มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์
ฉบับแปลเยอรมัน · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๑๔ · ๕๔๐ หน้า
สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๕๘ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น
- หน้า ๑–๒๖ เทวทหสุตฺตํ ว่าด้วยการโต้แย้งลัทธินิครนถ์เรื่องกรรมเก่า พระพุทธเจ้าประทับที่เทวทหนิคม ทรงปรารภคำสอนของพวกนิครนถ์ที่เชื่อว่าสุขทุกข์ทั้งปวงเกิดจากกรรมเก่าเท่านั้น การทรมานกายจึงล้างกรรมเก่าและดับทุกข์ได้ พระองค์ทรงซักถามนิครนถ์ด้วยเหตุผลจนแสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่รู้จริงว่ากรรมเก่ามีเท่าใด ทำให้การทรมานตนไม่มีผลจริง แล้วทรงแสดงว่าความเพียรจะมีผลก็ต่อเมื่อภิกษุไม่ปล่อยตัวตามทุกข์หรือสุขจนเกินไป แต่เจริญอริยมรรคมีศีล สมาธิ และปัญญาจนบรรลุวิชชาสามและความหลุดพ้นจากอาสวะ
- หน้า ๒๗–๔๐ ปัญจัตตยสุตตัง ว่าด้วยทิฏฐิห้าประการเกี่ยวกับชีวิตหลังความตาย พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ภิกษุที่เชตวันเรื่องสมณพราหมณ์ต่างๆ ที่มีความเห็นเกี่ยวกับอนาคต (สัตว์ตายแล้วเกิดอีกหรือไม่) ซึ่งสรุปลงได้ห้าจำพวก คือเห็นว่าอัตตามีสัญญา ไม่มีสัญญา มีทั้งสัญญาและไม่มีสัญญา ขาดสูญ หรือดับสนิทได้ในปัจจุบัน พระองค์ทรงชี้ให้เห็นว่าทิฏฐิเหล่านี้ล้วนเป็นสังขตธรรมที่หยาบ ยังยึดติดอยู่ ต่างจากพระตถาคตผู้รู้แจ้งความดับแห่งสังขารและหลุดพ้นโดยไม่ยึดมั่น เป็นการชี้ทางพ้นจากทิฏฐิทั้งปวงด้วยปัญญาที่แท้จริง
- หน้า ๔๑–๔๘ กินติสุตตัง ว่าด้วยความสามัคคีในการทรงจำและแสดงธรรม พระพุทธเจ้าตรัสถามภิกษุที่กุสินาราว่าคิดอย่างไรกับพระองค์ ภิกษุทูลตอบว่าทรงแสดงธรรมด้วยความกรุณา ไม่ใช่เพราะหวังลาภสักการะ พระองค์จึงทรงสอนวิธีที่ภิกษุพึงปฏิบัติเมื่อมีความเห็นต่างกันในเนื้อความหรือถ้อยคำของธรรมที่ทรงแสดงไว้ เช่น โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ ให้ประนีประนอมด้วยความสามัคคีไม่วิวาทกัน และทรงสอนวิธีตักเตือนผู้ประพฤติผิดด้วยความไม่เบียดเบียนทั้งตนและผู้อื่น เป็นแนวทางรักษาความปรองดองในหมู่สงฆ์หลังพุทธปรินิพพาน
- หน้า ๔๙–๕๕ สามคามสุตตัง ว่าด้วยมูลเหตุแห่งการวิวาทและวิธีระงับอธิกรณ์ในสงฆ์ (ตอนต้น) หลังนิครนถ์นาฏบุตรสิ้นชีวิตที่เมืองปาวา สาวกของท่านแตกแยกทะเลาะวิวาทกันเรื่องคำสอน จุนทสมณุทเทสจึงนำเรื่องนี้ไปทูลพระพุทธเจ้าผ่านพระอานนท์ด้วยความกลัวว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นในหมู่สงฆ์หลังพุทธปรินิพพาน พระพุทธเจ้าทรงแสดงมูลเหตุแห่งการวิวาท ๖ ประการ เช่น ความมักโกรธผูกโกรธ ความริษยาตระหนี่ ความเห็นผิดยึดมั่นทิฏฐิของตน และทรงแสดงอธิกรณ์ ๔ อย่างพร้อมวิธีระงับอธิกรณ์ ๗ วิธี (อธิกรณสมถะ) เช่น สัมมุขาวินัย เยภุยยสิกา สติวินัย อมูฬหวินัย เพื่อรักษาความสามัคคีของสงฆ์ เนื้อหาตอนนี้ยังไม่จบและมีต่อใน
- หน้า ๕๖–๖๐ สามคามสุตตัง: วิธีระงับอธิกรณ์และสาราณียธรรม 6 พระพุทธเจ้าตรัสแก่พระอานนท์ที่หมู่บ้านสามคาม อธิบายวิธีระงับข้อพิพาท (อธิกรณ์) ในหมู่สงฆ์ เช่น ปฏิญญาตกรณะ (ให้ยอมรับตามที่จำได้) ตัสสปาปิยสิกา (ลงโทษผู้ให้การกลับไปกลับมา) และติณวัตถารกะ (ประนีประนอมแบบกลบเกลื่อนข้อบาดหมางเล็กน้อย) จากนั้นทรงแสดงสาราณียธรรม 6 ประการ ได้แก่ การมีเมตตาทางกาย วาจา ใจ การแบ่งปันลาภกันโดยธรรม และการมีศีลมีความเห็นเสมอกันกับเพื่อนบรรพชิต ซึ่งเป็นธรรมที่ทำให้เกิดความรักใคร่ เคารพกัน และความสามัคคีในหมู่สงฆ์อย่างยั่งยืน
- หน้า ๖๑–๗๓ สุนักขัตตสุตตัง: กามคุณ บุคคล 5 จำพวก และอุปมาลูกศรอาบยาพิษ สุนักขัตตะ ลิจฉวีบุตร ทูลถามพระพุทธเจ้าที่เมืองเวสาลีว่าภิกษุที่พยากรณ์ตนว่าบรรลุอรหัตผลนั้นพูดจริงหรือหลงเข้าใจผิด พระพุทธเจ้าทรงอธิบายกามคุณ 5 แล้วตรัสถึงบุคคล 5 จำพวกที่น้อมใจไปในระดับความสุขต่างๆ ตั้งแต่ติดในกามโลกีย์ ไปจนถึงอาเนญชะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ และผู้น้อมใจไปสู่นิพพานจริง ทรงเปรียบตัณหาเหมือนลูกศรอาบยาพิษที่ต้องถอนออกด้วยมีดแห่งสติปัญญาของพระตถาคตผู้เป็นดุจแพทย์ผ่าตัด และเตือนว่าผู้ที่ยังเสพอารมณ์ที่ไม่เหมาะสมย่อมเสี่ยงตายหรือทุกข์แสนสาหัสดุจแผลที่ไม่ได้รับการดูแล
- หน้า ๗๔–๘๐ อาเนญชสัปปายสุตตัง: ปฏิปทานำไปสู่ภาวะไม่หวั่นไหวและวิโมกข์อันประเสริฐ ที่นิคมกัมมาสธัมมะ แคว้นกุรุ พระพุทธเจ้าตรัสสอนภิกษุถึงปฏิปทาที่เกื้อกูลแก่การบรรลุอาเนญชสมาบัติ (ภาวะจิตไม่หวั่นไหว) โดยให้พิจารณาเห็นโทษของกามและรูปว่าไม่เที่ยงเป็นทุกข์ แล้วขยายจิตให้กว้างขวางไม่มีประมาณ ทรงแสดงขั้นตอนก้าวสูงขึ้นไปถึงอากิญจัญญายตนะและเนวสัญญานาสัญญายตนะ แต่ทรงเตือนว่าแม้สมาบัติเหล่านี้ก็ยังเป็นเพียงที่พึ่งชั่วคราว ท้ายสุดตรัสสอนพระอานนท์ถึงวิโมกข์อันประเสริฐที่แท้จริงคือความหลุดพ้นแห่งจิตที่ไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดๆ เลย ซึ่งเป็นจุดหมายสูงสุดเหนือกว่าสมาบัติทั้งปวง
- หน้า ๘๑–๘๘ คณกโมคคัลลานสุตตัง: การศึกษาตามลำดับขั้นในธรรมวินัย พราหมณ์คณกโมคคัลลานะผู้เป็นนักคำนวณ ทูลถามพระพุทธเจ้าที่ปราสาทของนางวิสาขาเมืองสาวัตถีว่า ในธรรมวินัยนี้มีการฝึกฝนไปตามลำดับขั้นเหมือนวิชาคำนวณหรือไม่ พระพุทธเจ้าทรงแสดงลำดับการฝึกภิกษุตั้งแต่การมีศีล สำรวมอินทรีย์ รู้จักประมาณในการบริโภค เพียรเป็นผู้ตื่นอยู่ มีสติสัมปชัญญะ ไปจนถึงการเจริญฌานทั้งสี่ และทรงชี้แจงว่าพระองค์เป็นเพียงผู้ชี้ทาง ส่วนการจะถึงจุดหมายหรือไม่ขึ้นอยู่กับความเพียรของผู้ปฏิบัติเอง พราหมณ์เกิดความเลื่อมใสจึงประกาศตนถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต
- หน้า ๘๙–๑๐๐ โคปกโมคคัลลานสุตตัง: ที่พึ่งของสงฆ์หลังพุทธปรินิพพาน ไม่นานหลังพุทธปรินิพพาน พระอานนท์ประทับที่กรุงราชคฤห์ พราหมณ์โคปกโมคคัลลานะถามว่ามีภิกษุรูปใดมีคุณธรรมเสมอด้วยพระพุทธเจ้าหรือไม่ พระอานนท์ตอบว่าไม่มี เพราะพระองค์เป็นผู้บุกเบิกมรรคที่ไม่เคยมีมาก่อน ต่อมาวัสสการพราหมณ์อำมาตย์แคว้นมคธมาร่วมสนทนา ถามว่าเมื่อไม่มีพระพุทธเจ้าแล้วสงฆ์มีที่พึ่งอย่างไร พระอานนท์ตอบว่ามีพระธรรมวินัยเป็นที่พึ่ง และมีภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรมอันน่าเลื่อมใส 10 ประการเป็นที่เคารพนับถือ พร้อมทั้งอธิบายความหมายของฌานที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญและตำหนิ
- หน้า ๑๐๑–๑๐๘ มหาปุณณมสุตตัง: อุปาทานขันธ์ 5 และสักกายทิฏฐิ ในคืนวันเพ็ญ ณ ปราสาทของนางวิสาขา ภิกษุรูปหนึ่งทูลถามพระพุทธเจ้าเรื่องอุปาทานขันธ์ 5 คืออะไร มีอะไรเป็นมูลเหตุ และความเห็นว่ามีตัวตน (สักกายทิฏฐิ) เกิดขึ้นและดับไปได้อย่างไร พระพุทธเจ้าทรงแสดงคุณ โทษ และทางพ้นจากขันธ์ทั้ง 5 อย่างละเอียด เมื่อภิกษุรูปหนึ่งเข้าใจผิดคิดว่าถ้าไม่มีตัวตนแล้วกรรมที่ไม่มีผู้ทำจะให้ผลแก่ใคร พระองค์จึงตรัสย้ำสอนเรื่องความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวตนของขันธ์ทั้ง 5 จนภิกษุ 60 รูปในที่นั้นบรรลุธรรมหลุดพ้นจากอาสวะ
- หน้า ๑๐๙–๑๑๐ จูฬปุณณมสุตตัง: ลักษณะของอสัตบุรุษ ในคืนวันเพ็ญเดียวกันที่ปราสาทของนางวิสาขา พระพุทธเจ้าตรัสถามภิกษุสงฆ์ว่าอสัตบุรุษ (คนเลว) จะรู้จักอสัตบุรุษหรือสัตบุรุษได้หรือไม่ เมื่อภิกษุทูลตอบว่าไม่ พระองค์จึงเริ่มแสดงลักษณะของอสัตบุรุษว่าประกอบด้วยอสัทธรรม คบหาแต่คนเลว คิดการร้าย วางแผนร้าย พูดชั่ว (มุสาวาท ส่อเสียด หยาบคาย เพ้อเจ้อ) และทำกรรมชั่ว เนื้อหาส่วนนี้เป็นบทนำที่จะขยายต่อไปถึงลักษณะของสัตบุรุษ (คนดี) เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างในหน้าถัดไป
- หน้า ๑๑๑–๑๑๕ จูฬปุณฺณมสุตฺตํ (ลักษณะสัตบุรุษและอสัตบุรุษ) พระพุทธเจ้าตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายในคืนวันเพ็ญ อธิบายลักษณะของอสัตบุรุษ (คนเลว) และสัตบุรุษ (คนดี) ผ่านมุมมองต่าง ๆ คือ คบใคร คิดอย่างไร ปรึกษาอย่างไร พูดอย่างไร ทำอย่างไร มีความเห็นอย่างไร และให้ทานอย่างไร อสัตบุรุษมีความเห็นผิดว่าไม่มีผลของกรรมดีกรรมชั่ว ให้ทานโดยไม่เคารพ ตายแล้วไปสู่นรกหรือกำเนิดสัตว์เดรัจฉาน ส่วนสัตบุรุษมีความเห็นถูกต้อง ให้ทานด้วยความเคารพ ตายแล้วไปสู่สุคติคือความเป็นเทวดาหรือมนุษย์ผู้ยิ่งใหญ่ ท้ายสุตรมีคาถาสรุปหัวข้อปิดท้ายเทวทหวรรค
- หน้า ๑๑๖–๑๒๒ อนุปทสุตฺตํ (พระสารีบุตรเจริญวิปัสสนาไปตามลำดับบท) พระพุทธเจ้าตรัสสรรเสริญพระสารีบุตรว่าเป็นผู้มีปัญญามาก ปัญญากว้างขวาง และปัญญาเฉียบแหลม ทรงเล่าว่าพระสารีบุตรเจริญวิปัสสนาไปตามลำดับธรรมเป็นเวลากึ่งเดือน โดยเข้าฌานแต่ละขั้นตั้งแต่ปฐมฌานถึงจตุตถฌาน และอรูปฌานทั้งสี่จนถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ พร้อมกำหนดรู้องค์ธรรมที่เกิดขึ้นในแต่ละขั้นอย่างแจ่มแจ้งโดยไม่ยึดติด แสดงความละเอียดลึกซึ้งของการเจริญสมาธิควบคู่กับปัญญา ในตอนท้ายพระพุทธเจ้าตรัสว่าพระสารีบุตรเป็นบุตรแท้ของพระองค์ผู้สืบทอดธรรม ไม่ใช่ผู้สืบทอดอามิส เพราะช่วยหมุนธรรมจักรที่พระองค์ทรงประกาศแล้วให้
- หน้า ๑๒๓–๑๓๓ ฉวิโสธนสุตฺตํ (วิธีตรวจสอบภิกษุผู้ประกาศอรหัตผล) เมื่อภิกษุรูปหนึ่งประกาศว่าตนบรรลุอรหัตผลแล้ว พระพุทธเจ้าทรงสอนวิธีตรวจสอบความจริงของคำประกาศนั้นด้วยการซักถามหกทาง คือ ผ่านโวหารสี่ (สิ่งที่เห็น ได้ยิน รู้สึก และรู้แจ้ง) ผ่านอุปาทานขันธ์ห้า ผ่านธาตุหก และผ่านอายตนะภายในภายนอกหก ภิกษุผู้เป็นพระอรหันต์แท้จะตอบได้ว่าจิตของตนหลุดพ้นจากสิ่งเหล่านั้นโดยไม่ยึดมั่นถือมั่นแล้ว พระสูตรนี้มีคำบรรยายอัตชีวประวัติเป็นแบบอย่างของการออกบวช การรักษาศีล การสำรวมอินทรีย์ การเจริญฌานสี่ และการบรรลุญาณทัสสนะจนหมดอาสวะ ถือเป็นแบบแผนมาตรฐานสำหรับพิจารณาว่าผู้ใดบรรล
- หน้า ๑๓๔–๑๔๔ สปฺปุริสสุตฺตํ (ธรรมของสัตบุรุษผู้ไม่ยกตนข่มผู้อื่น) พระพุทธเจ้าทรงแสดงความแตกต่างระหว่างธรรมของอสัตบุรุษกับสัตบุรุษ โดยยกตัวอย่างภิกษุที่บวชจากตระกูลสูง มีทรัพย์มาก มีชื่อเสียง มีลาภ เป็นพหูสูต ทรงวินัย เป็นธรรมกถึก อยู่ป่า ถือผ้าบังสุกุล หรือแม้แต่ได้ฌานและอรูปสมาบัติต่าง ๆ อสัตบุรุษจะอาศัยคุณสมบัติเหล่านี้ยกตนข่มผู้อื่น ส่วนสัตบุรุษแม้มีคุณสมบัติเดียวกันก็จะไม่ยกตนข่มท่าน เพราะเข้าใจว่าคุณสมบัติภายนอกเหล่านั้นไม่ใช่เครื่องวัดความสิ้นกิเลส สิ่งที่แท้จริงคือการปฏิบัติตามธรรมโดยสมควรแก่ธรรม จนถึงขั้นสูงสุดคือไม่ยึดมั่นแม้แต่ในสมาบัติที่ตนได้
- หน้า ๑๔๕–๑๖๕ เสวิตพฺพาเสวิตพฺพสุตฺตํ (สิ่งที่ควรเสพและไม่ควรเสพ) พระพุทธเจ้าทรงแสดงหลักแยกแยะสิ่งที่ควรเสพและไม่ควรเสพอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมการกระทำทางกาย วาจา ใจ ความคิดที่เกิดขึ้น การได้สัญญา การได้ทิฏฐิ การได้อัตภาพ อารมณ์ทางอายตนะทั้งหก ปัจจัยสี่ (จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ) สถานที่ (บ้าน นิคม เมือง ชนบท) และบุคคลที่คบหา หลักตัดสินคือ ถ้าเสพแล้วอกุศลธรรมเจริญกุศลธรรมเสื่อม ไม่ควรเสพ แต่ถ้าเสพแล้วอกุศลธรรมเสื่อมกุศลธรรมเจริญ ควรเสพ พระสารีบุตรได้อธิบายขยายความคำสอนย่อนี้อย่างละเอียด และพระพุทธเจ้าทรงรับรองแล้วทรงขยายความซ้ำด้วยพระองค์เอง ปิดท้ายด้วยพระดำรัสว่าหา
- หน้า ๑๖๖–๑๗๔ พหุธาตุกสุตฺตํ พระพุทธเจ้าประทับ ณ วัดเชตวัน ตรัสว่าภัยและอุปัทวะทั้งปวงในโลกเกิดจากคนพาล ไม่ได้เกิดจากบัณฑิต จากนั้นพระอานนท์ทูลถามว่าภิกษุผู้ฉลาดใคร่ครวญ (วีมังสกะ) ต้องมีคุณสมบัติอย่างไร พระพุทธเจ้าจึงตรัสอธิบายความฉลาดในธาตุต่างๆ (18 ธาตุ 6 ธาตุ ฯลฯ) ความฉลาดในอายตนะ ในปฏิจจสมุปบาท และในฐานะ-อฐานะ คือสิ่งที่เป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ในโลก เช่น พระอรหันต์ไม่มีวันฆ่ามารดาบิดาหรือทำร้ายพระพุทธเจ้า และไม่มีพระพุทธเจ้าสององค์เกิดพร้อมกันในโลกธาตุเดียว สูตรนี้จึงเป็นบทสรุปคุณสมบัติของภิกษุผู้เป็นบัณฑิตแท้จริง
- หน้า ๑๗๕–๑๗๙ อิสิคิลิสุตฺตํ พระพุทธเจ้าประทับที่ภูเขาอิสิคิลิ กรุงราชคฤห์ ตรัสเล่าที่มาของชื่อภูเขานี้ว่าในอดีตมีพระปัจเจกพุทธเจ้าถึง 500 องค์อาศัยอยู่นาน เมื่อเดินเข้าไปในภูเขาจะหายวับไปจากสายตาผู้คน ชาวบ้านจึงเข้าใจว่าภูเขา "กลืนกิน" ฤๅษีเหล่านั้น จึงเรียกว่าอิสิคิลิ จากนั้นพระพุทธเจ้าทรงระบุนามพระปัจเจกพุทธเจ้าทีละองค์และปิดท้ายด้วยคาถายาวสรรเสริญพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้สิ้นตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพเหล่านั้น เป็นสูตรที่แสดงถึงความมีอยู่ของผู้ตรัสรู้เองในอดีตกาลนอกจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
- หน้า ๑๘๐–๑๘๙ มหาจตฺตารีสกสุตฺตํ พระพุทธเจ้าทรงแสดง "สัมมาสมาธิอันประเสริฐพร้อมด้วยเหตุและบริขาร" คือองค์มรรคทั้งแปดที่ประกอบกันเป็นสมาธิ โดยอธิบายทีละองค์ (สัมมาทิฏฐิ สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ) แยกเป็นสองระดับคือระดับโลกิยะที่ยังมีอาสวะเป็นส่วนแห่งบุญ กับระดับอริยะโลกุตตระที่ปราศจากอาสวะโดยสิ้นเชิง และชี้ว่าสัมมาทิฏฐิเป็นตัวนำหน้าองค์มรรคอื่นๆ ทั้งหมดอย่างไร ปิดท้ายด้วยคำเตือนว่าผู้ใดตำหนิธรรมบรรยายนี้ ย่อมมีเหตุอันควรถูกติเตียนได้ถึง 10 ประการ เป็นสูตรที่วางกรอบทฤษฎีของมรรคแปดอย่างละเอียดที่สุดสูตรหนึ่ง
- หน้า ๑๙๐–๒๐๒ อานาปานสติสุตฺตํ พระพุทธเจ้าประทับที่ปราสาทมิคารมารดา พร้อมด้วยพระเถระผู้ใหญ่จำนวนมาก เช่น พระสารีบุตร พระมหาโมคคัลลานะ พระมหากัสสปะ ในคืนวันเพ็ญปวารณา ทรงสรรเสริญหมู่สงฆ์ว่าบริสุทธิ์และตั้งมั่นในธรรม แล้วทรงแสดงอานาปานสติ คือการเจริญสติกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก 16 ขั้นอย่างละเอียด และอธิบายว่าเมื่อเจริญอานาปานสติมากแล้วย่อมยังสติปัฏฐานสี่ให้บริบูรณ์ สติปัฏฐานสี่ยังโพชฌงค์เจ็ดให้บริบูรณ์ และโพชฌงค์เจ็ดยังวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ เป็นสูตรสำคัญที่เป็นรากฐานของการปฏิบัติอานาปานสติในพระพุทธศาสนา
- หน้า ๒๐๓–๒๑๖ กายคตาสติสุตฺตํ เริ่มจากภิกษุกลุ่มหนึ่งสนทนากันถึงพระดำรัสที่ว่ากายคตาสติมีผลมากมีอานิสงส์มาก พระพุทธเจ้าเสด็จมาทรงอธิบายวิธีเจริญกายคตาสติอย่างละเอียด ตั้งแต่การกำหนดลมหายใจ การรู้ตัวในทุกอิริยาบถ การมีสัมปชัญญะรอบด้าน การพิจารณาอาการ 32 ในร่างกาย (ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ฯลฯ) การพิจารณาธาตุ 4 การพิจารณาซากศพในป่าช้า 9 ระยะ และการเข้าฌานทั้งสี่ โดยตรัสว่าผู้เจริญกายคตาสติจะไม่ให้มารหาช่องได้ และได้อานิสงส์ 10 ประการ เช่น อดทนต่อความไม่ยินดี ความกลัว ความหนาวร้อน และเป็นบาทฐานให้เกิดอภิญญาต่างๆ จนถึงความหลุดพ้น
- หน้า ๒๑๗–๒๒๐ สงฺขารูปปตฺติสุตฺตํ (ตอนต้น) พระพุทธเจ้าทรงแสดงเรื่องการเกิดขึ้นตามสังขาร (สังขารูปปัตติ) คือภิกษุผู้ประกอบด้วยศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญา เมื่อตั้งจิตปรารถนาจะไปเกิดในภพภูมิใดภูมิหนึ่งหลังตาย เช่น ตระกูลกษัตริย์มหาศาล ตระกูลพราหมณ์มหาศาล ตระกูลคหบดีมหาศาล เทวดาชั้นจาตุมหาราชิกาจนถึงชั้นปรนิมมิตวสวัตดี หรือพรหมโลกระดับต่างๆ แล้วน้อมจิตเพาะบ่มความปรารถนานั้นด้วยการภาวนา ย่อมสำเร็จไปเกิดในภพนั้นได้ตามที่ตั้งใจ เนื้อหาในหน้าที่ตัดมายังดำเนินไปไม่จบ ต่อเนื่องไปยังส่วนถัดไปของสูตร
- หน้า ๒๒๑–๒๒๕ สังขารูปปัตติสูตร (ตอนจบ) ว่าด้วยการอธิษฐานจิตไปเกิดในภพต่าง ๆ พระพุทธเจ้าตรัสสอนภิกษุทั้งหลายต่อเนื่องว่า ผู้ประกอบด้วยศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญา เมื่อได้ยินว่าพรหมชั้นต่าง ๆ เช่นพรหมหมื่นโลกธาตุ แสนโลกธาตุ อาภัสสรพรหม สุภกิณหพรหม เวหัปผลาและอกนิฏฐพรหม ตลอดจนอรูปพรหมชั้นต่าง ๆ มีอายุยืนและมีความสุขมาก ก็ตั้งจิตปรารถนาและอบรมจิตเพื่อไปเกิดในภพนั้น ๆ ได้สำเร็จตามที่ตั้งใจ แต่ในที่สุดพระองค์ทรงชี้ให้เห็นจุดสูงสุดว่า ภิกษุที่ปรารถนาความหลุดพ้นจากอาสวะด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ไม่ปรารถนาจะไปเกิดในภพใดอีกเลย ย่อมประเสริฐกว่าการปรารถนาไปเกิดในพรหมโลกใด ๆ ทั้งสิ้น สู
- หน้า ๒๒๖–๒๓๓ จูฬสุญญตสูตร ว่าด้วยการอยู่ด้วยความว่างโดยลำดับ พระอานนท์ทูลถามพระพุทธเจ้าที่ปราสาทมิคารมาตุเรื่องที่เคยได้ยินว่าพระองค์ทรงอยู่ด้วย "สุญญตวิหาร" (การอยู่ด้วยความว่าง) มาก พระพุทธเจ้าทรงยืนยันและอธิบายวิธีปฏิบัติโดยละเอียด คือการมนสิการความว่างไปทีละขั้น เริ่มจากไม่ใส่ใจสัญญาเรื่องหมู่บ้านและผู้คน แล้วใส่ใจสัญญาป่า จากนั้นไล่เรียงไปถึงสัญญาแผ่นดิน อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ จนถึงเจโตสมาธิอันไม่มีนิมิต และในที่สุดถึงความว่างอันบริสุทธิ์สูงสุดคือความหลุดพ้นจากอาสวะทั้งปวง ซึ่งสมณพราหมณ์ในอดีต ปัจจุบัน และอน
- หน้า ๒๓๔–๒๔๕ มหาสุญญตสูตร ว่าด้วยความว่างและอันตรายของการคลุกคลีหมู่คณะ ที่นิโครธารามเมืองกบิลพัสดุ์ พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ว่าภิกษุที่ยินดีในการคลุกคลีเป็นหมู่คณะ ย่อมไม่ได้รับสุขจากความสงัดวิเวก ต่างจากผู้ที่แยกตัวอยู่ผู้เดียว พระองค์ทรงสอนวิธีตั้งจิตให้สงบภายใน มนสิการความว่างทั้งภายในและภายนอก จนถึงภาวะจิตที่ไม่หวั่นไหว พร้อมทั้งเตือนถึง "อุปัทวะ" (โทษ) ที่เกิดจากการติดในลาภสักการะ ทั้งต่ออาจารย์ ศิษย์ และเพื่อนพรหมจรรย์ และทรงสอนให้พระอานนท์และภิกษุทั้งหลายปฏิบัติต่อพระองค์ด้วยความเป็นมิตร (รับฟังคำสอนด้วยความเคารพ) มิใช่ด้วยความเป็นศัตรู (ดื้อดึงไม่ทำตาม)
- หน้า ๒๔๖–๒๕๔ อัจฉริยัพภูตธรรมสูตร ว่าด้วยเรื่องอัศจรรย์ของพระโพธิสัตว์ ภิกษุทั้งหลายสนทนากันถึงความอัศจรรย์แห่งพระตถาคต พระพุทธเจ้าจึงให้พระอานนท์เล่าเรื่องอัศจรรย์ต่าง ๆ ที่ท่านเคยได้ฟังจากพระองค์เองเกี่ยวกับพระโพธิสัตว์ ตั้งแต่การจุติจากสวรรค์ชั้นดุสิตลงสู่พระครรภ์มารดาอย่างมีสติสัมปชัญญะ แสงสว่างและแผ่นดินไหวเมื่อทรงปฏิสนธิและประสูติ เทวดารักษาทั้งสี่ทิศ มารดาถือศีลบริสุทธิ์ การประสูติอันสะอาดไม่แปดเปื้อน การเสด็จดำเนินเจ็ดก้าวและเปล่งอาสภิวาจา ก่อนจบพระพุทธเจ้าทรงเพิ่มเติมว่าความรู้เท่าทันเวทนา สัญญา และวิตกที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปในพระองค์เองก็เป็นธรรมอัศ
- หน้า ๒๕๕–๒๕๙ พักกุลเถราจฉริยัพภูตสูตร ว่าด้วยความอัศจรรย์ของพระพักกุลเถระ อเจลกัสสปะ เพื่อนคฤหัสถ์เก่าของพระพักกุละ มาถามท่านว่าบวชมาแปดสิบปีแล้วเคยเสพเมถุนธรรมกี่ครั้ง พระพักกุละแก้ว่าคำถามที่ถูกต้องคือเคยเกิดกามสัญญาหรือไม่ ซึ่งท่านตอบว่าตลอดแปดสิบปีไม่เคยเกิดกามสัญญา พยาบาทสัญญา หรือวิหิงสาสัญญาเลยแม้แต่น้อย ทั้งไม่เคยรับจีวรคฤหัสถ์ ไม่เคยอาพาธ ไม่เคยนอนในที่อยู่ใกล้บ้าน และมีข้อวัตรบริสุทธิ์อีกมากมายที่ไม่เคยล่วงละเมิด อเจลกัสสปะเลื่อมใสจึงขอบวชและไม่นานก็บรรลุอรหัตตผล ต่อมาพระพักกุละก็ปรินิพพานขณะนั่งอยู่ท่ามกลางหมู่สงฆ์อย่างสงบ
- หน้า ๒๖๐–๒๗๒ ทันตภูมิสูตร ว่าด้วยภูมิแห่งผู้ฝึกแล้ว อุปมาด้วยการฝึกช้าง เจ้าชายชัยเสนตรัสถามสามเณรอจิรวตะเรื่องการที่ภิกษุผู้ไม่ประมาทเพียรพยายามจะบรรลุความมีจิตเป็นหนึ่ง (เอกัคคตา) ได้อย่างไร แต่เมื่อสามเณรอธิบายแล้วเจ้าชายกลับไม่เชื่อเพราะยังเพลิดเพลินในกามอยู่ พระพุทธเจ้าจึงตรัสอุปมาสองเรื่อง คือคนสองคนที่มองเห็นทิวทัศน์จากยอดเขาต่างกันเพราะภูเขาบัง และการฝึกช้างป่าให้เชื่อง โดยผูกไว้กับหลักเพื่อขจัดนิสัยป่า แล้วค่อย ๆ ฝึกจนช้างเชื่อฟังคำสั่งทุกอย่าง เปรียบเทียบกับที่พระตถาคตฝึกสาวกด้วยศีล การสำรวมอินทรีย์ สติปัฏฐานสี่ จนถึงฌานทั้งสี่และวิชชาสาม (บุพเพนิวาสานุสติ
- หน้า ๒๗๓–๒๗๕ ภูมิชสูตร (ตอนต้น) ว่าด้วยความปรารถนากับผลของการประพฤติพรหมจรรย์ เจ้าชายชัยเสนถามพระภูมิชะว่าลัทธิที่กล่าวว่าไม่ว่าจะประพฤติพรหมจรรย์ด้วยความปรารถนาผลหรือไม่ปรารถนาก็ตาม ล้วนไม่อาจบรรลุผลได้นั้น สอดคล้องกับคำสอนของพระศาสดาหรือไม่ พระภูมิชะตอบว่าไม่เคยได้ฟังจากพระพุทธเจ้าโดยตรง แต่สันนิษฐานว่าพระองค์คงตรัสว่า ไม่ว่าจะปรารถนาผลหรือไม่ก็ตาม หากประพฤติพรหมจรรย์โดยไม่แยบคาย (อโยนิโส) ย่อมไม่อาจบรรลุผล แต่ถ้าประพฤติโดยแยบคาย (โยนิโส) ย่อมสามารถบรรลุผลได้ เจ้าชายเลื่อมใสในคำตอบนี้ จากนั้นพระภูมิชะจึงไปกราบทูลเรื่องราวสนทนานี้แด่พระพุทธเจ้า ซึ่งเนื้อหาต่อเนื่องไปยังส
- หน้า ๒๗๖–๒๘๓ ภูมิชสุตฺตํ (ว่าด้วยเหตุแห่งผลสำเร็จของการประพฤติพรหมจรรย์) ส่วนท้ายของพระสูตรที่พระภูมิชะสนทนาธรรมกับพระอานนท์ อธิบายว่าสมณพราหมณ์ผู้มีมิจฉาทิฏฐิแม้จะตั้งความปรารถนาแบบใดก็ไม่อาจบรรลุผลได้ เพราะวิธีปฏิบัติผิด (อโยนิโส) เปรียบเหมือนคนพยายามคั้นน้ำมันจากทราย รีดนมจากเขาวัว กวนเนยจากน้ำ หรือสีไฟจากไม้เปียก ย่อมไม่สำเร็จไม่ว่าจะตั้งใจอย่างไร ส่วนผู้มีสัมมาทิฏฐิย่อมบรรลุผลได้เสมอเพราะวิธีปฏิบัติถูกต้อง (โยนิโส) เปรียบเหมือนคั้นน้ำมันจากงา รีดนมจากเต้า สีไฟจากไม้แห้ง คำสอนสำคัญคือความสำเร็จของการปฏิบัติธรรมขึ้นอยู่กับความถูกต้องของหนทาง (มรรคมีองค์แปด) ไม่ใช่
- หน้า ๒๘๔–๒๙๔ อนุรุทฺธสุตฺตํ (ว่าด้วยเจโตวิมุตติอันไม่มีประมาณกับที่เป็นมหัคคตะ) ปัญจกังคะช่างไม้นิมนต์พระอนุรุทธ์ไปฉันภัตตาหารแล้วทูลถามข้อสงสัยที่ได้ยินจากพระเถระต่างรูปว่า เจโตวิมุตติอันไม่มีประมาณ (แผ่เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาไปทั่วไม่มีขอบเขต) กับเจโตวิมุตติที่เป็นมหัคคตะ (แผ่จิตกำหนดขอบเขตกว้างใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เช่นต้นไม้ ทุ่งบ้าน แว่นแคว้น จนถึงแผ่นดินสุดมหาสมุทร) เหมือนกันหรือต่างกัน พระอนุรุทธ์อธิบายว่าต่างกันทั้งความหมายและถ้อยคำ และชี้ว่าการเจริญกสิณระดับต่างกันเป็นเหตุให้ไปเกิดเป็นเทพต่างชั้นกัน รวมถึงเหตุที่เทวดาในหมู่เดียวกันมีรัศมีสว่างต่างกันหรือบริสุทธิ์ต่างก
- หน้า ๒๙๕–๓๑๐ อุปกฺกิเลสสุตฺตํ (ว่าด้วยเครื่องเศร้าหมองของจิตที่ทำให้แสงสว่างและนิมิตหายไป) ที่เมืองโกสัมพี ภิกษุทะเลาะวิวาทกันไม่ยอมเชื่อฟังแม้พระพุทธเจ้าจะทรงห้ามถึงสามครั้ง พระองค์จึงเสด็จหลีกออกไปอยู่ป่าตามลำพัง ตรัสคาถาสอนว่าอยู่คนเดียวดีกว่าคบพาล แล้วเสด็จไปหาพระอนุรุทธ์ พระนันทิยะ และพระกิมพิละที่ปาจีนวังสทายวัน ทั้งสามทูลว่าอยู่ร่วมกันอย่างผาสุกด้วยเมตตากายวจีมโนกรรมและสละความเห็นตนตามหมู่คณะ จากนั้นพระพุทธเจ้าตรัสเล่าประสบการณ์สมัยยังเป็นพระโพธิสัตว์ก่อนตรัสรู้ ทรงเห็นแสงสว่างและนิมิตรูปในสมาธิแล้วหายไปซ้ำๆ ทรงค้นพบว่าเกิดจากอุปกิเลสของจิต ๑๑ อย่าง เช่น ความลังเลสงสัย ไม่ใส่ใจ
- หน้า ๓๑๑–๓๓๐ พาลปณฺฑิตสุตฺตํ (ว่าด้วยลักษณะคนพาลกับบัณฑิต และผลกรรมที่ต่างกัน — เนื้อหายังไม่จบในช่วงหน้านี้) พระพุทธเจ้าทรงแสดงลักษณะคนพาล ๓ ประการ (คิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว) ซึ่งทำให้เสวยทุกข์โทมนัสในชาตินี้สามทาง คือถูกผู้อื่นติเตียน หวาดกลัวเมื่อเห็นโจรถูกลงโทษ และเมื่อใกล้ตายกรรมชั่วในอดีตหลอกหลอนใจดุจเงาภูเขาย่อมนำไปเกิดในนรก ซึ่งพระองค์ทรงพรรณนาความทุกข์ทรมานในนรกอย่างละเอียด แล้วตรัสอุปมาเต่าตาบอดโผล่หัวเข้าปลอกไม้กลางมหาสมุทรว่าการเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้งของผู้ตกนรกแล้วยากยิ่งกว่านั้น หากพาลได้เกิดเป็นมนุษย์ก็มักเกิดในตระกูลต่ำ ยากจน รูปชั่ว พิการ ในทางตรงข้ามทรงแสดงลักษณะบัณฑิต ๓ ประการ (คิดดี พูด
- หน้า ๓๓๑–๓๓๓ พาลปณฺฑิตสุตฺตํ (ตอนจบ) พระพุทธเจ้าตรัสกับภิกษุทั้งหลาย โดยทรงเปรียบสุขของพระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงมีรัตนะ ๗ และฤทธิ์ ๔ ประการว่าเทียบไม่ได้เลยกับความสุขที่เป็นทิพย์ เหมือนก้อนหินเล็กๆ เทียบกับภูเขาหิมพานต์ จากนั้นทรงสอนว่าบัณฑิตผู้ประพฤติดีทางกาย วาจา ใจ เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เปรียบเหมือนนักเลงการพนันที่ได้ลาภก้อนใหญ่จากการทอดลูกเต๋าครั้งแรก แต่ผลบุญจากความประพฤติดีนั้นยิ่งใหญ่กว่านั้นมาก นี่คือภูมิอันสมบูรณ์ของบัณฑิต อันเป็นการปิดท้ายพาลปณฑิตสูตร
- หน้า ๓๓๔–๓๔๗ เทวทูตสุตฺตํ พระพุทธเจ้าทรงแสดงเรื่อง "เทวทูต" หรือสัญญาณเตือนใจ ๕ ประการที่ปรากฏแก่มนุษย์ทุกคน ได้แก่ เด็กแรกเกิด คนแก่ คนเจ็บ คนถูกลงโทษ และซากศพ ทรงเล่าว่าเมื่อคนทำบาปตายไปตกนรก พญายมจะทวงถามว่าเคยเห็นเทวทูตเหล่านี้แล้วสำนึกที่จะทำความดีหรือไม่ เมื่อผู้นั้นตอบว่าเคยเห็นแต่ประมาทไม่ได้ทำดี พญายมจึงชี้ว่าบาปนั้นเป็นกรรมของตนเอง ไม่มีใครทำให้ ต้องรับผลเอง จากนั้นบรรยายสภาพทรมานในนรกอย่างละเอียดน่าสยดสยอง ทั้งการถูกตอกตะปูเหล็กร้อน ต้มในหม้อทองแดง ถูกขวานถาก ตกนรกอุจจาระ นรกขี้เถ้าร้อน ป่างิ้ว ป่าใบไม้คม และแ
- หน้า ๓๔๘–๓๕๑ ภทฺเทกรตฺตสุตฺตํ พระพุทธเจ้าทรงแสดงหลักการ "ผู้มีราตรีเดียวอันเจริญ" (ภัทเทกรัตตะ) แก่ภิกษุทั้งหลาย ด้วยคาถาสอนว่าไม่พึงตามคิดถึงอดีตที่ล่วงไปแล้ว ไม่พึงหวังอนาคตที่ยังไม่มาถึง แต่พึงเห็นแจ้งธรรมที่เป็นปัจจุบันในขณะนั้นๆ อย่างไม่หวั่นไหว แล้วทรงอธิบายรายละเอียดว่าการ "ตามอดีต" คือการเพลิดเพลินยินดีในขันธ์ ๕ ที่เคยเป็นในอดีต และการ "หวังอนาคต" คือการเพลิดเพลินยินดีว่าขันธ์ ๕ จะเป็นเช่นนั้นในอนาคต ส่วนการ "ถูกปัจจุบันธรรมชักนำ" คือการยึดขันธ์ ๕ ปัจจุบันว่าเป็นตัวตน เป็นคำสอนเรื่องการอยู่กับปัจจุบันด้วยปัญญาโดยไม่ย
- หน้า ๓๕๒–๓๕๖ อานนฺทภทฺเทกรตฺตสุตฺตํ พระอานนท์แสดงธรรมเรื่องอุทเทศและวิภังค์แห่งภัทเทกรัตตะแก่ภิกษุทั้งหลายที่หอฉัน เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมาถึงและทรงทราบเรื่อง จึงตรัสถามพระอานนท์ให้แสดงซ้ำต่อหน้าพระองค์ พระอานนท์จึงกล่าวคาถาและอธิบายความหมายเรื่องการไม่ตามอดีต ไม่หวังอนาคต และไม่ยึดปัจจุบันเป็นตัวตน เช่นเดียวกับที่พระพุทธเจ้าเคยสอน เมื่อจบแล้วพระพุทธเจ้าทรงชมเชยว่า "ดีแล้ว ดีแล้ว อานนท์" และตรัสยืนยันคำอธิบายของพระอานนท์ว่าถูกต้องทุกประการ แสดงถึงความแตกฉานในธรรมของพระอานนท์
- หน้า ๓๕๗–๓๖๘ มหากจฺจานภทฺเทกรตฺตสุตฺตํ เทวดาถามพระสมิทธิว่าทรงจำอุทเทศและคาถาภัทเทกรัตตะได้หรือไม่ เมื่อท่านตอบว่าไม่ทราบ เทวดาจึงแนะให้ไปทูลถามพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงแสดงคาถาแก่พระสมิทธิแต่เสด็จเข้าที่ประทับโดยไม่ทรงขยายความ ภิกษุทั้งหลายจึงพากันไปหาพระมหากัจจานะซึ่งเป็นที่ยกย่องของพระศาสดาและเพื่อนพรหมจารีว่าเป็นผู้แตกฉาน ขอให้ท่านช่วยอธิบายขยายความ พระมหากัจจานะจึงอธิบายผ่านอายตนะทั้ง ๖ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) ว่าการตามอดีต หวังอนาคต หรือติดในปัจจุบัน คือการมีจิตกำหนัดยินดีผูกพันกับสิ่งที่เคยรับรู้ กำลังรับรู้ หรือจะรับรู้ผ่าน
- หน้า ๓๖๙–๓๗๕ โลมสกงฺคิยภทฺเทกรตฺตสุตฺตํ เทพบุตรชื่อจันทนะมาถามพระโลมสกังคิยะว่าทรงจำอุทเทศและคาถาภัทเทกรัตตะได้หรือไม่ พระโลมสกังคิยะจำคาถาได้ (ที่พระพุทธเจ้าเคยแสดงแก่เทวดาชั้นดาวดึงส์ใต้ต้นปาริชาต) แต่ไม่ทราบความหมายโดยละเอียด จึงเดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่เชตวันเพื่อทูลขอให้ทรงอธิบาย พระพุทธเจ้าทรงเปิดเผยว่าเทพบุตรนั้นคือจันทนเทพบุตรผู้ตั้งใจฟังธรรมอย่างยิ่ง แล้วทรงแสดงคาถาและอธิบายความหมายเรื่องการไม่ตามอดีต ไม่หวังอนาคต ไม่ยึดปัจจุบันเป็นตัวตนผ่านขันธ์ ๕ เช่นเดียวกับพระสูตรก่อนหน้า
- หน้า ๓๗๖–๓๘๕ จูฬกมฺมวิภงฺคสุตฺตํ สุภมาณพ โตเทยยบุตร ทูลถามพระพุทธเจ้าว่าเหตุใดมนุษย์จึงแตกต่างกัน บางคนอายุสั้น บางคนอายุยืน บางคนมีโรคมาก บางคนแข็งแรง บางคนหน้าตาไม่ดี บางคนงดงาม บางคนต่ำต้อย บางคนมีอำนาจ บางคนยากจน บางคนร่ำรวย บางคนเกิดในตระกูลต่ำหรือสูง บางคนโง่เขลา บางคนมีปัญญา พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า "สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม" แล้วทรงอธิบายทีละคู่ว่าอกุศลกรรมใดนำไปสู่ผลร้ายใด เช่น การฆ่าสัตว์ทำให้อายุสั้น ความโหดร้ายทำให้มีโรคมาก ความมักโกรธทำให้หน้าตาไม่งาม ความริษยาทำให้ไร้อำนาจ ความตระหนี่ทำให้ยากจน
- หน้า ๓๘๖–๓๙๙ มหากัมมวิภังคสูตร ปริพาชกโปตลิบุตรถามพระสมิทธิว่าพระพุทธเจ้าสอนว่ากรรมทางกาย วาจา เป็นของเปล่า มีแต่มโนกรรมเท่านั้นที่จริงใช่หรือไม่ พระสมิทธิตอบไม่ถูกต้อง พระอานนท์จึงนำเรื่องไปกราบทูลพระพุทธเจ้า พระองค์จึงทรงแสดงมหากัมมวิภังค์ อธิบายว่าเหตุใดคนทำชั่วบางคนกลับไปเกิดในสุคติ และคนทำดีบางคนกลับไปเกิดในทุคติได้ เพราะผลของกรรมขึ้นอยู่กับปัจจัยประกอบหลายอย่าง เช่นกรรมที่ทำก่อนหน้า กรรมที่ทำภายหลัง และความเห็นในวาระใกล้ตาย ไม่ใช่เรื่องที่จะตัดสินอย่างตายตัวเพียงมิติเดียว แสดงให้เห็นความละเอียดลึกซึ้งของกฎแห่งกรรมที่รู้
- หน้า ๔๐๐–๔๑๐ สฬายตนวิภังคสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลายถึงการจำแนกอายตนะ 6 คู่อย่างละเอียด ทั้งอายตนะภายใน-ภายนอก วิญญาณ 6 ผัสสะ 6 มโนปวิจาร 18 และธรรมที่ควรรู้อีกหลายหมวด โดยเฉพาะการแยกแยะโสมนัส โทมนัส และอุเบกขาที่อิงกามคุณ (เคหสิตะ) ออกจากที่อิงการออกจากกาม (เนกขัมมสิตะ) และสอนให้อาศัยธรรมฝ่ายประณีตกว่าละธรรมฝ่ายหยาบกว่าไปเป็นลำดับ ปิดท้ายด้วยอุปมาว่าสารถีฝึกช้างม้าโคได้เพียงทิศเดียว แต่พระพุทธเจ้าทรงฝึกบุรุษที่ควรฝึกได้ถึงแปดทิศคือทั้งรูปฌานและอรูปฌานตลอดจนนิโรธ จึงทรงเป็นสารถีฝึกบุรุษที่ยอดเยี่ยมไม่มีใครเทียบ
- หน้า ๔๑๑–๔๒๒ อุทเทสวิภังคสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงหัวข้อธรรมสั้นๆ แก่ภิกษุทั้งหลายเรื่องการพิจารณาจนวิญญาณไม่ฟุ้งซ่านออกไปภายนอกและไม่ยึดติดอยู่ภายใน แล้วเสด็จเข้าที่ประทับโดยไม่ทรงขยายความ ภิกษุทั้งหลายจึงพากันไปหาพระมหากัจจานะซึ่งเป็นที่ยกย่องด้านปัญญา ขอให้ช่วยอธิบายความหมายให้ละเอียด ท่านจึงแสดงว่าวิญญาณฟุ้งซ่านคือเมื่อใจติดในอารมณ์ที่รับรู้ทางอายตนะ ส่วนจิตตั้งมั่นภายในคือความติดในสุขจากฌาน และอธิบายความสะดุ้งหวาดกลัวที่เกิดจากความยึดมั่นในขันธ์ว่าเป็นตัวตน เมื่อภิกษุนำคำอธิบายไปกราบทูล พระพุทธเจ้าทรงรับรองว่าพระมหากัจจาน
- หน้า ๔๒๓–๔๓๒ อรณวิภังคสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงหลักการดำเนินชีวิตแบบ "อรณะ" คือไม่มีกิเลสเป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้งทั้งภายในและกับผู้อื่น โดยสอนให้ละเว้นสุดโต่งสองทาง คือการหมกมุ่นในกามสุขและการทรมานตนเอง แล้วเดินตามทางสายกลางคืออริยมรรคมีองค์แปด ทรงสอนให้รู้จักกาลเทศะในการติชม พูดความจริงด้วยความสงบไม่เร่งรีบ และไม่ยึดติดสำนวนภาษาถิ่นจนเกินพอดี ปิดท้ายด้วยการยกย่องพระสุภูติว่าเป็นตัวอย่างของผู้ปฏิบัติตามทางอรณปฏิปทานี้ได้อย่างสมบูรณ์
- หน้า ๔๓๓–๔๔๐ ธาตุวิภังคสูตร (ตอนต้น เนื้อหาต่อเนื่องไปยังส่วนถัดไป) พระพุทธเจ้าเสด็จจาริกไปถึงกรุงราชคฤห์ ทรงขอพักในเรือนช่างหม้อร่วมกับพระปุกกุสาติ กุลบุตรผู้บวชอุทิศพระพุทธเจ้าด้วยศรัทธาแต่ไม่เคยเห็นพระองค์มาก่อน ทั้งสองประทับนั่งเจริญสมาธิเงียบๆ ตลอดคืน จนพระพุทธเจ้าตรัสถามและทรงแสดงธรรมโปรดเมื่อทราบว่าเป็นสาวกของพระองค์เอง โดยทรงเริ่มแสดงธาตุวิภังค์ว่าบุรุษประกอบด้วยธาตุ 6 คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ และวิญญาณ ทรงอธิบายธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ ทั้งที่เป็นภายในร่างกายและภายนอกว่าไม่ควรยึดถือว่าเป็นตัวตน แล้วเริ่มอธิบายเรื่องวิญญาณอันบริสุทธิ์ที่เหลืออยู่และการรู้เ
- หน้า ๔๔๑–๔๔๗ ธาตุวิภังคสูตร (ตอนจบ) เนื้อหาส่วนท้ายของธาตุวิภังคสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนพระปุกกุสาติ อธิบายว่าเมื่อผู้ปฏิบัติรู้เท่าทันเวทนาทั้งสามด้วยปัญญาจนอุเบกขาบริสุทธิ์ผุดผ่องดุจทองคำที่หลอมจนหมดไคล จิตย่อมไม่ปรุงแต่งเพื่อภพใหม่ หลุดพ้นจากการยึดมั่น และเป็นผู้ที่ตัณหาไม่ครอบงำ เรียกว่าเป็นมุนีผู้สงบ จากนั้นพระปุกกุสาติสำนึกผิดที่เคยล่วงเกินพระพุทธเจ้าด้วยการทักทายอย่างเพื่อน แต่เมื่อขอบวชกลับพบว่าไม่มีบาตรจีวรครบจึงยังบวชไม่ได้ และท่านเสียชีวิตจากแม่วัวชนก่อนหาบาตรจีวรได้สำเร็จ พระพุทธเจ้าตรัสยืนยันว่าท่านเป็นพระอนาคามีที่จ
- หน้า ๔๔๘–๔๕๔ สัจจวิภังคสูตร พระพุทธเจ้าประทับที่ป่าอิสิปตนะ ตรัสว่าพระองค์ทรงแสดงอริยสัจสี่ไว้แล้ว และทรงแนะนำให้ภิกษุทั้งหลายคบหาพระสารีบุตรกับพระโมคคัลลานะผู้เปรียบเสมือนมารดาผู้ให้กำเนิดและพี่เลี้ยงผู้เลี้ยงดู เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จเข้าที่พักแล้ว พระสารีบุตรได้แสดงอริยสัจสี่แก่ภิกษุทั้งหลายอย่างละเอียด อธิบายทุกข์ (ความเกิด แก่ ตาย โศก ฯลฯ และขันธ์ห้า) เหตุแห่งทุกข์คือตัณหา ความดับทุกข์คือการดับตัณหาโดยสิ้นเชิง และทางดับทุกข์คืออริยมรรคมีองค์แปด พร้อมขยายความแต่ละองค์อย่างละเอียด แสดงให้เห็นว่าพระสารีบุตรมีปัญญาสามารถอธิ
- หน้า ๔๕๕–๔๖๒ ทักขิณาวิภังคสูตร พระนางมหาปชาบดีโคตมีนำผ้าคู่ใหม่ที่ทรงทอเองมาถวายพระพุทธเจ้าโดยเจาะจง แต่พระองค์ทรงแนะให้ถวายแก่สงฆ์แทนถึงสามครั้งเพื่อให้ได้อานิสงส์มากกว่า พระอานนท์จึงกราบทูลถึงพระคุณอันยิ่งใหญ่ของพระนางที่เลี้ยงดูพระพุทธเจ้ามาแต่ทรงพระเยาว์และเป็นผู้นำเข้าสู่พระศาสนา พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงทักขิณาปาฏิปุคคลิก (ทานเจาะจงบุคคล) สิบสี่ประเภทตามระดับคุณธรรมของผู้รับ ทานที่ถวายแก่สงฆ์เจ็ดประเภท และหลักความบริสุทธิ์แห่งทาน ๔ ประการ ซึ่งขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์ของทั้งผู้ให้และผู้รับ ปิดท้ายด้วยคาถาสรุปหลักธรรมและจบวิภ
- หน้า ๔๖๓–๔๗๒ อนาถปิณฑิโกวาทสูตร เริ่มต้นสฬายตนวรรค ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีป่วยหนักใกล้ตาย จึงส่งคนไปนิมนต์พระสารีบุตรและพระอานนท์มาเยี่ยม พระสารีบุตรสอนธรรมอันลึกซึ้งให้ท่านไม่ยึดมั่นถือมั่นในอายตนะ วิญญาณ ผัสสะ เวทนา ธาตุ ขันธ์ และแม้แต่โลกนี้โลกหน้า สิ่งที่เห็นได้ยินได้รับรู้ เพราะเป็นคำสอนที่ลึกซึ้งไม่เคยได้ยินมาก่อน ท่านเศรษฐีถึงกับร้องไห้ด้วยความปีติ (มิใช่ความเสียใจ) เพราะเสียดายที่ไม่เคยได้ฟังธรรมเช่นนี้จากพระสงฆ์ผู้เจริญมาก่อน หลังจากนั้นไม่นานท่านก็ถึงแก่กรรมและไปเกิดเป็นเทพบุตรในสวรรค์ชั้นดุสิต แล้วกลับมาสรรเสริญพระสารี
- หน้า ๔๗๓–๔๗๙ ฉันโนวาทสูตร พระฉันนะอาพาธหนักทรมานแสนสาหัส พระสารีบุตรและพระมหาจุนทะไปเยี่ยมไข้ พระฉันนะบรรยายความเจ็บปวดรุนแรงเปรียบดั่งถูกมีดคม เชือกรัดศีรษะ และไฟลนกาย จนประกาศเจตนาจะใช้ศัสตราปลงชีวิตตนเอง พระสารีบุตรพยายามห้ามปรามและเสนอจะช่วยดูแล แต่พระฉันนะยืนยันว่าไม่ติดใจในร่างกายและชีวิต เมื่อพระสารีบุตรซักถามเรื่องอนัตตาในอายตนะทั้งหก ท่านตอบได้ถูกต้องไม่ยึดมั่นถืออัตตา พระมหาจุนทะให้โอวาทปิดท้าย จากนั้นพระฉันนะก็ปลงชีวิตตนเอง เมื่อพระสารีบุตรทูลถามคติของท่าน พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้ใดละกายนี้แล้วไม่ยึดถือกายอื่นต่อ
- หน้า ๔๘๐–๔๘๔ ปุณโณวาทสูตร พระปุณณะทูลขอโอวาทย่อจากพระพุทธเจ้าเพื่อนำไปปฏิบัติอย่างสันโดษ พระองค์ทรงสอนว่าเมื่อรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และธรรมารมณ์อันน่าใคร่เกิดขึ้น ถ้าเพลิดเพลินยึดติดจะเกิดความเพลิน (นันทิ) อันเป็นบ่อเกิดทุกข์ แต่ถ้าไม่เพลิดเพลินความเพลินก็ดับ ทุกข์ก็ดับ พระปุณณะตั้งใจจะไปเผยแผ่ธรรมที่แคว้นสุนาปรันตะซึ่งขึ้นชื่อว่าผู้คนดุร้าย พระพุทธเจ้าจึงทรงทดสอบใจท่านด้วยการถามทีละขั้นว่าหากถูกด่า ถูกทำร้ายด้วยมือ ก้อนดิน ไม้ ศัสตรา จนถึงถูกฆ่าตาย ท่านจะรู้สึกอย่างไร พระปุณณะแสดงความอดทนและมองเห็นแต่ด้านดีของผู้คนแ
- หน้า ๔๘๕–๔๙๕ นันทโกวาทสูตร (ตอนต้น ยังไม่จบ) พระนางมหาปชาบดีโคตมีทูลขอให้พระพุทธเจ้าโปรดให้พระเถระสอนภิกษุณี พระนันทกะไม่สมัครใจแต่พระพุทธเจ้าทรงมอบหมายให้ท่านสอน ท่านจึงใช้วิธีถาม-ตอบ (ปฏิปุจฉกถา) สอนภิกษุณีให้พิจารณาว่าอายตนะภายในหก อายตนะภายนอกหก และวิญญาณหกล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ควรยึดถือเป็นตัวตน โดยใช้อุปมาเปลวประทีปที่เชื้อเพลิงและเปลวไฟไม่เที่ยงแล้วแสงสว่างจะเที่ยงได้อย่างไร และอุปมาต้นไม้ใหญ่ที่รากลำต้นไม่เที่ยงแล้วเงาจะเที่ยงได้อย่างไร ปิดท้ายด้วยโพชฌงค์เจ็ดที่นำไปสู่ความหลุดพ้น เมื่อภิกษุณีกลับไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงเปร
- หน้า ๕๐๓–๕๐๗ จูฬราหุโลวาทสูตร พระพุทธเจ้าประทับที่เชตวันทรงพิจารณาเห็นว่าธรรมที่จะทำให้พระราหุลบรรลุความหลุดพ้นแก่กล้าแล้ว จึงพาพระราหุลไปยังป่าอันธวันเพื่อทรงสอนพิเศษ โดยตรัสถามให้พระราหุลพิจารณาว่าตา รูป จักขุวิญญาณ จักขุสัมผัส และเวทนาที่เกิดจากผัสสะนั้น เที่ยงหรือไม่เที่ยง เป็นทุกข์หรือเป็นสุข ควรยึดถือว่าเป็นตัวตนหรือไม่ โดยไล่เรียงครบทั้งหกทวาร เมื่อพระราหุลเห็นแจ้งตามความเป็นจริงจนเกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดในอายตนะทั้งปวง จิตของท่านก็หลุดพ้นจากอาสวะขณะฟังธรรมนี้เอง เทวดาหลายพันองค์ที่ติดตามมาฟังด้วยก็ได้ดวงตาเห็นธรร
- หน้า ๕๐๘–๕๑๙ ฉฉักกสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมหมวดหกทั้งหกกลุ่มแก่ภิกษุทั้งหลาย คือ อายตนะภายในหก อายตนะภายนอกหก หมู่วิญญาณหก หมู่ผัสสะหก หมู่เวทนาหก และหมู่ตัณหาหก โดยอธิบายว่าแต่ละอย่างเกิดขึ้นได้อย่างไรตามลำดับปัจจัย จากนั้นทรงชี้ให้เห็นว่าผู้ใดยึดถือตา รูป วิญญาณ สัมผัส เวทนา หรือตัณหาว่าเป็นอัตตาย่อมไม่ถูกต้อง เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนมีความเกิดขึ้นและเสื่อมสิ้นไปให้เห็น ทรงแสดงทั้งทางที่นำไปสู่การเกิดสักกายะ (การยึดว่ามีตัวตน) และทางที่นำไปสู่ความดับสักกายะ ด้วยการพิจารณาเห็นตามความเป็นจริงหรือไม่เห็นตามความเป็นจริงใ
- หน้า ๕๒๐–๕๒๖ สฬายตนวิภังคสูตร (มหาสฬายตนิกสูตร) พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมชื่อ "มหาสฬายตนิกะ" ว่าผู้ที่ไม่รู้ไม่เห็นตามความเป็นจริงในตา รูป วิญญาณ สัมผัส และเวทนาที่เกิดจากผัสสะ ย่อมกำหนัดยินดีในสิ่งเหล่านั้น ทำให้อุปาทานขันธ์ทั้งห้าพอกพูนขึ้นและเกิดความทุกข์ทั้งทางกายและทางใจ ตรงข้ามกับผู้ที่รู้เห็นตามความเป็นจริงย่อมไม่กำหนัดยินดี ทำให้อุปาทานขันธ์เสื่อมถอยลงและมีความสุขทั้งกายและใจ ความเห็นความดำริความเพียรสติและสมาธิที่ถูกต้องของผู้นั้นจะรวมกันเป็นอริยมรรคมีองค์แปดที่บริบูรณ์ ซึ่งจะทำให้สติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละ และโพชฌงค์เจร
- หน้า ๕๒๗–๕๓๑ นครวินเทยยสูตร ขณะเสด็จจาริกในแคว้นโกศลถึงหมู่บ้านพราหมณ์ชื่อนครวินทะ พระพุทธเจ้าทรงสอนพราหมณ์คหบดีชาวนครวินทะว่าหากถูกนักบวชลัทธิอื่นถามว่าสมณพราหมณ์แบบใดไม่ควรเคารพนับถือ ให้ตอบว่าคือผู้ที่ยังมีราคะโทสะโมหะในรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัสและธรรมารมณ์ ประพฤติไม่สม่ำเสมอทางกายวาจาใจ ส่วนผู้ที่ควรเคารพคือผู้ปราศจากราคะโทสะโมหะในสิ่งเหล่านั้นแล้ว ทรงสอนต่อว่าหลักฐานที่พึงอ้างได้คือการที่ท่านเหล่านั้นอยู่ป่าเงียบสงัดโดยไม่มีสิ่งยั่วยวนทางอายตนะทั้งห้าให้ติดใจ แต่ยังคงพอใจอยู่ได้ แสดงว่าท่านปฏิบัติเพื่อคลายราคะโทสะโมหะจริง
- หน้า ๕๓๒–๕๓๙ ปิณฑปาตปาริสุทธิสูตร พระสารีบุตรเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่ราชคฤห์ พระพุทธเจ้าตรัสถามว่าท่านอยู่ด้วยวิหารธรรมอะไรจึงมีอินทรีย์ผ่องใส พระสารีบุตรตอบว่าอยู่ด้วย "สุญญตาวิหาร" (การอยู่ด้วยความว่าง) ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสชมว่าเป็นวิหารธรรมของมหาบุรุษ แล้วทรงสอนวิธีที่ภิกษุพึงพิจารณาทบทวนตนเองหลังกลับจากบิณฑบาตทุกครั้งว่า ระหว่างทางที่เดินบิณฑบาตนั้นมีความพอใจ ความกำหนัด โทสะ หรือความหลงในรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัสธรรมารมณ์ที่พบเห็นหรือไม่ หากมีต้องพากเพียรละเสีย หากไม่มีก็พึงอยู่ด้วยปีติปราโมทย์ ฝึกฝนอย่างนี้ต่อไปทั้งกลางวันกลางคืน
- หน้า ๕๔๐–๕๔๗ อินทริยภาวนาสูตร มาณพหนุ่มชื่ออุตตระ ศิษย์ของพราหมณ์ปาราสิริยะ กราบทูลพระพุทธเจ้าว่าอาจารย์ของตนสอนการเจริญอินทรีย์ว่าคือการไม่เห็นรูปด้วยตาไม่ได้ยินเสียงด้วยหู พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่าถ้าเป็นเช่นนั้นคนตาบอดคนหูหนวกก็ต้องนับว่าเจริญอินทรีย์แล้วด้วย ทำให้มาณพจนแต้มตอบไม่ได้ พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงการเจริญอินทรีย์อันประเสริฐในอริยวินัยแก่พระอานนท์แทน แบ่งเป็นสามระดับ คือ ผู้เจริญอินทรีย์อย่างยอดเยี่ยม (พระอรหันต์) ที่เมื่อเห็นรูปได้ยินเสียงแล้วเกิดชอบใจไม่ชอบใจหรือเฉยๆ ก็รู้เท่าทันและปล่อยให้ความรู้สึกนั้นดับไปเข้าสู่อุ
หน้า ๑–๕๐
หน้า ๕๑–๑๐๐
หน้า ๑๐๑–๑๕๐
หน้า ๑๕๑–๒๐๐
หน้า ๒๐๑–๒๕๐
หน้า ๒๕๑–๓๐๐
หน้า ๓๐๑–๓๕๐
หน้า ๓๕๑–๔๐๐
หน้า ๔๐๑–๔๕๐
หน้า ๔๕๑–๕๐๐