม รวมถึงผู้มีมรรคมีองค์ ๘ ที่ผิดกับที่ถูก และสัมมัตตะ ๑๐ (รวมสัมมาญาณและสัมมาวิมุตติ) เป็นการเน้นย้ำว่าคุณธรรมหรือความเสื่อมทางศีลธรรมเป็นเหตุให้คนจำพวกเดียวกันโ
  62. หน้า ๒๐๓–๒๑๑ ธาตุสังยุตต์ จตุตถวรรคที่ ๔ - จตุธาตุสูตร (ปฐวี อาโป เตโช วาโย) พระพุทธเจ้าทรงแสดงธาตุ ๔ คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ และย้อนเล่าว่าก่อนตรัสรู้ พระองค์ทรงพิจารณาหาคุณ (อัสสาทะ) โทษ (อาทีนวะ) และทางออก (นิสสรณะ) ของธาตุแต่ละอย่าง จนทรงรู้แจ้งตามความเป็นจริงจึงทรงปฏิญาณว่าตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ทรงชี้ว่าเพราะธาตุมีทั้งด้านที่น่าพอใจ (ทำให้สัตว์กำหนัด) และด้านที่มีโทษ (ทำให้สัตว์เบื่อหน่ายได้) สัตว์จึงกำหนัดหรือเบื่อหน่ายในธาตุตามเหตุนั้นๆ และสมณพราหมณ์ผู้ใดไม่รู้แจ้งคุณโทษและทางออกของธาตุทั้ง ๔ ตามจริง ย่อมไม่นับว่าเป็นสมณะหรือพราหมณ์ที่แท้จริ
  63. หน้า ๒๑๒–๒๒๐ อนมตัคคสังยุตต์ ปฐมวรรคที่ ๑ - อุปมาความยาวนานแห่งสังสารวัฏ เปิดสังยุตต์ใหม่ด้วยหลักที่ว่าสังสารวัฏนี้มีเบื้องต้นและเบื้องปลายที่กำหนดไม่ได้ (อนมตัคคะ) เพราะสัตว์ทั้งหลายถูกอวิชชาปิดบังและตัณหาผูกมัดให้ท่องเที่ยวไปมาไม่รู้จบ พระสูตรชุดนี้ใช้อุปมาต่อเนื่องกันหลายเรื่องเพื่อให้เห็นภาพความยาวนานอย่างเหลือคณานับ เช่น ไม้และใบหญ้าทั่วชมพูทวีปก็ยังนับไม่ได้ว่าเคยเป็นมารดากี่ชาติ ก้อนดินทั่วแผ่นดินก็ยังนับไม่ได้ว่าเคยเป็นบิดากี่ชาติ น้ำตาที่หลั่งเพราะพลัดพรากจากของรักและน้ำนมมารดาที่เคยดื่มมีมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้งสี่ นอกจากนี้ยังมีอุปมากัปว่ายาวนานกว่าภูเขาศิ
  64. หน้า ๒๒๑–๒๒๓ ทุคคตสูตร สุขิตสูตร และตึสมัตตสูตร พระพุทธเจ้าตรัสว่าสังสารวัฏไม่ปรากฏเบื้องต้น เมื่อเห็นสัตว์ที่มีทุกข์หรือแม้แต่สัตว์ที่มีสุขพรั่งพร้อม ก็พึงทราบว่าล้วนเคยผ่านทุกข์มานับไม่ถ้วนมาแล้ว จากนั้นภิกษุชาวปาไวยกะ 30 รูปผู้ถือธุดงค์เข้าเฝ้า พระองค์ทรงถามว่าเลือดที่หลั่งจากศีรษะที่ถูกตัดของสัตว์ทั้งหลายในสังสารวัฏยาวนานนี้ กับน้ำในมหาสมุทรทั้งสี่ อย่างไหนมากกว่ากัน แล้วทรงชี้ว่าเลือดนั้นมากกว่าน้ำทะเลเสียอีก แสดงทุกข์มหาศาลที่สัตว์ประสบมา เมื่อจบพระธรรมเทศนา ภิกษุทั้ง 30 รูปบรรลุอรหัตตผลทันที
  65. หน้า ๒๒๓–๒๒๔ สูตรว่าด้วยมารดา บิดา พี่น้อง บุตรธิดา พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นเรื่องยากที่จะหาสัตว์ผู้ไม่เคยเป็นมารดา บิดา พี่ชาย พี่สาว บุตร หรือธิดาของเรามาก่อนในสังสารวัฏอันยาวนานนี้ เป็นชุดสูตรสั้นๆ ที่ทวนซ้ำรูปแบบเดียวกันเปลี่ยนเพียงญาติแต่ละประเภท เพื่อชี้ให้เห็นความสัมพันธ์อันไม่มีที่สิ้นสุดของสรรพสัตว์ในวัฏสงสาร มุ่งให้เกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดในสังขารทั้งปวง
  66. หน้า ๒๒๕–๒๒๘ เวปุลลปัพพตสูตร พระพุทธเจ้าตรัสเล่าว่าภูเขาเวปุลละใกล้กรุงราชคฤห์เคยมีชื่อต่างกันไปในแต่ละยุคที่พระพุทธเจ้าองค์ก่อนอุบัติ คือปาจีนวงศ์สมัยพระกกุสันธะ วังกกะสมัยพระโกนาคมนะ และสุปัสสะสมัยพระกัสสปะ พร้อมทั้งอายุขัยมนุษย์ที่ลดลงเรื่อยๆ ในแต่ละยุค แสดงความไม่เที่ยงของสังขาร แม้ชื่อภูเขา หมู่มนุษย์ และพระพุทธเจ้าเองก็ล้วนแปรเปลี่ยนดับสูญไป จบด้วยคาถาว่าสังขารทั้งปวงมีเกิดมีดับเป็นธรรมดา ความสงบระงับจากสังขารต่างหากคือความสุขแท้จริง เป็นการจบอนมตัคคสังยุตต์
  67. หน้า ๒๒๙–๒๓๐ สันตุฏฐสูตร พระพุทธเจ้าทรงยกย่องพระมหากัสสปะว่าเป็นผู้สันโดษยินดีตามมีตามได้ในจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัช ไม่แสวงหาสิ่งเหล่านี้โดยไม่ถูกต้อง ไม่ทุกข์ร้อนเมื่อไม่ได้ และไม่ติดใจหลงใหลเมื่อได้มา ทรงสอนภิกษุทั้งหลายให้ฝึกฝนตนตามแบบอย่างพระกัสสปะในความสันโดษนี้
  68. หน้า ๒๓๐–๒๓๓ อนาตาปีสูตร พระสารีบุตรถามพระมหากัสสปะถึงความหมายของผู้ไม่มีความเพียรเผากิเลส (อนาตาปี) และไม่มีความเกรงกลัวต่อบาป (อโนตตาปี) ซึ่งไม่มีทางบรรลุธรรม ตรงข้ามกับผู้มีความเพียรและความเกรงกลัวบาปที่มีโอกาสบรรลุ พระมหากัสสปะอธิบายว่าคือการไม่พยายามละอกุศลธรรมที่เกิดแล้วหรือป้องกันที่ยังไม่เกิด และในทางตรงข้ามคือการมีความเพียรพยายามในสี่กรณีนั้นอย่างจริงจัง
  69. หน้า ๒๓๓–๒๓๕ จันทูปมสูตร พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ภิกษุเข้าไปหาตระกูลดุจดวงจันทร์ คือไม่ยึดติดผูกพันทั้งกายและใจ อ่อนน้อมถ่อมตนเสมอไม่คะนอง ทรงยกพระกัสสปะเป็นแบบอย่าง จากนั้นทรงอธิบายว่าการแสดงธรรมไม่บริสุทธิ์คือแสดงเพื่อหวังให้ผู้ฟังเลื่อมใสตนเอง ส่วนการแสดงธรรมบริสุทธิ์คือแสดงด้วยความกรุณาปรารถนาให้ผู้ฟังเข้าใจและปฏิบัติตามธรรม ซึ่งพระกัสสปะก็แสดงธรรมด้วยจิตบริสุทธิ์เช่นนี้เสมอ
  70. หน้า ๒๓๕–๒๓๗ กุลูปกสูตร พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าภิกษุที่ไม่สมควรเข้าไปสู่ตระกูลคือผู้ที่หวังให้เขาให้มาก ให้ของดี ให้เร็ว ให้ด้วยความเคารพ แล้วเป็นทุกข์เสียใจเมื่อไม่ได้ดังหวัง ส่วนภิกษุที่สมควรเข้าไปสู่ตระกูลคือผู้ไม่ยึดติดในผลที่จะได้รับ จึงไม่ทุกข์ไม่ว่าจะได้หรือไม่ได้ตามคาดหวัง พระกัสสปะเป็นแบบอย่างของภิกษุประเภทหลังนี้
  71. หน้า ๒๓๗–๒๔๐ ชิณณสูตร พระพุทธเจ้าตรัสกับพระมหากัสสปะผู้ชราแล้วว่าจีวรผ้าบังสุกุลหนักเกินไป ขอให้ท่านใช้คหบดีจีวร รับนิมนต์ฉัน และอยู่ใกล้พระองค์ แต่พระมหากัสสปะทูลขอถือปฏิบัติธุดงค์ต่อไปตามเดิม โดยเหตุผลว่าตนเห็นทั้งความสุขในปัจจุบันของตนและหวังเป็นแบบอย่างให้คนรุ่นหลังปฏิบัติตาม พระพุทธเจ้าทรงอนุโมทนาและอนุญาตให้ท่านดำเนินตามที่ตั้งใจ
  72. หน้า ๒๔๐–๒๔๕ โอวาทสูตร (การว่ากล่าวตักเตือนภิกษุ) ตอนที่ 1-2 พระพุทธเจ้าขอให้พระมหากัสสปะช่วยโอวาทภิกษุ ท่านทูลว่าภิกษุสมัยนี้ว่ายากเพราะขาดคุณธรรม ยกตัวอย่างภิกษุหนุ่มสองรูปที่แข่งกันพูดโอ้อวดจนพระพุทธเจ้าต้องทรงตักเตือนและทั้งสองสำนึกผิดขอขมา จากนั้นพระมหากัสสปะอธิบายว่าผู้ขาดศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ ปัญญา ย่อมเสื่อมจากกุศลธรรมดุจพระจันทร์ข้างแรม ส่วนผู้มีคุณธรรมเหล่านี้ครบถ้วนย่อมเจริญขึ้นดุจพระจันทร์ข้างขึ้น
  73. หน้า ๒๔๕–๒๔๘ โอวาทสูตร ตอนที่ 3 (พระเถระในอดีตกับปัจจุบัน) พระมหากัสสปะทูลเปรียบเทียบว่าในอดีตพระเถระผู้ถือธุดงค์และสรรเสริญคุณธุดงค์ย่อมได้รับเชิญให้นั่งใกล้ ทำให้ภิกษุใหม่ปรารถนาเจริญรอยตาม แต่ในปัจจุบันพระเถระกลับยกย่องเชื้อเชิญเฉพาะภิกษุที่มีชื่อเสียงและลาภสักการะ ทำให้ภิกษุใหม่มุ่งแสวงหาลาภแทนการปฏิบัติธรรม ซึ่งเป็นอันตรายร้ายแรงต่อพรหมจรรย์และหมู่คณะ
  74. หน้า ๒๔๘–๒๕๓ ฌานาภิญญาสูตร พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระองค์ทรงเข้าฌานทั้งสี่ อรูปสมาบัติ และอภิญญาทั้งหกได้ตามปรารถนาฉันใด พระมหากัสสปะก็เข้าถึงได้เช่นเดียวกันฉันนั้น เป็นการยืนยันว่าพระอรหันตสาวกผู้เลิศเช่นพระกัสสปะมีความสามารถทางจิตเทียบเท่าพระศาสดาในด้านสมาธิและอภิญญา แม้จะต่างกันในฐานะของผู้ตรัสรู้เองเป็นพระองค์แรก
  75. หน้า ๒๕๓–๒๕๖ อุปัสสยสูตร (เหตุการณ์ที่สำนักภิกษุณี) พระอานนท์ชวนพระมหากัสสปะไปเยี่ยมสำนักภิกษุณี หลังท่านแสดงธรรมแก่ภิกษุณีแล้ว ภิกษุณีถุลลติสสาไม่พอใจ กล่าวว่าพระกัสสปะไม่ควรแสดงธรรมต่อหน้าพระอานนท์ผู้ฉลาดกว่า พระมหากัสสปะได้ยินจึงถามพระอานนท์และยืนยันว่าตนได้รับการรับรองจากพระพุทธเจ้าเองว่าเข้าฌานและอภิญญาได้ ไม่ใช่ผู้ด้อยกว่าใคร ภิกษุณีถุลลติสสาจึงลาสิกขาไปในที่สุด
  76. หน้า ๒๕๖–๒๖๑ จีวรสูตร สัทธิวิหาริกของพระอานนท์ 30 รูปลาสิกขาเพราะยังเยาว์วัยไม่สำรวม พระมหากัสสปะถามถึงเหตุผลกฎการรับนิมนต์ฉันไม่เกินสามตระกูลติดต่อกัน แล้วตำหนิพระอานนท์ที่พาภิกษุใหม่ผู้ไม่สำรวมเที่ยวจาริก จนภิกษุณีถุลลนันทากล่าวหาว่าพระกัสสปะเคยเป็นเดียรถีย์มาก่อนจึงไม่บังควรตำหนิ พระมหากัสสปะจึงเล่าเรื่องการออกบวชของตน การพบพระพุทธเจ้า การแลกจีวรผ้าบังสุกุลกับพระองค์ และคำรับรองว่าตนเป็นบุตรแท้ของพระศาสดา พร้อมยืนยันคุณวิเศษเทียบเท่าพระองค์ ภิกษุณีถุลลนันทาจึงลาสิกขาไปเช่นกัน
  77. หน้า ๒๖๑–๒๖๓ ปรัมมรณปัญหาสูตร (คำถามที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์) พระสารีบุตรถามพระมหากัสสปะว่าเหตุใดพระพุทธเจ้าจึงไม่ทรงพยากรณ์ว่าตถาคตเบื้องหน้าแต่ตายเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะมีอยู่ ไม่มีอยู่ ทั้งมีทั้งไม่มี หรือไม่ใช่ทั้งสอง พระมหากัสสปะตอบว่าเพราะคำถามเหล่านั้นไม่เป็นประโยชน์ ไม่นำไปสู่ความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดหรือนิพพาน ส่วนสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์คืออริยสัจสี่ เพราะเป็นประโยชน์และนำไปสู่การหลุดพ้นโดยตรง
  78. หน้า ๒๖๓–๒๖๕ สัทธัมมปฏิรูปกสูตร พระมหากัสสปะทูลถามเหตุที่สมัยก่อนมีสิกขาบทน้อยแต่ภิกษุบรรลุธรรมมาก ขณะที่ปัจจุบันมีสิกขาบทมากแต่บรรลุธรรมน้อย พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นเพราะสัตว์เสื่อมลง และพระสัทธรรมจะยังไม่เสื่อมจนกว่าจะมี "สัทธรรมปฏิรูป" หรือธรรมปลอมเกิดขึ้นในโลก มิใช่ธาตุดินน้ำไฟลมที่ทำให้เสื่อม แต่เป็นคนพาลนั่นเอง ทรงแสดงธรรม 5 ประการที่ทำให้พระสัทธรรมเสื่อมและเจริญ คือความไม่เคารพหรือเคารพในพระศาสดา พระธรรม พระสงฆ์ สิกขา และสมาธิ เป็นการจบกัสสปสังยุตต์
  79. หน้า ๒๖๖–๒๖๗ พาฬิสิกสูตร (เริ่มลาภสักการสังยุตต์) พระพุทธเจ้าตรัสเปิดสังยุตต์ใหม่ว่าลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นสิ่งร้ายแรง เป็นอันตรายต่อการบรรลุธรรมยิ่งกว่าสิ่งใด ทรงเปรียบมารเหมือนชาวประมงที่หย่อนเบ็ดมีเหยื่อลงในห้วงน้ำลึก ภิกษุที่ยินดีติดใจในลาภสักการะเปรียบเหมือนปลาที่กลืนเบ็ดแล้ว ย่อมตกอยู่ในอำนาจของมารไม่มีทางหนีพ้น
  80. หน้า ๒๖๗–๒๖๙ กุมมสูตรและเอฬกสูตร (อุปมาเต่าและแกะ) พระพุทธเจ้าเปรียบผู้ติดใจลาภสักการะเหมือนเต่าที่หลงเดินไปในที่มีนายพรานจนถูกฉมวกแทงและมีเชือกติดตัว แม้รอดชีวิตแต่บรรพบุรุษพลอยเดือดร้อนเพราะเชือกนั้น และเหมือนแกะขนยาวที่เดินเข้าพงหนามจนติดขัดเกี่ยวพันไปทุกแห่ง แสดงว่าภิกษุที่ลุ่มหลงลาภสักการะเมื่อเข้าไปในหมู่บ้านย่อมติดข้องเดือดร้อนในที่นั้นๆ เช่นเดียวกัน
  81. หน้า ๒๖๙–๒๗๐ กังสฬกาสูตร อสนิสูตร และสัลลสูตร พระพุทธเจ้าเปรียบภิกษุที่หลงระเริงในลาภสักการะจนดูหมิ่นภิกษุอื่นเหมือนแมลงที่กินมูลอิ่มแล้วดูหมิ่นแมลงตัวอื่นที่มีน้อยกว่า จากนั้นตรัสด้วยความห่วงใยว่า ขอให้สายฟ้าฟาดหรือลูกศรอาบยาพิษแทงภิกษุผู้ยังไม่บรรลุอรหัตตผลเสียยังดีกว่าที่จะถูกลาภสักการะครอบงำจิตใจ เพราะการถูกลาภสักการะครอบงำเป็นอันตรายร้ายแรงยิ่งกว่าความตายทางกาย
  82. หน้า ๒๗๐–๒๗๒ สิคาลสูตรและเวรัมภสูตร พระพุทธเจ้าเปรียบภิกษุที่ถูกลาภสักการะครอบงำเหมือนสุนัขจิ้งจอกแก่เป็นโรคขี้เรื้อนที่กระวนกระวายไม่อาจอยู่นิ่งได้ ณ ที่ใด และเหมือนนกที่ถูกลมเวรัมภาซัดจนปีกหัวเท้ากระจัดกระจายไปคนละทิศ ภิกษุที่ถูกลาภสักการะครอบงำเมื่อเข้าบิณฑบาตโดยไม่สำรวมกายวาจาใจ เห็นสตรีนุ่งห่มไม่เรียบร้อยก็เกิดราคะจนลาสิกขา ถูกเพื่อนภิกษุริบบาตรจีวรไปดุจนกที่ถูกลมพัดกระจัดกระจาย
  83. หน้า ๒๗๒–๒๗๓ สักการสูตร (จบปฐมวรรค) พระพุทธเจ้าตรัสว่าทรงเห็นบุคคลบางคนที่ถูกการได้รับสักการะครอบงำ หรือถูกการไม่ได้รับสักการะครอบงำ หรือถูกทั้งสองอย่างครอบงำจิตใจ ล้วนไปสู่อบายภูมิหลังตายได้ทั้งสิ้น จบด้วยคาถาสรรเสริญผู้มีสมาธิไม่หวั่นไหวไม่ว่าจะได้รับสักการะหรือไม่ก็ตาม เป็นผู้เพ่งพินิจเห็นแจ้งอย่างละเอียด มุ่งสิ้นอุปาทาน ท่านผู้นั้นแลคือสัตบุรุษ เป็นการจบวรรคแรกของลาภสักการสังยุตต์
  84. หน้า ๒๗๔–๒๗๕ สูตรชุดว่าด้วยผู้ไม่มุสาแม้เพราะเหตุแห่งทรัพย์ (ทุติยวรรค) พระพุทธเจ้าตรัสว่าทรงทราบด้วยพระทัยว่าบุคคลบางคนตั้งใจแน่วแน่จะไม่กล่าวเท็จทั้งที่รู้อยู่ แม้เพราะเหตุแห่งทองคำ เงิน แผ่นดินเต็มไปด้วยทองคำ ทรัพย์เล็กน้อย ชีวิตของตน หรือแม้แต่หญิงงามประจำแคว้น แต่ต่อมาเมื่อถูกลาภสักการะครอบงำจิตใจ พระองค์กลับทรงเห็นบุคคลนั้นกล่าวเท็จทั้งที่รู้อยู่ แสดงให้เห็นว่าลาภสักการะมีอานุภาพร้ายแรงยิ่งกว่าสิ่งยั่วยวนอื่นใด สามารถทำให้แม้คนที่มั่นคงที่สุดก็เสื่อมเสียได้ เป็นสูตรชุดซ้ำรูปแบบเดียวกันจนครบ 10 สูตรจบทุติยวรรค
  85. หน้า ๒๗๖–๒๗๘ ลาภสักการสังยุตต์ ตติยวรรค สูตรที่ ๑-๔ พระพุทธเจ้าตรัสว่าลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นสิ่งทารุณยิ่งกว่าการถูกมาตุคามหรือหญิงงามเมืองครอบงำจิตใจ เพราะทำให้ผู้ที่ยังไม่บรรลุธรรมหลงตกไปในความประมาท พระองค์ทรงยกอุบาสกอย่างจิตตคหบดีและหัตถกอาฬวกะ อุบาสิกาอย่างขุชชุตตราและนันทมารดา รวมถึงพระสารีบุตรกับพระมหาโมคคัลลานะ พระเขมาและพระอุบลวรรณา มาเป็นมาตรฐานเปรียบเทียบว่าบุตรหรือศิษย์ที่ดีควรเป็นเช่นใด และเตือนว่าผู้ยังไม่บรรลุอรหัตต์ไม่ควรให้ลาภสักการะเข้าครอบงำจิต
  86. หน้า ๒๗๘–๒๗๙ ลาภสักการสังยุตต์ ตติยวรรค สูตรที่ ๕-๗ สมณพราหมณ์เหล่าใดไม่รู้แจ้งตามความเป็นจริงถึงคุณ โทษ และทางออกจากลาภสักการะ (หรือความเกิดและความดับของมัน) ย่อมไม่พ้นจากการถูกครอบงำ ส่วนผู้ที่รู้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองย่อมดำรงอยู่ได้อย่างปลอดภัย พระธรรมเทศนาชุดนี้เน้นย้ำว่าการเข้าใจธรรมชาติที่แท้จริงของลาภยศเป็นเงื่อนไขสำคัญของการไม่ตกเป็นทาสของมัน
  87. หน้า ๒๗๙–๒๘๐ ลาภสักการสังยุตต์ ตติยวรรค สูตรที่ ๘-๙ (อุปมาเชือกถูกาย) พระพุทธเจ้าทรงเปรียบลาภสักการะว่าทารุณเหมือนเชือกหนังเหนียวที่คนแข็งแรงใช้ถูรัดขาจนบาดผิวหนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ไปจนถึงเยื่อในกระดูก แสดงให้เห็นภาพความรุนแรงของอันตรายจากลาภยศที่กัดกินคุณธรรมไปทีละชั้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปแต่ลึกซึ้งถึงแก่น เป็นคำเตือนให้ภิกษุระมัดระวังไม่ประมาทต่อสิ่งนี้
  88. หน้า ๒๘๐–๒๘๑ ลาภสักการสังยุตต์ ตติยวรรค สูตรที่ ๑๐ (ปุจฉาของพระอานนท์) พระอานนท์ทูลถามว่าเหตุใดลาภสักการะจึงเป็นอันตรายแม้แก่ภิกษุผู้ขีณาสพ พระพุทธเจ้าทรงอธิบายว่าเจโตวิมุตติอันไม่กำเริบของพระอรหันต์ไม่มีวันถูกลาภสักการะทำลายได้ แต่สำหรับภิกษุที่ยังเป็นเสขะซึ่งได้บรรลุทิฏฐธรรมสุขวิหาร (ฌานสมาบัติ) แล้วแต่ยังไม่ถึงอรหัตต์ ลาภสักการะอาจเป็นเหตุให้เสื่อมจากคุณธรรมเหล่านั้นได้ จึงทรงสอนให้ทุกรูปพึงศึกษาละลาภสักการะที่เกิดขึ้นไม่ให้ครอบงำจิต จบวรรคที่สามและมีคาถาสรุป (อุทานคาถา) ปิดท้าย
  89. หน้า ๒๘๒–๒๘๔ ลาภสักการสังยุตต์ จตุตถวรรค สูตรที่ ๑-๕ (พระเทวทัตพินาศเพราะลาภสักการะ) พระพุทธเจ้าตรัสว่าลาภสักการะที่เกิดขึ้นแก่พระเทวทัตเป็นไปเพื่อความพินาศและความเสื่อมของตนเอง เพราะถูกลาภสักการะครอบงำจิตจนทำสังฆเภทและตัดรากกุศลมูล กุศลธรรม และธรรมฝ่ายขาวจนหมดสิ้น ทรงเปรียบด้วยต้นกล้วย ไม้ไผ่ ไม้อ้อ และแม่ล่อที่ออกผลหรือตั้งครรภ์แล้วต้องตายเพราะผลนั้นเอง ปิดท้ายด้วยคาถาว่าลาภสักการะย่อมฆ่าคนชั่วเหมือนผลฆ่าต้นกล้วย ไม้ไผ่ และไม้อ้อ เช่นเดียวกับครรภ์ฆ่าแม่ล่อ
  90. หน้า ๒๘๔–๒๘๕ ลาภสักการสังยุตต์ จตุตถวรรค สูตรที่ ๖ (อุปมาสุนัขบ้า) เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูเสด็จไปอุปัฏฐากพระเทวทัตด้วยรถห้าร้อยคันและภัตตาหารห้าร้อยหม้อทุกเช้าเย็น พระภิกษุนำเรื่องนี้กราบทูลพระพุทธเจ้า พระองค์ตรัสห้ามไม่ให้อิจฉาลาภของพระเทวทัต เพราะตราบใดที่ยังมีการอุปัฏฐากเช่นนี้ ย่อมหวังได้แต่ความเสื่อมในกุศลธรรม มิใช่ความเจริญ ทรงเปรียบด้วยการเจาะจมูกสุนัขดุแล้วใส่น้ำดี ยิ่งทำให้สุนัขดุร้ายยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับลาภสักการะที่ยิ่งทำให้พระเทวทัตเสื่อมทรามลง
  91. หน้า ๒๘๕–๒๘๖ ลาภสักการสังยุตต์ จตุตถวรรค สูตรที่ ๗-๑๓ (แม้ไม่ยอมพูดเท็จเพื่อญาติก็ยังถูกลาภสักการะครอบงำได้) พระพุทธเจ้าทรงยกตัวอย่างบุคคลที่พระองค์ทรงทราบด้วยพระทัยว่าจะไม่ยอมกล่าวเท็จทั้งที่รู้แม้เพื่อมารดาของตน แต่ภายหลังกลับถูกลาภสักการะครอบงำจิตจนกล่าวเท็จทั้งที่รู้ได้จริง ทรงขยายความซ้ำในลักษณะเดียวกันสำหรับบิดา พี่ชายน้องชาย พี่สาวน้องสาว บุตร ธิดา และภรรยา รวมเป็นสิบสามหัวข้อทั้งวรรค แสดงให้เห็นว่าลาภสักการะมีอำนาจทำลายแม้คุณธรรมที่ดูมั่นคงที่สุดได้ จบวรรคที่สี่และจบลาภสักการสังยุตต์ทั้งหมด
  92. หน้า ๒๘๗–๒๙๒ ราหุลสังยุตต์ ปฐมวรรค (พิจารณาความไม่เที่ยงแห่งอายตนะ วิญญาณ ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา ตัณหา ธาตุ และขันธ์) พระราหุลทูลขอให้พระพุทธเจ้าแสดงธรรมโดยย่อเพื่อนำไปปฏิบัติเป็นผู้เดียวอย่างไม่ประมาท พระพุทธเจ้าทรงใช้วิธีถาม-ตอบให้พระราหุลพิจารณาเห็นเองว่าอายตนะภายในหก อายตนะภายนอกหก วิญญาณหก ผัสสะหก เวทนาที่เกิดจากผัสสะหก สัญญาหก เจตนาหก ตัณหาหก ธาตุหก และขันธ์ห้า ล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ควรเห็นว่าเป็นตัวตน เมื่อเห็นเช่นนี้แล้วอริยสาวกย่อมเบื่อหน่าย คลายกำหนัด และหลุดพ้น รู้ชัดว่าสิ้นชาติแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว เป็นสูตรสิบสูตรที่ใช้แบบแผนคำสอนเดียวกันซ้ำกับหมวดธรรมต่างกัน
  93. หน้า ๒๙๓–๒๙๕ ราหุลสังยุตต์ ทุติยวรรค สูตรที่ ๑-๑๐ พระพุทธเจ้าทรงย้ำคำสอนแบบเดียวกับวรรคก่อนแก่พระราหุลอีกครั้ง โดยให้พิจารณาความไม่เที่ยงของจักษุ โสต ฆานะ ชิวหา กาย ใจ ตลอดจนรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ วิญญาณหก ผัสสะหก เวทนาหก สัญญาหก เจตนาหก ตัณหาหก และธาตุหก จนถึงขันธ์ห้า ว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน เพื่อให้เกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดและหลุดพ้นเช่นเดิม เป็นการทบทวนหลักอนัตตาผ่านหมวดธรรมสิบหมวดอีกครั้งหนึ่ง
  94. หน้า ๒๙๕–๒๙๗ ราหุลสังยุตต์ ทุติยวรรค สูตรที่ ๑๑-๑๒ (ละอหังการ มมังการ มานานุสัย) พระราหุลทูลถามว่าบุคคลรู้เห็นอย่างไรจึงจะไม่มีอหังการ มมังการ และมานานุสัยในกายที่มีวิญญาณครองนี้และในนิมิตภายนอกทั้งปวง พระพุทธเจ้าทรงสอนให้พิจารณารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ภายในภายนอก หยาบละเอียด เลวประณีต ไกลใกล้ ว่าทั้งหมดนี้ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง สูตรที่สิบสองขยายความต่อไปว่าเมื่อเห็นด้วยปัญญาเช่นนี้แล้วย่อมหลุดพ้นโดยไม่ถือมั่น (อนุปาทาวิมุตติ) จบราหุลสังยุตต์
  95. หน้า ๒๙๘–๓๐๐ ลักขณสังยุตต์ ปฐมวรรค สูตรที่ ๑ (เปรตร่างโครงกระดูก) พระมหาโมคคัลลานะขณะลงจากภูเขาคิชฌกูฏพร้อมพระลักขณะได้ทรงยิ้มเมื่อเห็นโครงกระดูกลอยอยู่กลางอากาศถูกฝูงแร้งกาเหยี่ยวรุมจิกจนร้องครวญคราง เมื่อกลับมาเฝ้าพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงยืนยันว่าสาวกทั้งหลายเป็นผู้มีจักษุและญาณจริง เพราะสิ่งนี้พระองค์เคยเห็นมาก่อนแต่ไม่ทรงพยากรณ์เนื่องจากเกรงผู้ไม่เชื่อจะได้รับโทษ ทรงเฉลยว่าสัตว์นี้เคยเป็นคนฆ่าโคในกรุงราชคฤห์ ต้องเสวยผลกรรมในนรกนับแสนปี แล้วยังต้องรับผลกรรมที่เหลือในอัตภาพเปรตเช่นนี้ สูตรนี้วางแบบแผน (เปยยาล) ให้สูตรต่อๆ ไปในสังยุตต์นี้ใช้ซ้ำ
  96. หน้า ๓๐๐ ลักขณสังยุตต์ ปฐมวรรค สูตรที่ ๒ (เปรตชิ้นเนื้อ) พระมหาโมคคัลลานะเห็นก้อนชิ้นเนื้อลอยอยู่กลางอากาศถูกฝูงแร้งกาเหยี่ยวรุมจิกกัดจนร้องด้วยความเจ็บปวด พระพุทธเจ้าทรงเฉลยว่าสัตว์นี้เคยเป็นคนฆ่าโคในกรุงราชคฤห์มาก่อนเช่นเดียวกับสูตรแรก แต่ปรากฏในอัตภาพเปรตรูปแบบที่ต่างออกไป แสดงให้เห็นว่ากรรมเดียวกันอาจส่งผลเป็นภาพความทุกข์ทรมานได้หลายลักษณะ
  97. หน้า ๓๐๐ ลักขณสังยุตต์ ปฐมวรรค สูตรที่ ๓ (เปรตก้อนเนื้อ) พระมหาโมคคัลลานะเห็นก้อนเนื้อ (มังสปิณฑะ) ลอยอยู่กลางอากาศถูกฝูงแร้งกาเหยี่ยวรุมจิกกัดจนร้องครวญคราง พระพุทธเจ้าทรงเฉลยว่าสัตว์นี้เคยเป็นพรานนก (สากุณิกะ) ในกรุงราชคฤห์มาก่อน จึงต้องเสวยผลกรรมในรูปเปรตที่ถูกรุมทำร้ายไม่หยุดหย่อน
  98. หน้า ๓๐๐–๓๐๑ ลักขณสังยุตต์ ปฐมวรรค สูตรที่ ๔ (เปรตชายไร้ผิวหนัง) พระมหาโมคคัลลานะเห็นชายไร้ผิวหนัง (นิจฉวิปุริส) ลอยอยู่กลางอากาศถูกฝูงแร้งกาเหยี่ยวรุมจิกกัดเนื้อที่เปิดเผยจนร้องด้วยความเจ็บปวด พระพุทธเจ้าทรงเฉลยว่าสัตว์นี้เคยเป็นคนฆ่าแกะ (โอรัพภิกะ) ในกรุงราชคฤห์มาก่อน แสดงความเชื่อมโยงระหว่างอาชีพฆ่าสัตว์กับสภาพเปรตที่ไร้เครื่องปกป้องร่างกาย
  99. หน้า ๓๐๑ ลักขณสังยุตต์ ปฐมวรรค สูตรที่ ๕ (เปรตชายขนดาบ) พระมหาโมคคัลลานะเห็นชายมีขนเป็นดาบคมกริบพุ่งขึ้นแล้วตกลงมาปักลงในกายตนเองซ้ำไม่หยุด พระพุทธเจ้าทรงเฉลยว่าสัตว์นี้เคยเป็นคนฆ่าสุกร (สูกริกะ) ในกรุงราชคฤห์มาก่อน ต้องเสวยทุกข์เป็นภาพสะท้อนของอาวุธที่เคยใช้ฆ่าสัตว์อื่น
  100. หน้า ๓๐๑ ลักขณสังยุตต์ ปฐมวรรค สูตรที่ ๖ (เปรตชายขนหอก) พระมหาโมคคัลลานะเห็นชายมีขนเป็นหอกพุ่งขึ้นแล้วตกลงปักกายตนเองซ้ำไม่หยุด พระพุทธเจ้าทรงเฉลยว่าสัตว์นี้เคยเป็นพรานเนื้อ (มาควิกะ) ในกรุงราชคฤห์มาก่อน สะท้อนหลักกรรมว่าเครื่องมือที่ใช้ทำร้ายสัตว์อื่นย้อนกลับมาทำร้ายตนเองในภพเปรต
  101. หน้า ๓๐๑ ลักขณสังยุตต์ ปฐมวรรค สูตรที่ ๗ (เปรตชายขนลูกศร) พระมหาโมคคัลลานะเห็นชายมีขนเป็นลูกศรพุ่งขึ้นแล้วตกลงปักกายตนเองซ้ำไม่หยุด พระพุทธเจ้าทรงเฉลยว่าสัตว์นี้เคยเป็นเพชฌฆาตหรือผู้ทรมานนักโทษ (การณิกะ) ในกรุงราชคฤห์มาก่อน แสดงความสัมพันธ์ระหว่างการสร้างความเจ็บปวดแก่ผู้อื่นกับผลกรรมที่ย้อนคืนสู่ตน
  102. หน้า ๓๐๑ ลักขณสังยุตต์ ปฐมวรรค สูตรที่ ๘ (เปรตชายขนเข็ม) พระมหาโมคคัลลานะเห็นชายมีขนเป็นเข็มพุ่งขึ้นแล้วตกลงปักกายตนเองซ้ำไม่หยุด พระพุทธเจ้าทรงเฉลยว่าสัตว์นี้เคยเป็นผู้ใส่ร้ายป้ายสีหรือผู้ส่อเสียด ในกรุงราชคฤห์มาก่อน แสดงว่าวาจาที่ทิ่มแทงผู้อื่นย่อมกลับมาทิ่มแทงตนในภพหน้า
  103. หน้า ๓๐๑–๓๐๒ ลักขณสังยุตต์ ปฐมวรรค สูตรที่ ๙ (เปรตชายถูกเข็มแทงทะลุตัว) พระมหาโมคคัลลานะเห็นชายที่มีเข็มแทงทะลุจากศีรษะออกทางปาก จากปากทะลุอก จากอกทะลุท้อง จากท้องทะลุขา ไล่ลงมาจนถึงเท้าอย่างต่อเนื่อง ร้องด้วยความทรมานแสนสาหัส พระพุทธเจ้าทรงเฉลยว่าสัตว์นี้เคยเป็นผู้ส่อเสียดยุยงในกรุงราชคฤห์มาก่อน ภาพเข็มที่แทงทะลุตลอดร่างกายสื่อถึงความเจ็บปวดที่ทวีคูณของวาจาส่อเสียดที่ทำลายความสามัคคีของผู้อื่น
  104. หน้า ๓๐๒ ลักขณสังยุตต์ ปฐมวรรค สูตรที่ ๑๐ (เปรตชายแบกอัณฑะ) พระมหาโมคคัลลานะเห็นชายที่ต้องแบกลูกอัณฑะขนาดใหญ่ไว้บนบ่าเมื่อเดินและต้องนั่งทับมันเมื่อนั่ง ถูกฝูงแร้งกาเหยี่ยวรุมจิกกัดจนร้องด้วยความเจ็บปวด พระพุทธเจ้าทรงเฉลยว่าสัตว์นี้เคยเป็นกำนันหรือผู้ใหญ่บ้านที่ฉ้อฉล ในกรุงราชคฤห์มาก่อน จบวรรคที่หนึ่งของลักขณสังยุตต์พร้อมคาถาอุทานสรุปเปรตทั้งสิบตน
  105. หน้า ๓๐๓ ลักขณสังยุตต์ ทุติยวรรค สูตรที่ ๑ (เปรตจมในหลุมอุจจาระ) พระมหาโมคคัลลานะเห็นชายจมอยู่ในหลุมอุจจาระจนมิดศีรษะ พระพุทธเจ้าทรงเฉลยว่าสัตว์นี้เคยเป็นชายเจ้าชู้ผิดภรรยาผู้อื่น ในกรุงราชคฤห์มาก่อน สภาพจมในของโสโครกสะท้อนถึงความสกปรกของกามวิตถารที่ล่วงละเมิดผู้อื่น
  106. หน้า ๓๐๓ ลักขณสังยุตต์ ทุติยวรรค สูตรที่ ๒ (เปรตกินอุจจาระ) พระมหาโมคคัลลานะเห็นชายจมในหลุมอุจจาระใช้มือทั้งสองข้างตักกินอุจจาระ พระพุทธเจ้าทรงเฉลยว่าสัตว์นี้เคยเป็นพราหมณ์ในสมัยพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้นิมนต์พระสงฆ์มาฉันภัตตาหารแล้วกลับหลอกให้เติมรางด้วยอุจจาระแทนอาหาร พร้อมพูดจาดูหมิ่นให้ฉันตามสบาย จึงต้องเสวยผลกรรมแห่งการลบหลู่พระสงฆ์
  107. หน้า ๓๐๓–๓๐๔ ลักขณสังยุตต์ ทุติยวรรค สูตรที่ ๓ (เปรตหญิงไร้ผิวหนัง) พระมหาโมคคัลลานะเห็นหญิงไร้ผิวหนังลอยกลางอากาศถูกฝูงแร้งกาเหยี่ยวรุมจิกกัดจนร้องด้วยความเจ็บปวด พระพุทธเจ้าทรงเฉลยว่าสตรีนี้เคยเป็นหญิงคบชู้นอกใจสามี ในกรุงราชคฤห์มาก่อน แสดงผลกรรมของการประพฤตินอกใจในชีวิตคู่
  108. หน้า ๓๐๔ ลักขณสังยุตต์ ทุติยวรรค สูตรที่ ๔ (เปรตหญิงเหม็นน่าเกลียด) พระมหาโมคคัลลานะเห็นหญิงเหม็นน่าเกลียดน่ารังเกียจลอยกลางอากาศถูกฝูงนกรุมทำร้าย พระพุทธเจ้าทรงเฉลยว่าสตรีนี้เคยเป็นหมอดูหรือผู้ทำนายทายทัก ในกรุงราชคฤห์มาก่อน สื่อถึงผลกรรมของการหลอกลวงผู้อื่นด้วยการทำนายเท็จ
  109. หน้า ๓๐๔ ลักขณสังยุตต์ ทุติยวรรค สูตรที่ ๕ (เปรตหญิงถูกลวก) พระมหาโมคคัลลานะเห็นหญิงมีร่างกายถูกลวกเปียกโชกด้วยน้ำร้อนลอยกลางอากาศ พระพุทธเจ้าทรงเฉลยว่าสตรีนี้เคยเป็นอัครมเหสีของพระเจ้ากลิงคะ ผู้มีจิตริษยาจนเทถ่านไฟใส่หญิงร่วมสามี แสดงผลกรรมของความหึงหวงอิจฉาที่นำไปสู่การทำร้ายผู้อื่นอย่างโหดร้าย
  110. หน้า ๓๐๔–๓๐๕ ลักขณสังยุตต์ ทุติยวรรค สูตรที่ ๖ (เปรตร่างไม่มีศีรษะ) พระมหาโมคคัลลานะเห็นร่างที่ไม่มีศีรษะ แต่มีตาและปากอยู่ที่หน้าอกแทน ลอยกลางอากาศถูกฝูงแร้งกาเหยี่ยวรุมจิกกัด พระพุทธเจ้าทรงเฉลยว่าสัตว์นี้ชื่อหาริกะ เคยเป็นเพชฌฆาตประหารโจรในกรุงราชคฤห์มาก่อน สภาพร่างที่ไร้ศีรษะสะท้อนถึงผลกรรมของการตัดศีรษะผู้อื่นเป็นอาชีพ
  111. หน้า ๓๐๕ ลักขณสังยุตต์ ทุติยวรรค สูตรที่ ๗-๑๐ (ภิกษุ ภิกษุณี สิกขมานา สามเณรผู้ทุศีลถูกไฟไหม้) พระมหาโมคคัลลานะเห็นภิกษุ ภิกษุณี สิกขมานา และสามเณร มีสังฆาฏิ บาตร ประคดเอว และแม้แต่กายลุกเป็นไฟลอยกลางอากาศ ร้องด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส พระพุทธเจ้าทรงเฉลยเป็นแบบเดียวกันสำหรับทั้งสี่กรณีว่าล้วนเคยเป็นบรรพชิตผู้ทุศีลในสมัยพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ไฟที่ลุกไหม้เครื่องบริขารสื่อถึงผลกรรมของการบวชแล้วประพฤติไม่สมควรแก่เพศบรรพชิต
  112. หน้า ๓๐๕–๓๐๖ ลักขณสังยุตต์ ทุติยวรรค สูตรที่ ๑๑ (สามเณรีผู้ทุศีลถูกไฟไหม้) พระมหาโมคคัลลานะเห็นสามเณรีมีสังฆาฏิ บาตร ประคดเอว และกายลุกเป็นไฟลอยกลางอากาศ ร้องด้วยความเจ็บปวด เมื่อนำมากราบทูล พระพุทธเจ้าทรงยืนยันว่าพระองค์เคยเห็นสัตว์นี้มาก่อนแต่ไม่ทรงพยากรณ์ ทรงเฉลยว่าสามเณรีนี้เคยทุศีลในสมัยพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้องเสวยผลกรรมในนรกนับแสนปีแล้วยังเหลือผลกรรมมาปรากฏในอัตภาพเปรตเช่นนี้ จบวรรคที่สองและจบลักขณสังยุตต์ทั้งหมด
  113. หน้า ๓๐๗ โอปัมมสังยุตต์ สูตรที่ ๑ (อุปมาจันทันเรือนยอด) พระพุทธเจ้าทรงเปรียบว่ากลอนเรือนยอดทุกอันย่อมโน้มไปสู่ยอด รวมลงที่ยอด และถูกรื้อพร้อมยอด ฉันใด อกุศลธรรมทั้งปวงก็มีอวิชชาเป็นราก รวมลงที่อวิชชา และถูกทำลายไปพร้อมกับการทำลายอวิชชาฉันนั้น ทรงสอนให้ภิกษุพึงเป็นผู้ไม่ประมาทเพื่อขจัดรากเหง้าแห่งอกุศลธรรมทั้งปวง
  114. หน้า ๓๐๗–๓๐๘ โอปัมมสังยุตต์ สูตรที่ ๒ (อุปมาฝุ่นปลายเล็บ) พระพุทธเจ้าทรงยกฝุ่นเล็กน้อยบนปลายพระนขาเปรียบเทียบกับมหาปฐพี แล้วตรัสว่าสัตว์ที่เกิดมาเป็นมนุษย์มีจำนวนน้อยยิ่งเช่นเดียวกับฝุ่นนั้น ส่วนสัตว์ที่เกิดในภพภูมิอื่นนอกจากมนุษย์มีมากมายเช่นเดียวกับมหาปฐพี ทรงใช้อุปมานี้เตือนให้ตระหนักถึงความหายากของความเป็นมนุษย์และไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต
  115. หน้า ๓๐๘ โอปัมมสังยุตต์ สูตรที่ ๓ (อุปมาบ้านมีหญิงมากชายน้อย) พระพุทธเจ้าทรงเปรียบตระกูลที่มีหญิงมากชายน้อยว่าถูกโจรกำจัดง่าย เช่นเดียวกับภิกษุที่ไม่เจริญเมตตาเจโตวิมุตติย่อมถูกอมนุษย์เบียดเบียนได้ง่าย ส่วนตระกูลที่มีชายมากหญิงน้อยถูกโจรกำจัดยาก เช่นเดียวกับภิกษุที่เจริญเมตตาเจโตวิมุตติมากแล้วย่อมยากที่อมนุษย์จะเบียดเบียนได้ ทรงสอนให้เจริญเมตตาให้มากเพื่อความปลอดภัยจากภยันตราย
  116. หน้า ๓๐๘–๓๐๙ โอปัมมสังยุตต์ สูตรที่ ๔ (ให้ทานร้อยหม้อเทียบเจริญเมตตาชั่วครู่) พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้ให้ทานหม้อข้าวร้อยหม้อในเวลาเช้า เที่ยง และเย็น ยังมีผลบุญน้อยกว่าผู้เจริญเมตตาจิตแม้เพียงชั่วครู่เท่าเวลารีดนมโค แสดงให้เห็นว่าการเจริญเมตตาภาวนามีอานิสงส์สูงยิ่งกว่าทานวัตถุ เป็นการยกย่องคุณค่าของภาวนามัยที่เหนือกว่าทานมัย
  117. หน้า ๓๐๙–๓๑๐ โอปัมมสังยุตต์ สูตรที่ ๕ (อุปมาหอกคม) พระพุทธเจ้าทรงเปรียบหอกที่คมกริบว่าไม่มีผู้ใดจะจับด้วยมือเปล่าได้โดยไม่บาดเจ็บ เช่นเดียวกับภิกษุผู้เจริญเมตตาเจโตวิมุตติจนแก่กล้าแล้ว หากอมนุษย์คิดจะทำร้ายจิตใจของท่าน อมนุษย์นั้นเองจะเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนและความลำบากแทน ทรงสอนให้เจริญเมตตาให้มั่นคงเพื่อคุ้มครองตนจากอันตราย
  118. หน้า ๓๑๐–๓๑๑ โอปัมมสังยุตต์ สูตรที่ ๖ (อุปมานักธนูสี่ทิศ) พระพุทธเจ้าทรงเปรียบความเร็วของบุรุษผู้สามารถรับลูกศรที่นักธนูฝีมือฉกาจสี่คนยิงออกไปสี่ทิศพร้อมกันก่อนตกถึงพื้น ว่ายังช้ากว่าความเร็วของพระจันทร์พระอาทิตย์ และช้ากว่าเทวดาที่วิ่งนำหน้าพระจันทร์พระอาทิตย์ แต่อายุสังขารของสัตว์ทั้งหลายกลับสิ้นไปเร็วยิ่งกว่านั้นทั้งหมด ทรงใช้อุปมานี้เตือนให้เห็นความเร่งด่วนของความไม่เที่ยงแห่งชีวิตและไม่พึงประมาท
  119. หน้า ๓๑๑–๓๑๒ โอปัมมสังยุตต์ สูตรที่ ๗ (อุปมากลองอานกะ) พระพุทธเจ้าทรงเล่าเรื่องกลองอานกะของกษัตริย์ทสารหะที่เมื่อแตกก็ถูกซ่อมด้วยลิ่มไม้จนในที่สุดเนื้อไม้เดิมของกลองสูญหายไปหมด เหลือแต่กองลิ่มไม้ ทรงเปรียบว่าในอนาคตพระสูตรที่ตถาคตภาษิตอันลึกซึ้ง มีเนื้อความลึกซึ้งเกี่ยวข้องกับสุญญตาจะเสื่อมสูญไป เพราะภิกษุจะไม่สนใจฟังหรือศึกษา แต่จะนิยมฟังคำประพันธ์ของกวีภายนอกที่มีถ้อยคำไพเราะแทน ทรงสอนให้ตั้งใจศึกษาพระสูตรที่ลึกซึ้งเหล่านี้ไว้ให้มั่นคง
  120. หน้า ๓๑๒–๓๑๓ โอปัมมสังยุตต์ สูตรที่ ๘ (หมอนไม้ของเจ้าลิจฉวี) พระพุทธเจ้าตรัสว่าเจ้าลิจฉวีในปัจจุบันยังใช้หมอนไม้และไม่ประมาทในการฝึกฝน ทำให้พระเจ้าอชาตศัตรูไม่มีโอกาสรุกราน แต่ในอนาคตเจ้าลิจฉวีจะสำรวยมือเท้าอ่อนนุ่ม นอนบนที่นอนอ่อนนุ่มจนตะวันขึ้น ย่อมเปิดช่องให้ข้าศึกรุกราน ทรงเปรียบเทียบกับภิกษุในปัจจุบันผู้ไม่ประมาทในการเพียรทำให้มารไม่มีโอกาส แต่ในอนาคตหากภิกษุสำรวยเช่นนั้นจะเปิดช่องให้มารได้โอกาสเช่นกัน ทรงสอนให้ดำรงตนอย่างไม่ประมาทดุจใช้หมอนไม้
  121. หน้า ๓๑๓–๓๑๕ โอปัมมสังยุตต์ สูตรที่ ๙ (อุปมาช้างกินเหง้าบัว) เมื่อภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งเที่ยวเข้าตระกูลเกินขอบเขตแล้วโต้แย้งเมื่อถูกภิกษุอื่นตักเตือน พระพุทธเจ้าทรงเล่าเรื่องช้างใหญ่ที่ล้างเหง้าบัวให้สะอาดปราศจากโคลนก่อนกินจนมีผิวพรรณและกำลังดี ในขณะที่ลูกช้างที่เลียนแบบโดยไม่รู้จักล้างเหง้าบัวให้สะอาดกลับได้รับโทษ ทรงเปรียบว่าพระเถระผู้รับลาภสักการะโดยไม่ติดข้องมัวเมา เห็นโทษและทางออกย่อมไม่เป็นอันตราย ส่วนภิกษุใหม่ที่เลียนแบบโดยติดข้องมัวเมาย่อมได้รับโทษเช่นลูกช้างนั้น
  122. หน้า ๓๑๕–๓๑๖ โอปัมมสังยุตต์ สูตรที่ ๑๐ (อุปมาแมวจับหนู) เมื่อภิกษุรูปหนึ่งประพฤติเที่ยวไปตามตระกูลเกินขอบเขตและไม่พอใจเมื่อถูกตักเตือน พระพุทธเจ้าทรงเล่าเรื่องแมวที่ดักจับหนูกินอย่างเร่งรีบ แต่เครื่องในของหนูกลับทำอันตรายแก่แมวจนถึงตาย ทรงเปรียบว่าภิกษุที่เข้าบ้านโดยไม่รักษากาย วาจา ใจ และอินทรีย์ เมื่อเห็นมาตุคามนุ่งห่มไม่เรียบร้อยแล้วเกิดราคะ ย่อมถึงความพินาศจากพรหมจรรย์หรือต้องอาบัติที่หนักยิ่งกว่าความตาย ทรงสอนให้สำรวมกาย วาจา ใจ และอินทรีย์เมื่อเข้าไปในหมู่บ้าน
  123. หน้า ๓๑๖–๓๑๗ โอปัมมสังยุตต์ สูตรที่ ๑๑-๑๒ (อุปมาสุนัขจิ้งจอกขี้เรื้อน) พระพุทธเจ้าทรงเล่าถึงสุนัขจิ้งจอกแก่ที่เป็นโรคเรื้อนแต่ยังไปไหนมาไหนได้ตามใจปรารถนา แล้วตรัสว่าน่าจะดีกว่าหากผู้ที่ปฏิญาณตนเป็นศากยบุตรแต่ประพฤติไม่สมควรได้รับอัตภาพเช่นสุนัขจิ้งจอกนั้นเสียยังดีกว่า สูตรที่สองเสริมว่าในสุนัขจิ้งจอกขี้เรื้อนยังพอมีความกตัญญูรู้คุณอยู่บ้าง แต่ในผู้ปฏิญาณตนเป็นศากยบุตรที่ประพฤติไม่ดีกลับไม่มีความกตัญญูรู้คุณเลย ทรงสอนให้เป็นผู้กตัญญูกตเวทีต่อผู้มีคุณ จบโอปัมมสังยุตต์
  124. หน้า ๓๑๘–๓๑๙ ภิกขุสังยุตต์ สูตรที่ ๑ (พระมหาโมคคัลลานะกับอริยตุณหีภาวะ) พระมหาโมคคัลลานะเล่าแก่ภิกษุทั้งหลายว่าขณะหลีกเร้นเกิดความคิดสงสัยว่า อริยตุณหีภาวะ (ความสงบนิ่งอย่างประเสริฐ) คืออะไร ท่านพิจารณาเห็นว่าคือทุติยฌาน แต่ขณะเข้าฌานนั้นกลับมีสัญญาและมนสิการที่ประกอบด้วยวิตกเกิดแทรกขึ้น พระพุทธเจ้าทรงเสด็จมาด้วยฤทธิ์ตักเตือนไม่ให้ประมาทและให้ตั้งจิตในอริยตุณหีภาวะให้มั่นคง ท่านจึงสามารถเข้าทุติยฌานได้สำเร็จในภายหลัง
  125. หน้า ๓๑๙–๓๒๐ ภิกขุสังยุตต์ สูตรที่ ๒ (พระสารีบุตร - ไม่มีสิ่งใดในโลกทำให้เศร้าโศกได้) พระสารีบุตรพิจารณาเห็นว่าไม่มีสิ่งใดในโลกที่หากมันแปรปรวนไปแล้วจะทำให้ท่านเกิดความโศกเศร้าคร่ำครวญได้ พระอานนท์ทูลถามว่าแม้ความแปรปรวนของพระศาสดาเองก็จะไม่ทำให้ท่านเศร้าโศกหรือ พระสารีบุตรตอบว่าแม้เช่นนั้นก็จริง แต่ท่านอาจคิดเพียงว่าเสียดายที่บุคคลผู้มีศักดิ์ใหญ่เช่นนี้ต้องอันตรธานไป พระอานนท์อธิบายเสริมว่าเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะพระสารีบุตรถอนอหังการมมังการและมานานุสัยได้อย่างสิ้นเชิงแล้วเป็นเวลานาน
  126. หน้า ๓๒๐–๓๒๒ ภิกขุสังยุตต์ สูตรที่ ๓ (พระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะสนทนาธรรม) พระสารีบุตรสังเกตเห็นอินทรีย์ของพระมหาโมคคัลลานะผ่องใสจึงถามถึงเหตุ พระมหาโมคคัลลานะเล่าว่าได้สนทนาธรรมกับพระพุทธเจ้าโดยผ่านทิพยจักษุและทิพยโสตธาตุโดยไม่ต้องเข้าเฝ้าด้วยกาย เรื่องความหมายของ "ผู้ปรารภความเพียร" คือผู้ไม่ยอมหยุดความเพียรจนกว่าจะบรรลุสิ่งที่พึงบรรลุได้ด้วยกำลังบุรุษ แม้ผิวหนัง เอ็น กระดูก จะเหลืออยู่ก็ตาม พระสารีบุตรเปรียบตนเองเป็นก้อนกรวดเล็กน้อยเทียบกับภูเขาหิมพานต์ (คือฤทธิ์ของพระมหาโมคคัลลานะ) ส่วนพระมหาโมคคัลลานะเปรียบตนเป็นเกลือเล็กน้อยเทียบกับไหเกลือใหญ่ (คือปัญญาของพระสารี
  127. หน้า ๓๒๒–๓๒๔ ภิกขุสังยุตต์ สูตรที่ ๔ (ภิกษุหนุ่มผู้ได้ฌานสี่โดยง่าย) ภิกษุใหม่รูปหนึ่งกลับจากบิณฑบาตแล้วเข้าไปนั่งเงียบในวิหารไม่ช่วยงานภิกษุอื่นในคราวทำจีวร เมื่อถูกตำหนิก็ตอบเพียงว่าตนก็ทำกิจของตนเองอยู่ พระพุทธเจ้าทรงตรัสห้ามภิกษุทั้งหลายไม่ให้ตำหนิภิกษุรูปนั้น เพราะเธอเป็นผู้ได้ฌานทั้งสี่อันเป็นทิฏฐธรรมสุขวิหารโดยง่ายไม่ยากลำบาก ซึ่งเป็นจุดหมายที่กุลบุตรออกบวชเพื่อแสวงหา ทรงประทานคาถายกย่องว่าภิกษุนั้นทรงกายสุดท้ายไว้ได้ เพราะได้ชนะมารพร้อมเสนามารแล้ว
  128. หน้า ๓๒๔ ภิกขุสังยุตต์ สูตรที่ ๕ (พระสุชาต) เมื่อพระสุชาตเดินมาแต่ไกล พระพุทธเจ้าทรงชี้ให้ภิกษุทั้งหลายเห็นว่ากุลบุตรนี้งามทั้งสองทาง คือมีรูปกายงดงามน่าดูน่าเลื่อมใส และยังบรรลุจุดหมายสูงสุดแห่งพรหมจรรย์ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองแล้ว ทรงประทานคาถาว่าภิกษุนี้งามด้วยจิตอันซื่อตรง หลุดพ้นแล้วโดยไม่ยึดมั่น สอนให้เห็นว่าความงามที่แท้จริงคือความหลุดพ้นทางจิตใจ มิใช่เพียงรูปลักษณ์ภายนอก
  129. หน้า ๓๒๔–๓๒๕ ภิกขุสังยุตต์ สูตรที่ ๖ (พระลกุณฏกภัททิยะ) เมื่อพระลกุณฏกภัททิยะผู้มีรูปร่างเล็กและน่าเกลียดเดินมาแต่ไกล พระพุทธเจ้าทรงชี้ให้ภิกษุทั้งหลายสังเกตรูปลักษณ์ที่ไม่น่าเลื่อมใสของท่าน แต่ตรัสว่าภิกษุนี้มีฤทธิ์มากและมีสมาบัติที่หาได้ยากซึ่งท่านบรรลุแล้วทุกอย่างจนถึงจุดหมายสูงสุด ทรงประทานคาถาเปรียบว่าแม้หงส์ นกกระเรียน นกยูง ช้าง เนื้อทรายต่างเกรงกลัวราชสีห์ทั้งที่ตัวใหญ่กว่า ฉันใด ในหมู่มนุษย์ผู้มีปัญญาแม้ตัวเล็กย่อมยิ่งใหญ่กว่าคนโง่ที่มีร่างกายใหญ่โต
  130. หน้า ๓๒๕–๓๒๖ ภิกขุสังยุตต์ สูตรที่ ๗ (พระวิสาขะปัญจาลบุตรแสดงธรรม) พระวิสาขะปัญจาลบุตรแสดงธรรมแก่ภิกษุในหอฉันด้วยถ้อยคำไพเราะ ชัดเจน ปราศจากโทษ ให้เข้าใจเนื้อความได้ พระพุทธเจ้าเสด็จมาสดับแล้วประทานสาธุการยกย่อง ทรงประทานคาถาว่าผู้ไม่พูดย่อมไม่มีใครรู้ว่าปะปนกับคนพาลหรือบัณฑิต แต่ผู้พูดแสดงบทอมตธรรมย่อมเป็นที่รู้จัก สอนให้กล่าวธรรมให้รุ่งเรืองเพื่อยกธงแห่งฤๅษี เพราะธรรมคือธงชัยของผู้แสวงหาสัจธรรม
  131. หน้า ๓๒๖–๓๒๗ ภิกขุสังยุตต์ สูตรที่ ๘ (พระนันทะแต่งกายหรูหรา) พระนันทะซึ่งเป็นพระญาติทางฝ่ายพระมารดาของพระพุทธเจ้า เข้าเฝ้าโดยนุ่งห่มจีวรที่รีดเรียบดี เขียนขอบตาด้วยยาหยอด และถือบาตรมันวาว พระพุทธเจ้าทรงตำหนิว่าไม่เหมาะสมแก่กุลบุตรผู้ออกบวชด้วยศรัทธา แล้วทรงสอนให้เป็นผู้อยู่ป่า ถือบิณฑบาตเป็นวัตร นุ่งห่มผ้าบังสุกุล และไม่เยื่อใยในกามคุณแทน ภายหลังพระนันทะได้ปฏิบัติตามคำสอนนี้อย่างจริงจัง
  132. หน้า ๓๒๗–๓๒๘ ภิกขุสังยุตต์ สูตรที่ ๙ (พระติสสะเสียใจถูกต่อว่า) พระติสสะซึ่งเป็นพระญาติทางฝ่ายพระบิดาของพระพุทธเจ้า เข้าเฝ้าด้วยความทุกข์ใจน้ำตาไหล เพราะถูกภิกษุทั้งหลายต่อว่าด้วยวาจา พระพุทธเจ้าทรงตำหนิว่าไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้ชอบว่ากล่าวผู้อื่นแต่กลับทนต่อคำว่ากล่าวไม่ได้ ทรงสอนให้เป็นทั้งผู้กล้าตักเตือนผู้อื่นและอดทนต่อคำตักเตือนของผู้อื่นได้ ทรงประทานคาถาว่าเหตุใดจึงโกรธ อย่าโกรธเลย ความไม่โกรธเป็นสิ่งประเสริฐกว่า เพราะพรหมจรรย์มีไว้เพื่อฝึกละความโกรธ ความถือตัว และการลบหลู่คุณผู้อื่น
  133. หน้า ๓๒๘–๓๓๐ ภิกขุสังยุตต์ สูตรที่ ๑๐ (พระเถระผู้ชอบอยู่ผู้เดียว) ภิกษุชื่อเถระเป็นผู้ชอบอยู่ผู้เดียวและยกย่องการอยู่ผู้เดียวอย่างเดียว ทั้งบิณฑบาต กลับ นั่ง และเดินจงกรมก็ทำแต่ผู้เดียว เมื่อภิกษุนำเรื่องนี้กราบทูล พระพุทธเจ้าทรงยืนยันว่าการอยู่ผู้เดียวเช่นนั้นมีจริง แต่มีการอยู่ผู้เดียวที่สมบูรณ์กว่านั้นคือ การละอดีต สลัดอนาคต และกำจัดฉันทราคะในอัตภาพปัจจุบันได้อย่างดี ทรงประทานคาถาว่าผู้ครอบงำสิ่งทั้งปวง รู้แจ้งสิ่งทั้งปวง มีปัญญาดี ไม่แปดเปื้อนในธรรมทั้งปวง ละสิ่งทั้งปวง หลุดพ้นในความสิ้นตัณหา ผู้นั้นแลที่พระองค์เรียกว่าผู้อยู่ผู้เดียวอย่างแท้จริง
  134. หน้า ๓๓๐ ภิกขุสังยุตต์ สูตรที่ ๑๑ (พระมหากัปปินะ - เริ่มต้น เนื้อหาขาดตอนท้ายไฟล์) เมื่อพระมหากัปปินะเดินมาแต่ไกล พระพุทธเจ้าทรงชี้ให้ภิกษุทั้งหลายสังเกตลักษณะของท่านว่ามีผิวขาว ร่างบาง และจมูกโด่ง ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่าเห็นเช่นนั้น พระพุทธเจ้าทรงเริ่มตรัสว่าภิกษุนี้มีฤทธิ์มากและมีสมาบัติที่หาได้ยาก แต่เนื้อหาของสูตรนี้ถูกตัดขาดกลางประโยคที่ท้ายไฟล์ ยังไม่ทราบว่าท้ายสูตรจะเฉลยคุณธรรมใดของพระมหากัปปินะ
  135. หน้า ๓๓๑ กัปปินสูตร (ตอนจบ) ส่วนท้ายของพระสูตรที่กล่าวถึงพระผู้เป็นอรหันต์ (พระมหากัปปินะ) ผู้บรรลุที่สุดแห่งพรหมจรรย์ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบัน จากนั้นพระศาสดาตรัสคาถาเปรียบเทียบสิ่งที่ประเสริฐที่สุดในแต่ละหมู่ เช่น กษัตริย์ประเสริฐในหมู่ชน ผู้สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะประเสริฐในหมู่เทวดาและมนุษย์ ดวงอาทิตย์ส่องสว่างกลางวัน ดวงจันทร์ส่องสว่างกลางคืน แต่พระพุทธเจ้าทรงรุ่งเรืองด้วยเดชตลอดทั้งวันทั้งคืน สื่อถึงความเป็นเลิศอันไม่มีผู้ใดเทียบได้ของพระพุทธองค์เหนือสิ่งประเสริฐทั้งปวงในโลก
  136. หน้า ๓๓๑–๓๓๒ สหายกสูตร ภิกษุสหายสองรูปซึ่งเป็นศิษย์ของท่านพระมหากัปปินะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค พระองค์ทอดพระเนตรเห็นแต่ไกลจึงตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่ารู้จักภิกษุสหายทั้งสองนี้หรือไม่ พร้อมตรัสยกย่องว่าท่านทั้งสองมีฤทธิ์มากมีอานุภาพมาก และได้บรรลุที่สุดแห่งพรหมจรรย์ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองเช่นเดียวกัน จากนั้นตรัสคาถาสรรเสริญมิตรภาพอันยาวนานของท่านทั้งสองที่ลงรอยกันในธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง ได้รับการฝึกฝนอบรมดีจากพระกัปปินะ ทรงไว้ซึ่งร่างกายอันเป็นครั้งสุดท้ายเพราะชนะมารพร้อมทั้งเสนามารได้แล้ว พระสูตรนี้เป็นสูตรสุดท้า