นั้น. ในสังเขปอรรถกถาท่านกล่าวไว้ว่า ก็ภิกษุผู้นำไปสู่อาวาสอื่นแล้วใช้สอย
ถ้าในอาวาสนั้น ภิกษุผู้แก่กว่า มาบังกับให้ภิกษุนั้นออกไปเสีย ควรพูดว่า ผมนำเตียงและตั่งนี้ มาจากอาวาสชื่อโน้น, ผมจะไป ผมจ้าจัดเตียงและตั่ง
นั้นให้เป็นปกติ. ถ้าภิกษุผู้แก่กว่านั้น พูดว่า ข้าพเจ้าจักจัดให้เป็นปกติเอง,
แม้จะทำให้เป็นภาระของภิกษุผู้เฒ่านั้น ไปเสีย ก็ควร.
ในเรื่องเมืองจัมปา มีวินิจฉัยดังนี้ :- ข้าวยาคูที่พวกชนใส่อปรัณ- ชาติชนิดเอก อย่างใดอย่างหนึ่ง รวมกับน้ำมันงา และข้าวสาร แล้วปรุงด้วย วัตถุ ๓ อย่าง คือ น้ำมันงา ข้าวสาร และถั่วเขียว, หรือน้ำมันงา ข้าวสาร และถั่ว ราชมาษ, หรือนำมันงา ข้าวสาร และเยื่อถั่วพู ชื่อว่า เตกฏุละ* (ข้าวยาคูปรุงด้วยวัตถุ ๓ อย่าง). ได้ยินว่า พวกชนย่อมประกอบปรุงข้าวยาคู ชื่อ เตกฏุละ นั่นด้วยวัตถุ ๓ อย่าง มีเนยใส น้ำผึ้ง และน้ำตาลกรวด เป็นต้นเหล่านี้ ในน้ำนมที่เดือดด้วยน้ำ ๔ ส่วน.
ในเรื่องเมืองราชคฤห์ มีวินิจฉัยดังนี้:- ขนมที่มีรสดียิ่ง ท่านเรียกว่า ขนมรวงผึ้ง อาจารย์บางพวกกล่าวว่า รวงผึ้ง บ้าง. คำที่เหลือ แม้ใน ๒ เรื่องนี้ ก็พึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้ว ในเรื่องแจกข้าวสุกนั่นแล้ว.
ในเรื่องพระอัชชุกะ มีวินิจฉัยดังนี้ :-
บทว่า เอตทโวจ ความว่า คฤหบดีนั้นเป็นไข้ ได้สั่งไว้แล้ว.
หลายบทว่า อายสฺมา อุปาลิ อายสฺนโต อชฺชุกสฺส ปกฺโข ความว่า ท่านพระอุบาลี หาใช่เป็นฝักฝ่าย (ของท่านพระอัชชกะนั้น) ด้วย อำนาจถึงความลำเอียงไม่ โดยที่แท้ บัณฑิตพึงทราบว่า พระเถระเป็นฝักฝ่าย (ของท่านพระอัชชุกะนั้น) ด้วยความอนุเคราะห์ผู้เป็นลัชชี และอนุเคราะห์ //* บาลีเดิมเป็น เตกฏุลฺล.