เป็นฐานของปลาและเต่าที่มีเจ้าของ. เพราะเหตุนั้น ภิกษุใด เอาเบ็ดก็ดี ข่าย
ก็ดี ไซก็ดี มือก็ดี จับเอาปลาที่มีเจ้าของ ในที่ที่เขายังรักษา, วัตถุปาราชิก จะครบด้วยปลาตัวใด, เมื่อปลาตัวนั้น สักว่าภิกษุยกขึ้นจากน้ำแม้เพียงปลาย เส้นผม ภิกษุนั้น ต้องปาราชิก. ปลาบางตัวเมื่อถูกจับ วิ่งไปทางโน้นและทางนี้ กระโดดขึ้นไปยังอากาศ ตกลงไปที่ตลิ่ง, แม้เมื่อภิกษุจับเอาปลาตัวที่อยู่ใน อากาศหรือที่ตกไปที่ตลิ่งนั้น ก็เป็นปาราชิกเหมือนกัน. เมื่อภิกษุจับเอาแม้เต่า ตัวที่คลานไปหาอาหารกินภายนอกขอบสระ ก็มีนัยเหมือนกันนี้. ก็เมื่อภิกษุ ให้สัตว์น้ำพ้นจากน้ำ เป็นปาราชิก.
[ สมัยหลังพุทธกาลพวกชนขุดบ่อน้ำใช้เลี้ยงปลา ]
ชนทั้งหลายในชนบทนั้นๆ อาศัยลำราง สำหรับไขน้ำของสระใหญ่ที่ ทั่วไปแก่ชนทั้งปวง ชุดห้วงน้ำเช่นกับแม่น้ำน้อยอันทั่วไปแก่ชนทั้งปวงเหมือน
กัน. พวกเขาได้ชักลำรางเล็กๆ จากห้วงน้ำ คล้ายกับแม่น้ำนั้นไป แล้วขุดเป็น
บ่อไว้เพื่อประโยชน์แก่การใช้สอยของตนๆ ที่ปลายราง. และชนเหล่านั้นมี ความต้องการน้ำในเวลาใด ในเวลานั้นจึงชำระลำรางเล็กในบ่อ และห้วงน้ำ ให้สะอาด แล้วลอกลำรางสำหรับไขน้ำไป. ปลายทั้งหลายออกจากสระใหญ่นั้น พร้อมกับน้ำ ไปถึงบ่อโดยลำดับแล้วอยู่. ชนทั้งหลายไม่ห้ามผู้ที่จับปลาในสระ
และห้วงน้ำนั้น. แต่ไม่ยอม คือ ห้ามมิให้จับปลาทั้งหลายที่เข้าไปในลำรางและ
บ่อน้ำเล็ก ๆ ของตน ๆ.
[ ภิกษุจับเอาปลาที่เขาเลี้ยงปรับอาบัติตามราคาปลา ]
ภิกษุใดจับปลาในที่เหล่านั้น ในสระหรือในลำรางสำหรับไขน้ำ หรือ ในห้วงน้ำ, ภิกษุนั้น อันพระวินัยธรพึงไห้ปรับอาบัติด้วยอวหาร. แต่เมื่อ