มหาวิภังค์ ภาค ๒
ฉบับ มมร. · เล่ม ๒ · หน้า ๖๓๗ · ข้อ 300
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

ของเรา ย่อมไม่มี, ก็แล ในกาลใด ตนเป็นผู้ใคร่จะกล่าวเท็จ, ในกาลนั้น บุคคลนั้นละ คือ ทิ้ง ปิดบังความเห็นนั้น หรือความพอใจกับความเห็น ความ พอใจกับความเห็นและความพอใจ หรือความเป็นกับความเห็นความพอใจ และความชอบใจ แล้วกล่าวทำให้เป็นคำเท็จ ; เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าจึงตรัสคำว่า จตูหิ อากาเรหิ เป็นอาทิ เพื่อแสดงความต่างแห่งองค์

ด้วยอำนาจความเห็นเป็นต้นแม้เหล่านั้น. ก็เพราะในคัมภีร์ปริวาร ท่านกล่าวว่า

มุสาวาทมีองค์ ๘ ในอธิการนี้ จึงควรประกอบนัยอันหนึ่งว่า อฏฺหากาเรหิ เป็นอีกนัยหนึ่งผสมกับสัญญาที่ท่านประสงค์ ในคัมภีร์ปริวารนั้น.

ก็แล บรรดาบทเหล่านี้ บทว่า วินิธาย ทิฏฺึ ตรัสด้วยอำนาจ การละธรรมอันมีกำลังเสีย.

บทว่า วินิธาย ขนฺตึ เป็นอาทิ ตรัสด้วยอำนาจการละธรรมทั้งหลาย ที่ทรามกำลัง และที่หย่อนกำลังกว่าธรรมที่มีกำลังนั้น.

ส่วนบทว่า วินิธาย สญฺํ นี้ ชื่อว่าแม้เป็นเพียงสัญญาที่เป็นไป ด้วยอำนาจการละธรรมที่ทรามกำลังกว่าธรรมทั้งปวงในที่นี้ .

ฐานะว่า ไม่ละ จักกล่าวสัมปชานมุสาวาท นี้จะไม่มี. ก็เพราะไม่เป็น ปาราชิก ด้วยคำที่บ่งอนาคต เป็นต้นว่า ข้าพเจ้าจักเข้า เหตุฉะนั้น บทที่บ่ง อดีต และปัจจุบันว่า ข้าพเจ้าเข้าแล้ว เป็นต้นเท่านั้น พึงทราบว่า ตรัสไว้ ในพระบาลี.

เบื้องหน้าแต่นี้ไป คำแม้ทั้งหมดในสุทธิกมหาวารนี้ มีเนื้อความตื้น

ทั้งนั้น. จริงอยู่ ในสุทธิกมหาวารนี้ ไม่มีคำที่ไม่อาจรู้ได้ด้วยวินิจฉัยนี้ เว้น

แต่เนื้อความแห่งบทว่า ราโค เม จตฺโต วนฺโต เป็นต้น ในบทภาชนะ แห่งบทว่า การละกิเลส. เนื้อความนี้นั้น ข้าพเจ้าจักกล่าวต่อไป :-