ยินดีเฉพาะในสุญญาคาร ไม่ได้ทรงยกอาบัติเป็นแบบไว้โดยพิสดาร. และ เมื่อแสดงเนื้อความไว้แต่โดยย่อแล้ว ผู้ศึกษาทั้งหลายไม่อาจถือเอาใจความได้ โดยถี่ถ้วน.
ในคำว่า ปมชฺฌานํ เป็นต้นนั้น มีวินิจฉัยดังนี้:- อัปปมัญญา- ฌาน มีเมตตาฌานเป็นต้นก็ดี อสุภฌานเป็นต้นก็ดี อานาปานัสสติสมาธิฌาน ก็ดี โลกิยฌานก็ดี โลกุตรฌานก็ดี สงเคราะห์เข้าด้วยปฐมฌานเป็นต้น นั่นแล : เพราะเหตุนั้น เมื่อภิกษุอวดว่า ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานแล้วก็ดี . . .ข้าพเจ้าเข้า จตุตถฌานแล้วก็ดี อวดว่าข้าพเจ้าเข้าเมตตาฌานก็ดี . . . ข้าพเจ้าเข้าอุเบกขา ฌานก็ดี ข้าพเจ้าเข้าอสุภฌานแล้วก็ดี ข้าพเจ้าเข้าอานาปานัสสติสมาธิฌาน แล้วก็ดี ข้าพเจ้าเข้าโลกิยฌานแล้ว ก็ดี ข้าพเจ้าเข้าโลกุตรฌานแล้วก็ดี พึง ทราบว่า เป็นปาราชิกทั้งนั้น.
อริยมรรค ที่พ้นด้วยดี หรือที่พ้นจากกิเลสมีอย่างต่าง ๆ เพราะฉะนั้น อริยมรรคนั้น จึงชื่อว่าวิโมกข์. ก็แล วิโมกข์นี้นั้น ท่านเรียกว่า สุญญต วิโมกข์ เพราะเปล่าจากราคะ โทสะ และโมหะ, ท่านเรียกว่า อนิมิตตวิโมกข์ เพราะไม่มีนิมิตด้วยนิมิต คือ ราคะ โทสะ และโมหะ, ท่านเรียกว่า อัปป- ณิหิตวิโมกข์ เพราะไม่มีที่ตั้ง คือ ราคะ โทสะ และโมหะ. ธรรมชาติที่ชื่อว่า สมาธิ เพราะอรรถว่า ตั้งจิตไว้เสมอ คือ ตั้งจิตไว้ในอารมณ์. ที่ชื่อว่า สมาบัติ เพราะเป็นธรรมชาติ ที่พระอริยเจ้าทั้งหลายพึงเข้า. บทที่เหลือใน คำเหล่านี้ มีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. ก็อริยมรรคเทียว พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ในติกะเหล่านั้น ด้วยหมวด ๓ แห่งวิโมกข์ และด้วยหมวด ๓ แห่งสมาธิ- ผลสมาบัติ ตรัสไว้ด้วยหมวด ๓ แห่งสมาบัติ. ในบทเหล่านั้น ภิกษุถือเอา บทอันใดอันหนึ่งเพียงบทเดียว กล่าวว่า ข้าพเจ้า มีปกติได้ธรรมนี้ ย่อมเป็น ปาราชิกแท้.