มหาวิภังค์ ภาค ๒
ฉบับ มมร. · เล่ม ๒ · หน้า ๖๕๒ · ข้อ 300
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

ในบทเหล่านั้น สาวกทั้งหลายชื่อว่าเป็นผู้มีจักษุ เพราะอรรถว่า สาวกเหล่านั้นมีจักษุเป็นแล้ว เกิดแล้ว อุบัติแล้ว. ความว่า เป็นผู้มีจักษุ เป็นแล้ว คือ มีจักษุเกิดแล้ว ยังจักษุให้เกิดขึ้นแล้วอยู่. แม้ในบทที่ ๒ ก็

นัยนี้เหมือนกัน. คำว่า ยตฺร ซึ่งมีอยู่ในคำว่า ยตฺร หิ นาม นี้ เป็นคำ

ระบุถึงเหตุ. ในคำว่า จกฺขุภูตา เป็นต้นนั้น มีการประกอบเนื้อความดัง

ต่อไปนี้ :- เพราะเหตุว่า แม้สาวกจักรู้ หรือจักเห็นหรือจักทำอัตภาพเห็น ปานนี้ ให้เป็นพยานได้ ฉะนั้น เราจึงไค้กล่าวว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สาวกทั้งหลาย เป็นผู้มีจักษุอยู่หนอ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สาวกทั้งหลาย เป็นผู้มีญาณอยู่หนอ ดังนี้.

ข้อว่า ปุพุเพว เม โส ภิกฺขเว สตฺโต ทิฏฺโ มีความว่า (พระผู้มีพระภาคเจ้า) ตรัสว่า เราได้แทงตลอดสัพพัญฌุตญาณ ณ โพธิมัณฑ์ ทำหมู่สัตว์ และภพ คติ ฐิติ และนิวาส หาประมาณมิได้ ไนจักรวาลทั้งหลาย หาประมาณมิได้ ให้ประจักษ์อยู่ ได้เห็นสัตว์นั้นแล้วในกาลก่อนแล.

บทว่า โคฆาตโก ความว่า เป็นสัตว์ผู้ฆ่าโคทั้งหลายแล้ว ปล้อน เนื้อออกจากกระดูกขายเลี้ยงชีวิต.

หลายบทว่า ตสฺเสว กมฺมสฺส วิปากาวเสเสน ความว่า แห่ง อปราปรเวทนียกรรมอันเจตนาต่าง ๆ ประมวลมาแล้วนั้นนั่นแล. จริงอยู่ บรรดาเจตนาเหล่านั้น ปฏิสนธิในนรกอันเจตนาใดให้เกิดขึ้น แล้วเมื่อวิบาก แห่งเจตนาดวงนั้น สิ้นไปแล้ว , ปฏิสนธิในเปรตเป็นต้น ย่อมบังเกิดอีก ; เพราะทำกรรมที่เหลือ หรือกรรมนิมิตให้เป็นอารมณ์ เพราะเหตุนั้น ปฏิสนธิ นั้น ท่านจึงเรียกว่า วิบากที่เหลือแห่งกรรมนั้นนั่นเอง เพราะมีส่วนเสมอ ด้วยกรรม หรือเพราะมีส่วนเสมอด้วยอารมณ์. ก็สัตว์นี้เกิดขึ้นแล้วอย่างนี้