ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต

ฉบับแปลเยอรมัน · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๒๕ · ๕๔๙ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๑๙๒ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๒ บทเบื้องต้นในขุททกปาฐะ (สรณคมน์ ทสสิกขาบท ทวัตติงสาการ สามเณรปัญหา) อธิบายสี่บทแรกสั้นๆ ของขุททกปาฐะซึ่งเป็นคัมภีร์เปิดเล่มของขุททกนิกาย เริ่มด้วยสรณคมน์ (คำปฏิญาณถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งสามครั้ง) ตามด้วยทสสิกขาบท (ศีลสิบข้อสำหรับสามเณรและผู้ถือศีลอย่างเคร่งครัด เช่น งดเว้นการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดพรหมจรรย์ พูดเท็จ ดื่มของมึนเมา) จากนั้นเป็นทวัตติงสาการ คือการพิจารณาร่างกายว่าประกอบด้วยอวัยวะ 32 ส่วน เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เพื่อคลายความยึดติดในร่างกาย ปิดท้ายด้วยสามเณรปัญหา ปริศนาธรรมสิบข้อไล่ตัวเลขหนึ่งถึงสิบ เชื่อมโยงกับหลักธรรมสำคัญ เช่น อาหาร นามรู
  2. หน้า ๓–๔ มงคลสูตร เป็นพระสูตรที่เทวดาองค์หนึ่งเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่เชตวันแล้วทูลถามว่าอะไรคือมงคลอันสูงสุด พระพุทธเจ้าตรัสตอบเป็นคาถารวม 38 มงคล เริ่มจากการไม่คบคนพาล คบบัณฑิต บูชาผู้ควรบูชา ไปจนถึงการเลี้ยงดูบิดามารดา การประกอบสัมมาอาชีวะ ความอดทน ความกตัญญู การฟังธรรมตามกาล และท้ายสุดคือจิตที่ไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรมซึ่งเป็นมงคลสูงสุด สูตรนี้เป็นคำสอนเชิงจริยธรรมครอบคลุมชีวิตทั้งทางโลกและทางธรรม เป็นบทสวดที่นิยมสวดกันแพร่หลายในหมู่ชาวพุทธ
  3. หน้า ๕–๘ รัตนสูตร เป็นพระสูตรแสดงคุณของพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เชื่อกันว่าทรงแสดงเพื่อขจัดภัยพิบัติในเมืองเวสาลี แต่ละคาถาลงท้ายด้วยคำอวยพร "ด้วยสัจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมี" พรรณนาคุณของพระพุทธเจ้าผู้ทรงแสดงธรรมอันประเสริฐ คุณของพระธรรมคือมรรคผลนิพพาน และคุณของพระสงฆ์สาวกผู้บรรลุธรรมทั้งสี่คู่แปดบุรุษ มีอุปมาเปรียบพระอริยสงฆ์ดั่งเสาเขื่อนที่ไม่หวั่นไหวต่อลมทั้งสี่ทิศ และเปรียบธรรมที่ทรงแสดงดั่งดอกไม้บานสะพรั่งในฤดูร้อน เนื้อหาต่อเนื่องจนจบในหน้า 9 นอกช่วงนี้เล็กน้อย
  4. หน้า ๙–๑๐ ติโรกุฑฑกัณฑ์ แสดงเรื่องเปรตหรือญาติผู้ล่วงลับที่มายืนรอคอยส่วนบุญอยู่นอกกำแพงบ้านเรือนเดิมของตน แต่ไม่มีใครระลึกถึงเพราะกรรมบดบัง สอนว่าญาติผู้ยังมีชีวิตอยู่ควรอุทิศทานให้แก่ผู้ล่วงลับผ่านการถวายแด่พระสงฆ์ เปรียบเหมือนน้ำที่ไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำหรือแม่น้ำที่ไหลลงสู่มหาสมุทรฉันใด ทานที่อุทิศให้ก็ย่อมถึงแก่ผู้ล่วงลับได้ฉันนั้น เป็นที่มาของประเพณีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วในสังคมไทย
  5. หน้า ๑๑–๑๒ นิธิกัณฑ์ เปรียบเทียบการฝังขุมทรัพย์ไว้ในดินซึ่งอาจสูญหายได้ด้วยเหตุต่างๆ เช่น ที่ตั้งเปลี่ยน ความจำเลือน ถูกโจรหรือยักษ์นำไป กับขุมทรัพย์แท้จริงคือบุญที่สั่งสมด้วยทาน ศีล และความสำรวมซึ่งไม่มีผู้ใดแย่งชิงได้และติดตามตนไปได้ทุกภพชาติ กล่าวว่าบุญนี้ให้ผลได้ทุกอย่างที่ปรารถนา ทั้งความสวยงาม ยศศักดิ์ อำนาจ ราชสมบัติ จนถึงมรรคผลนิพพานและพุทธภูมิ จึงสอนให้บัณฑิตหมั่นสร้างบุญไว้เป็นขุมทรัพย์ที่แท้จริงของตน
  6. หน้า ๑๓–๑๔ กรณียเมตตสูตร (ปิดท้ายขุททกปาฐะ) แสดงข้อปฏิบัติของผู้ปรารถนาความสงบ เริ่มด้วยคุณสมบัติที่ควรมี เช่น ซื่อตรง อ่อนโยน สันโดษ เลี้ยงง่าย ไม่ยึดติดในตระกูล จากนั้นแผ่เมตตาจิตปรารถนาให้สรรพสัตว์ทั้งปวงมีความสุข ไม่ว่าสัตว์ที่สะดุ้งหรือมั่นคง ตัวเล็กหรือใหญ่ ที่เห็นหรือไม่เห็น ใกล้หรือไกล เปรียบเหมือนมารดาที่ปกป้องบุตรคนเดียวด้วยชีวิต สอนให้เจริญเมตตาไปทั่วเบื้องบนเบื้องล่างเบื้องขวางไม่มีขอบเขต ไม่มีเวรภัย และตั้งสติในเมตตานี้ทุกอิริยาบถ ถือเป็นพรหมวิหารธรรม บทนี้ปิดท้ายขุททกปาฐะทั้งเล่ม
  7. หน้า ๑๕–๑๗ ยมกวรรค (ธรรมบท) เป็นวรรคแรกของธรรมบท ว่าด้วยธรรมที่เป็นคู่ตรงข้ามกัน เริ่มด้วยคาถาอันโด่งดัง "ใจเป็นประธานของธรรมทั้งปวง" ว่าถ้าทำหรือพูดด้วยใจเศร้าหมอง ทุกข์ย่อมตามมาดุจล้อเกวียนตามรอยเท้าโค แต่ถ้าทำด้วยใจผ่องใส สุขย่อมตามมาดุจเงาติดตามตัว มีคาถาชื่อดังเรื่องการผูกเวรที่ไม่มีวันจบสิ้นด้วยการจองเวร แต่จะระงับได้ด้วยการไม่จองเวรเท่านั้น และเปรียบเทียบผู้มีศีลกับผู้ไร้ศีลที่สวมผ้ากาสาวพัสตร์โดยไม่มีคุณธรรม รวมถึงอุปมาจิตที่ไม่อบรมเหมือนบ้านมุงหลังคาไม่ดีที่ฝนรั่วซึมเข้าได้ง่าย
  8. หน้า ๑๘ อัปปมาทวรรค (ธรรมบท) ว่าด้วยความไม่ประมาทซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิบัติธรรม เปิดด้วยคาถาที่ว่าความไม่ประมาทเป็นทางแห่งอมตะ ความประมาทเป็นทางแห่งความตาย ผู้ไม่ประมาทย่อมไม่ตาย ผู้ประมาทแม้มีชีวิตอยู่ก็เหมือนตายแล้ว สอนให้บัณฑิตยินดีในความไม่ประมาทและหมั่นเพียรจนบรรลุนิพพาน มีอุปมาเปรียบบัณฑิตผู้ขึ้นสู่ปราสาทแห่งปัญญามองดูหมู่สัตว์ผู้ยังโศกเศร้าอยู่เบื้องล่าง ดุจคนยืนบนภูเขามองดูคนบนพื้นราบ และเปรียบพระอินทร์ที่ได้ความเป็นใหญ่ในหมู่เทวดาเพราะความไม่ประมาท
  9. หน้า ๑๙–๒๐ จิตตวรรค (ธรรมบท) ว่าด้วยธรรมชาติของจิตที่ดิ้นรน กวัดแกว่ง ควบคุมยาก เปรียบดั่งช่างศรที่ดัดลูกศรให้ตรง หรือปลาที่ถูกจับขึ้นจากน้ำมาดิ้นบนบก จึงสอนให้ฝึกจิตให้สงบเพราะจิตที่ฝึกดีแล้วนำความสุขมาให้ มีอุปมาชื่อดังเปรียบร่างกายเหมือนหม้อดินที่แตกง่าย เปรียบจิตเหมือนเมืองที่ต้องป้องกันด้วยปัญญาเป็นอาวุธต่อสู้กับมาร และกล่าวว่าจิตที่ตั้งไว้ผิดสามารถทำร้ายตนเองยิ่งกว่าศัตรู ในขณะที่จิตที่ตั้งไว้ชอบย่อมให้คุณยิ่งกว่าที่มารดาบิดาหรือญาติจะทำให้ได้
  10. หน้า ๒๑–๒๒ ปุปผวรรค (ธรรมบท) ใช้อุปมาเรื่องดอกไม้และผึ้งเพื่อสอนหลักธรรม ผู้เลือกเก็บดอกไม้แห่งธรรมเป็นเหมือนคนฉลาดที่เลือกได้ถูกต้อง คนที่มัวเพลิดเพลินในกามคุณเหมือนคนเก็บดอกไม้จนถูกมัจจุราชพัดพาไป ส่วนภิกษุผู้เข้าไปในหมู่บ้านควรประพฤติเหมือนผึ้งที่ดอมดอกไม้เอาแต่น้ำหวานโดยไม่ทำลายกลีบและสีของดอกไม้ มีคาถาโด่งดังว่ากลิ่นดอกไม้หอมได้เพียงตามลม แต่กลิ่นแห่งคุณความดีของสัตบุรุษหอมทวนลมได้ทั่วทุกทิศ ปิดท้ายด้วยอุปมาดอกบัวที่งอกงามหอมหวลจากกองขยะ เปรียบกับสาวกของพระพุทธเจ้าผู้รุ่งเรืองด้วยปัญญาท่ามกลางปุถุชนผู้มืดบอด
  11. หน้า ๒๓–๒๔ พาลวรรค (ธรรมบท) ว่าด้วยลักษณะและผลกรรมของคนพาล กล่าวว่าคืนนั้นยาวนานสำหรับผู้นอนไม่หลับ ทางไกลสำหรับผู้เหนื่อยล้า และสังสารวัฏยาวนานสำหรับคนพาลผู้ไม่รู้แจ้งธรรม สอนว่าถ้าหาเพื่อนร่วมทางที่ดีไม่ได้ควรเดินคนเดียวดีกว่าคบคนพาล คนพาลที่รู้ตัวว่าโง่ยังดีกว่าคนพาลที่คิดว่าตนฉลาด และกรรมชั่วที่ทำแล้วยังไม่ให้ผลเปรียบเหมือนไฟที่ยังไม่แลบออกจากเถ้าถ่านที่ปกคลุมไว้ แต่เมื่อกรรมชั่วให้ผล คนพาลย่อมประสบทุกข์ นอกจากนี้ยังเตือนภิกษุไม่ให้ยินดีในลาภสักการะเพราะเป็นคนละทางกับทางแห่งนิพพาน
  12. หน้า ๒๕–๒๖ บัณฑิตวรรค (ธรรมบท) ตรงข้ามกับพาลวรรค วรรคนี้ว่าด้วยลักษณะของบัณฑิต สอนให้คบหาผู้มีปัญญาที่คอยชี้โทษข้อบกพร่องดุจผู้ชี้ขุมทรัพย์ เพราะการคบเช่นนั้นมีแต่คุณไม่มีโทษ บัณฑิตย่อมฝึกฝนตนดุจช่างศรดัดลูกศร ช่างไม้ถากไม้ หรือชาวนาไขน้ำเข้านา และมีจิตมั่นคงไม่หวั่นไหวต่อคำนินทาสรรเสริญดุจภูเขาหินแท่งทึบที่ไม่สะเทือนต่อลม ปิดท้ายด้วยการสอนให้ละธรรมดำถือธรรมขาว ชำระจิตให้ผ่องแผ้วจากกิเลสเพื่อบรรลุความหลุดพ้น
  13. หน้า ๒๗ อรหันตวรรค (ธรรมบท) พรรณนาคุณลักษณะของพระอรหันต์ผู้สิ้นความโศก หลุดพ้นจากกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งปวง ไม่ยึดติดในที่อยู่อาศัยดุจฝูงหงส์ที่ละทิ้งบึงน้ำแล้วบินไป มีจิตว่างจากตัณหาและความยึดมั่นดุจนกบินไปในอากาศที่ยากจะตามรอยได้ กล่าวว่าแม้เทวดาก็ยังปรารถนาเป็นเช่นพระอรหันต์ผู้มีอินทรีย์สงบดุจม้าที่ฝึกดีแล้ว และแผ่นดินที่พระอรหันต์อยู่ไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือป่าย่อมเป็นสถานที่น่ารื่นรมย์เสมอเพราะท่านไม่แสวงหากามอีกต่อไป
  14. หน้า ๒๘–๒๙ สหัสสวรรค (ธรรมบท) สอนเรื่องคุณค่าของสิ่งที่มีคุณภาพเหนือปริมาณ กล่าวว่าคำพูดที่ไร้ประโยชน์นับพันบทสู้คำพูดมีประโยชน์เพียงบทเดียวที่ฟังแล้วสงบใจไม่ได้ และผู้ชนะตนเองย่อมประเสริฐกว่าผู้ชนะข้าศึกนับพันในสงคราม มีคาถาเปรียบเทียบว่าการบูชาท่านผู้อบรมตนแล้วเพียงครู่เดียวมีอานิสงส์มากกว่าการบูชายัญนับร้อยปี และการกราบไหว้ผู้เจริญย่อมทำให้อายุ วรรณะ สุข พละเจริญขึ้น ปิดท้ายด้วยการยืนยันว่าชีวิตหนึ่งวันของผู้มีศีล มีปัญญา มีความเพียร และเห็นธรรมอันประเสริฐ ย่อมประเสริฐกว่าชีวิตร้อยปีของผู้ไร้คุณธรรมเหล่านี้
  15. หน้า ๓๐–๓๑ ปาปวรรค (ธรรมบท) สอนให้รีบเร่งทำความดีและป้องกันจิตจากบาป เพราะเมื่อใจไม่ยินดีในการทำบุญ ใจย่อมยินดีในบาป และการทำบาปแม้เพียงเล็กน้อยไม่ควรทำซ้ำเพราะบาปสะสมได้ทีละหยดดุจหยดน้ำที่ค่อยๆ เติมเต็มหม้อน้ำจนล้น เช่นเดียวกับบุญที่สะสมทีละน้อยก็เต็มได้เช่นกัน สอนให้หลีกเลี่ยงบาปดุจพ่อค้าเดินทางเปลี่ยวที่หลีกเลี่ยงอันตราย หรือผู้รักชีวิตที่หลีกเลี่ยงยาพิษ และย้ำว่าไม่มีที่ใดในโลกไม่ว่าอากาศ กลางทะเล หรือซอกเขาที่จะหลบหนีผลของกรรมชั่วหรือความตายได้พ้น
  16. หน้า ๓๒–๓๔ ทัณฑวรรค (ธรรมบท) สอนเรื่องการไม่เบียดเบียนผู้อื่น โดยเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นว่าทุกคนกลัวความตายและรักชีวิตเหมือนกัน จึงไม่ควรฆ่าหรือเบียดเบียนสัตว์อื่น ผู้เบียดเบียนผู้อื่นเพื่อความสุขของตนย่อมไม่ได้รับความสุขในภายหน้า ในขณะที่ผู้ไม่เบียดเบียนย่อมได้รับความสุข มีคาถาสอนว่าการเป็นสมณะหรือพราหมณ์ไม่ได้อยู่ที่การประพฤติทรมานกาย เช่น เปลือยกาย เกล้าผมเป็นชฎา หรือนอนบนพื้นดิน แต่อยู่ที่การละวางอาชญาต่อสรรพสัตว์ทั้งปวง และเตือนให้เร่งฝึกตนดุจม้าฝึกดีก่อนที่ความแก่และความตายจะมาถึง
  17. หน้า ๓๕ ชราวรรค (ธรรมบท) พิจารณาความไม่เที่ยงของร่างกายที่ต้องเผชิญความแก่ ความเจ็บ และความตาย เตือนให้แสวงหาแสงสว่างแห่งปัญญาท่ามกลางความมืดของกิเลส ชี้ให้เห็นว่าร่างกายนี้เป็นเพียงรูปที่ถูกปรุงแต่งไว้ เต็มไปด้วยแผล ในที่สุดก็จะแตกสลายเน่าเปื่อยไป มีคาถาอันโด่งดังของพระพุทธเจ้าตอนตรัสรู้ที่ทรงเปล่งอุทานว่าทรงแสวงหาช่างผู้สร้างเรือน (ตัณหา) มานับภพชาติไม่ถ้วน บัดนี้ทรงพบแล้วและได้ทำลายโครงเรือนทั้งหมด จิตของพระองค์บรรลุธรรมที่ปราศจากเครื่องปรุงแต่งคือถึงความสิ้นตัณหา
  18. หน้า ๓๖ อัตตวรรค (ธรรมบท) สอนเรื่องการรักษาตนเองให้ดีก่อนสอนผู้อื่น กล่าวว่าถ้ารักตนควรรักษาตนให้ดี บัณฑิตควรฝึกฝนตนเองให้ถูกต้องก่อนแล้วจึงสอนผู้อื่น เพราะฝึกตนเป็นสิ่งยากยิ่ง ตนเองเท่านั้นเป็นที่พึ่งแห่งตน ไม่มีใครอื่นเป็นที่พึ่งได้จริง บาปที่ตนทำไว้ย่อมทำร้ายตนเองดุจเพชรที่กัดกร่อนแก้วมณีซึ่งเกิดจากมันเอง และเตือนว่าไม่ควรเสียประโยชน์ตนเพื่อประโยชน์ผู้อื่นแม้จะมากเพียงใด ควรรู้จักประโยชน์ของตนเป็นสำคัญ
  19. หน้า ๓๗–๓๘ โลกวรรค (ธรรมบท) สอนเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตในโลกอย่างมีธรรม ไม่ควรประพฤติต่ำ ไม่ควรอยู่ด้วยความประมาท และไม่ควรถือความเห็นผิด สอนให้มองโลกดุจฟองน้ำหรือพยับแดดที่ไม่จีรังยั่งยืน เพราะเมื่อมองเห็นโลกเช่นนี้มัจจุราชก็หาไม่พบ มีอุปมาว่าผู้ที่เคยประมาทแต่ภายหลังไม่ประมาทย่อมส่องโลกนี้ให้สว่างดุจดวงจันทร์ที่พ้นจากเมฆหมอก และปิดท้ายด้วยการยืนยันว่าผลแห่งโสดาปัตติผลนั้นประเสริฐยิ่งกว่าการครองราชย์เอกในแผ่นดินหรือแม้แต่การได้ไปสวรรค์
  20. หน้า ๓๙–๔๐ พุทธวรรค (ธรรมบท) สรรเสริญคุณของพระพุทธเจ้าผู้มีชัยชนะที่ไม่มีผู้ใดนำกลับคืนได้ ผู้ไม่มีตัณหาเครื่องข้องเกี่ยวใดๆ ให้ตามรอยได้ ยากยิ่งที่จะได้เกิดเป็นมนุษย์ ยากที่จะมีชีวิตอยู่ ยากที่จะได้ฟังพระสัทธรรม และยากยิ่งที่พระพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้นในโลก มีคาถาสรุปหัวใจพระพุทธศาสนาอันโด่งดังคือ การไม่ทำบาปทั้งปวง การทำกุศลให้ถึงพร้อม การทำจิตของตนให้ผ่องใส และสอนว่าการถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะอย่างแท้จริงด้วยปัญญาเห็นอริยสัจสี่เท่านั้นที่จะเป็นที่พึ่งอันเกษมได้ ต่างจากการหนีภัยไปพึ่งภูเขาหรือป่าไม้ซึ่งไม่ใช่สรณะที่แท้จริง
  21. หน้า ๔๑–๔๒ สุขวรรค (ธรรมบท) กล่าวถึงความสุขของผู้ไม่มีเวรภัยท่ามกลางผู้มีเวร ไม่มีความเร่าร้อนท่ามกลางผู้เร่าร้อน และไม่ขวนขวายท่ามกลางผู้ขวนขวาย เปรียบผู้มีความสุขเช่นนี้ดุจเทพชั้นอาภัสราที่มีปีติเป็นภักษาหาร สอนว่าไม่มีไฟใดเสมอด้วยราคะ ไม่มีโทษใดเสมอด้วยโทสะ และไม่มีสุขใดเสมอด้วยความสงบคือนิพพาน มีคาถาโด่งดังว่าความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ ความสันโดษเป็นทรัพย์อันประเสริฐ และนิพพานเป็นสุขอันประเสริฐ สอนให้คบหาสัตบุรุษผู้มีปัญญาและศีลดุจดวงจันทร์เดินตามทางของดวงดาว
  22. หน้า ๔๓ ปิยวรรค (ธรรมบท) ว่าด้วยโทษของความรักและความยึดติด สอนว่าไม่ควรคบทั้งสิ่งที่รักและสิ่งที่ไม่รักเพราะการพลัดพรากจากสิ่งที่รักก็เป็นทุกข์ การเห็นสิ่งที่ไม่รักก็เป็นทุกข์เช่นกัน มีชุดคาถาซ้ำโครงสร้างกล่าวว่าความโศกและความกลัวเกิดจากสิ่งที่รัก จากความรักใคร่ จากความยินดี และจากตัณหา ผู้หลุดพ้นจากสิ่งเหล่านี้ย่อมไม่มีความโศกและความกลัวอีกต่อไป ปิดท้ายด้วยอุปมาคนที่จากบ้านไปนานแล้วกลับมาซึ่งญาติมิตรต่างยินดีต้อนรับ เปรียบกับผู้ทำบุญไว้เมื่อละโลกนี้ไปสู่โลกหน้าบุญนั้นก็ต้อนรับเขาดุจญาติที่มาถึง
  23. หน้า ๔๔–๔๕ โกธวรรค (ธรรมบท) สอนเรื่องการละความโกรธและมานะ ผู้ที่ควบคุมความโกรธที่เกิดขึ้นได้ดุจสารถีที่หยุดรถซึ่งกำลังแล่นเร็วได้ ท่านเปรียบเป็นสารถีที่แท้จริง ส่วนคนทั่วไปเป็นเพียงผู้จับเชือกบังเหียนเท่านั้น สอนให้เอาชนะความโกรธด้วยความไม่โกรธ เอาชนะความชั่วด้วยความดี เอาชนะความตระหนี่ด้วยการให้ และเอาชนะคนพูดเท็จด้วยความสัตย์จริง มีคาถาที่กล่าวว่าไม่มีใครในโลกที่ไม่ถูกนินทา ไม่ว่าจะพูดมากพูดน้อยหรือนิ่งเฉยก็ยังถูกติเตียนได้ จึงควรสำรวมกาย วาจา ใจให้เรียบร้อยดีกว่ากังวลกับคำนินทาสรรเสริญ
  24. หน้า ๔๖–๔๘ มลวรรค (ธรรมบท) เปรียบชีวิตของคนแก่หรือคนใกล้ตายดุจใบไม้เหลืองที่ใกล้จะร่วง เตือนให้รีบสร้างที่พึ่งแก่ตนด้วยการชำระมลทินของจิตก่อนจะสายเกินไป กล่าวถึงมลทินต่างๆ เช่น ความไม่หมั่นท่องบ่นเป็นมลทินของมนต์ ความเกียจคร้านเป็นมลทินของบ้านเรือน ความประมาทเป็นมลทินของผู้รักษา และอวิชชาเป็นมลทินที่ร้ายแรงที่สุดในบรรดามลทินทั้งปวง เตือนไม่ให้ดำรงชีวิตด้วยความไร้ยางอาย ความเบียดเบียนผู้อื่น หรือการผิดศีลห้า และสอนว่าผู้ที่ชอบเพ่งโทษผู้อื่นแต่ปิดบังความผิดของตนเองย่อมเพิ่มพูนกิเลสในตน ไม่ต่างจากนักเลงการพนันที่โกงไพ่
  25. หน้า ๔๙–๕๐ ธรรมัฏฐวรรค (ธรรมบท) อธิบายความหมายที่แท้จริงของคำว่าผู้ตั้งอยู่ในธรรม บัณฑิต พระเถระ สาธุชน สมณะ ภิกษุ และมุนี ว่าไม่ได้ขึ้นอยู่กับรูปลักษณ์ภายนอก เช่น การพูดมาก ผมหงอก โกนศีรษะ หรือการขอทาน แต่อยู่ที่การวินิจฉัยด้วยความเป็นธรรม การเห็นแจ้งธรรมแม้เพียงเล็กน้อยด้วยกาย การมีสัจจะ ความไม่เบียดเบียน ความสำรวม และการละบาปได้จริง เช่น ผู้ที่โกนศีรษะแต่ยังโลภโกรธหลงหาใช่สมณะไม่ ส่วนผู้ระงับบาปทั้งปวงได้ต่างหากจึงควรเรียกว่าสมณะอย่างแท้จริง
  26. หน้า ๕๑–๕๒ มัคควรรค (ธรรมบท) กล่าวถึงมรรคมีองค์แปดว่าเป็นทางประเสริฐสุดในบรรดามรรคทั้งหลาย เป็นหนทางเดียวที่นำไปสู่ความบริสุทธิ์แห่งทัสสนะ ไม่มีทางอื่น สอนหลักไตรลักษณ์อันโด่งดังว่า เมื่อใดเห็นด้วยปัญญาว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา เมื่อนั้นย่อมเบื่อหน่ายในทุกข์ซึ่งเป็นทางแห่งความบริสุทธิ์ มีอุปมาสอนให้ตัดป่า (กิเลส) ไม่ใช่ตัดต้นไม้จริง เพราะภัยเกิดจากป่าคือกิเลส และเตือนว่าตราบใดที่ยังตัดพงแห่งตัณหาแม้เพียงเล็กน้อยไม่ได้ ใจก็ยังผูกพันอยู่ดุจลูกโคที่ยังติดนมแม่
  27. หน้า ๕๓–๕๔ ปกิณณกวรรค (ธรรมบท) เป็นวรรครวมคาถาเบ็ดเตล็ดหลายเรื่อง เริ่มด้วยคาถาสอนให้ยอมสละสุขเล็กน้อยเพื่อสุขที่ไพบูลย์กว่า มีคาถาปริศนาธรรมเรื่องการฆ่ามารดาบิดา (หมายถึงตัณหาและมานะ) และกษัตริย์สองพระองค์ (หมายถึงสัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิ) เพื่อเป็นพราหมณ์ที่ไร้ทุกข์ มีชุดคาถาเรื่องสาวกพระโคดมผู้ตื่นดีอยู่เสมอเพราะมีสติระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ กาย และความไม่เบียดเบียนอยู่ทุกขณะ และปิดท้ายด้วยการสอนให้ยินดีในการอยู่คนเดียว นั่งคนเดียว ฝึกตนคนเดียวในป่า
  28. หน้า ๕๕ นิรยวรรค (ธรรมบท) - เริ่มต้น ยังไม่จบในช่วงนี้ เริ่มต้นวรรคที่ว่าด้วยนรกหรือผลกรรมชั่ว โดยคาถาแรกกล่าวว่าผู้พูดเท็จหรือทำแล้วปฏิเสธว่าไม่ได้ทำย่อมตกนรกเช่นเดียวกัน ทั้งสองพวกนี้เมื่อละโลกนี้ไปแล้วย่อมมีสภาพเสมอกันคือเป็นผู้มีกรรมเลวทราม คาถาถัดมากล่าวถึงผู้ที่พันคอด้วยผ้ากาสาวพัสตร์แต่มีธรรมอันเลวทรามไม่สำรวมตนย่อมไปเกิดในนรกเพราะกรรมชั่วของตน เนื้อหาส่วนนี้ปรากฏเพียงจุดเริ่มต้นของวรรคในหน้า 55 เท่านั้น เนื้อหาที่เหลือของวรรคนี้ยังไม่จบและต่อเนื่องไปในหน้าถัดไปนอกช่วงที่พิจารณา
  29. หน้า ๕๖ นิรยวรรค (ธรรมบท) บทท้ายของนิรยวรรค (วรรคที่ ๒๒) ว่าด้วยผลร้ายของความประพฤติผิดศีลธรรมที่นำไปสู่นรก เช่น อุปมาว่ากลืนก้อนเหล็กแดงยังดีกว่าฉันอาหารของชาวบ้านโดยไม่สำรวมตน การคบชู้ภรรยาผู้อื่นนำมาซึ่งบาป ทุคติ ความหวาดกลัว และราชทัณฑ์ อุปมาหญ้าคาที่จับไม่ดีบาดมือฉันใด สมณธรรมที่ปฏิบัติย่อหย่อนก็นำไปสู่นรกฉันนั้น และสอนให้ระวังรักษาตนดุจเมืองชายแดนที่คุ้มกันดี เพราะโอกาสที่พลาดไปแล้วจะนำความเศร้าโศกมาให้ในภายหลัง
  30. หน้า ๕๗–๕๙ นาควรรค (ธรรมบท) วรรคที่ ๒๓ เปรียบเทียบผู้ฝึกตนกับช้างศึกที่อดทนต่อลูกศร สอนว่าผู้ฝึกตนดีแล้วประเสริฐกว่าสัตว์พาหนะที่ฝึกดีทั้งปวง เพราะพาไปถึงที่ที่ยานพาหนะอื่นไปไม่ถึง คือพระนิพพาน มีอุปมาช้างธนบาลที่แม้ถูกล่ามก็ยังคิดถึงโขลงช้างในป่า และเตือนเรื่องความเกียจคร้านตะกละดุจสุกรอ้วนที่วนเวียนกลับเข้าครรภ์ สอนให้ไม่ประมาทและรักษาจิตของตน หากไม่ได้สหายที่ดีควรอยู่คนเดียวดีกว่าคบคนพาล เหมือนช้างมาตังคะที่เที่ยวไปในป่าอย่างโดดเดี่ยว ปิดท้ายด้วยคาถาว่าด้วยความสุขต่างๆ เช่น สุขจากความกตัญญู ศีล ศรัทธา และปัญญา
  31. หน้า ๖๐–๖๓ ตัณหาวรรค (ธรรมบท) วรรคที่ ๒๔ ว่าด้วยตัณหาหรือความทะยานอยาก เปรียบตัณหาดุจเถาวัลย์มาลุวาที่เลื้อยพันปกคลุมคนประมาทให้ความทุกข์งอกงามไม่รู้จบ สอนให้ขุดรากตัณหาให้ถึงราก มิฉะนั้นแม้ตัดต้นแล้วก็จะงอกขึ้นใหม่เหมือนต้นไม้ที่รากยังไม่ถูกทำลาย พรรณนากระแสตัณหา ๓๖ สายที่พัดพาไปสู่อารมณ์อันน่าใคร่ กล่าวถึงเครื่องผูกอันแท้จริงว่าไม่ใช่โซ่ตรวนเหล็กแต่คือความยึดติดในบุตรภรรยาและเครื่องประดับซึ่งตัดได้ยากกว่า และสอนให้ปล่อยวางทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต เพื่อความหลุดพ้นจากภพชาติ
  32. หน้า ๖๔–๖๖ ภิกขุวรรค (ธรรมบท) วรรคที่ ๒๕ ว่าด้วยคุณสมบัติของภิกษุที่แท้จริง เริ่มด้วยการสำรวมอินทรีย์ทั้งหก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อันเป็นเหตุให้พ้นทุกข์ทั้งปวง สอนให้ภิกษุยินดีในธรรม ไม่อิจฉาริษยาลาภของผู้อื่น เจริญเมตตาและวิปัสสนาเพื่อบรรลุความสงบ มีอุปมาการวิดน้ำออกจากเรือ (คือกิเลส) เพื่อให้เรือแล่นถึงนิพพานได้เร็วขึ้น และเน้นว่าฌานกับปัญญาต้องคู่กันจึงจะใกล้นิพพาน ปิดท้ายด้วยภาพภิกษุหนุ่มผู้ตั้งใจในพระพุทธศาสนาส่องสว่างดุจดวงจันทร์พ้นจากเมฆ
  33. หน้า ๖๗–๗๒ พราหมณวรรค (ธรรมบท) และการจบพระธรรมบท วรรคที่ ๒๖ อันเป็นวรรคสุดท้ายของธรรมบท นิยาม "พราหมณ์" ที่แท้จริงใหม่ตามคำสอนของพระพุทธศาสนา ว่ามิใช่ผู้เกิดในตระกูล มีชฎา หรือประกอบพิธีกรรม แต่คือผู้สิ้นกิเลส ตัดกระแสตัณหา อดทนต่อคำด่าและการเบียดเบียนโดยไม่โกรธ ไม่ยึดติดสิ่งใด และบรรลุธรรมอันสูงสุด คาถาซ้ำคำว่า "ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณํ" (เราเรียกผู้นั้นว่าพราหมณ์) นับสิบๆ ครั้งเพื่อยกตัวอย่างคุณสมบัติต่างๆ ของพระอรหันต์ ท้ายวรรคมีอุทานคาถาสรุปจำนวนวรรคและคาถาทั้งหมดในพระธรรมบททั้ง ๒๖ วรรค ปิดท้ายด้วยข้อความ "ธมฺมปทํ นิฏฺฐิตํ" แสดงว่าจบคัมภีร์ธร
  34. หน้า ๗๓–๘๔ อุทาน โพธิวรรค จุดเริ่มต้นของคัมภีร์อุทาน (พุทธพจน์ที่ทรงเปล่งเป็นอุทานพร้อมเรื่องราวประกอบ) โพธิวรรคที่ ๑ เล่าเหตุการณ์หลังตรัสรู้ใหม่ๆ ที่ควงไม้โพธิ์ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เมื่อพระพุทธเจ้าทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาทโดยอนุโลมและปฏิโลมตลอดสามยามของราตรี แล้วทรงเปล่งอุทานถึงความสิ้นสงสัยของผู้รู้แจ้งเหตุปัจจัย ตามด้วยเรื่องพราหมณ์ทูลถามคุณสมบัติของพราหมณ์แท้ พระสารีบุตรและพระเถระผู้ใหญ่มาเฝ้า พระมหากัสสปะออกบิณฑบาตในตรอกคนยากไร้ด้วยความกรุณา ยักษ์อชกลาปกะพยายามขู่พระพุทธเจ้า ภิกษุสังคามชิไม่หวั่นไหวต่ออดีตภรรยาที่พา
  35. หน้า ๘๕–๙๒ อุทาน มุจจลินทวรรค (ตอนที่ ๑) มุจจลินทวรรคที่ ๒ เริ่มด้วยเรื่องพญานาคมุจจลินท์แผ่พังพานปกป้องพระพุทธเจ้าจากลมฝนขณะเสวยวิมุตติสุขหลังตรัสรู้ ทรงเปล่งอุทานว่าความสงัดเป็นสุขสำหรับผู้สันโดษที่ได้ฟังธรรมแล้ว ตามด้วยเรื่องภิกษุถกเถียงกันว่าพระเจ้าพิมพิสารหรือพระเจ้าปเสนทิโกศลมั่งคั่งกว่ากัน ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงสอนให้สนทนาแต่เรื่องธรรมหรือนิ่งเสีย พร้อมคาถาว่าความสิ้นตัณหาประเสริฐกว่าความสุขใดๆ ในโลก มีเรื่องเด็กๆ ตีงูด้วยไม้ (สอนเรื่องอหิงสา) เรื่องนักบวชศาสนาอื่นอิจฉาที่ชาวบ้านเคารพพระสงฆ์มากกว่า เรื่องอุบาสกชาวอิจฉานังคละ อุปมาคว
  36. หน้า ๙๓–๑๐๑ อุทาน มุจจลินทวรรค (ตอนที่ ๒) ตอนปลายของมุจจลินทวรรค เด่นที่เรื่องนางสุปปวาสาโกลิยธิดาผู้ตั้งครรภ์นานถึง ๗ ปีและเจ็บครรภ์คลอดยากอีก ๗ วัน ทนทุกข์ด้วยการระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย เมื่อได้ยินคำอวยพรของพระพุทธเจ้าก็คลอดบุตรโดยสวัสดิภาพทันที แล้วนิมนต์สงฆ์ฉันภัตตาหารตลอด ๗ วันโดยมีพระมหาโมคคัลลานะช่วยรับประกันแทนอุบาสกที่รับนิมนต์ไว้ก่อนแล้ว ตามด้วยเรื่องนางวิสาขามิคารมาตาที่มีธุระค้างคาใจเรื่องราชการกับพระเจ้าปเสนทิ ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสว่าการตกอยู่ใต้อำนาจผู้อื่นเป็นทุกข์ ความเป็นอิสระเป็นสุข และปิดวรรคด้วยเรื่องพระภัททิยะผู้เปล่งอ
  37. หน้า ๑๐๒–๑๑๐ อุทาน นันทวรรค นันทวรรคที่ ๓ เริ่มด้วยภิกษุรูปหนึ่งอดทนเสวยทุกขเวทนาจากผลกรรมเก่าด้วยสติสัมปชัญญะ จากนั้นเป็นเรื่องเด่นของพระนันทะ (ต่างมารดากับพระพุทธเจ้า) ผู้เบื่อหน่ายพรหมจรรย์เพราะคิดถึงนางชนบทกัลยาณีคู่หมั้นเดิม พระพุทธเจ้าทรงพาไปชมนางอัปสรบนสวรรค์ดาวดึงส์ที่งามกว่ามาก ทำให้พระนันทะตั้งใจประพฤติพรหมจรรย์เพื่อหวังรางวัล แต่เมื่อถูกเพื่อนภิกษุล้อว่าเป็น "ลูกจ้าง" ก็อับอายจนตั้งใจปฏิบัติจริงจังและบรรลุอรหัตตผลในที่สุด ตามด้วยเรื่องพระยโสชะและคณะภิกษุ ๕๐๐ รูปที่ถูกพระพุทธเจ้าขับไล่เพราะส่งเสียงอึกทึกไม่สำรวม
  38. หน้า ๑๑๑–๑๑๓ ภิกษุผู้ทรงจิตมั่นคงในสมาธิ (ต่อจากสูตรที่ ๓ ถึงสูตรที่ ๕ นันทวรรค) พระสูตรกลุ่มนี้เป็นตอนต่อจากเหตุการณ์ที่พระอานนท์ทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าให้ทรงต้อนรับภิกษุอาคันตุกะขณะที่พระองค์และหมู่ภิกษุ ๕๐๐ รูปกำลังนั่งในอาเนญชสมาธิ (สมาธิที่ไม่หวั่นไหว) พระพุทธเจ้าทรงนิ่งเฉยถึงสามครั้งแล้วทรงเปล่งอุทานว่าผู้ชนะหนามคือกามได้แล้วย่อมตั้งมั่นดุจภูเขา ไม่หวั่นไหวทั้งในสุขและทุกข์ ถัดมาทรงเห็นพระสารีบุตรนั่งขัดสมาธิตั้งกายตรงดำรงสติ จึงเปล่งอุทานเปรียบภิกษุผู้สิ้นโมหะดุจภูเขาศิลาที่ไม่หวั่นไหว และทรงเห็นพระมหาโมคคัลลานะตั้งสติกำหนดกายและสำรวมอายตนะทั้ง ๖ จึงตรัสสรรเสริญภิกษุผู้
  39. หน้า ๑๑๔–๑๑๖ พระปิลินทวัจฉะเรียกผู้อื่นว่า "คนถ่อย" และพระมหากัสสปะกับท้าวสักกะ หมวดนี้มีสองเรื่อง เรื่องแรกกล่าวถึงพระปิลินทวัจฉะผู้มีนิสัยเรียกภิกษุอื่นด้วยคำว่า "คนถ่อย" (วสละ) จนภิกษุทั้งหลายตำหนิ แต่พระพุทธเจ้าทรงอธิบายว่าเป็นเพราะท่านเกิดเป็นพราหมณ์ติดต่อกันถึง ๕๐๐ ชาติ คำพูดเช่นนี้จึงติดเป็นนิสัยมานาน มิใช่เกิดจากความโกรธ แล้วทรงเปล่งอุทานถึงลักษณะพราหมณ์และสมณะที่แท้จริงว่าปราศจากมายา มานะ โลภ และความโกรธ เรื่องที่สองกล่าวถึงพระมหากัสสปะออกจากถ้ำหลังนั่งสมาธิ ๗ วันแล้วออกบิณฑบาต ท้าวสักกะแปลงกายเป็นช่างหูกถวายข้าวสุกเพื่อสร้างบุญ เมื่อทรงทราบภายหลังก็เสด็จเหาะขึ้นฟ้
  40. หน้า ๑๑๗–๑๑๘ ภิกษุสนทนาเรื่องอานิสงส์ของภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาต ภิกษุหลายรูปสนทนากันหลังฉันภัตตาหารว่าภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาตย่อมมีโอกาสได้เห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส สัมผัสที่น่าพอใจเป็นครั้งคราว ทั้งยังได้รับความเคารพนับถือ จึงพากันปรารถนาจะเป็นภิกษุบิณฑบาตบ้าง เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมาทรงทราบเรื่องสนทนานี้ ทรงตำหนิว่าไม่สมควรแก่กุลบุตรผู้ออกบวชด้วยศรัทธา เพราะเมื่อมาประชุมกันควรทำกิจเพียงสองอย่างคือสนทนาธรรมหรือนิ่งอย่างพระอริยะ กิจนี้ยังคาบเกี่ยวไปถึงอุทานสรรเสริญภิกษุผู้เลี้ยงชีพด้วยบิณฑบาตอย่างแท้จริงในหน้าถัดไป
  41. หน้า ๑๑๙–๑๒๐ ภิกษุสนทนาเรื่องศิลปะใดเลิศที่สุด ภิกษุกลุ่มหนึ่งสนทนาถกเถียงกันว่าศิลปวิทยาใดเป็นเลิศที่สุดในบรรดาศิลปะทั้งหลาย เช่น ศิลปะการฝึกช้าง ฝึกม้า ขับรถ ยิงธนู ใช้ดาบ วิชาคำนวณ วิชาเขียน วิชากวี และวิชาโลกายตะ (ปรัชญาวัตถุนิยม) เป็นต้น แต่ละฝ่ายต่างยกย่องศิลปะของตนว่าเลิศกว่า เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมาทรงทราบเรื่องที่สนทนา ทรงตำหนิว่าเป็นถ้อยคำที่ไม่สมควรแก่ผู้ออกบวช เพราะยังยึดติดเรื่องทางโลก ทรงย้ำว่าเมื่อภิกษุประชุมกันควรสนทนาธรรมหรือนิ่งอย่างพระอริยะเท่านั้น
  42. หน้า ๑๒๑–๑๒๒ โลกที่เร่าร้อนด้วยกิเลส ณ ควงไม้โพธิ์ และจบนันทวรรคที่ ๓ เนื้อหาตอนนี้ย้อนไปยังช่วงหลังตรัสรู้ใหม่ ๆ ณ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลา พระพุทธเจ้าทรงตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุ ทรงเห็นสัตว์ทั้งหลายเร่าร้อนด้วยความเดือดร้อนนานาชนิดอันเกิดจากราคะ โทสะ และโมหะ จึงทรงเปล่งอุทานเป็นพระคาถายาวว่าโลกนี้เกิดจากความเร่าร้อน ถูกผัสสะครอบงำจึงเรียกโรคของตนว่าตัวตน สมณพราหมณ์ที่กล่าวถึงความหลุดพ้นจากภพด้วยภพหรือวิภพล้วนยังไม่พ้นจากภพ ต้องอาศัยความสิ้นตัณหาโดยประการทั้งปวงจึงถึงนิพพาน ตอนท้ายมีคำลงท้ายว่า "นันทวรรคที่ ๓ จบ" พร้อมอุทธานคาถาสรุปรายชื่อสูตรทั้ง ๑๐ สูตร
  43. หน้า ๑๒๓–๑๒๘ เมฆิยวรรคที่ ๔ เริ่มต้น: เรื่องพระเมฆิยะ วิตกสามอย่าง และธรรมเพื่อความหลุดพ้นแห่งจิต หน้านี้เป็นจุดเริ่มต้นของเมฆิยวรรค (วรรคที่ ๔) แห่งอุทาน เล่าเรื่องพระเมฆิยะผู้เป็นอุปัฏฐากทูลขอไปบำเพ็ญเพียรที่สวนมะม่วงอันร่มรื่น แม้พระพุทธเจ้าจะทรงขอให้รอก่อนถึงสองครั้งแต่ในที่สุดก็ทรงอนุญาต เมื่อไปอยู่ที่นั่นพระเมฆิยะกลับถูกวิตกอกุศลสามอย่างคือกามวิตก พยาบาทวิตก และวิหิงสาวิตกครอบงำจิตใจอยู่เสมอ จึงกลับมากราบทูล พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงธรรมห้าประการที่ทำให้เจโตวิมุตติที่ยังไม่แก่กล้าถึงความแก่กล้า ได้แก่ ความมีกัลยาณมิตร ความมีศีล การสนทนาธรรมที่ขัดเกลากิเลส ความเพียร และปัญญาเห็นความเกิดดับ
  44. หน้า ๑๒๙–๑๓๑ ภิกษุฟุ้งซ่านใกล้กุสินารา และนายโคบาลผู้ถวายภัตแล้วถูกฆ่าตาย หมวดนี้มีสองเรื่องสั้น เรื่องแรกกล่าวถึงภิกษุจำนวนมากที่พำนักใกล้เมืองกุสินาราแต่มีอาการฟุ้งซ่าน ยโส พูดพล่าม หลงลืมสติ ไม่มีสมาธิ พระพุทธเจ้าทอดพระเนตรเห็นแล้วทรงเปล่งอุทานเตือนว่าผู้มีกายไม่สำรวมและมีความเห็นผิดถูกถีนมิทธะครอบงำย่อมตกอยู่ในอำนาจมาร ส่วนผู้มีจิตสำรวมดี รู้ความเกิดดับ ย่อมพ้นจากทุคติทั้งปวง เรื่องที่สองเล่าถึงนายโคบาลผู้ได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าแล้วเกิดศรัทธาถวายภัตตาหารแด่พระองค์และหมู่สงฆ์ แต่หลังถวายทานไม่นานเขาก็ถูกชายคนหนึ่งฆ่าตายในเขตแดนพิพาท พระพุทธเจ้าทรงเปล่งอุทานว่าจิตท
  45. หน้า ๑๓๒–๑๓๓ ยักษ์ตีศีรษะพระสารีบุตรขณะนั่งสมาธิ ขณะพระสารีบุตรนั่งสมาธิกลางแจ้งยามค่ำคืนหลังโกนผมใหม่ ยักษ์สหายสองตนบินผ่านมา ตนหนึ่งอยากทำร้ายศีรษะพระสารีบุตรทั้งที่อีกตนห้ามปรามถึงสามครั้งว่าอย่าล่วงเกินสมณะผู้มีฤทธิ์มาก แต่ยักษ์นั้นก็ยังตีศีรษะท่านด้วยแรงที่พอจะทำลายช้างใหญ่หรือยอดเขาได้ ทว่ายักษ์ผู้กระทำกลับตกนรกทันทีเพราะกรรมนั้น พระมหาโมคคัลลานะเห็นเหตุการณ์ด้วยทิพยจักษุจึงเข้าไปถามพระสารีบุตร ท่านตอบเพียงว่าปวดศีรษะเล็กน้อย และกลับชื่นชมฤทธิ์ของพระโมคคัลลานะที่เห็นยักษ์ได้ว่าน่าอัศจรรย์ยิ่งกว่า พระพุทธเจ้าทรงได้ยินการสนทนานี้จึงเปล่งอุ
  46. หน้า ๑๓๔–๑๓๕ พระพุทธเจ้าเสด็จหลีกไปประทับที่ป่าปาลิเลยยกะพร้อมกับช้าง เมื่อประทับที่โฆสิตาราม เมืองโกสัมพี พระพุทธเจ้าทรงถูกรบกวนด้วยผู้คนหนาแน่นทั้งภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา พระราชา มหาอมาตย์ และเดียรถีย์ ทรงเห็นว่าไม่ผาสุกจึงเสด็จหลีกออกไปโดยลำพังที่ป่าปาลิเลยยกะ ในเวลาเดียวกันช้างพลายเชือกหนึ่งซึ่งถูกช้างพังและช้างหนุ่มรบกวนก็ปลีกตัวจากโขลงมาสู่ป่าแห่งเดียวกัน คอยดูแลปัดกวาดบริเวณที่ประทับและใช้งวงจัดหาน้ำถวาย ทั้งพระพุทธเจ้าและช้างต่างรำพึงในใจคล้ายกันว่าบัดนี้ตนอยู่อย่างสงบผาสุกไม่มีผู้ใดรบกวนแล้ว พระพุทธเจ้าทรงทราบความในใจของช้างจึงเปล่งอุทานว่าจิตของช้า
  47. หน้า ๑๓๖–๑๓๗ พระปิณโฑลภารทวาชะและพระสารีบุตร ผู้สันโดษปรารภความเพียร พระพุทธเจ้าทอดพระเนตรเห็นพระปิณโฑลภารทวาชะนั่งขัดสมาธิตั้งกายตรง เป็นผู้อยู่ป่า เที่ยวบิณฑบาต ถือผ้าบังสุกุล มักน้อยสันโดษ สงัด ไม่คลุกคลี ปรารภความเพียร ถือธุดงค์ จึงทรงเปล่งอุทานสรุปคำสอนว่าการไม่ว่าร้าย ไม่เบียดเบียน สำรวมในปาติโมกข์ รู้ประมาณในอาหาร อยู่เสนาสนะสงัด และประกอบความเพียรในอธิจิต คือคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ถัดมาทรงเห็นพระสารีบุตรมีคุณสมบัติทำนองเดียวกัน จึงทรงเปล่งอุทานสรรเสริญมุนีผู้มีจิตสูง ไม่ประมาท ศึกษาในทางแห่งความสงบ ย่อมไม่มีความโศกเศร้า สงบระงับมีสติทุกเมื่อ
  48. หน้า ๑๓๘–๑๔๑ เรื่องนางสุนทรีปริพาชิกา ถูกลอบฆ่าเพื่อใส่ร้ายพระภิกษุสงฆ์ นักบวชนอกศาสนาอื่นอิจฉาที่ประชาชนถวายความเคารพแด่พระพุทธเจ้าและหมู่สงฆ์ จึงวางแผนร่วมกับนางปริพาชิกาชื่อสุนทรีให้เดินเข้าออกวัดเชตวันบ่อย ๆ ให้คนเห็นเป็นประจำ แล้วลอบฆ่านางฝังไว้ในบริเวณวัด จากนั้นแจ้งพระเจ้าปเสนทิโกศลว่านางหายตัวไป นำขุดพบศพในวัดแล้วป่าวประกาศใส่ร้ายว่าภิกษุสงฆ์ไม่มีศีลธรรม ประชาชนพากันด่าว่าภิกษุด้วยถ้อยคำหยาบคาย เมื่อภิกษุกราบทูล พระพุทธเจ้าตรัสว่าเสียงครหานี้จะอยู่ได้เพียง ๗ วันแล้วจะหายไปเอง พร้อมประทานคาถาให้ตอบโต้ผู้กล่าวร้ายว่าผู้พูดเท็จกับผู้ทำแล้วปฏิเสธว่าไม่ได้ทำ ตายไ
  49. หน้า ๑๔๒–๑๔๓ พระอุปเสนวังคันตบุตรและพระสารีบุตรพิจารณาความสงบแห่งตน จบเมฆิยวรรคที่ ๔ พระอุปเสนวังคันตบุตรนั่งพิจารณาโดยลำพังแล้วเกิดปีติว่าตนโชคดีที่มีพระบรมศาสดาผู้ประเสริฐ มีเพื่อนพรหมจรรย์ที่มีศีลธรรมงาม ตนเองก็บริบูรณ์ด้วยศีล เป็นอรหันต์สิ้นอาสวะ ทั้งชีวิตและความตายของตนล้วนดีงาม พระพุทธเจ้าทรงทราบความคิดนี้จึงเปล่งอุทานว่าผู้ที่ชีวิตไม่เผาลนตน ไม่เศร้าโศกเมื่อจะตาย เพราะสิ้นภวตัณหาแล้ว จิตสงบ ไม่มีภพใหม่อีกต่อไป ถัดมาทรงเห็นพระสารีบุตรพิจารณาความสงบแห่งตนเช่นกัน จึงทรงเปล่งอุทานสรรเสริญภิกษุผู้มีจิตสงบระงับ สิ้นสังสารวัฏ หลุดพ้นจากบ่วงแห่งมาร ตอนท้ายมีคำลงท้ายว่า "เมฆิยวรรค
  50. หน้า ๑๔๔–๑๔๕ โสณเถรวรรคที่ ๕ เริ่มต้น: พระเจ้าปเสนทิโกศล-พระนางมัลลิกา และมารดาของพระโพธิสัตว์ ตอนนี้เริ่มต้นโสณเถรวรรค (วรรคที่ ๕) แห่งอุทาน มีสองสูตรสั้น สูตรแรกเล่าว่าพระเจ้าปเสนทิโกศลตรัสถามพระนางมัลลิกาเทวีว่ามีใครเป็นที่รักยิ่งกว่าตนเองหรือไม่ พระนางตอบว่าไม่มีผู้ใดเป็นที่รักยิ่งกว่าตนเอง เมื่อกราบทูลพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงเปล่งอุทานว่าไม่ว่าจะตรวจตราไปทั่วทุกทิศด้วยใจก็ไม่พบผู้ใดเป็นที่รักยิ่งกว่าตนเองเลย ผู้อื่นก็รักตนเองเช่นกัน ผู้รักตนจึงไม่ควรเบียดเบียนผู้อื่น สูตรที่สองพระอานนท์ทูลถามว่าเหตุใดมารดาของพระโพธิสัตว์จึงมีอายุสั้น สิ้นพระชนม์เมื่อประสูติได้ ๗ วัน พระพุทธเจ้าทรงยืนยั
  51. หน้า ๑๔๖–๑๔๙ สุปปพุทธกุฏฐิ ผู้ป่วยโรคเรื้อนบรรลุโสดาบัน สุปปพุทธะเป็นคนโรคเรื้อนยากจนข้นแค้นในกรุงราชคฤห์ เห็นฝูงชนชุมนุมฟังธรรมจึงคิดว่าคงมีอาหารแจก เมื่อเข้าไปใกล้กลับพบว่าเป็นการแสดงธรรม จึงคิดฟังธรรมด้วย พระพุทธเจ้าทรงหยั่งรู้ว่าเขาควรบรรลุธรรม จึงทรงแสดงอนุปุพพิกถาและอริยสัจสี่ให้ฟัง สุปปพุทธะได้ดวงตาเห็นธรรมบรรลุโสดาบันในที่นั่งนั้นเอง แล้วแสดงตนเป็นอุบาสก แต่เมื่อจากไปได้ไม่นานก็ถูกแม่โคลูกอ่อนขวิดถึงแก่ความตาย พระพุทธเจ้าตรัสว่าเขาบรรลุโสดาบันแล้วไม่มีทางตกต่ำอีก และทรงเล่าว่าในอดีตชาติเขาเป็นบุตรเศรษฐีที่ถ่มน้ำลายรังเกียจพระปัจเจกพุทธเจ้า จึ
  52. หน้า ๑๕๐–๑๕๙ ปาติโมกข์ไม่บริสุทธิ์ และอัศจรรย์ ๘ ประการแห่งมหาสมุทรเทียบกับธรรมวินัย ช่วงต้นกล่าวสั้น ๆ ถึงเด็ก ๆ กลุ่มหนึ่งรังแกปลา พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าหากกลัวทุกข์ก็ไม่ควรทำบาปทั้งในที่แจ้งและที่ลับ เพราะแม้หนีไปได้ในตอนนี้ก็ไม่อาจพ้นผลกรรมได้ ต่อมาเป็นเรื่องสำคัญคือพระอานนท์ทูลอาราธนาให้แสดงปาติโมกข์ถึงสามครั้งแต่พระพุทธเจ้าทรงนิ่งเพราะบริษัทไม่บริสุทธิ์ พระมหาโมคคัลลานะตรวจดูด้วยใจพบภิกษุทุศีลรูปหนึ่งจึงจับแขนไล่ออกไป พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าต่อไปพระองค์จะไม่แสดงปาติโมกข์เองอีก ให้สงฆ์แสดงกันเอง เพราะเป็นไปไม่ได้ที่ตถาคตจะแสดงปาติโมกข์ในบริษัทที่ไม่บริสุทธิ์ จากนั้นทรงแสดงธรรมเ
  53. หน้า ๑๖๐–๑๖๕ พระโสณกุฏิกัณณ์ขอบรรพชาอุปสมบทกับพระมหากัจจานะ (ยังไม่จบในช่วงหน้านี้) พระโสณกุฏิกัณณ์ อุบาสกผู้เป็นศิษย์อุปัฏฐากของพระมหากัจจานะในแคว้นอวันตี ปรารภว่าการครองเรือนแล้วประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์นั้นทำได้ยาก จึงทูลขอบรรพชาถึงสามครั้ง แต่พระมหากัจจานะทัดทานสองครั้งแรกว่าการประพฤติพรหมจรรย์ฉันหนเดียวนอนผู้เดียวตลอดชีวิตนั้นยาก จนครั้งที่สามจึงยอมบวชให้ เนื่องจากดินแดนอวันตีทักขิณาบถมีภิกษุน้อย ต้องใช้เวลาถึงสามปีกว่าจะรวบรวมสงฆ์ครบองค์อุปสมบทได้ เมื่อจำพรรษาแล้วพระโสณะรำพึงว่าตนไม่เคยเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าด้วยตนเอง จึงขออนุญาตเดินทางไปเข้าเฝ้าที่เมืองสาวัตถี กรา
  54. หน้า ๑๖๖ ท้ายเรื่องพระโสณะ และพระกังขาเรวตะสิ้นความสงสัย หน้านี้เป็นตอนท้ายของเรื่องราวที่เริ่มมาก่อนหน้านี้ (นอกช่วงที่ตัดมา) ซึ่งพระภิกษุรูปหนึ่งกราบทูลว่าท่านเห็นโทษของกามคุณมานานแล้วแม้ครองเรือนอันคับแคบและมีภาระมาก พระพุทธเจ้าจึงทรงเปล่งอุทานว่า ผู้เห็นโทษในโลกและรู้แจ้งธรรมอันไม่มีอุปธิ เป็นอริยะ ย่อมไม่ยินดีในบาป จากนั้นเป็นเรื่องพระกังขาเรวตะ ผู้นั่งพิจารณาความหมดจดแห่งการข้ามพ้นความสงสัยของตนเองอยู่ใกล้พระพุทธเจ้า พระองค์ทรงเปล่งอุทานว่า ความสงสัยใด ๆ ไม่ว่าในโลกนี้หรือโลกอื่น รู้ได้เองหรือรู้จากผู้อื่น ผู้เพ่งฌานเพียรเผากิเลสประพฤติพรหมจรรย์
  55. หน้า ๑๖๖–๑๖๘ พระเทวทัตประกาศแยกทำสังฆกรรม ขณะพระอานนท์เข้าไปบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ พระเทวทัตเข้ามาประกาศว่าตั้งแต่นี้ไปจะทำอุโบสถและสังฆกรรมแยกต่างหากจากพระพุทธเจ้าและหมู่สงฆ์ พระอานนท์นำความมากราบทูลด้วยความวิตกว่าพระเทวทัตกำลังจะทำสังฆเภท พระพุทธเจ้าทรงเปล่งอุทานว่า ความดีอันคนดีทำได้ง่าย แต่คนชั่วทำความดีได้ยาก ส่วนความชั่วนั้นคนชั่วทำได้ง่าย แต่พระอริยะทำความชั่วได้ยาก ทรงชี้ให้เห็นว่าธรรมชาติของคนดีกับคนชั่วต่างกันโดยพื้นฐาน สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่พระเทวทัตกำลังจะก่อความแตกแยกในสงฆ์
  56. หน้า ๑๖๘–๑๖๙ เด็กหนุ่มพูดพร่ำเพรื่อ และพระจูฬปันถกตั้งสติมั่นคง ระหว่างเสด็จจาริกในแคว้นโกศล มีพวกมาณพเดินผ่านส่งเสียงอึกทึกใกล้พระพุทธเจ้า พระองค์ทรงเปล่งอุทานตำหนิผู้ที่พูดพล่ามไปตามที่ปากอยากพูดโดยไม่รู้ว่าคำพูดนั้นจะพาตนไปสู่อะไร ต่อมาทรงเห็นพระจูฬปันถกนั่งตั้งสติมั่นคงอยู่ใกล้ ๆ จึงทรงเปล่งอุทานว่าภิกษุผู้มีกายและใจตั้งมั่น ไม่ว่าจะยืน นั่ง หรือนอน หากตั้งสติมั่นเช่นนี้ย่อมได้คุณวิเศษยิ่ง ๆ ขึ้นไปตามลำดับ จนถึงภาวะที่พญามารมองไม่เห็น อันเป็นการปิดท้ายวรรคที่ห้า (โสณเถรวรรค) ของอุทาน
  57. หน้า ๑๖๙–๑๗๖ ที่เจดีย์ปาวาล พระอานนท์พลาดโอกาสทูลขอให้ทรงพระชนม์อยู่ พระพุทธเจ้าประทับที่เจดีย์ปาวาล เมืองเวสาลี ตรัสชมความรื่นรมย์ของเจดีย์ต่าง ๆ แล้วตรัสเป็นนัยถึงสามครั้งว่าผู้เจริญอิทธิบาทสี่ดีแล้วอาจดำรงชนม์อยู่ได้ตลอดกัป แต่พระอานนท์มีจิตถูกมารดลใจจึงไม่ทูลขอให้พระองค์ทรงพระชนม์อยู่ต่อ เมื่อพระอานนท์ลาไป มารได้เข้ามาทูลขอให้พระองค์ปรินิพพานเสียเพราะกิจแห่งพรหมจรรย์สำเร็จแล้ว พระพุทธเจ้าจึงทรงรับปากว่าอีกสามเดือนจะปรินิพพาน แล้วทรงปลงอายุสังขาร ทำให้เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ ทรงเปล่งอุทานว่าพระมุนีทรงสละภพน้อยภพใหญ่ ทรงยินดีในภายใน มีจิตตั้งมั่น ทรงทำลายเปลือกแห่งภ
  58. หน้า ๑๗๖–๑๗๙ พระเจ้าปเสนทิโกศลตรัสถามเรื่องพระอรหันต์ (นักบวชปลอมตัว) พระเจ้าปเสนทิโกศลทอดพระเนตรเห็นนักบวชต่างลัทธิเจ็ดกลุ่มเดินผ่าน จึงทูลถามพระพุทธเจ้าว่าในบรรดาคนเหล่านั้นมีผู้ใดเป็นพระอรหันต์บ้าง พระองค์ตรัสตอบว่าคฤหัสถ์ผู้บริโภคกามยากจะรู้ได้ ต้องอาศัยการอยู่ร่วมกันนานจึงรู้ศีล อาศัยการค้าขายจึงรู้ความสะอาดใจ อาศัยคราวมีอันตรายจึงรู้กำลังใจ และอาศัยการสนทนาจึงรู้ปัญญา ทั้งหมดต้องใช้เวลานานและพิจารณาด้วยปัญญา ท้ายที่สุดพระราชาทรงเฉลยว่านักบวชเหล่านั้นแท้จริงคือราชบุรุษที่ปลอมตัวไปสอดแนม แล้วพระพุทธเจ้าทรงเปล่งอุทานเตือนไม่ให้ดิ้นรนเป็นอื่นหรือพึ่งพาผู้อื่นในท
  59. หน้า ๑๗๙–๑๘๕ อุปมาคนตาบอดคลำช้าง กับทิฏฐิสิบประการของนักบวช นักบวชต่างลัทธิในเมืองสาวัตถีต่างยึดถือทิฏฐิสิบประการ เช่น โลกเที่ยงหรือไม่เที่ยง มีที่สุดหรือไม่มีที่สุด ตายแล้วเกิดหรือไม่เกิดอีก แล้วทะเลาะวิวาทกันด้วยวาจาว่าความเห็นของตนเท่านั้นถูก พระพุทธเจ้าจึงตรัสเล่านิทานเปรียบเทียบว่า ครั้งหนึ่งพระราชาให้คนตาบอดแต่กำเนิดคลำช้างคนละส่วน แล้วให้อธิบายว่าช้างเป็นอย่างไร แต่ละคนก็ยืนยันตามส่วนที่ตนคลำได้จนทะเลาะกัน พระองค์ทรงเปรียบนักบวชเหล่านั้นเหมือนคนตาบอดที่เห็นเพียงบางส่วนของความจริงแล้วยึดมั่นถือมั่นทะเลาะกัน อันเป็นที่มาของชื่อวรรคนี้ว่า ชัจจันธวรรค
  60. หน้า ๑๘๕–๑๙๓ สมณพราหมณ์วิวาทกันด้วยทิฏฐิเรื่องอัตตา โลก และสุขทุกข์ เป็นเรื่องคู่ขนานกับนิทานคนตาบอดคลำช้าง กล่าวถึงนักบวชต่างลัทธิในสาวัตถีที่ยึดทิฏฐิหลากหลายเกี่ยวกับอัตตาและโลกว่าเที่ยงหรือไม่เที่ยง เกิดขึ้นเองหรือมีผู้สร้าง แล้วขยายไปถึงทิฏฐิเรื่องสุขทุกข์ว่าเกิดจากตนเอง จากผู้อื่น หรือเกิดขึ้นเอง จนทะเลาะวิวาทกันด้วยหอกคือปาก พระพุทธเจ้าทรงเปล่งอุทานสองครั้งสรุปความว่าสมณพราหมณ์เหล่านี้ยึดติดในทิฏฐิของตน วิวาทกันไปมาโดยไม่บรรลุถึงความหลุดพ้นที่แท้จริง เนื้อหาส่วนนี้เน้นย้ำอันตรายของการยึดมั่นความเห็นบางส่วนแล้วอวดอ้างว่าเป็นความจริงทั้งหมด
  61. หน้า ๑๙๓–๑๙๕ พระสุภูติเข้าสมาธิไร้วิตก และสองคณะแย่งหญิงงามเมืองจนถึงตาย พระพุทธเจ้าทรงเห็นพระสุภูตินั่งเข้าสมาธิที่ปราศจากวิตกอยู่ใกล้พระองค์ จึงเปล่งอุทานสรรเสริญผู้ดับวิตกในภายในได้หมดสิ้น ก้าวล่วงโยคะทั้งสี่ไม่ต้องเวียนเกิดอีก จากนั้นทรงเล่าเรื่องในกรุงราชคฤห์ที่ชายหนุ่มสองพวกหลงใหลในหญิงงามเมืองคนเดียวกันจนวิวาทถึงขั้นทำร้ายกันด้วยมือ ก้อนดิน ท่อนไม้ และศัสตราวุธจนถึงแก่ความตาย พระองค์ทรงเปล่งอุทานชี้ทางสายกลางว่า ทั้งการหมกมุ่นแสวงหากามและการถือว่ากามไม่มีโทษล้วนเป็นสุดโต่งสองด้านที่พอกพูนความเห็นผิดและการเวียนว่ายตายเกิด ผู้รู้แจ้งทั้งสองสุดโต่งนี้เท่านั้นที่พ
  62. หน้า ๑๙๕–๑๙๗ แมลงบินเข้ากองไฟ กับแสงหิ่งห้อยที่ดับเมื่อพระอาทิตย์ขึ้น เย็นวันหนึ่งขณะมีการจุดตะเกียงน้ำมัน พระพุทธเจ้าทรงเห็นแมลงจำนวนมากบินเข้ากองไฟจนตายซ้ำแล้วซ้ำเล่า จึงทรงเปล่งอุทานเปรียบเทียบผู้ที่พะวงยึดติดในสิ่งที่ได้เห็นได้ยินโดยไม่รู้แก่นสาร ย่อมสร้างเครื่องผูกใหม่ ๆ ไม่รู้จบ เหมือนแมลงที่ตกลงในเปลวไฟ ต่อมาพระอานนท์ทูลถามว่าเหตุใดก่อนพระพุทธเจ้าอุบัติ นักบวชต่างลัทธิจึงได้รับความเคารพลาภสักการะ แต่เมื่อพระองค์อุบัติแล้วกลับเสื่อมความนิยม พระองค์ทรงเปรียบด้วยแสงหิ่งห้อยที่ส่องแสงได้ก็เพียงจนพระอาทิตย์ขึ้น เมื่อดวงอาทิตย์ปรากฏแสงนั้นก็ดับมืดไปเอง อันเป็นการ
  63. หน้า ๑๙๗–๑๙๙ พระสารีบุตรแสดงธรรมแก่พระลกุณฏกภัททิยะจนหลุดพ้น พระสารีบุตรแสดงธรรมสั่งสอนพระลกุณฏกภัททิยะโดยพิสดารหลายครั้ง ครั้งแรกทำให้จิตของท่านหลุดพ้นจากอาสวะโดยไม่ยึดมั่นถือมั่น พระพุทธเจ้าทรงเปล่งอุทานสรรเสริญผู้หลุดพ้นรอบด้านทั้งเบื้องบนเบื้องล่าง ไม่มีอนุสัยว่าเรานี้มีอยู่ ข้ามโอฆะที่ไม่เคยข้ามได้มาก่อน ต่อมาพระสารีบุตรยังเข้าใจว่าท่านยังเป็นพระเสขะจึงแสดงธรรมสอนซ้ำอีก ทั้งที่แท้จริงท่านบรรลุอรหัตต์แล้ว พระพุทธเจ้าจึงทรงเปล่งอุทานว่าวัฏฏะถูกตัดขาดแล้ว ดุจธารน้ำที่แห้งเหือดไม่ไหลอีกต่อไป นี้คือที่สุดแห่งทุกข์
  64. หน้า ๑๙๙–๒๐๐ ชาวสาวัตถีลุ่มหลงมัวเมาในกามคุณ พระภิกษุหลายรูปกราบทูลว่าชาวเมืองสาวัตถีส่วนใหญ่หมกมุ่นลุ่มหลงในกามคุณอย่างรุนแรง ทั้งกำหนัด ยินดี พัวพัน และมัวเมาอยู่ พระพุทธเจ้าทรงเปล่งอุทานว่าสัตว์ที่ติดในกามและสังโยชน์ ไม่เห็นโทษของเครื่องผูกนั้น ย่อมไม่มีทางข้ามพ้นโอฆะอันใหญ่หลวงได้เลย ต่อมาพระองค์เสด็จบิณฑบาตทอดพระเนตรเห็นสภาพเดียวกันด้วยพระองค์เอง จึงทรงเปล่งอุทานอีกบทหนึ่ง เปรียบผู้บอดมืดด้วยกามอันถูกข่ายตัณหาปกคลุมเหมือนปลาที่ติดปากลอบ ต้องเดินไปสู่ความแก่และความตายอย่างไม่รู้ตัว ดุจลูกโคที่เดินตามแม่โคไปอย่างเคยชิน
  65. หน้า ๒๐๐–๒๐๒ พระลกุณฏกภัททิยะถูกดูแคลนรูปกาย และอุปมารถเทียมม้าเดียว พระพุทธเจ้าทรงเห็นพระลกุณฏกภัททิยะผู้มีรูปร่างเล็กเตี้ยและผิวพรรณไม่งามเดินตามหลังภิกษุอื่น ๆ อย่างถูกดูแคลน จึงตรัสเตือนภิกษุทั้งหลายว่าอย่าประมาทรูปกาย เพราะภิกษุรูปนี้มีฤทธิ์มากมีอานุภาพมาก บรรลุสมาบัติอันเป็นจุดหมายสูงสุดที่กุลบุตรออกบวชเพื่อแสวงหา พระองค์ทรงเปล่งอุทานเปรียบผู้หลุดพ้นด้วยภาพรถเทียมล้อเดียวที่มีเพลาไม่มีตำหนิ มีเครื่องปกคลุมสีขาว แล่นไปอย่างไม่มีทุกข์ กระแสตัณหาถูกตัดขาด ปราศจากเครื่องผูกพัน
  66. หน้า ๒๐๒–๒๐๓ พระอัญญาโกณฑัญญะ พระพุทธเจ้า และพระมหากัจจายนะ กับความหลุดพ้นภายใน หน้านี้รวมอุทานสั้นสามบทที่เกิดจากการพิจารณาภายใน บทแรกเมื่อพระอัญญาโกณฑัญญะพิจารณาความหลุดพ้นจากสิ้นตัณหาของตน พระพุทธเจ้าทรงเปล่งอุทานเปรียบท่านดุจต้นไม้ที่ไม่มีรากไม่มีใบจึงไม่มีเถาวัลย์เกาะเกี่ยว เป็นผู้ที่แม้เทวดาและพรหมก็สรรเสริญ บทที่สองพระพุทธเจ้าทรงพิจารณาการละปปัญจสัญญาของพระองค์เอง ตรัสว่าผู้ไม่มีปปัญจธรรมและไม่มีเครื่องกั้น แม้โลกพร้อมเทวดาก็ดูหมิ่นไม่ได้ บทที่สามเมื่อทรงเห็นพระมหากัจจายนะตั้งสติระลึกทั่วกายอย่างมั่นคง จึงตรัสว่าผู้มีสติระลึกทั่วกายอยู่เสมอ ไม่ยึดว่ามีตัวตนทั้งในปัจจ
  67. หน้า ๒๐๓–๒๐๕ บ่อน้ำที่หมู่บ้านถูนะใสสะอาดขึ้นด้วยพุทธานุภาพ ระหว่างเสด็จจาริกในแคว้นมัลละ ชาวบ้านถูนะซึ่งเป็นพราหมณ์คฤหบดีไม่พอใจสมณะ จึงเอาหญ้าและแกลบใส่บ่อน้ำจนเต็มปากบ่อเพื่อไม่ให้สมณะได้น้ำดื่ม เมื่อพระพุทธเจ้าทรงกระหายน้ำและรับสั่งให้พระอานนท์ไปตักน้ำถึงสามครั้ง แม้พระอานนท์จะทูลทัดทานว่าบ่อนั้นสกปรกแล้ว แต่เมื่อท่านเดินเข้าไปใกล้ หญ้าและแกลบก็ไหลออกไปเองจนน้ำใสสะอาด พระอานนท์อัศจรรย์ใจในพุทธานุภาพยิ่งนัก พระพุทธเจ้าจึงทรงเปล่งอุทานว่า จะมีประโยชน์อันใดด้วยบ่อน้ำ ถ้าตัดตัณหาที่รากได้แล้ว จะต้องแสวงหาน้ำไปทำไม อันเป็นการเล่นคำระหว่างน้ำจริงกับตัณหา
  68. หน้า ๒๐๕–๒๐๖ วังพระเจ้าอุเทนถูกไฟไหม้ พระนางสามาวดีและหญิง 500 สิ้นชีวิต ขณะพระเจ้าอุเทนเสด็จประพาสอุทยาน ตำหนักฝ่ายในถูกไฟไหม้ มีสตรีเสียชีวิตถึงห้าร้อยคนโดยมีพระนางสามาวดีเป็นประธาน ภิกษุทั้งหลายจึงทูลถามพระพุทธเจ้าถึงคติของอุบาสิกาเหล่านั้นหลังความตาย พระองค์ตรัสตอบว่าในบรรดาสตรีเหล่านั้นมีทั้งพระโสดาบัน พระสกทาคามี และพระอนาคามี จึงไม่มีผู้ใดตายไปโดยเปล่าประโยชน์เลย พระองค์ทรงเปล่งอุทานว่าโลกที่ถูกความหลงผูกไว้ดูเหมือนน่าเชื่อถือ คนโง่ถูกอุปธิผูกมัด ถูกความมืดห่อหุ้ม ดูราวกับเที่ยงแท้ถาวร แต่สำหรับผู้เห็นแจ้งแล้วไม่มีสิ่งใดเลย อันเป็นการปิดวรรคที่เจ็ด (จูฬวรรค) ข
  69. หน้า ๒๐๖–๒๐๘ พระอุทานว่าด้วยพระนิพพานสี่บท เปิดวรรคที่แปด (ปาฏลิคามิวรรค) ด้วยอุทานสี่บทอันโด่งดังที่สุดบทหนึ่งในพระไตรปิฎก ขณะทรงแสดงธรรมเรื่องนิพพานแก่ภิกษุผู้ตั้งใจฟังด้วยความเคารพ พระพุทธเจ้าตรัสว่ามีอายตนะหนึ่งที่ไม่มีดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่มีอากาสานัญจายตนะเป็นต้น ไม่มีโลกนี้โลกหน้า ไม่มีการมา การไป การตั้งอยู่ หรือการจุติเกิด นั่นคือที่สุดแห่งทุกข์ ต่อมาตรัสว่าสภาวะที่ไม่เกิด ไม่เป็น ไม่ถูกทำ ไม่ปรุงแต่งนั้นมีอยู่จริง เพราะมีสิ่งนี้จึงมีทางออกจากสิ่งที่เกิด เป็น ถูกทำ และปรุงแต่งได้ และตรัสถึงความไม่หวั่นไหวของผู้ไม่มีที่อาศัยว่าเป็นที่
  70. หน้า ๒๐๘–๒๑๑ นายจุนทะถวายภัตตาหารมื้อสุดท้าย พระพุทธเจ้าประชวรหนัก นายจุนทะ บุตรช่างทอง ณ เมืองปาวา ได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าจนเลื่อมใส จึงกราบทูลนิมนต์ฉันภัตตาหารในวันรุ่งขึ้น โดยจัดเตรียมสูกรมัททวะไว้ถวายเป็นพิเศษ พระพุทธเจ้ารับสั่งให้ถวายสูกรมัททวะแด่พระองค์เท่านั้น ส่วนอาหารอื่นให้ถวายแก่หมู่สงฆ์ และรับสั่งให้ฝังสูกรมัททวะที่เหลือเพราะไม่มีผู้ใดในโลกนอกจากพระตถาคตที่จะย่อยได้โดยสวัสดิภาพ หลังฉันภัตตาหารแล้ว พระองค์ทรงประชวรด้วยโรคปักขันทิกาอย่างรุนแรงถึงขั้นเป็นไข้ใกล้ปรินิพพาน แต่ทรงอดกลั้นด้วยสติสัมปชัญญะ แล้วรับสั่งให้พระอานนท์เตรียมเสด็จไปยังเมืองกุสินาร
  71. หน้า ๒๑๑–๒๑๕ สายน้ำกกุธาใสสะอาดอัศจรรย์ และอานิสงส์แห่งบิณฑบาตสองครั้งที่เสมอกัน ระหว่างทางไปกุสินารา พระพุทธเจ้าทรงกระหายน้ำ แต่แม่น้ำใกล้เคียงถูกเกวียนบดจนขุ่น พระอานนท์จึงทูลให้เสด็จไปแม่น้ำกกุธาที่อยู่ไกลออกไปแทน แต่เมื่อพระองค์ยืนกรานให้ไปตักที่แม่น้ำขุ่นนั้น สายน้ำก็กลับใสสะอาดขึ้นเองอย่างอัศจรรย์เมื่อพระอานนท์เข้าไปใกล้ ต่อมาพระอานนท์ทูลปลอบใจนายจุนทะซึ่งกำลังเดือดร้อนใจว่าอาหารของตนเป็นเหตุให้พระพุทธเจ้าประชวร โดยเล่าว่าพระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าบิณฑบาตสองครั้งมีผลเสมอกันและมีอานิสงส์มากกว่าครั้งอื่นทั้งหมด คือมื้อก่อนตรัสรู้และมื้อก่อนปรินิพพาน พระพุทธเจ้าทรงเปล่งอุทานว่
  72. หน้า ๒๑๕–๒๑๘ เทศนาโทษของผู้ทุศีล ๕ ประการ และอานิสงส์ของผู้มีศีล ๕ ประการ ณ ปาฏลิคาม เมื่อเสด็จถึงหมู่บ้านปาฏลิคาม อุบาสกในหมู่บ้านนิมนต์ให้ประทับที่เรือนพักและจัดอาสนะไว้รอรับเสด็จ พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแก่อุบาสกเหล่านั้นว่าผู้ทุศีลมีโทษห้าประการ คือ เสื่อมทรัพย์เพราะความประมาท มีชื่อเสียงเสีย เข้าสู่ที่ประชุมใดก็เก้อเขินไม่กล้าหาญ หลงตายเมื่อสิ้นชีวิต และตายแล้วไปสู่ทุคติ ส่วนผู้มีศีลย่อมได้อานิสงส์ตรงกันข้ามทั้งห้าประการ คือได้ทรัพย์มาก มีชื่อเสียงดี กล้าหาญในที่ประชุม ไม่หลงตาย และไปสู่สุคติ ทรงแสดงธรรมแก่อุบาสกเหล่านั้นตลอดคืนจนพวกเขาอิ่มเอิบใจแล้วจึงลากลับ
  73. หน้า ๒๑๘–๒๒๐ ทรงทำนายความเจริญและภัยในอนาคตของเมืองปาฏลีบุตร คืนนั้นพระพุทธเจ้าทรงเห็นด้วยทิพยจักษุว่ามีเทวดาจำนวนมากกำลังจับจองที่ดินในหมู่บ้านปาฏลิคามซึ่งอำมาตย์สุนีธะและวัสสการะแห่งแคว้นมคธกำลังสร้างเมืองเพื่อป้องกันแคว้นวัชชี โดยที่ใดเทวดาชั้นสูงจับจอง จิตของพระราชาและอำมาตย์ชั้นสูงก็จะโน้มไปสร้างที่นั่น พระองค์ทรงทำนายว่าที่แห่งนี้จะกลายเป็นนครสำคัญที่สุด เป็นศูนย์กลางการค้าขาย แต่จะมีภัยสามประการคุกคามในอนาคตคือไฟไหม้ น้ำท่วม หรือการแตกความสามัคคีภายใน ตอนท้ายอำมาตย์ทั้งสองมานิมนต์พระพุทธเจ้าฉันภัตตาหารและพระองค์ทรงอนุโมทนาด้วยพระคาถา ซึ่งเนื้อหาคาถ
  74. หน้า ๒๒๑–๒๒๒ สุนีธะ-วัสสการะ และการเสด็จข้ามแม่น้ำคงคา ตอนต้นหน้า ๒๒๑ เป็นบทท้ายของเรื่องก่อนหน้าที่กล่าวถึงเทวดาอนุเคราะห์ผู้มีศีลธรรม จากนั้นเข้าสู่เรื่องอำมาตย์สุนีธะและวัสสการะแห่งมคธผู้สร้างเมืองปาฏลีคาม ซึ่งติดตามส่งเสด็จพระพุทธเจ้าด้วยความเคารพจนถึงประตูเมืองและท่าน้ำที่พระองค์เสด็จผ่าน ถึงกับตั้งชื่อว่า "ประตูโคดม" และ "ท่าโคดม" เพื่อเป็นเกียรติ เมื่อเสด็จถึงแม่น้ำคงคาที่น้ำเต็มฝั่งจนผู้คนต้องหาเรือหรือแพข้าม พระพุทธเจ้ากลับทรงหายวับจากฝั่งนี้ไปปรากฏอีกฝั่งพร้อมภิกษุสงฆ์ในพริบตา แล้วทรงเปล่งอุทานเปรียบผู้มีปัญญาว่าข้ามห้วงน้ำแห่งวัฏสงสารได้ด
  75. หน้า ๒๒๒–๒๒๓ พระนาคสมาละกับทางสองแพร่ง ระหว่างเดินทาง พระนาคสมาละซึ่งเป็นปัจฉาสมณะทูลขอให้เสด็จไปทางหนึ่งถึงสามครั้ง แต่พระพุทธเจ้าทรงยืนกรานให้ไปอีกทางโดยไม่ทรงอธิบายเหตุผล ด้วยความน้อยใจ พระนาคสมาละจึงวางบาตรจีวรของพระองค์ไว้แล้วแยกไปเดินทางตามใจตนเอง ผลคือถูกโจรทำร้าย บาตรแตก จีวรถูกฉีกขาด เมื่อกลับมาเฝ้าและกราบทูลเรื่องราว พระพุทธเจ้าทรงเปล่งอุทานเปรียบผู้มีปัญญาที่อยู่ร่วมกับผู้อื่นแต่รู้จักแยกแยะละทิ้งสิ่งชั่ว ดุจนกยางหลีกเลี่ยงกระแสน้ำที่มีน้ำนมปนเปื้อน สื่อถึงการเชื่อฟังผู้มีปัญญามากกว่าและรู้จักหลีกหนีสถานการณ์ที่เป็นภัย
  76. หน้า ๒๒๓–๒๒๖ นางวิสาขามิคารมาตาโศกเศร้าถึงหลาน นางวิสาขามิคารมาตาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าในเวลากลางวันด้วยผมเปียกเสื้อผ้าเปียก เพราะหลานสาวอันเป็นที่รักเพิ่งเสียชีวิต พระองค์ตรัสถามว่านางอยากมีบุตรหลานมากเท่าจำนวนคนทั้งเมืองสาวัตถีหรือไม่ นางตอบว่าอยาก แต่เมื่อตรัสถามต่อว่าแต่ละวันมีคนตายในเมืองสาวัตถีกี่คน นางก็ตระหนักว่าถ้ามีบุตรหลานมากเช่นนั้นก็คงต้องร้องไห้ไม่หยุดทุกวัน พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงหลักธรรมสำคัญว่า ผู้มีสิ่งเป็นที่รัก ๑๐๐ ก็มีทุกข์ ๑๐๐ ผู้ไม่มีสิ่งเป็นที่รักเลยก็ไม่มีทุกข์เลย เป็นผู้ปราศจากโศก ปราศจากธุลี ไม่มีความคับแค้นใจ สอนให้เห็
  77. หน้า ๒๒๖–๒๒๘ ปรินิพพานของพระทัพพมัลลบุตร และจบพระอุทาน พระทัพพมัลลบุตรกราบทูลว่าถึงเวลาปรินิพพานของท่านแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสอนุญาตตามควร ท่านจึงเหาะขึ้นสู่อากาศ นั่งขัดสมาธิ เข้าเตโชธาตุแล้วปรินิพพาน ร่างกายลุกไหม้หมดสิ้นไม่เหลือแม้เถ้าถ่านหรือเขม่า เปรียบดังเนยใสหรือน้ำมันที่ถูกเผาไหม้ พระพุทธเจ้าทรงนำเหตุการณ์นี้มาแสดงแก่ภิกษุสงฆ์อีกครั้งพร้อมอุทานเปรียบการดับสนิทไม่มีร่องรอยเหมือนก้อนเหล็กที่ถูกเผาแล้วดับ ไม่อาจสืบหาที่ไปได้ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของนิพพานที่หมดเชื้อโดยสิ้นเชิง ตอนท้ายเป็นคำสรุปปิดวรรคปาฏลิคามิยวรรค (วรรคที่ ๘) และปิดคัมภีร์อุทานทั้งเล
  78. หน้า ๒๒๙–๒๓๒ อิติวุตตกะ เอกนิบาต วรรคที่ ๑ (ปาฏิโภควรรค) ตอนต้น เริ่มต้นคัมภีร์อิติวุตตกะด้วยหมวดเอกนิบาต วรรคแรกเรียกว่า "ปาฏิโภควรรค" ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสรับประกันความเป็นพระอนาคามีแก่ภิกษุผู้ละธรรมข้อเดียวได้ โดยแสดงต่อเนื่องกัน ๖ สูตรสำหรับธรรม ๖ อย่าง คือ โลภะ โทสะ โมหะ โกธะ มักขะ (การลบหลู่คุณผู้อื่น) และมานะ แต่ละสูตรมีคาถาซ้ำโครงสร้างเดียวกันว่า สัตว์ที่ถูกอกุศลธรรมนั้นครอบงำย่อมไปสู่ทุคติ แต่ผู้มีปัญญารู้แจ้งแล้วละได้ย่อมไม่กลับมาสู่โลกนี้อีก แสดงให้เห็นว่ากิเลสแต่ละตัวเพียงตัวเดียวก็เพียงพอที่จะเป็นเหตุแห่งทุกข์และการเวียนว่ายได้
  79. หน้า ๒๓๒–๒๓๔ ปาฏิโภควรรค ตอนปลาย และจบวรรคที่ ๑ สูตรที่เหลือของวรรคขยายจากการละกิเลสทีละตัวไปสู่หลักการกว้างขึ้น คือผู้รู้แจ้งและกำหนดรู้ "สิ่งทั้งปวง" โดยไม่ยึดติดย่อมล่วงพ้นทุกข์ทั้งสิ้นได้ และการไม่รู้แจ้งไม่ละมานะทำให้ไม่อาจสิ้นทุกข์ ส่วนผู้รู้แจ้งละมานะได้ย่อมล่วงพ้นเครื่องผูกรัดทั้งปวง จากนั้นมีสองสูตรย้อนกลับมาเรื่องการละโลภะและโทสะซ้ำอีกครั้งด้วยคาถาเดิม วรรคปิดท้ายด้วยคำสรุปรวมหัวข้อทั้ง ๑๐ สูตรของปาฏิโภควรรค ซึ่งเป็นวรรคแรกของเอกนิบาต
  80. หน้า ๒๓๔–๒๓๙ เอกนิบาต วรรคที่ ๒ - อวิชชา ตัณหา มิตรดี และสังฆเภท วรรคนี้เริ่มด้วยสูตรว่าด้วยการไม่รู้แจ้งโมหะ โกธะ และมักขะ (ซ้ำรูปแบบเดิม) จากนั้นแสดงหลักธรรมสำคัญว่า อวิชชาเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้สัตว์เวียนว่ายในสังสารวัฏยาวนานที่สุด ตัณหาเป็นเครื่องผูกมัดเดียวที่ทำให้สัตว์ท่องเที่ยวไม่รู้จบ โยนิโสมนสิการเป็นองค์ประกอบภายในที่เป็นประโยชน์ที่สุดสำหรับภิกษุผู้ยังศึกษาอยู่ และความมีกัลยาณมิตรเป็นองค์ประกอบภายนอกที่เป็นประโยชน์ที่สุด ช่วงท้ายวรรคเปรียบเทียบผลของความแตกแยกในสงฆ์ (นำไปสู่นรก) กับความสามัคคีในสงฆ์ (นำไปสู่สวรรค์) และปิดท้ายด้วยเรื่องพระพุทธเจ้าทรงหยั
  81. หน้า ๒๔๐–๒๔๖ เอกนิบาต วรรคที่ ๓ - บุญ เมตตา และจบเอกนิบาต เริ่มด้วยเรื่องผู้มีจิตเลื่อมใสขณะตายย่อมไปสู่สุคติ ตรงข้ามกับสูตรก่อนหน้า จากนั้นพระพุทธเจ้าตรัสสอนไม่ให้กลัวการทำบุญ โดยทรงเล่าถึงอดีตชาติของพระองค์เองที่เจริญเมตตาจิตเจ็ดปีจนได้เป็นพรหม เป็นท้าวสักกะถึง ๓๖ ครั้ง และเป็นพระเจ้าจักรพรรดิอีกนับครั้งไม่ถ้วน ล้วนเกิดจากทาน ทมะ และสัญญมะ ต่อมาทรงแสดงว่าความไม่ประมาทในกุศลธรรมให้ประโยชน์ทั้งภพนี้และภพหน้า เปรียบกองกระดูกของคนคนเดียวที่เวียนว่ายมาตลอดกัปหนึ่งว่าใหญ่เท่าภูเขาเวปุลละ และปิดวรรค (อันเป็นการจบเอกนิบาตทั้งหมด) ด้วยอุปมาอันโด่งดังว่าเมตตาเ
  82. หน้า ๒๔๗–๒๕๓ ทุกนิบาต วรรคที่ ๑ - คู่ธรรมนำไปสู่ทุกข์และสุข วรรคนี้เปิดหมวดทุกนิบาตด้วยชุดธรรมคู่ตรงข้ามที่ให้ผลต่างกัน เช่น การไม่สำรวมอินทรีย์และไม่รู้ประมาณในการบริโภคนำไปสู่ทุกข์และทุคติ ตรงข้ามกับการสำรวมที่นำไปสู่สุขและสุคติ ธรรมที่เผาผลาญใจคือการไม่ทำดีและได้ทำชั่ว ตรงข้ามกับการไม่มีสิ่งเหล่านั้น ศีลชั่วคู่กับทิฏฐิชั่วนำไปนรก ศีลดีคู่กับทิฏฐิดีนำไปสวรรค์ นอกจากนี้ยังสอนว่าความเพียรเผากิเลสและความละอายกลัวบาปเป็นเงื่อนไขจำเป็นสู่การตรัสรู้ พรหมจรรย์มิได้มีไว้เพื่อลาภยศชื่อเสียงแต่เพื่อสำรวมและละกิเลส และปิดวรรคด้วยคุณค่าของความสังเวชในสิ่งที่ควรสัง
  83. หน้า ๒๕๓–๒๖๔ ทุกนิบาต วรรคที่ ๒ - นิพพานธาตุ หิริโอตตัปปะ และจบทุกนิบาต วรรคยาวนี้เริ่มด้วยความคิดที่พระตถาคตทรงคิดบ่อยที่สุดสองอย่างคือ ความคิดถึงความปลอดโปร่ง (เขมะ) และความสงัด (วิเวก) พร้อมวิธีการสอนสองแบบคือชี้บาปว่าเป็นบาปแล้วนำสู่ความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด สอนว่าอวิชชานำหน้าอกุศลธรรมเสมอ ส่วนวิชชานำหน้ากุศลธรรม และหิริโอตตัปปะสองอย่างเท่านั้นที่ค้ำจุนโลกไว้มิให้สับสนปะปนกันดุจสัตว์เดรัจฉาน จุดสำคัญของวรรคคือการประกาศว่า "มีสิ่งที่ไม่เกิด ไม่เป็น ไม่ถูกทำ ไม่ถูกปรุงแต่ง" (นิพพาน) อยู่จริง จึงทำให้มีทางออกจากสิ่งที่เกิดที่ถูกปรุงแต่งได้ พร้อมอธิบายนิพพานธาตุสองอย
  84. หน้า ๒๖๔–๒๖๙ ติกนิบาต วรรคที่ ๑ - มูล ธาตุ เวทนา ตัณหา และอาสวะ หมวดติกนิบาตเปิดด้วยอกุศลมูลสามคือโลภะ โทสะ โมหะ ที่กัดกินผู้มีจิตเป็นบาปดุจขุยไผ่ทำลายต้นไผ่ที่ให้กำเนิดมันเอง ตามด้วยธาตุสาม (รูปธาตุ อรูปธาตุ นิโรธธาตุ) และเวทนาสาม (สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์) ซึ่งสอนซ้ำสองครั้งโดยครั้งหลังเน้นว่าสุขเวทนาควรเห็นเป็นทุกข์เพราะไม่เที่ยง ทุกขเวทนาเห็นดุจลูกศร และเวทนากลางๆ เห็นเป็นของไม่เที่ยง อันเป็นทางตัดตัณหา จากนั้นแสดงการแสวงหาสาม (กาม ภพ พรหมจรรย์) และอาสวะสาม (กาม ภพ อวิชชา) อย่างละสองสูตร ต่อด้วยตัณหาสาม และปิดวรรคด้วยภิกษุผู้สมบูรณ์ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา ที
  85. หน้า ๒๗๐–๒๗๕ ติกนิบาต วรรคที่ ๒ - บุญกิริยาวัตถุ จักขุ และข้ามห้วงมหาสมุทร วรรคนี้แสดงบุญกิริยาวัตถุสาม (ทาน ศีล ภาวนา) จักขุสาม (มังสจักขุ ทิพยจักขุ ปัญญาจักขุอันประเสริฐสุด) และอินทรีย์สามที่แสดงลำดับการบรรลุธรรมตั้งแต่โสดาบันจนถึงพระอรหันต์ผู้รู้แจ้งแล้ว ตามด้วยกาลสาม (อดีต อนาคต ปัจจุบัน) และอันตรายของการติดอยู่ในบัญญัติ กับชุดธรรมสามที่จำแนกทางกาย วาจา ใจ คือทุจริต สุจริต ความบริสุทธิ์ และความเป็นมุนี ปิดท้ายวรรคด้วยคำสอนว่าผู้ยังไม่ละราคะ โทสะ โมหะ ยังคงถูกบ่วงมารรัดไว้และยังไม่อาจข้ามมหาสมุทรแห่งภพที่เต็มไปด้วยคลื่นวังวนและสัตว์ร้ายได้ ส่วนผู้ละได้แล้วย่อมข้ามพ้
  86. หน้า ๒๗๖–๒๗๗ คู่พระสูตรมิจฉาทิฏฐิและสัมมาทิฏฐิ อธิบายคู่ผลกรรมที่ตรงข้ามกัน บุคคลที่ประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต มีมิจฉาทิฏฐิ กล่าวร้ายพระอริยะ ตายแล้วย่อมไปสู่อบาย ทุคติ นรก ส่วนบุคคลที่ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต มีสัมมาทิฏฐิ ตายแล้วย่อมไปสู่สุคติโลกสวรรค์ พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระองค์ตรัสสิ่งที่ทรงรู้เห็นด้วยพระองค์เอง มิใช่เพียงได้ยินจากผู้อื่น คาถาสรุปว่าผู้มีใจ วาจา และกายผิด ย่อมตกนรก ผู้มีใจ วาจา และกายถูกต้อง ย่อมไปสวรรค์
  87. หน้า ๒๗๘ ธาตุเครื่องสลัดออกและความสงบยิ่งของนิพพาน ทรงแสดงธาตุ ๓ ประการที่เป็นเครื่องสลัดออกจากสิ่งผูกพัน คือ เนกขัมมะเป็นเครื่องสลัดออกจากกาม อรูปเป็นเครื่องสลัดออกจากรูป และนิโรธเป็นเครื่องสลัดออกจากสิ่งปรุงแต่งทั้งปวง จากนั้นทรงแสดงต่อว่าอรูปสงบกว่ารูป และนิโรธสงบยิ่งกว่าอรูป ผู้กำหนดรู้รูปและไม่ติดในอรูป หลุดพ้นในนิโรธ ชื่อว่าผู้ชนะมัจจุ พระพุทธเจ้าผู้สัมผัสอมตธาตุด้วยพระวรกาย สละคืนอุปธิได้แล้ว ทรงแสดงทางอันไม่โศกไม่มีธุลี
  88. หน้า ๒๗๙–๒๘๐ บุตรสามประเภท: อติชาต อนุชาต อวชาต ทรงแสดงบุตร ๓ ประเภท คือ บุตรที่ดีเกินพ่อแม่ (อติชาต) ซึ่งเกิดเมื่อพ่อแม่ไม่มีศรัทธาไม่มีศีลแต่บุตรกลับถึงพร้อมด้วยศรัทธาศีล บุตรที่เสมอพ่อแม่ (อนุชาต) ซึ่งทั้งพ่อแม่และบุตรมีศรัทธาศีลเสมอกัน และบุตรที่เลวกว่าพ่อแม่ (อวชาต) ซึ่งพ่อแม่มีศรัทธาศีลแต่บุตรไร้ศรัทธาไร้ศีล บัณฑิตย่อมปรารถนาบุตรแบบอติชาตและอนุชาต ไม่ปรารถนาบุตรอวชาตที่ทำลายวงศ์ตระกูล คาถาเปรียบบุตรที่ดีดุจพระจันทร์พ้นเมฆหมอก ย่อมรุ่งเรืองในหมู่ชน
  89. หน้า ๒๘๑–๒๘๒ บุคคลสามจำพวกเปรียบดังฝน ทรงเปรียบบุคคล ๓ จำพวกกับฝน คือ ผู้ไม่ให้ทานแก่ใครเลยเปรียบดังฝนไม่ตกเลย (อวุฏฐิกสมะ) ผู้ให้แก่บางคนไม่ให้บางคนเปรียบดังฝนตกเฉพาะที่ (ปเทสวัสสี) และผู้ให้ทานแก่ทุกคนโดยไม่เลือกเปรียบดังฝนตกทั่วทุกแห่ง (สัพพัตถาภิวัสสี) คาถาเปรียบผู้ให้ทานด้วยทรัพย์ที่หามาโดยธรรมว่าดุจเมฆคำรามแล้วโปรยฝนให้ที่ลุ่มที่ดอนเต็มไปด้วยน้ำ สอนเรื่องความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่โดยไม่แบ่งแยกบุคคล
  90. หน้า ๒๘๓ สุขสามประการจากการรักษาศีล และมิตรดี-มิตรชั่ว บัณฑิตพึงรักษาศีลเพื่อหวังสุข ๓ ประการ คือ ความสรรเสริญ โภคทรัพย์ และการเกิดในสุคติหลังตาย จากนั้นทรงแสดงคาถาเรื่องการคบมิตร ว่าแม้ไม่ทำบาปเองแต่คบคนทำบาปก็พลอยถูกระแวงและเสื่อมเสีย เปรียบดังปลาเน่าห่อด้วยใบหญ้าคาย่อมทำให้ใบหญ้าเหม็นด้วย ส่วนการคบคนดีเปรียบดังใบไม้ห่อเครื่องหอมย่อมหอมตามไปด้วย สอนให้บัณฑิตพิจารณาเลือกคบแต่คนดี เพราะคนพาลนำไปสู่นรก คนดีนำไปสู่สุคติ
  91. หน้า ๒๘๔ ความไม่เที่ยงของกายและวิญญาณ ทรงแสดงว่ากายนี้มีความแตกดับเป็นธรรมดา วิญญาณก็มีความคลายกำหนัดเป็นธรรมดา อุปธิทั้งปวงล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรผันเป็นธรรมดา ภิกษุผู้เห็นภัยในอุปธิ ก้าวล่วงชาติและมรณะ บรรลุถึงความสงบอย่างยิ่งแล้ว ย่อมรอคอยเวลาปรินิพพานด้วยใจที่อบรมดีแล้วโดยไม่หวั่นไหว
  92. หน้า ๒๘๕ สัตว์คบหากันตามธาตุแห่งอัธยาศัย ทรงแสดงว่าสัตว์ทั้งหลายย่อมคบหาสมาคมกันตามธาตุคืออัธยาศัยที่เหมือนกัน ผู้มีอัธยาศัยเลวย่อมคบกับผู้มีอัธยาศัยเลว ผู้มีอัธยาศัยดีย่อมคบกับผู้มีอัธยาศัยดี ทั้งในอดีต อนาคต และปัจจุบัน คาถาเปรียบผู้เกียจคร้านที่คบหากันว่าเหมือนคนอาศัยท่อนไม้เล็กจมลงในทะเลใหญ่ แม้ผู้เคยดำเนินชีวิตดีก็จมได้หากคบคนเกียจคร้าน จึงสอนให้เว้นคนเกียจคร้านหันไปคบบัณฑิตผู้มีความเพียรเสมอ
  93. หน้า ๒๘๖ เหตุเสื่อมของภิกษุผู้เป็นเสขะ และความคิดเห็นแก่ตัวสามประการ (จบวรรคที่ ๓ เริ่มวรรคที่ ๔) ทรงแสดงธรรม ๓ ประการที่ทำให้ภิกษุผู้ยังศึกษาอยู่ (เสขะ) เสื่อมจากคุณธรรม คือ ความยินดีในการงาน การพูดคุย และการนอนหลับ ธรรมตรงข้ามย่อมทำให้ไม่เสื่อม ต่อจากนี้จบวรรคที่ ๓ ของติกนิบาต แล้วเริ่มวรรคที่ ๔ ด้วยพระสูตรว่าด้วยวิตกอกุศล ๓ ประการ คือ ความคิดกลัวถูกดูหมิ่น ความคิดใฝ่ลาภยศสรรเสริญ และความคิดที่เห็นแก่ตัวแฝงในรูปความสงสารผู้อื่น ซึ่งล้วนขัดขวางการบรรลุโพธิญาณ
  94. หน้า ๒๘๗–๒๘๘ ผู้ไม่หวั่นไหวต่อสักการะและการเสื่อมเสียสักการะ ทรงแสดงว่าสัตว์ที่ถูกครอบงำจิตด้วยการได้รับสักการะ หรือการไม่ได้รับสักการะ หรือทั้งสองอย่าง ตายแล้วย่อมไปสู่อบายภูมิ เพราะยึดติดในลาภสักการะจนขาดสติ ส่วนผู้มีสมาธิไม่หวั่นไหวไม่ว่าจะได้รับสักการะหรือไม่ก็ตาม เป็นผู้ไม่ประมาท เพ่งพินิจ มีปัญญาละเอียดอ่อน มุ่งสิ้นอุปาทาน ท่านเรียกว่าสัตบุรุษ
  95. หน้า ๒๘๙–๒๙๑ เสียงเทวดาสามครั้ง และสัญญาณการจุติของเทวดา ทรงแสดงโอกาสสามครั้งที่เสียงเทวดาดังกึกก้อง คือเมื่ออริยสาวกออกบวช เมื่อเจริญโพธิปักขิยธรรม และเมื่อบรรลุความหลุดพ้นสิ้นอาสวะ ซึ่งเทวดาถือว่าเป็นผู้ชนะสงครามกับมาร จากนั้นทรงแสดงลางบอกเหตุ ๕ ประการที่เทวดาจะจุติ และเมื่อภิกษุรูปหนึ่งทูลถามความหมายของสุคติ ลาภที่ได้ดี และความตั้งมั่นดีของเทวดา พระพุทธเจ้าตรัสว่าความเป็นมนุษย์และการได้ศรัทธาในพระธรรมวินัยต่างหากคือสิ่งประเสริฐที่สุดของเทวดา ยิ่งกว่าความเป็นเทวดาเสียอีก
  96. หน้า ๒๙๒ บุคคลสามประเภทที่อุบัติเพื่อประโยชน์แก่ชาวโลก ทรงแสดงบุคคล ๓ จำพวกที่เมื่อเกิดขึ้นในโลกย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขแก่คนหมู่มาก คือ พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงแสดงธรรมงามในเบื้องต้นท่ามกลางและที่สุด สาวกผู้เป็นพระอรหันต์สิ้นอาสวะแล้ว และสาวกผู้เป็นเสขะพหูสูตมีศีลาจารวัตรงาม ซึ่งต่างก็แสดงธรรมสืบต่อกันมา คาถาสรุปว่าทั้งสามท่านนี้ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์ นำสัตว์ให้พ้นทุกข์ในโลกนี้เอง
  97. หน้า ๒๙๓ อสุภกรรมฐาน อานาปานสติ อนิจจสัญญา และความเป็นอยู่ตามธรรม ทรงสอนให้ภิกษุพิจารณากายโดยความเป็นของไม่งาม ตั้งสติกำหนดลมหายใจเข้าออก และพิจารณาสังขารทั้งปวงโดยความไม่เที่ยง ซึ่งช่วยละราคานุสัยในธาตุที่งาม ละความฟุ้งซ่านภายนอก และละอวิชชาตามลำดับ ต่อมาทรงแสดงอนุธรรมของภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมว่า เมื่อกล่าวก็กล่าวแต่ธรรม เมื่อตรึกก็ตรึกแต่เรื่องธรรม ไม่ฝักใฝ่ทั้งสองฝ่าย วางเฉยด้วยสติสัมปชัญญะ นำไปสู่ความสงบใจไม่ว่าเดิน ยืน นั่ง หรือนอน
  98. หน้า ๒๙๔–๒๙๕ วิตกอกุศลที่ทำให้มืดบอด และวิตกกุศลที่ทำให้เกิดปัญญา ทรงแสดงวิตกอกุศล ๓ ประการ คือ กามวิตก พยาบาทวิตก และวิหิงสาวิตก ซึ่งทำให้มืดบอด ไร้จักษุ ไร้ญาณ ทำลายปัญญา ไม่นำไปสู่นิพพาน ตรงข้ามกับวิตกกุศล ๓ ประการ คือ เนกขัมมวิตก อพยาบาทวิตก และอวิหิงสาวิตก ซึ่งทำให้ไม่มืดบอด มีจักษุ มีญาณ เจริญปัญญา นำไปสู่นิพพาน คาถาสรุปสอนให้เจริญวิตกฝ่ายกุศลและกำจัดวิตกฝ่ายอกุศล เพื่อบรรลุความสงบดุจฝนชะล้างธุลี
  99. หน้า ๒๙๖ มลภายในสามประการ: โลภะ โทสะ โมหะ ทรงแสดงว่าโลภะ โทสะ และโมหะ เป็นดังมลทิน ศัตรู และเพชฌฆาตที่แฝงอยู่ภายในตัวเอง คาถาอธิบายว่าโลภะก่อความพินาศทำให้จิตกำเริบ เกิดภัยจากภายในที่คนทั่วไปไม่รู้ตัว ผู้ถูกโลภะครอบงำย่อมไม่รู้ประโยชน์ไม่เห็นธรรม เช่นเดียวกับโทสะและโมหะ แต่ผู้ที่ละกิเลสเหล่านี้ได้ย่อมหลุดพ้นจากมันได้ดุจหยดน้ำกลิ้งจากใบบัว หรือดวงอาทิตย์ขจัดความมืดยามรุ่งอรุณ
  100. หน้า ๒๙๗ ความเสื่อมของพระเทวทัต (จบวรรคที่ ๔) ทรงตรัสว่าพระเทวทัตถูกครอบงำจิตด้วยอสัทธรรม ๓ ประการ คือ ความปรารถนาลามก มิตรชั่ว และการหยุดความเพียรกลางคันทั้งที่ยังมีคุณวิเศษที่ควรบรรลุต่อไป ทำให้ต้องไปเกิดในอบายในนรกตลอดกัปแก้ไขไม่ได้ คาถาเตือนไม่ให้ใครมีความปรารถนาลามกเช่นพระเทวทัตผู้เคยได้รับการยกย่องแต่ประมาทจนตกนรกอเวจี และสอนว่าผู้ประทุษร้ายพระตถาคตผู้บริสุทธิ์ บาปนั้นย่อมย้อนกลับสู่ตนเองเหมือนผู้โปรยฝุ่นพิษทวนลม เนื้อหาตอนนี้จบวรรคที่ ๔ ของติกนิบาต
  101. หน้า ๒๙๘–๒๙๙ ความเลื่อมใสอันเลิศสามประการ เริ่มวรรคที่ ๕ ของติกนิบาต ทรงแสดงความเลื่อมใสอันเลิศ ๓ ประการ คือ ความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าผู้เป็นเลิศกว่าสัตว์ทั้งปวง ความเลื่อมใสในธรรมอันเป็นวิราคะซึ่งเลิศกว่าธรรมที่ปรุงแต่งและไม่ปรุงแต่งทั้งปวง และความเลื่อมใสในพระสงฆ์ผู้เป็นเลิศกว่าหมู่คณะทั้งปวง ผู้เลื่อมใสในสิ่งที่เลิศย่อมได้รับผลอันเลิศ คาถาสรุปว่าผู้ถวายทานในสิ่งที่เลิศย่อมได้บุญ อายุ วรรณะ ยศ เกียรติ และพละอันเลิศตามมา
  102. หน้า ๓๐๐ การขอบิณฑบาตกับกุลบุตรผู้บวชแล้วไม่ตั้งใจปฏิบัติ ทรงตรัสว่าการเที่ยวขอ (ปิณโฑลยะ) เป็นการเลี้ยงชีพที่ต่ำสุดในโลก แต่กุลบุตรที่ยอมรับสภาพนี้เพราะเห็นภัยในสังสารวัฏคือชาติชรามรณะ มิใช่เพราะถูกบังคับหรือหนีหนี้หนีภัย ทว่าหากบวชแล้วยังมีจิตโลภในกาม มีความพยาบาท เผลอสติ ก็เปรียบเหมือนดุ้นฟืนที่ไฟไหม้ทั้งสองข้างส่วนกลางเปื้อนอุจจาระ ใช้ประโยชน์ไม่ได้ทั้งในบ้านและป่า คาถาสรุปว่าการกลืนก้อนเหล็กแดงยังดีกว่าการฉันบิณฑบาตของชาวบ้านทั้งที่เป็นผู้ทุศีลไม่สำรวม
  103. หน้า ๓๐๑ ผู้ใกล้และผู้ไกลจากพระพุทธเจ้า ทรงแสดงว่าแม้ภิกษุจะจับชายสังฆาฏิเดินตามพระองค์ไปติดๆ แต่หากยังมีจิตโลภในกาม มีพยาบาท เผลอสติ ก็ชื่อว่าอยู่ไกลจากพระองค์ เพราะไม่เห็นธรรม ในทางตรงข้าม แม้ภิกษุจะอยู่ห่างไกลถึงร้อยโยชน์ แต่หากปราศจากความโลภ พยาบาท มีสติสัมปชัญญะตั้งมั่น ก็ชื่อว่าอยู่ใกล้พระองค์ เพราะผู้เห็นธรรมชื่อว่าเห็นพระองค์ คาถาสรุปว่าผู้ยังใคร่อยากแม้ติดตามใกล้ชิดก็ยังห่างไกล ส่วนผู้ปราศจากตัณหาแม้ห่างไกลก็ชื่อว่าใกล้
  104. หน้า ๓๐๒ ไฟสามกองและการพิจารณาจิตไม่ให้ฟุ้งซ่าน ทรงแสดงไฟ ๓ กอง คือ ไฟราคะ ไฟโทสะ และไฟโมหะ ซึ่งเผาผลาญสัตว์ผู้กำหนัดในกาม ผู้มีจิตพยาบาทฆ่าสัตว์ และผู้หลงงมงายไม่ฉลาดในอริยธรรม ผู้ประพฤติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าอยู่เป็นนิตย์ย่อมดับไฟราคะด้วยอสุภสัญญา ดับไฟโทสะด้วยเมตตา และดับไฟโมหะด้วยปัญญา จากนั้นทรงสอนสั้นๆ ว่าภิกษุพึงพิจารณาโดยวิธีที่วิญญาณภายนอกไม่ฟุ้งซ่าน ภายในไม่ยึดติด จะทำให้ไม่มีการเกิดทุกข์จากชาติชรามรณะต่อไปในอนาคต
  105. หน้า ๓๐๓ ภพแห่งกามสามระดับ และโยคะแห่งกามกับภพ ทรงแสดงภูมิแห่งกามภพ ๓ ระดับ คือ เทวดาที่เสวยกามที่ปรากฏอยู่แล้ว เทวดาที่ยินดีในกามที่ตนเนรมิตขึ้นเอง และเทวดาที่ยินดีในกามที่ผู้อื่นเนรมิตให้ บัณฑิตพึงละกามทั้งที่เป็นทิพย์และของมนุษย์ทั้งหมด ต่อมาทรงแสดงว่าผู้ยังประกอบด้วยกามโยคะและภวโยคะย่อมกลับมาเกิดอีก ผู้ละกามโยคะได้แต่ยังมีภวโยคะเรียกว่าพระอนาคามี ส่วนผู้ปราศจากทั้งกามโยคะและภวโยคะคือพระอรหันต์ผู้สิ้นอาสวะ
  106. หน้า ๓๐๔–๓๐๕ ภิกษุผู้มีศีลงาม ธรรมงาม ปัญญางาม และทานสองประเภท ทรงแสดงคุณสมบัติของภิกษุผู้บริบูรณ์ (เกวลี) ว่าประกอบด้วยศีลงามคือสำรวมในปาฏิโมกข์ ธรรมงามคือเจริญโพธิปักขิยธรรม และปัญญางามคือหลุดพ้นจากอาสวะด้วยเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ ผู้ประกอบด้วยคุณทั้งสามถือเป็นอุตตมบุรุษ จากนั้นทรงแสดงว่าทาน การแบ่งปัน และการอนุเคราะห์มีสองอย่างคือด้วยอามิสและด้วยธรรม ซึ่งธรรมทานประเสริฐกว่าอามิสทานเสมอ เพราะนำไปสู่ความหลุดพ้นอย่างแท้จริง
  107. หน้า ๓๐๖–๓๐๗ วิชชาสามของพราหมณ์ผู้แท้จริง (จบติกนิบาต) ทรงอธิบายว่าพระองค์บัญญัติผู้เป็นพราหมณ์ผู้มีวิชชาสาม (เตวิชชะ) ด้วยธรรมที่แท้จริง มิใช่เพียงคำกล่าวอ้าง วิชชาที่หนึ่งคือการระลึกชาติในอดีตได้หลายภพหลายชาติอย่างละเอียด วิชชาที่สองคือทิพยจักษุที่เห็นสัตว์จุติและอุบัติไปตามกรรม และวิชชาที่สามคือการสิ้นอาสวะบรรลุเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ ผู้ประกอบด้วยวิชชาสามนี้เท่านั้นที่พระองค์เรียกว่าพราหมณ์แท้จริง ตอนท้ายเป็นการจบติกนิบาตแห่งอิติวุตตกะโดยสมบูรณ์
  108. หน้า ๓๐๘–๓๐๙ พระพุทธเจ้าดุจแพทย์ผู้ผ่าตัดกิเลส และเครื่องอาศัยสี่อย่างของสมณะ (เริ่มจตุกกนิบาต) เริ่มต้นจตุกกนิบาตแห่งอิติวุตตกะ พระพุทธเจ้าทรงเปรียบพระองค์เป็นดุจพราหมณ์แพทย์ผู้ผ่าตัดกิเลสให้แก่เหล่าสาวกผู้เป็นบุตรที่เกิดจากพระโอษฐ์คือเกิดจากธรรม มิใช่บุตรที่รับมรดกทางวัตถุ และย้ำอีกครั้งว่าธรรมทานประเสริฐกว่าอามิสทาน จากนั้นทรงแสดงเครื่องอาศัย ๔ อย่างที่หาได้ง่ายแต่ไม่มีโทษสำหรับนักบวช คือ ผ้าบังสุกุล อาหารบิณฑบาต การอยู่โคนไม้ และยาดองมูตรเน่า ภิกษุผู้สันโดษด้วยสิ่งเหล่านี้ย่อมมีจิตไม่ฟุ้งซ่านไม่ว่าจะอยู่ ณ ที่ใด
  109. หน้า ๓๑๐ ความสิ้นอาสวะเกิดจากความรู้เห็นอริยสัจสี่ ทรงตรัสว่าความสิ้นไปแห่งอาสวะย่อมมีแก่ผู้รู้ผู้เห็น มิใช่แก่ผู้ไม่รู้ไม่เห็น โดยสิ่งที่ต้องรู้เห็นคืออริยสัจ ๔ ได้แก่ ทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ความดับทุกข์ และทางดับทุกข์ คาถาสรุปว่าญาณขั้นแรกเกิดแก่พระเสขะผู้ยังศึกษาอยู่ในหนทางตรง ต่อจากนั้นญาณในความหลุดพ้นย่อมเกิดตามมา แต่นิพพานอันเป็นเครื่องปลดเปลื้องกิเลสทั้งปวงนี้ ผู้เกียจคร้านและโง่เขลาไม่อาจบรรลุถึงได้
  110. หน้า ๓๑๑ สมณพราหมณ์ผู้แท้จริงคือผู้รู้อริยสัจ ทรงตรัสว่าสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดไม่รู้ตามความเป็นจริงซึ่งอริยสัจ ๔ ย่อมไม่นับว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะหรือพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์อย่างแท้จริง เพราะยังไม่บรรลุประโยชน์แห่งความเป็นสมณะหรือพราหมณ์ด้วยตนเอง ส่วนผู้ที่รู้ตามความเป็นจริงซึ่งอริยสัจ ๔ ย่อมได้ชื่อว่าเป็นสมณะและพราหมณ์แท้จริง คาถาสรุปว่าผู้ไม่รู้ทุกข์และทางดับทุกข์ย่อมพลาดจากความหลุดพ้น ต้องเวียนว่ายในชาติชราต่อไป
  111. หน้า ๓๑๒–๓๑๓ คุณของการคบหาภิกษุผู้บริบูรณ์ และเหตุเกิดตัณหาสี่ประการ ทรงแสดงว่าภิกษุผู้สมบูรณ์ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะ เป็นผู้อบรมสั่งสอน ชี้แจง ปลุกใจ ทำให้ร่าเริง สามารถแสดงพระสัทธรรมได้ การได้เห็น ได้ฟัง เข้าไปหา หรือบวชตามภิกษุเช่นนี้ล้วนมีอุปการะมาก เพราะช่วยให้ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติบริบูรณ์ยิ่งขึ้น ท่านเหล่านี้จึงได้ชื่อว่าศาสดา ผู้ขจัดความมืด ผู้ให้แสงสว่าง จากนั้นทรงแสดงเหตุเกิดตัณหา ๔ ประการในภิกษุ คือ เหตุแห่งจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และภวาภวะ
  112. หน้า ๓๑๔–๓๑๕ มารดาบิดาคือพรหมของบุตร และการพึ่งพากันระหว่างคฤหัสถ์กับบรรพชิต ทรงตรัสว่าตระกูลใดที่บุตรบูชามารดาบิดาในเรือนตน ตระกูลนั้นชื่อว่ามีพรหม มีเทวดาปางก่อน มีอาจารย์ปางก่อน และมีผู้ควรแก่การบูชาอยู่ในบ้าน เพราะมารดาบิดาเป็นผู้มีอุปการะมาก เลี้ยงดู อุปถัมภ์ และแสดงโลกนี้แก่บุตร บุตรจึงควรกราบไหว้บำรุงด้วยอาหารเครื่องนุ่งห่มและการดูแล จากนั้นทรงแสดงว่าพราหมณ์คหบดีมีอุปการะมากต่อภิกษุด้วยปัจจัยสี่ ส่วนภิกษุก็มีอุปการะมากต่อคฤหัสถ์ด้วยการแสดงธรรม ทั้งสองฝ่ายจึงอาศัยกันเพื่อข้ามพ้นโอฆะและทำที่สุดแห่งทุกข์
  113. หน้า ๓๑๖–๓๑๗ ภิกษุผู้เจ้าเล่ห์ไม่เจริญในธรรม และอุปมาบุรุษถูกกระแสน้ำพัดพา ทรงตรัสว่าภิกษุที่โอ้อวด กระด้าง พูดเลียบเคียง ยกตนข่มท่าน ฟุ้งซ่าน ไม่มีสมาธิ ย่อมไม่เจริญงอกงามในพระธรรมวินัย ตรงข้ามกับภิกษุที่ไม่โอ้อวด มีปัญญา สงบเสงี่ยม ย่อมเจริญงอกงามได้ จากนั้นทรงแสดงอุปมาบุรุษผู้ถูกกระแสน้ำอันน่ารื่นรมย์พัดพาไป มีผู้ยืนบนฝั่งเตือนภัยเบื้องหน้าคือน้ำวนและสัตว์ร้าย บุรุษนั้นจึงว่ายทวนกระแส พระพุทธเจ้าทรงเปรียบกระแสน้ำคือตัณหา ฝั่งในคืออายตนะภายใน ภัยเบื้องหน้าคือกามคุณและสังโยชน์เบื้องต่ำ ส่วนพระองค์เองคือผู้ยืนบนฝั่งชี้ทางเนกขัมมะให้พ้นภัย
  114. หน้า ๓๑๘–๓๑๙ ภิกษุผู้เกียจคร้านและผู้ปรารภความเพียรต่อวิตกอกุศล ทรงแสดงว่าไม่ว่าภิกษุจะเดิน ยืน นั่ง หรือนอนตื่นอยู่ก็ตาม หากมีกามวิตก พยาบาทวิตก หรือวิหิงสาวิตกเกิดขึ้นแล้วยอมรับไว้ไม่ละไม่บรรเทา ภิกษุนั้นชื่อว่าเป็นผู้เกียจคร้านหย่อนความเพียรอยู่เป็นนิตย์ ตรงกันข้าม หากภิกษุไม่ยอมรับวิตกอกุศลไว้แต่ละบรรเทากำจัดเสียได้ในทุกอิริยาบถ ภิกษุนั้นชื่อว่าผู้มีความเพียรปรารภแล้ว คาถาสรุปว่าผู้ตรึกความคิดชั่วที่อาศัยเรือนย่อมหลงเดินผิดทาง ส่วนผู้สงบวิตกได้ย่อมมีโอกาสบรรลุโพธิญาณอันสูงสุด
  115. หน้า ๓๒๐–๓๒๑ ภิกษุผู้สมบูรณ์ศีลและอบรมจิตในทุกอิริยาบถ ทรงสอนให้ภิกษุถึงพร้อมด้วยศีล สำรวมในปาฏิโมกข์ มีอาจาระโคจรสมบูรณ์ เห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย แล้วตั้งคำถามว่ายังมีกิจอันควรทำยิ่งขึ้นไปอีกหรือไม่ คำตอบคือเมื่อภิกษุละอภิชฌา พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ และวิจิกิจฉาได้ในทุกอิริยาบถ มีความเพียรปรารภแล้ว มีสติตั้งมั่น กายสงบ จิตตั้งมั่นเป็นหนึ่ง ภิกษุนั้นจึงได้ชื่อว่าผู้ปรารภความเพียรอย่างแท้จริง คาถาสรุปสอนให้สำรวมอิริยาบถทุกอย่างพร้อมพิจารณาความเกิดดับแห่งขันธ์
  116. หน้า ๓๒๒–๓๒๓ ความหมายของคำว่าตถาคต (จบอิติวุตตกะ) ทรงอธิบายเหตุที่พระองค์ได้พระนามว่า "ตถาคต" ว่าเพราะทรงตรัสรู้โลก เหตุเกิดโลก ความดับโลก และทางดับโลกอย่างแจ่มแจ้ง สิ่งใดที่สัตวโลกเห็น ได้ยิน รู้สึก และรู้แจ้ง พระองค์ก็ทรงตรัสรู้สิ่งนั้นทั้งหมด อีกทั้งพระดำรัสกับการกระทำสอดคล้องต้องกันเสมอ และทรงเป็นผู้ครอบงำโลกทั้งปวงโดยไม่มีผู้ใดครอบงำพระองค์ได้ คาถาสรรเสริญพระพุทธเจ้าว่าทรงเป็นผู้ฝึกที่ประเสริฐสุด ไม่มีผู้เสมอเหมือนในโลก เนื้อหาส่วนนี้เป็นการจบจตุกกนิบาตและจบพระคัมภีร์อิติวุตตกะทั้งหมด ๑๑๒ สูตร ก่อนเข้าสู่สุตตนิบาต
  117. หน้า ๓๒๔–๓๒๗ อุรคสูตร: ภิกษุผู้ละฝั่งในฝั่งนอกดุจงูลอกคราบ เป็นพระสูตรแรกของอุรควรรค คัมภีร์สุตตนิบาต เปิดเรื่องด้วยคำนมัสการพระพุทธเจ้า แล้วแสดงคาถาเปรียบเทียบภิกษุผู้ละกิเลสต่างๆ ได้แก่ ความโกรธ ราคะ ตัณหา มานะ ไม่ยึดติดในภพ ไม่มีความโกรธเคือง มีวิตกที่สงบระงับแล้ว ไม่ยึดถือทั้งสิ่งที่ล่วงเลยและยังไม่มาถึง เห็นสรรพสิ่งเป็นของว่างเปล่า ปราศจากอนุสัยและกิเลสอันเป็นรากเหง้าทั้งปวง กับวรรคซ้ำท้ายคาถาทุกบทว่า "ภิกษุผู้ลอกคราบเก่าทิ้ง เหมือนงูลอกคราบเก่าทิ้ง" เป็นบทกวีอันโด่งดังที่สอนเรื่องการปล่อยวางกิเลสทุกระดับเพื่อบรรลุความหลุดพ้น
  118. หน้า ๓๒๘–๓๓๐ ธนิยสูตร: บทสนทนาระหว่างนายโคบาลธนิยะกับพระพุทธเจ้า เป็นพระสูตรที่สองของอุรควรรค เริ่มบทสนทนาโต้ตอบเป็นคาถาคู่ระหว่างนายธนิยะผู้เลี้ยงโคกับพระพุทธเจ้า โดยธนิยะอวดความมั่นคงปลอดภัยของชีวิตตน เช่น มีข้าวสุกมีน้ำนม มีกระท่อมมุงดีมีไฟผิงพร้อม มีภรรยาซื่อสัตย์ มีบุตรแข็งแรง มีฝูงโคมากมาย ท้าให้ฝนตกลงมาก็ไม่เดือดร้อน ส่วนพระพุทธเจ้าทรงตอบโต้ในแต่ละคาถาว่าพระองค์ไม่มีความโกรธ มีจิตหลุดพ้นแล้ว ไม่ต้องพึ่งพาสิ่งใด และไม่ต้องกลับมาเกิดในครรภ์อีก ในตอนท้ายที่ปรากฏในหน้านี้ฝนหลวงตกลงมาตามคำท้าของธนิยะ ทำให้ธนิยะเปล่งวาจาขอถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งพร้อมภรรยา
  119. หน้า ๓๓๑–๓๓๙ ขัคควิสาณสูตร หน้า ๓๓๑ เปิดต้นด้วยโศลกปิดท้ายธนิยสูตรที่ต่อเนื่องจากหน้าก่อน เป็นคำโต้ตอบสั้นๆ ระหว่างมารกับพระพุทธเจ้าว่าผู้มีบุตรและทรัพย์สมบัติย่อมทั้งรื่นเริงและเศร้าโศกไปกับสิ่งเหล่านั้น ส่วนผู้ไร้เครื่องผูกพันย่อมพ้นจากทั้งสองอย่าง จากนั้นเริ่มขัคควิสาณสูตร บทร้อยกรองยาวที่สรรเสริญการเที่ยวไปโดดเดี่ยวดุจนอแรด (เอโก จเร ขคฺควิสาณกปฺโป) ด้วยอุปมาหลากหลาย เช่น กวางในป่าที่หากินได้อิสระ กอไผ่ที่พันกันยุ่งเหยิง สิงโตไม่หวาดกลัวเสียง ลมไม่ติดข่าย ดอกบัวไม่เปียกน้ำ ชี้โทษของความผูกพันในบุตร ภรรยา มิตร และกามคุ
  120. หน้า ๓๔๐–๓๔๓ กสิภารทวาชสูตร พราหมณ์กสิภารทวาชะผู้กำลังไถนาหว่านข้าวท้าทายพระพุทธเจ้าว่าตนไถหว่านแล้วจึงบริโภค พระองค์ก็ควรทำเช่นเดียวกัน พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าพระองค์ก็ไถหว่านเช่นกัน แต่เป็นการไถทางธรรม คือ ศรัทธาเป็นพืช ปัญญาเป็นแอกไถ หิริเป็นงอนไถ สติเป็นผาลและปฏัก ความเพียรเป็นโคที่นำไปสู่ผลอันไม่ตาย พราหมณ์เลื่อมใสจะถวายข้าวปายาส แต่พระองค์ปฏิเสธอาหารที่ได้จากการกล่าวคาถา แนะให้ถวายแก่ผู้ควรแก่ทักษิณาแทน เมื่อพราหมณ์เทข้าวปายาสลงน้ำก็เกิดเสียงดังจี่ๆ เป็นสัญญาณอัศจรรย์ ทำให้พราหมณ์สลดใจ ขอถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ บวชและบร
  121. หน้า ๓๔๔–๓๔๕ จุนทสูตร จุนทะบุตรช่างทองทูลถามพระพุทธเจ้าว่าในโลกมีสมณะกี่ประเภท พระองค์ตรัสตอบว่ามีสี่ประเภท คือ ผู้ชนะทาง (มัคคชินะ) ผู้แสดงทาง (มัคคเทสกะ) ผู้ดำเนินชีวิตอยู่ในทาง (มัคคชีวี) และผู้ประทุษร้ายทาง (มัคคทูสี) ซึ่งเป็นผู้หลอกลวง มีมารยาปกปิดความชั่วแต่แสร้งทำเป็นผู้มีศีลธรรม พระองค์ทรงอธิบายคุณสมบัติของแต่ละประเภทโดยละเอียด และสอนว่าอุบาสกผู้ฉลาดเมื่อเข้าใจความแตกต่างทั้งสี่นี้แล้ว จะไม่เสื่อมศรัทธาแม้เห็นภิกษุผู้ประพฤติไม่ดี เพราะไม่ควรเอาของบริสุทธิ์ไปปนกับของไม่บริสุทธิ์
  122. หน้า ๓๔๖–๓๔๘ ปราภวสูตร เทวดาองค์หนึ่งเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้ายามค่ำคืนทูลถามถึง "ปากทางแห่งความเสื่อม" (ปราภวโต มุขํ) เป็นชุดคำถามตอบสิบสองข้อสลับกันไปมา แต่ละข้อระบุลักษณะที่นำไปสู่ความเสื่อมของบุคคล ได้แก่ การเกลียดธรรมรักอธรรม การคบคนพาล ความเกียจคร้านมักโกรธ การไม่เลี้ยงดูบิดามารดาผู้ชรา การโกหกหลอกลวงสมณพราหมณ์ ความตระหนี่มีทรัพย์แต่กินคนเดียว ความถือตัวเพราะชาติตระกูลหรือทรัพย์ การเป็นนักเลงหญิงสุราการพนัน การคบชู้ การหึงหวงคู่ครองที่อายุห่างกันมาก การมอบอำนาจให้คนไม่สมควร และความโลภอยากเป็นใหญ่ทั้งที่ไร้ความสามารถ ส
  123. หน้า ๓๔๙–๓๕๒ วสลสูตร ขณะบิณฑบาต พระพุทธเจ้าถูกพราหมณ์อัคคิกภารทวาชะผู้บูชาไฟด่าว่าเป็น "คนถ่อย" (วสละ) พระองค์จึงถามว่าพราหมณ์รู้จักลักษณะที่แท้ของคนถ่อยหรือไม่ เมื่อพราหมณ์ไม่รู้จึงขอฟังธรรม พระองค์แสดงลักษณะของคนถ่อยกว่ายี่สิบข้อ เช่น ความโกรธผูกโกรธ มารยาสาไถย เบียดเบียนสัตว์ ลักทรัพย์ หนีหนี้ เป็นพยานเท็จ ล่วงเกินภรรยาผู้อื่น ไม่เลี้ยงดูบิดามารดา หลอกลวงสมณพราหมณ์ และอวดอ้างคุณธรรมที่ไม่มีจริง จบด้วยคาถาอันโด่งดังว่าคนจะเป็นคนถ่อยหรือพราหมณ์มิใช่เพราะชาติกำเนิดแต่เพราะการกระทำ พร้อมยกเรื่องมาตังคะบุตรจัณฑาลผู้บำ
  124. หน้า ๓๕๓–๓๕๔ เมตตสูตร (ในอุรควรรค) หน้า ๓๕๓ เปิดต้นด้วยตอนจบวสลสูตร ก่อนเข้าสู่เมตตสูตรซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในอุรควรรค พระสูตรกล่าวถึงคุณสมบัติของผู้ฉลาดในประโยชน์ที่ปรารถนาจะบรรลุสันติบท ได้แก่ ความสามารถ ความซื่อตรง อ่อนโยน สันโดษ เลี้ยงง่าย มีภาระน้อย สำรวมอินทรีย์ ไม่คะนอง ไม่ติดในตระกูล และไม่ทำความชั่วแม้เล็กน้อยที่วิญญูชนจะติเตียนได้ ใจความสำคัญคือคำอธิษฐานให้สรรพสัตว์ทั้งปวงมีความสุขปลอดภัย ไม่ว่าจะตัวเล็กตัวใหญ่ ยาวหรือสั้น เห็นหรือไม่เห็น อยู่ใกล้หรือไกล เกิดแล้วหรือกำลังจะเกิด สอนให้แผ่เมตตาไม่มีประมาณดุจมารดาปกป้องบุตรคนเ
  125. หน้า ๓๕๕–๓๕๘ เหมวตสูตร หน้า ๓๕๕ ต่อท้ายด้วยโศลกปิดท้ายเมตตสูตรว่าผู้ตั้งมั่นในเมตตาและไม่ยึดถือทิฏฐิย่อมไม่กลับมาเกิดในครรภ์อีก จากนั้นเป็นบทสนทนาระหว่างยักษ์สองตนคือสาตาคิระและเหมวตะในคืนวันเพ็ญ ว่าจะไปเฝ้าพระพุทธเจ้าดีหรือไม่ ทั้งสองซักถามกันถึงคุณสมบัติของพระองค์ทีละข้อ เช่น ใจตั้งมั่นในสัตว์ทั้งปวง ไม่ถือเอาของที่เขาไม่ให้ ไม่พูดเท็จ ไม่กำหนัดในกาม สิ้นอาสวะไม่มีภพใหม่ ต่างยืนยันว่าใช่ทั้งหมด จึงพากันเข้าเฝ้าและทูลถามปัญหาว่าโลกเกิดขึ้นเพราะอะไร พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าโลกเกิดและติดข้องอยู่ที่อายตนะหก การคลายฉันทะในก
  126. หน้า ๓๕๙–๓๖๑ อาฬวกสูตร ยักษ์อาฬวกะผู้ดุร้ายสั่งให้พระพุทธเจ้าออกและเข้าที่พักของตนซ้ำไปมาหลายครั้งเพื่อทดสอบ พระองค์ก็ทรงทำตามด้วยความสงบทุกครั้ง จนยักษ์ขู่ว่าจะเหวี่ยงจิตใจและหัวใจของพระองค์ทิ้งข้ามแม่น้ำคงคาหากตอบปัญหาไม่ได้ พระองค์ตรัสว่าไม่มีผู้ใดในโลกทำเช่นนั้นกับพระองค์ได้ และเชิญให้ถาม ยักษ์จึงถามว่าทรัพย์ใดประเสริฐที่สุด อะไรนำสุขมาให้ รสใดหวานที่สุด และชีวิตแบบใดประเสริฐที่สุด พระองค์ตอบว่าศรัทธาเป็นทรัพย์ประเสริฐ ธรรมที่ประพฤติดีนำสุขมาให้ สัจจะเป็นรสหวานที่สุด และชีวิตที่ดำเนินด้วยปัญญาประเสริฐที่สุด ทรงอธิ
  127. หน้า ๓๖๒ วิชยสูตร พระสูตรนี้เป็นบทพิจารณากายเพื่อคลายความยึดติดในรูปกาย อธิบายว่าการเคลื่อนไหวคู้เหยียดล้วนเป็นเพียงการขยับของร่างกายที่ประกอบด้วยกระดูกและเอ็นห่อหุ้มด้วยหนัง ภายในเต็มไปด้วยลำไส้ อวัยวะภายใน และของเหลวต่างๆ ไหลซึมออกจากทวารทั้งเก้าอยู่เสมอ แม้กระทั่งศีรษะก็เต็มไปด้วยมันสมองซึ่งคนเขลาสำคัญผิดว่าสวยงาม เมื่อตายลงร่างกายก็บวมเขียวถูกทิ้งในป่าช้าให้สุนัข หมาป่า และหนอนกัดกิน ภิกษุผู้มีปัญญาได้ฟังพุทธพจน์นี้ย่อมกำหนดรู้กายทั้งภายในภายนอกตามความเป็นจริง คลายฉันทราคะในกาย จนบรรลุอมตบทคือนิพพาน สรุปว่าผู
  128. หน้า ๓๖๓–๓๖๖ มุนิสูตร (จบอุรควรรค) พระสูตรพรรณนาถึงคุณสมบัติของมุนีผู้แท้จริง ว่าภัยเกิดจากความคุ้นเคยผูกพัน มลทินเกิดจากการยึดติดที่อยู่อาศัย มุนีจึงไม่ผูกพันไม่ยึดติด ไม่ปลูกสิ่งที่ถอนแล้วคือตัณหาให้งอกขึ้นใหม่ เป็นผู้ชนะทุกสิ่ง รู้แจ้งทุกสิ่ง ไม่เปื้อนในธรรมทั้งปวง หลุดพ้นด้วยความสิ้นตัณหา ไม่หวั่นไหวต่อคำสรรเสริญนินทาดุจสิงโตไม่กลัวเสียง ดุจลมไม่ติดข่าย ดุจดอกบัวไม่เปียกน้ำ เปรียบเทียบว่าคฤหัสถ์ผู้มีภาระเลี้ยงดูครอบครัวไม่มีวันเทียบได้กับภิกษุผู้สงบสงัดบำเพ็ญฌานในป่า ดุจนกยางไม่มีวันเทียบความเร็วของหงส์ได้ ท้ายสูตรมีอุทานคาถา
  129. หน้า ๓๖๗–๓๗๑ รตนสูตร (เปิดจูฬวรรค) หน้า ๓๖๗ เป็นจุดเริ่มต้นของจูฬวรรค วรรคที่สองของสุตตนิบาต โดยรตนสูตรเป็นพระสูตรแรก เนื้อหาเป็นบทสวดคุ้มครองที่มีชื่อเสียง เรียกให้ภูตทั้งหลายทั้งบนพื้นดินและในอากาศมาประชุมกันฟังธรรมด้วยใจเป็นสุข และขอให้ปกป้องมนุษย์ผู้บูชาพวกตน จากนั้นสรรเสริญคุณของพระรัตนตรัยซ้ำไปมาด้วยคำซ้ำว่า "นี้เป็นรัตนะอันประณีตในพระพุทธ/พระธรรม/พระสงฆ์ ด้วยสัจวาจานี้ขอความสวัสดีจงมี" พรรณนาคุณพระพุทธเจ้าผู้ไม่มีผู้เสมอ ธรรมคือสมาธิและมรรคผลอันประเสริฐ และพระสงฆ์สาวกทั้งสี่คู่แปดบุรุษผู้ควรแก่ทักษิณา รวมถึงพระโสดาบันผู้ละ
  130. หน้า ๓๗๒–๓๗๔ อามคันธสูตร ดาบสกัสสปะกล่าวว่าตนบริโภคเพียงข้าวฟ่าง ผลไม้ และรากไม้ที่ได้มาโดยธรรม จึงไม่มี "อามคันธ์" (กลิ่นดิบ/มลทิน) ต่างจากผู้ฉันข้าวสาลีปรุงด้วยเนื้อนก พระพุทธเจ้าจึงทักท้วงว่าที่จริงดาบสเองก็ฉันข้าวสาลีกับเนื้อนกเช่นกันแต่กลับอ้างว่าตนไม่มีมลทิน แล้วทรงอธิบายว่าอามคันธ์ที่แท้จริงมิใช่การกินเนื้อสัตว์ แต่คือการฆ่า การลักขโมย การโกหกหลอกลวง การผิดประเวณี ความโหดร้าย ความตระหนี่ ความโกรธ ความถือตัว และการคบหาคนชั่ว สิ่งเหล่านี้ต่างหากคือมลทินที่แท้จริง ไม่ใช่เนื้อสัตว์ที่บริโภค ดาบสกัสสปะได้ฟังแล้วเลื่อม
  131. หน้า ๓๗๕ หิริสูตร พระสูตรสั้นๆ นี้แยกแยะมิตรแท้จากมิตรเทียม มิตรเทียมคือผู้ที่พูดอ้างว่าเป็นเพื่อนแต่หลีกเลี่ยงงานหนักหรือความยากลำบากร่วมกัน พูดดีแต่ไม่ทำตามที่พูด ซึ่งบัณฑิตย่อมรู้ทันว่าไม่ใช่มิตรแท้ ส่วนมิตรแท้คือผู้ไม่ประมาทอยู่เสมอ ไม่หวาดระแวงหรือคอยจับผิด เป็นที่พึ่งพาไว้วางใจได้ดุจบุตรนอนแนบอกมารดา และไม่มีผู้ใดยุแยงให้แตกแยกได้ ท้ายสูตรกล่าวสรรเสริญผู้ที่ได้ลิ้มรสแห่งความสงัดและความสงบ ว่าย่อมปราศจากความเดือดร้อนและบาป ดื่มด่ำในรสแห่งธรรมปีติ
  132. หน้า ๓๗๖–๓๗๗ มงคลสูตร เทวดาองค์หนึ่งเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าในยามค่ำคืนทูลถามว่าอะไรคือมงคลอันสูงสุด เนื่องจากเทวดาและมนุษย์ต่างครุ่นคิดถกเถียงกันมานานว่าอะไรคือสิ่งเป็นสิริมงคลของชีวิต พระพุทธเจ้าจึงตรัสมงคล ๓๘ ประการเรียงลำดับ เริ่มจากการไม่คบคนพาลคบบัณฑิตบูชาผู้ควรบูชา อยู่ในถิ่นที่เหมาะสม เคยทำบุญไว้ก่อน ตั้งตนไว้ชอบ ความเป็นพหูสูตมีศิลปวิทยา การเลี้ยงดูบิดามารดาและครอบครัว การให้ทาน การประพฤติธรรม การงดเว้นจากบาปและอบายมุข ความอ่อนน้อมถ่อมตนกตัญญู การฟังธรรมตามกาล ความอดทน การเห็นสมณะ การบำเพ็ญตบะพรหมจรรย์ การเห็นอริ
  133. หน้า ๓๗๘–๓๗๙ สูจิโลมสูตร ยักษ์สองตนคือขระและสูจิโลมะ (ผู้มีขนดุจเข็ม) ผ่านมาใกล้พระพุทธเจ้าที่คยา ขระสงสัยว่าผู้นั่งอยู่นั้นเป็นสมณะจริงหรือเป็นเพียงสมณะปลอม สูจิโลมะจึงเข้าไปเอากายเบียดพระวรกายของพระองค์เพื่อทดสอบ พระองค์ทรงหลีกกายออก ยักษ์จึงขู่ว่าจะทำร้ายหากตอบปัญหาไม่ได้ พระองค์ตรัสตอบด้วยความสงบเช่นเดียวกับกรณีอาฬวกะว่าไม่มีผู้ใดทำเช่นนั้นกับพระองค์ได้ ยักษ์จึงถามถึงต้นเหตุของราคะ โทสะ ความไม่ยินดียินดี และขนพองสยองเกล้า ตลอดจนความคิดต่างๆ ว่าเกิดจากที่ใด พระพุทธเจ้าตรัสว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดจากตัวตนของบุคคลเอง ดุ
  134. หน้า ๓๘๐ ธรรมจริยสูตร (ชื่อพระสูตรปรากฏท้ายหน้า ๓๗๙ ต่อจากสูจิโลมสูตร แต่เนื้อหาหลักอยู่ในหน้า ๓๘๐) พระสูตรนี้เตือนว่าการออกบวชจากเรือนสู่ความเป็นผู้ไม่มีเรือนเพียงภายนอกไม่ได้รับประกันความเป็นผู้ประพฤติธรรมพรหมจรรย์ที่แท้จริง ภิกษุผู้มักทะเลาะวิวาท ชอบเบียดเบียน ถูกความหลงครอบงำ แม้ได้ฟังธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแล้วก็ยังไม่เข้าใจ ย่อมเดินไปสู่ทางแห่งนรกและได้รับทุกข์ภายหลังตาย เปรียบเช่นบ่อคูถที่เต็มไปด้วยของโสโครกชำระล้างได้ยาก พระพุทธเจ้าจึงตรัสสอนให้หมู่สงฆ์ผู้บริสุทธิ์ร่วมใจกันขับไล่ภิกษุผู้มีความปรารถนาลามกเช่
  135. หน้า ๓๘๑–๓๘๕ พราหมณธรรมิกสูตร พราหมณ์มหาศาลชราชาวโกศลหลายคนทูลถามพระพุทธเจ้าว่าพราหมณ์ในปัจจุบันยังประพฤติตามธรรมของพราหมณ์โบราณหรือไม่ พระองค์ตรัสว่าไม่แล้ว จึงทรงแสดงธรรมของพราหมณ์โบราณว่าเป็นผู้สำรวมตน บำเพ็ญตบะ ละกามคุณห้า ไม่มีปศุสัตว์เงินทองแต่มีทรัพย์คือการสาธยายมนต์ ดำรงชีวิตด้วยภิกษาที่ผู้อื่นถวายโดยศรัทธาไม่เรียกร้อง เป็นที่เคารพของกษัตริย์และประชาชนเพราะคุณธรรม ประพฤติพรหมจรรย์สี่สิบแปดปีในวัยหนุ่มเพื่อแสวงหาวิชาและจรณะ ไม่ซื้อภรรยาแต่งงานด้วยความสมัครใจ เว้นเมถุนธรรมนอกฤดู ยกย่องศีล ความอ่อนโยน และความอดทน จากนั้
  136. หน้า ๓๘๖–๓๘๗ นาวาสูตร (นาวาสุตฺตํ) สูตรนี้เปรียบการคบหาบัณฑิตผู้เป็นพหูสูตกับการโดยสารเรือข้ามแม่น้ำที่มีนายท้ายผู้ชำนาญ ซึ่งสามารถนำผู้อื่นข้ามฝั่งไปด้วยได้อย่างปลอดภัย ตรงข้ามกับผู้ที่คบคนพาลและไม่รู้ธรรม ซึ่งเปรียบเหมือนคนกระโดดลงกระแสน้ำเชี่ยวแล้วถูกน้ำพัดพาไป ไม่อาจช่วยตนเองหรือผู้อื่นให้พ้นได้ พระพุทธองค์ทรงสอนให้เข้าหาสัตบุรุษผู้มีปัญญาและเป็นพหูสูตเพื่อเข้าใจอรรถแห่งธรรมและถึงความสุขในที่สุด
  137. หน้า ๓๘๗–๓๘๙ กิงสีลสูตร (กึสีลสุตฺตํ) เป็นคำถามว่าบุคคลควรมีศีล ความประพฤติ และการกระทำอย่างไรจึงจะเข้าถึงจุดหมายสูงสุด พระพุทธเจ้าทรงแสดงคุณสมบัติของผู้ตั้งอยู่ในธรรม เช่น เคารพผู้ใหญ่ ไม่ริษยา ฟังธรรมโดยเคารพ ยินดีในธรรม และละความคะนอง การเยาะเย้ย มารยา และความถือตัว ทรงเตือนว่าผู้หุนหันพลันแล่นและประมาทย่อมไม่เจริญทั้งปัญญาและความรู้ ปิดท้ายด้วยการยกย่องผู้ยินดีในธรรมที่พระอริยะแสดงว่าบรรลุความสำเร็จทั้งทางกาย วาจา ใจ
  138. หน้า ๓๘๙ อุฏฐานสูตร (อุฏฺฐานสุตฺตํ) เป็นคาถาสั้นกระตุ้นเตือนให้ลุกขึ้นปฏิบัติ อย่ามัวหลับใหลประมาทเหมือนผู้ถูกลูกศรปักแต่ยังนอนหลับอยู่ได้ ทรงเตือนว่าอย่าให้มัจจุราชล่อลวงผู้ประมาทให้ตกอยู่ในอำนาจของตน สอนให้เร่งข้ามพ้นตัณหาเครื่องข้องก่อนโอกาสจะผ่านไป เพราะผู้ปล่อยให้ขณะเวลาผ่านไปย่อมเศร้าโศกในนรก จบด้วยการชี้ว่าความประมาทคือธุลี ต้องถอนลูกศรแห่งกิเลสด้วยความไม่ประมาทและวิชชา
  139. หน้า ๓๙๐ ราหุลสูตร (ราหุลสุตฺตํ) พระพุทธเจ้าประทานโอวาทแก่พระราหุลผู้เป็นทั้งโอรสและสาวกอย่างสม่ำเสมอ ทรงตรัสถามว่าราหุลยังเคารพบัณฑิตอยู่หรือไม่ แล้วทรงสอนให้ละกามคุณห้า คบมิตรที่ดี อยู่เสนาสนะสงบสงัดและรู้ประมาณในโภชนะและปัจจัยสี่ ทรงเน้นให้สำรวมในปาฏิโมกข์และอินทรีย์ทั้งห้า เจริญอสุภกรรมฐานเพื่อละราคะ และเจริญอนิมิตตสมาธิเพื่อถอนมานานุสัยจนถึงความสงบ
  140. หน้า ๓๙๑–๓๙๔ วังคีสสูตร หรือ นิโครธกัปปสูตร (วงฺคีสสุตฺตํ) พระวังคีสะเกิดความสงสัยว่าพระอุปัชฌาย์คือพระนิโครธกัปปเถระผู้เพิ่งมรณภาพนั้นปรินิพพานแล้วหรือไม่ จึงทูลถามพระพุทธเจ้าด้วยคาถาอันไพเราะพร้อมชักชวนให้ทรงพยากรณ์ต่อหน้าหมู่สงฆ์ พระพุทธเจ้าทรงตรัสตอบว่าพระนิโครธกัปปะได้ตัดกระแสตัณหาในนามรูปที่หมักหมมมานานได้แล้ว ข้ามพ้นชาติและมรณะโดยสิ้นเชิง เมื่อได้ฟังคำพยากรณ์ พระวังคีสะเกิดความเลื่อมใสอย่างยิ่งและสรรเสริญว่าพระอุปัชฌาย์ของตนได้ตัดบ่วงแห่งมัจจุที่แสนแข็งแรงได้สำเร็จ
  141. หน้า ๓๙๕–๓๙๘ สัมมาปริพพาชนิยสูตร (สมฺมาปริพฺพาชนิยสุตฺตํ) มีผู้ทูลถามว่าภิกษุผู้ปฏิบัติชอบควรมีลักษณะเช่นไร พระพุทธเจ้าทรงแสดงคำตอบเป็นชุดคาถาซ้ำวรรค "สมฺมา โส โลเก ปริพฺพเชยฺย" (ภิกษุนั้นพึงเที่ยวไปในโลกโดยชอบ) โดยระบุคุณสมบัติต่างๆ เช่น ละมงคลตื่นข่าวลาง ละราคะทั้งในกามมนุษย์และกามทิพย์ ละความโกรธและความตระหนี่ ไม่ยึดติดในอุปธิ สิ้นอาสวะและมานะ มีปัญญารู้เรื่องความดับแห่งสังขาร เป็นการพรรณนาคุณของภิกษุผู้หลุดพ้นอย่างสมบูรณ์แบบผ่านการซ้ำวรรคทองอย่างต่อเนื่อง
  142. หน้า ๓๙๘–๔๐๕ ธัมมิกสูตร (ธมฺมิกสุตฺตํ) และจบจูฬวรรค อุบาสกธัมมิกะพร้อมอุบาสก 500 คนทูลถามพระพุทธเจ้าว่าสาวกที่ดี ไม่ว่าจะเป็นบรรพชิตหรือคฤหัสถ์ ควรปฏิบัติอย่างไรจึงจะสมควร พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมสำหรับภิกษุ เช่น ไม่เที่ยวไปในเวลาวิกาล บิณฑบาตตามกาล ไม่พูดเพ้อเจ้อหรือติเตียนผู้อื่น แล้วทรงแสดงคิหิวัตรสำหรับฆราวาส คือรักษาศีลห้า สมาทานอุโบสถศีลแปดในวันพระ เลี้ยงดูมารดาบิดา และประกอบการค้าที่ชอบธรรม จบด้วยอุทานคาถาสรุปรายชื่อสูตรทั้ง 14 สูตรของจูฬวรรคและคำประกาศจบจูฬวรรคที่สอง
  143. หน้า ๔๐๕–๔๐๗ ปัพพัชชาสูตร (ปพฺพชฺชาสุตฺตํ) เริ่มมหาวรรคที่สาม เริ่มต้นมหาวรรคด้วยการเล่าเรื่องการเสด็จออกผนวชของเจ้าชายสิทธัตถะ ผู้ทรงเห็นว่าชีวิตครองเรือนเป็นที่คับแคบและมีธุลี ส่วนบรรพชาเป็นที่โล่งจึงเสด็จออกผนวชและทรงชำระกาย วาจาให้บริสุทธิ์ เมื่อเสด็จไปบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ พระเจ้าพิมพิสารทอดพระเนตรเห็นพระลักษณะอันสง่างามจึงส่งทูตติดตามไปจนพบว่าประทับอยู่ที่เขาปัณฑวะ พระเจ้าพิมพิสารเสด็จไปเฝ้าด้วยพระองค์เองและตรัสถามถึงชาติกำเนิด ซึ่งพระองค์ตรัสตอบว่าเป็นเชื้อสายศากยะที่เสด็จออกผนวชเพราะเห็นโทษของกามและเห็นเนกขัมมะเป็นทางปลอดภัยเพื่อบำเพ็ญเพียร
  144. หน้า ๔๐๘–๔๑๐ ปธานสูตร (ปธานสุตฺตํ) กล่าวถึงพญามารนมุจิที่มาผจญพระโพธิสัตว์ขณะทรงบำเพ็ญเพียรริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา มารพยายามเกลี้ยกล่อมว่าร่างกายซูบผอมใกล้ตาย ควรมีชีวิตอยู่ทำบุญดีกว่าเสี่ยงตายเปล่า พระโพธิสัตว์ทรงตอบปฏิเสธด้วยความมั่นพระทัยว่าทรงมีศรัทธา ความเพียร และปัญญาเพียงพอแล้ว แล้วทรงประกาศ "เสนามาร" สิบประการ ได้แก่ กาม อรติ ความหิวกระหาย ตัณหา ถีนมิทธะ ความขลาดกลัว วิจิกิจฉา ความลบหลู่ถือตัว ลาภยศสรรเสริญที่ได้มาผิดทาง และการยกตนข่มผู้อื่น ในที่สุดทรงเอาชนะมารได้ด้วยปัญญา ทำให้มารพ่ายแพ้หายไปด้วยความเศร้าโศก
  145. หน้า ๔๑๐–๔๑๒ สุภาสิตสูตร (สุภาสิตสุตฺตํ) พระพุทธเจ้าทรงแสดงองค์ประกอบของวาจาสุภาษิตสี่ประการแก่ภิกษุทั้งหลาย คือกล่าวแต่คำสุภาษิตไม่ใช่ทุพภาษิต กล่าวแต่ธรรมไม่กล่าวอธรรม กล่าวแต่คำที่น่ารักไม่กล่าวคำที่ไม่น่ารัก และกล่าวแต่คำสัตย์ไม่กล่าวคำเท็จ จากนั้นพระวังคีสะได้กล่าวคาถาสรรเสริญเพิ่มเติมว่า วาจาที่ไม่เบียดเบียนตนและผู้อื่นเป็นวาจาสุภาษิตแท้ วาจาที่เป็นที่รักและวาจาสัจจะคือวาจาอมตะ และวาจาที่นำไปสู่นิพพานคือวาจาสูงสุด
  146. หน้า ๔๑๒–๔๒๐ สุนทริกภารทวาชสูตร (สุนฺทริกภารทฺวาชสุตฺตํ) พราหมณ์สุนทริกภารทวาชะกำลังบูชาไฟอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ เมื่อเห็นพระพุทธเจ้าประทับนั่งใกล้เคียงจึงเข้าไปถามถึงชาติกำเนิดโดยหวังจะถวายของบูชายัญที่เหลือแก่ผู้มีชาติสมควร พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธที่จะตอบเรื่องชาติวรรณะ แต่ทรงแสดงว่าผู้ควรรับของบูชา (ปุริฬาส) ที่แท้จริงคือผู้หมดกิเลสตัณหา ไม่ใช่ผู้มีตระกูลสูง โดยทรงกล่าวคาถา "ตถาคโต อรหติ ปูรฬาสํ" ซ้ำหลายบทพรรณนาคุณของพระอรหันต์ผู้ควรค่าแก่ทักษิณา สุดท้ายพราหมณ์เกิดความเลื่อมใสขอบวชและได้บรรลุอรหัตตผลในที่สุด
  147. หน้า ๔๒๐–๔๒๕ มาฆสูตร (มาฆสุตฺตํ) มาณพชื่อมาฆะผู้เป็นทานบดีใจบุญทูลถามพระพุทธเจ้าว่าการให้ทานอย่างสม่ำเสมอเช่นตนได้บุญมากหรือไม่ และควรให้แก่ผู้ใดจึงจะมีผลมาก พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าผู้ควรรับทักษิณาที่แท้จริงคือผู้ปราศจากกิเลส สิ้นอาสวะ ไม่ยึดติดในสิ่งใด แล้วทรงสอนว่าการเจริญเมตตาอัปปมัญญาแผ่ไปทั่วทุกทิศตลอดวันคืนคือยัญพิธีที่แท้จริงซึ่งนำไปสู่พรหมโลก จบด้วยมาฆมาณพประกาศตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต
  148. หน้า ๔๒๖–๔๓๖ สภิยสูตร (สภิยสุตฺตํ) ปริพาชกชื่อสภิยะได้รับปัญหายากจากเทวดาผู้เป็นญาติเก่าให้นำไปถามสมณพราหมณ์เจ้าลัทธิต่างๆ เช่น ปูรณกัสสปะและนิครนถ์นาฏบุตร แต่ไม่มีใครตอบได้ กลับโกรธเคืองเสียอีก จึงเดินทางมาทูลถามพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงพยากรณ์ปัญหาทั้งหมดโดยอธิบายความหมายของคำว่า ภิกษุ พราหมณ์ สมณะ นาค เขตตชินะ กุศล บัณฑิต มุนี เวทคู วิริยวันต์ และอริยะ ว่าล้วนหมายถึงผู้สิ้นกิเลสหลุดพ้นจากสังสารวัฏ สภิยะเกิดความเลื่อมใสอย่างยิ่งทูลขอบวช และเมื่อบวชแล้วไม่นานก็บรรลุอรหัตตผล
  149. หน้า ๔๓๗–๔๔๐ เสลสูตร (เสลสุตฺตํ) - เริ่มต้น ยังไม่จบในช่วงนี้ พระพุทธเจ้าเสด็จจาริกไปยังนิคมอาปณะในแคว้นอังคุตราปะพร้อมภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ 1,250 รูป เกณิยชฎิลได้ยินกิตติศัพท์อันงดงามของพระพุทธเจ้าจึงเข้าเฝ้าฟังธรรมและกราบทูลนิมนต์ถวายภัตตาหารในวันรุ่งขึ้นแก่พระองค์และหมู่สงฆ์ เมื่อพระพุทธเจ้าทรงรับนิมนต์ เกณิยะจึงกลับไปเตรียมการและปลูกมณฑปด้วยตนเอง พราหมณ์เสลผู้เชี่ยวชาญไตรเพทเห็นความเตรียมการนั้นจึงเข้าไปถามว่ามีงานมงคลอะไรเกิดขึ้น เนื้อหาส่วนที่เหลือของการพบและสนทนาธรรมกับพระเสลพราหมณ์ยังไม่จบในหน้า 440 นี้และดำเนินต่อในหน้าถัดไป
  150. หน้า ๔๔๑–๔๔๖ เสลสูตร (ตอนปลาย) เนื้อหาต่อจากตอนก่อนหน้า พราหมณ์เกณิยชฏิลกราบทูลเชิญพระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์ฉันภัตตาหาร จากนั้นเสลพราหมณ์ผู้เชี่ยวชาญไตรเพทพร้อมศิษย์มาณพ ๓๐๐ คนเข้าเฝ้าและตรวจดูมหาปุริสลักขณะ ๓๒ ประการบนพระวรกาย แต่ยังสงสัยอยู่ ๒ ประการ พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงอิทธาภิสังขารให้ประจักษ์ เสลพราหมณ์จึงสรรเสริญด้วยคาถาทูลเชิญให้ครองราชย์เป็นจักรพรรดิ แต่พระองค์ตรัสตอบว่าพระองค์คือธรรมราชาผู้หมุนธรรมจักรอันไม่มีใครหมุนกลับได้ โดยมีพระสารีบุตรเป็นแม่ทัพธรรมผู้สืบทอด ในที่สุดเสลพราหมณ์และศิษย์ทั้งหมดขอบวชและบรรลุอรหัตตผลใน
  151. หน้า ๔๔๗–๔๔๙ สัลลสูตร พระสูตรที่ ๘ แห่งมหาวรรค ว่าด้วยความจริงของชีวิตมนุษย์ที่ไม่แน่นอน สั้น และเต็มไปด้วยทุกข์ ไม่มีผู้ใดหนีความตายพ้น เปรียบชีวิตดังผลไม้สุกที่ต้องร่วงหล่นหรือภาชนะดินที่ช่างหม้อปั้นย่อมแตกสลายในที่สุด ทรงสอนว่าความเศร้าโศกคร่ำครวญไม่อาจช่วยผู้ตายหรือทำให้ใจสงบได้ มีแต่ทำให้ทุกข์ยิ่งขึ้นและร่างกายทรุดโทรม บัณฑิตผู้ฉลาดจึงควรถอนลูกศรแห่งความโศกออกจากใจโดยเร็วดุจลมพัดปุยนุ่น จนถึงความสงบและดับทุกข์ได้อย่างสมบูรณ์
  152. หน้า ๔๕๐–๔๕๗ วาเสฏฐสูตร พระสูตรที่ ๙ มาณพหนุ่มสองคนคือวาเสฏฐะและภารทวาชะโต้เถียงกันว่าอะไรทำให้คนเป็นพราหมณ์แท้จริง คือชาติกำเนิดหรือความประพฤติ จึงพากันไปทูลถามพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงเปรียบเทียบกับพืชและสัตว์ต่างๆ ที่มีลักษณะจำเพาะตามชนิด แต่มนุษย์ไม่มีลักษณะเช่นนั้นแบ่งแยกโดยกำเนิด ทรงสอนหลักสำคัญว่าไม่ใช่เพราะกำเนิดที่ทำให้เป็นพราหมณ์หรือมิใช่พราหมณ์ แต่เป็นเพราะกรรม ผู้ที่ตัดกิเลส ปราศจากความยึดติด มีจิตหลุดพ้นต่างหากที่ควรเรียกว่าพราหมณ์อย่างแท้จริง มาณพทั้งสองเกิดศรัทธาประกาศตนเป็นอุบาสก
  153. หน้า ๔๕๘–๔๖๕ โกกาลิกสูตร พระสูตรที่ ๑๐ พระโกกาลิกะกล่าวใส่ร้ายพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะว่ามีความปรารถนาลามกต่อหน้าพระพุทธเจ้าถึงสามครั้ง แม้พระองค์จะทรงห้ามและตรัสว่าพระเถระทั้งสองเป็นผู้มีศีลดีงามก็ตาม หลังจากนั้นพระโกกาลิกะเกิดฝีทั่วร่างกายขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนแตกและถึงแก่มรณภาพ ไปเกิดในปทุมนรกอันมีอายุยาวนานเหลือคณนา พระสูตรพรรณนาความทุกข์ทรมานในนรกอย่างละเอียด พร้อมคาถาสอนเรื่องผลกรรมของการกล่าวส่อเสียดใส่ร้ายผู้บริสุทธิ์และการพูดเท็จ
  154. หน้า ๔๖๖–๔๗๒ นาฬกสูตร พระสูตรที่ ๑๑ เริ่มด้วยวัตถุคาถาเล่าเรื่องฤๅษีอสิตะเห็นเทวดาบนสวรรค์ปีติยินดีเมื่อพระโพธิสัตว์ประสูติ จึงลงมาเยี่ยมพระราชวังศากยะและทำนายว่ากุมารนี้จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า แต่ท่านร้องไห้เพราะตนเองจะสิ้นชีวิตก่อนได้เห็นวันนั้น จึงสั่งให้นาฬกะหลานชายบวชรอเมื่อได้ยินข่าวการตรัสรู้ ต่อมาเมื่อนาฬกะทราบข่าวจึงเข้าเฝ้าทูลถามเรื่องโมไนยปฏิปทา พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนแนวทางปฏิบัติของนักบวชผู้แสวงหาความหลุดพ้น เช่น การบิณฑบาต การเจริญฌานในป่า และความสำรวมกาย วาจา ใจ
  155. หน้า ๔๗๓–๔๘๓ ทวยตานุปัสสนาสูตร พระสูตรที่ ๑๒ อันเป็นสูตรสุดท้ายของมหาวรรค ในคืนวันเพ็ญพระพุทธเจ้าทรงแสดงหลักการพิจารณาธรรมเป็นคู่ (ทวยตา) แก่หมู่สงฆ์ โดยแสดงทุกข์และเหตุเกิดทุกข์ในหลายแง่มุมถึง ๑๖ นัย เช่น อุปธิ อวิชชา สังขาร วิญญาณ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน และอาหาร แต่ละนัยทรงชี้ว่าเมื่อเหตุนั้นดับ ทุกข์ก็ดับตามไปด้วย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นทวยตานี้แจ่มแจ้งย่อมบรรลุอรหัตตผลหรืออนาคามิผลในปัจจุบัน เมื่อจบพระธรรมเทศนาภิกษุ ๖๐ รูปหลุดพ้นจากอาสวะ ปิดท้ายมหาวรรคทั้งหมดด้วยคาถาอุทเทศสรุปสูตรทั้ง ๑๒ สูตร
  156. หน้า ๔๘๔ กามสูตร (ต้นอัฏฐกวรรค) พระสูตรแรกแห่งอัฏฐกวรรค วรรคที่ ๔ ของสุตตนิบาต ว่าด้วยโทษของกามคุณ ทรงสอนว่าแม้ผู้ปรารถนากามจะได้สมหวังก็มีความสุขเพียงชั่วคราว แต่เมื่อกามเหล่านั้นเสื่อมสลายไปก็เจ็บปวดดุจถูกลูกศรแทง ผู้ยังโลภหลงในทรัพย์สมบัติ นา ที่ดิน ทาส และบริวาร ย่อมถูกภยันตรายครอบงำจนได้รับความทุกข์ดุจเรือแตกจมน้ำ จึงทรงสอนให้ผู้มีสติเว้นจากกามเสียตั้งแต่ต้นดุจก้าวเลี่ยงหัวงูพิษ เพื่อข้ามพ้นห้วงกิเลสไปสู่ฝั่งแห่งความหลุดพ้น
  157. หน้า ๔๘๕–๔๘๖ คูหัฏฐกสูตร พระสูตรที่ ๒ แห่งอัฏฐกวรรค ว่าด้วยสัตว์โลกที่ติดข้องอยู่ใน "ถ้ำ" คือร่างกายและกิเลส ถูกโมหะปกคลุมจนมองไม่เห็นทางออก ยึดติดในกามทั้งอดีตและอนาคต เมื่อกามเสื่อมสลายก็ร่ำไห้คร่ำครวญด้วยความหวาดกลัวว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป ทรงเปรียบผู้ยึดติดในกามดุจปลาในน้ำน้อยที่กำลังจะแห้งขอด และสอนให้ผู้มีปัญญาไม่ยึดถือทั้งสิ่งที่เห็นและได้ยิน ดำรงตนโดยปราศจากอาลัยในภพทั้งปวง
  158. หน้า ๔๘๗ ทุฏฐัฏฐกสูตร พระสูตรที่ ๓ แห่งอัฏฐกวรรค ว่าด้วยการโต้แย้งทางทิฏฐิ ทรงสอนว่าผู้มีปัญญาไม่ควรยึดติดในความเห็นของตนจนเกิดวิวาทกับผู้อื่น เพราะแต่ละคนย่อมยึดถือทิฏฐิของตนว่าถูกต้องและตำหนิผู้อื่นว่าผิด มุนีที่แท้จริงย่อมไม่โอ้อวดศีลของตนหรือดูหมิ่นผู้อื่น และไม่ยึดติดแม้ในธรรมที่ตนยึดถือ จึงเป็นอิสระจากความขัดแย้งทั้งปวง
  159. หน้า ๔๘๘–๔๘๙ สุทธัฏฐกสูตร พระสูตรที่ ๔ แห่งอัฏฐกวรรค ทรงคัดค้านความเชื่อว่าความบริสุทธิ์เกิดจากทิฏฐิ ความรู้ หรือศีลพรตเพียงอย่างเดียว เพราะแม้ผู้มีความเห็นเช่นนั้นก็ยังมีอุปธิ (เครื่องกังวล) เหลืออยู่ ผู้ที่บริสุทธิ์แท้จริงคือผู้ไม่ยึดติดทั้งในสิ่งที่เห็น ได้ยิน หรือรับรู้ ไม่ปฏิเสธหรือยึดถือสิ่งใดอย่างสุดโต่ง เป็นผู้มีปัญญากว้างขวางไม่หวั่นไหวไปตามความเห็นต่างๆ ของผู้อื่น
  160. หน้า ๔๙๐–๔๙๑ ปรมัฏฐกสูตร พระสูตรที่ ๕ แห่งอัฏฐกวรรค ว่าด้วยผู้ที่ยึดมั่นในทิฏฐิของตนว่าเป็นเลิศ (ปรมะ) แล้วดูหมิ่นทิฏฐิผู้อื่นว่าต่ำต้อยกว่า ก่อให้เกิดการวิวาทไม่รู้จบ ทรงสอนว่าพราหมณ์หรือผู้บริสุทธิ์แท้จริงย่อมไม่ปรุงแต่งทิฏฐิใดๆ ขึ้นในโลก ไม่ยึดถือตนว่าเสมอ ต่ำกว่า หรือสูงกว่าผู้อื่นด้วยความรู้หรือศีลพรต เป็นผู้ข้ามพ้นพรมแดนแห่งทิฏฐิทั้งปวงไปแล้ว
  161. หน้า ๔๙๒ ชราสูตร พระสูตรที่ ๖ แห่งอัฏฐกวรรค ว่าด้วยความไม่เที่ยงของชีวิต แม้มีอายุยืนถึงร้อยปีก็ยังต้องตายเพราะความแก่ ทรงสอนว่าผู้คนโศกเศร้าเพราะยึดถือสิ่งต่างๆ ว่าเป็นของตน ทั้งที่ไม่มีสิ่งใดเที่ยงแท้ถาวร เมื่อคนที่รักตายไปก็เหลือเพียงชื่อให้เอ่ยถึง มุนีผู้ฉลาดจึงละการยึดถือครอบครองเสีย ดำรงตนไม่หวั่นไหวทั้งต่อสิ่งที่รักและไม่รัก ดุจหยดน้ำบนใบบัวที่ไม่เปียกติด
  162. หน้า ๔๙๓–๔๙๔ ติสสเมตเตยยสูตร พระสูตรที่ ๗ แห่งอัฏฐกวรรค เป็นบทสนทนาระหว่างพระติสสเมตเตยยะกับพระพุทธเจ้าเรื่องโทษของการเสพเมถุนธรรม ทรงสอนว่าผู้ที่ยังข้องเกี่ยวกับเมถุนย่อมหลงลืมคำสอน ปฏิบัติผิดทาง เสื่อมจากยศและเกียรติที่เคยมี ถูกตำหนิและเกิดความกระวนกระวายใจ แม้ได้รับยกย่องว่าเป็นบัณฑิตก็ยังตกต่ำได้หากยังพัวพันในเรื่องนี้ จึงทรงสอนให้มุ่งเน้นความสงัดวิเวกเป็นทางอันประเสริฐเพื่อเข้าใกล้พระนิพพาน
  163. หน้า ๔๙๕ ปสูรสูตร (เริ่มต้น) พระสูตรที่ ๘ แห่งอัฏฐกวรรค เริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงนักบวชและนักปราชญ์หลายสำนักที่ต่างอ้างว่าความบริสุทธิ์มีอยู่เฉพาะในลัทธิของตนเท่านั้น ไม่ยอมรับความบริสุทธิ์ในธรรมของฝ่ายอื่น แต่ละฝ่ายต่างยึดมั่นในสัจจะเฉพาะตน (ปัจเจกสัจจะ) และมุ่งโต้เถียงแข่งขันกันในที่ประชุมเพื่อหวังคำสรรเสริญ เนื้อหาที่ปรากฏในช่วงหน้านี้เป็นเพียงบทเริ่มต้นของพระสูตร ซึ่งเนื้อความยังไม่จบและจะกล่าวถึงผลเสียของการยึดติดในทิฏฐิและการโต้วาทะต่อไปในหน้าถัดจากที่ตัดตอนไว้
  164. หน้า ๔๙๖–๔๙๗ ปสูรสุตตัง (ตอนจบ) ส่วนท้ายของปสูรสุตตัง ซึ่งเริ่มต้นก่อนหน้าช่วงข้อความนี้ พระพุทธเจ้าทรงเตือนถึงโทษของการโต้วาทะเพื่อเอาชนะและแสวงหาคำสรรเสริญ เพราะแม้ชนะแล้วได้รับการยกย่องก็อาจเกิดความลำพองใจ ซึ่งเป็นเหตุแห่งความเสื่อมเช่นกัน พระองค์ทรงเปรียบผู้ยึดทิฏฐิแล้วโต้แย้งกับนักรบที่ถูกท้าทายจนถอยไม่ได้ และตรัสว่าผู้ที่ไม่ยึดถือทิฏฐิใดว่าเป็นสัจจะเพียงหนึ่งเดียวย่อมไม่มีใครเอาชนะในการโต้แย้งได้ คำสอนปิดท้ายกล่าวตรงถึงปสูระว่าไม่อาจเทียบเคียงกับผู้ที่ฝึกฝนตนจนหมดจดแล้วได้
  165. หน้า ๔๙๗–๕๐๐ มาคันทิยสุตตัง พราหมณ์มาคันทิยะทูลถามพระพุทธเจ้าเรื่องความเห็นและข้อวัตรปฏิบัติ หลังพระองค์ทรงปฏิเสธข้อเสนอที่จะให้ทรงรับธิดาของเขาเป็นคู่ครอง เพราะทรงเห็นร่างกายเป็นสิ่งปฏิกูลไม่ควรแตะต้อง มาคันทิยะจึงถามต่อว่าความบริสุทธิ์เกิดจากทิฏฐิ การได้ยิน ญาณ หรือศีลพรตหรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัสว่าความหมดจดที่แท้จริงมิได้มาจากการยึดถือสิ่งเหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่มาจากการไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดเลย ผู้มีปัญญาหลุดพ้นจากทิฏฐิและกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งปวงย่อมไม่หวั่นไหวตามความเห็นของผู้อื่นอีกต่อไป
  166. หน้า ๕๐๐–๕๐๑ ปุราเภทสุตตัง สูตรนี้ตอบคำถามว่าผู้มีความเห็นและความประพฤติเช่นไรจึงจะได้ชื่อว่า "ผู้สงบ" (อุปสันตะ) พระพุทธเจ้าทรงแสดงคุณสมบัติของผู้สงบไว้อย่างละเอียด เช่น ไม่มีตัณหาก่อนกายแตกทำลาย ไม่อาศัยอดีตหรืออนาคต ไม่โกรธ ไม่หวาดกลัว ไม่โอ้อวด พูดพอประมาณ ไม่หวั่นไหวต่อคำสรรเสริญนินทา และไม่ถือตนว่าเสมอ ดีกว่า หรือด้อยกว่าผู้อื่น ผู้ปราศจากตัณหาทั้งในภพและความไม่มีภพ ไม่ยึดถือสิ่งใดว่าเป็นของตน จึงเรียกได้ว่าเป็นผู้สงบอย่างแท้จริง
  167. หน้า ๕๐๒–๕๐๕ กลหวิวาทสุตตัง สูตรนี้สืบสาวหาต้นเหตุของการทะเลาะวิวาท ความโศกเศร้า ความตระหนี่ และการดูหมิ่นกันในโลก โดยพระพุทธเจ้าทรงไล่เรียงสาเหตุจากสิ่งเป็นที่รักไปสู่ความอยากได้ ไปสู่การกำหนดว่าถูกใจหรือไม่ถูกใจ ไปสู่ผัสสะ นามรูป และท้ายที่สุดคือสัญญาอันเป็นบ่อเกิดของความคิดปรุงแต่ง (ปปัญจ) พระองค์ยังตรัสถึงเหตุที่นักบวชต่างสำนักต่างอ้างความบริสุทธิ์ของตนตามทิฏฐิที่ต่างกัน และสรุปว่าผู้รู้แจ้งกระบวนการนี้แล้วหลุดพ้นย่อมไม่เข้าไปพัวพันกับการโต้แย้งใดอีก
  168. หน้า ๕๐๕–๕๐๙ จูฬวิยูหสุตตัง สูตรนี้กล่าวถึงเหล่านักบวชและพราหมณ์ที่ยึดมั่นในทิฏฐิของตนแล้วโต้เถียงกัน ต่างฝ่ายต่างประกาศว่าความเห็นของตนเท่านั้นเป็นสัจจะและกล่าวหาฝ่ายอื่นว่าโง่เขลา มีคำถามว่าเหตุใดจึงไม่มีสัจจะเพียงหนึ่งเดียวหากสมณะสอนต่างกัน พระพุทธเจ้าทรงอธิบายว่าความจริงไม่ได้มีหลายอย่างนอกจากที่ถูกปรุงแต่งด้วยสัญญาและการยึดถือทิฏฐิ ผู้ที่แท้จริงเป็นพราหมณ์(ผู้บริสุทธิ์)ย่อมไม่พึ่งพาผู้อื่นเรื่องสัจจะ ก้าวล่วงพ้นการวิวาททั้งปวง ไม่เห็นธรรมของตนเหนือกว่าของผู้อื่น จึงไม่ก่อความขัดแย้งในโลก
  169. หน้า ๕๐๙–๕๑๓ มหาวิยูหสุตตัง สูตรนี้ขยายความเรื่องเดียวกันกับจูฬวิยูหสุตตัง ชี้ว่าผู้ยึดทิฏฐิแล้ววิวาทกันย่อมได้ทั้งคำนินทาและคำสรรเสริญปะปนกันไป พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เห็นโทษของการวิวาทและมุ่งสู่ภูมิที่ปลอดจากการวิวาท พระองค์ทรงวิจารณ์การอ้างความบริสุทธิ์ด้วยศีลพรตหรือด้วยทิฏฐิของตนเองว่าไม่จีรัง เพราะเมื่อเสื่อมจากศีลพรตก็หวั่นไหวดิ้นรนหาความบริสุทธิ์ใหม่ และสรุปว่าผู้เป็นมุนีที่แท้จริงย่อมสลัดคืนความยึดถือในสิ่งที่เห็น ได้ยิน หรือรับรู้ทั้งหมด จึงหมดเหตุแห่งการวิวาทในโลกโดยสิ้นเชิง
  170. หน้า ๕๑๓–๕๑๗ ตุวฏกสุตตัง สูตรนี้ตอบคำถามว่าภิกษุเห็นสิ่งใดจึงจะดับกิเลสได้โดยไม่ยึดมั่นสิ่งใดในโลก พระพุทธเจ้าทรงแสดงข้อปฏิบัติโดยละเอียด เช่น ให้ถอนรากของอัตตานุทิฏฐิ ฝึกระงับตัณหาภายใน ไม่หวั่นไหวต่อคำติชม ไม่แสวงหาความสงบจากภายนอกแต่ให้สงบใจตนเองดุจคลื่นที่ไม่เกิดขึ้นกลางมหาสมุทรอันสงบนิ่ง พระองค์ยังทรงห้ามการดูฤกษ์ยาม ทำนายฝัน และประกอบอาชีพที่ไม่เหมาะสม สอนให้สำรวมอินทรีย์ ไม่สะสม ไม่โอ้อวด ไม่พูดคำหยาบ และไม่ประมาทในคำสอนตลอดชีวิต
  171. หน้า ๕๑๗–๕๑๙ อัตตทัณฑสุตตัง สูตรนี้เริ่มด้วยความสลดใจของพระพุทธเจ้าที่ทรงเห็นหมู่สัตว์ดิ้นรนเบียดเบียนกันดุจปลาในน้ำน้อย จึงทรงปรารภถึง "ลูกศร" คือกิเลสที่ปักอยู่ในหัวใจสัตว์ทำให้ดิ้นรนไปทั่วทุกทิศ พระองค์ทรงสอนแนวทางถอนลูกศรนั้นด้วยความสัตย์ ความไม่โอ้อวด ไม่มีมารยา ไม่ตระหนี่ ไม่โกรธ อดกลั้นต่อความเสื่อม ไม่ยึดติดทั้งอดีตและอนาคต และไม่ยึดถือสิ่งใดว่าเป็นของตน ผู้ปฏิบัติได้ดังนี้ย่อมเรียกว่าเป็นผู้สงบ พ้นจากการเปรียบเทียบตนกับผู้อื่นในโลก
  172. หน้า ๕๒๐–๕๒๓ สารีปุตตสุตตัง (จบอัฏฐกวรรค) พระสารีบุตรทูลถามพระพุทธเจ้าแทนภิกษุจำนวนมากที่ปรารถนาความสงัด อาศัยอยู่ตามโคนไม้ ป่าช้า หรือถ้ำผา ว่าภิกษุผู้อยู่ในเสนาสนะอันสงัดพึงเผชิญภยันตรายอะไรบ้าง และควรมีศีลาจารวัตรอย่างไรจึงจะขัดเกลาตนได้ดุจช่างทองขัดเงิน พระพุทธเจ้าทรงแสดงคำสอนละเอียด เช่น ไม่หวาดกลัวภัยต่างๆ อดทนต่อความหนาวร้อนและความหิว ไม่ลักขโมย ไม่พูดเท็จ เจริญเมตตา สำรวมอินทรีย์ในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส สูตรนี้เป็นสูตรสุดท้ายของอัฏฐกวรรค (หมวดที่ ๔) ซึ่งจบลงด้วยคาถาสรุปรายชื่อสูตรทั้ง ๑๖ สูตรในหมวดนี้
  173. หน้า ๕๒๔–๕๓๐ วัตถุกถา ปารายนวรรค (เรื่องพราหมณ์พาวรี) เป็นเรื่องปฐมเหตุของปารายนวรรค เล่าถึงพราหมณ์พาวรีผู้จบไตรเพทที่ตั้งอาศรมริมฝั่งแม่น้ำโคธาวรี วันหนึ่งมีพราหมณ์เร่ร่อนมาขอทรัพย์ห้าร้อยแต่พาวรีให้ทานจนหมดแล้วไม่มีจะให้ พราหมณ์ผู้นั้นจึงสาปแช่งว่าศีรษะพาวรีจะแตกเจ็ดเสี่ยงในเจ็ดวัน ทำให้พาวรีเศร้าโศกจนจิตใจไม่สงบ เทวดาผู้หวังดีจึงมาบอกว่าคำสาปนั้นไม่มีมูลความจริง มีเพียงพระพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้ใหม่เท่านั้นที่รู้เรื่อง "ศีรษะและเหตุที่ศีรษะแตก" พาวรีจึงส่งศิษย์ผู้เชี่ยวชาญมนต์ ๑๖ คน มีอชิตะเป็นต้น ให้เดินทางไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อตรวจสอบมหาปุริสลั
  174. หน้า ๕๓๐–๕๓๑ อชิตมาณวปุจฉา อชิตมาณพทูลถามว่าโลกถูกปกคลุมด้วยอะไร เพราะเหตุใดจึงไม่สุกใส อะไรคือเครื่องฉาบทาโลก และอะไรคือภัยใหญ่ของโลก พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าโลกถูกปกคลุมด้วยอวิชชา ไม่สุกใสเพราะความประมาทและความตระหนี่ ตัณหาความทะยานอยากคือเครื่องฉาบทา และทุกข์คือภัยใหญ่ของโลก จากนั้นทรงตอบเรื่องกระแส(อาสวะ)ที่ไหลไปทั่วโดยชี้ว่าสติเป็นเครื่องกั้นกระแสและปัญญาเป็นเครื่องปิดกั้น รวมถึงเรื่องนามรูปดับลงด้วยการดับวิญญาณ และสรุปว่าภิกษุผู้ฉลาดไม่พึงติดในกามและพึงมีสติเที่ยวไป
  175. หน้า ๕๓๑–๕๓๒ ติสสเมตเตยยมาณวปุจฉา ติสสเมตเตยยมาณพทูลถามว่าใครในโลกนี้ชื่อว่าเป็นผู้สันโดษ ใครไม่มีความหวั่นไหว ใครรู้แจ้งสุดโต่งทั้งสองด้านโดยไม่เปื้อนอยู่ตรงกลาง และควรเรียกใครว่ามหาบุรุษผู้ล่วงพ้นเครื่องร้อยรัดในโลก พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าผู้ประพฤติพรหมจรรย์ท่ามกลางกามคุณ มีสติทุกเมื่อ ปราศจากตัณหา สงบเย็นด้วยปัญญา ย่อมไม่มีความหวั่นไหว รู้แจ้งสุดโต่งทั้งสองด้านและไม่เปื้อนอยู่ตรงกลาง บุคคลเช่นนี้แลที่ควรเรียกว่ามหาบุรุษผู้ล่วงพ้นเครื่องร้อยรัดแล้ว
  176. หน้า ๕๓๒–๕๓๓ ปุณณกมาณวปุจฉา ปุณณกมาณพทูลถามว่าฤๅษี กษัตริย์ และพราหมณ์จำนวนมากที่บูชายัญแด่เทวดาต่างๆ นั้นข้ามพ้นชาติและชราด้วยยัญนั้นได้จริงหรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าผู้บูชายัญด้วยความหวังในภพ ยึดติดในลาภและความยินดีในภพ ย่อมไม่อาจข้ามพ้นชาติชราได้ด้วยยัญนั้น เมื่อถูกถามต่อว่าแล้วใครเล่าที่ข้ามพ้นได้ พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้ที่พิจารณาเห็นภาวะสูงต่ำทั้งปวงในโลกด้วยปัญญา ไม่มีความหวั่นไหวในที่ใด สงบ ปราศจากกิเลสดุจควันไฟและความหวัง ผู้นั้นแลชื่อว่าข้ามพ้นชาติและชราได้แล้ว
  177. หน้า ๕๓๔–๕๓๖ เมตตคูมาณวปุจฉา เมตตคูมาณพทูลถามถึงบ่อเกิดของความทุกข์นานัปการในโลก พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าทุกข์ทั้งปวงมีอุปธิ (เครื่องยึดถือ) เป็นเหตุ ผู้ใดสร้างอุปธิด้วยความไม่รู้ ผู้นั้นย่อมประสบทุกข์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จึงไม่ควรสร้างอุปธิขึ้นอีก เมื่อถูกถามต่อว่าคนฉลาดข้ามพ้นห้วงน้ำคือชาติชราโศกได้อย่างไร พระองค์ทรงสอนให้มีสติรู้เท่าทันสิ่งที่ประสบทั้งเบื้องบนเบื้องล่างและท่ามกลาง ไม่ยินดีพัวพันในสิ่งใด ไม่ให้วิญญาณตั้งอยู่ในภพ ผู้ปฏิบัติเช่นนี้ย่อมละทุกข์ได้ในปัจจุบัน เมตตคูมาณพซาบซึ้งและทูลรับว่าพระผู้มีพระภาคทรงละทุกข์ได้แล้วจ
  178. หน้า ๕๓๖–๕๓๘ โธตกมาณวปุจฉา โธตกมาณพทูลขอให้พระพุทธเจ้าตรัสสอนเพื่อจะได้ศึกษาทางแห่งนิพพานของตนเมื่อได้สดับ พระองค์ตรัสให้เขามีความเพียรและปัญญาอยู่ ณ ที่นี้ เมื่อโธตกมาณพขอให้ช่วยปลดเปลื้องความสงสัยทั้งปวง พระองค์ตรัสว่าไม่อาจปลดเปลื้องทุกคนได้ แต่ผู้รู้แจ้งธรรมอันประเสริฐย่อมข้ามพ้นห้วงน้ำได้ด้วยตนเอง เมื่อขอฟังธรรมแห่งความสงัดเพื่อจะอยู่อย่างสงบดุจอากาศที่ไม่มีอะไรมากระทบ พระองค์จึงทรงแสดงความสงบที่รู้ได้เองในปัจจุบัน มิใช่จากคำบอกเล่า ผู้รู้แจ้งแล้วดำรงสติย่อมข้ามพ้นเครื่องข้องในโลกได้
  179. หน้า ๕๓๘–๕๓๙ อุปสีวมาณวปุจฉา อุปสีวมาณพทูลว่าตนไม่อาจข้ามห้วงน้ำใหญ่ได้โดยลำพังหากไม่มีที่พึ่ง จึงขอให้พระพุทธเจ้าตรัสบอกอารมณ์ที่พึงอาศัยข้าม พระองค์ตรัสให้อาศัยความไม่มีอะไร (อากิญจัญญายตนะ) ด้วยสติ ละกามและวิตกทั้งปวง เมื่อถูกถามต่อว่าผู้หลุดพ้นในวิโมกข์อันประเสริฐจะยังตั้งอยู่ ณ ที่นั้นตลอดไปหรือไม่ พระองค์ทรงเปรียบด้วยเปลวไฟที่ถูกลมพัดดับไป ไม่อาจกล่าวได้ว่าไปไหน มุนีผู้หลุดพ้นจากนามกายก็เช่นกัน ไม่อาจเรียกขานหรือกำหนดได้ว่าดับสูญหรือยังคงอยู่ เพราะเมื่อธรรมทั้งปวงถูกถอนขึ้นแล้ว วิถีทางแห่งการกล่าวอ้างทั้งหมดก็ถูกถอนไป
  180. หน้า ๕๓๙–๕๔๒ นันทมาณวปุจฉา นันทมาณพทูลถามว่าที่โลกกล่าวว่ามีมุนีอยู่ในโลกนั้น หมายถึงผู้ประกอบด้วยญาณหรือผู้ดำเนินชีวิตแบบหนึ่งกันแน่ พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้ที่เรียกว่ามุนีที่แท้จริงมิใช่ผู้ยึดถือทิฏฐิ การได้ยิน ญาณ หรือศีลพรตเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่คือผู้ปลอดจากเครื่องข้องเหล่านี้ เมื่อถูกถามว่าสมณพราหมณ์จำนวนมากที่อ้างความบริสุทธิ์ด้วยสิ่งที่เห็น ได้ยิน หรือศีลพรตนั้นข้ามพ้นชาติชราได้จริงหรือไม่ พระองค์ตรัสว่ายังข้ามพ้นไม่ได้ มีเพียงผู้ละความยึดถือทั้งหมดและกำหนดรู้ตัณหาจนสิ้นอาสวะแล้วเท่านั้นที่ข้ามพ้นห้วงน้ำได้จริง
  181. หน้า ๕๔๒–๕๔๓ เหมกมาณวปุจฉา เหมกมาณพทูลว่าคำสอนของอาจารย์ต่างๆ ก่อนหน้านี้ล้วนเป็นเพียงคำบอกเล่าซ้ำๆ ว่า "เป็นมาอย่างนี้ จักเป็นอย่างนั้น" เป็นเพียงเครื่องเพิ่มพูนความคิดคำนึง ตนไม่ยินดีในคำสอนเช่นนั้น จึงทูลขอให้พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมที่กำจัดตัณหาโดยตรง พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าการกำจัดความพอใจและความกำหนัดในสิ่งที่เห็น ได้ยิน รู้สึก และรู้แจ้งอันเป็นที่รักใคร่พอใจทั้งหลาย นั่นเองคือทางแห่งนิพพานอันไม่ตาย ผู้รู้แจ้งธรรมนี้แล้วดำรงสติ ดับกิเลสได้ในปัจจุบัน ย่อมสงบระงับและข้ามพ้นเครื่องข้องในโลกได้ตลอดไป
  182. หน้า ๕๔๓ โตเทยยมาณวปุจฉา โตเทยยมาณพทูลถามว่าผู้ที่ปราศจากกามและตัณหา ข้ามพ้นความสงสัยแล้วนั้น มีวิโมกข์เป็นเช่นไร พระพุทธเจ้าตรัสว่าวิโมกข์ของผู้เช่นนั้นไม่มีวิโมกข์อื่นยิ่งไปกว่า เมื่อถูกถามต่อว่าผู้นั้นเป็นผู้หมดหวังหรือยังมีความหวัง เป็นผู้มีปัญญาเพราะรู้แจ้งหรือเพราะคาดคะเนตามทิฏฐิ พระองค์ตรัสว่าพึงทราบว่ามุนีเช่นนั้นเป็นผู้หมดหวัง ไม่คาดคะเนหรือปรุงแต่งด้วยทิฏฐิใดๆ เป็นผู้ไม่ติดข้องในกามภพทั้งปวง
  183. หน้า ๕๔๔ กัปปมาณวปุจฉา กัปปมาณพทูลขอให้พระพุทธเจ้าตรัสบอก "เกาะ" หรือที่พึ่งสำหรับผู้ที่ยืนอยู่กลางห้วงน้ำใหญ่ ถูกกระแสท่วมทับด้วยภัยมหันต์และถูกชราและมรณะครอบงำ โดยขอที่พึ่งอันไม่มีที่พึ่งอื่นยิ่งไปกว่า พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าที่พึ่งนั้นคือความไม่มีกังวลและความไม่ยึดถือสิ่งใด นั่นคือนิพพานอันเป็นที่สิ้นสุดแห่งชราและมรณะ ผู้รู้แจ้งธรรมนี้แล้วดำรงสติ ดับกิเลสได้ในปัจจุบัน ย่อมไม่ตกอยู่ใต้อำนาจของมารและไม่เป็นบริวารของมารอีกต่อไป
  184. หน้า ๕๔๔–๕๔๕ ชตุกัณณีมาณวปุจฉา ชตุกัณณีมาณพทูลว่าได้ยินว่าพระพุทธเจ้าทรงข้ามพ้นห้วงกิเลสแล้ว จึงมาทูลขอฟังธรรมแห่งบทสงบตามความเป็นจริง เพื่อรู้ทางละชาติและชราในปัจจุบัน พระพุทธเจ้าตรัสสอนให้กำจัดความกำหนัดในกามและเห็นเนกขัมมะ(การออกจากกาม)ว่าเป็นความปลอดภัย ไม่พึงยึดถือหรือปฏิเสธสิ่งใดว่าเป็นของตน พึงทำสิ่งที่ล่วงไปแล้วให้เหือดแห้งไปโดยไม่ให้มีสิ่งใดตกค้างในภายหลัง และหากไม่ยึดถือสิ่งที่อยู่ตรงกลางได้ก็จะเป็นผู้สงบดำเนินชีวิตต่อไป ผู้ปราศจากความกำหนัดในนามรูปทั้งปวงเช่นนี้ย่อมไม่มีอาสวะที่จะนำไปสู่อำนาจของมัจจุราชอีก
  185. หน้า ๕๔๕–๕๔๖ ภัทราวุธมาณวปุจฉา ภัทราวุธมาณพทูลสรรเสริญพระพุทธเจ้าว่าทรงละที่อาศัย ตัดตัณหา ไม่หวั่นไหว ข้ามพ้นห้วงน้ำและหลุดพ้นแล้ว จึงทูลขอให้ทรงแสดงธรรมโปรดหมู่ชนจากนานาประเทศที่มารวมกันด้วยความปรารถนาจะฟังพระวาจา พระพุทธเจ้าตรัสสอนให้กำจัดตัณหาความยึดถือทั้งปวงทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง และท่ามกลาง เพราะสิ่งใดที่บุคคลยึดถือในโลก มารย่อมติดตามบุคคลนั้นไปด้วยสิ่งนั้นเอง ดังนั้นภิกษุผู้มีสติจึงไม่ควรยึดถือสิ่งใดในโลกทั้งปวง เมื่อเห็นหมู่สัตว์ที่ยังยึดถืออยู่ว่าตกอยู่ในบ่วงแห่งมัจจุ
  186. หน้า ๕๔๖–๕๔๗ อุทยมาณวปุจฉา อุทยมาณพทูลขอให้พระพุทธเจ้าทรงแสดงวิโมกข์และความแตกกระจายแห่งอวิชชา พระพุทธเจ้าตรัสว่าการละความพอใจในกาม ความโทมนัส ความง่วงเหงา และความรำคาญใจ ความหมดจดด้วยอุเบกขาและสติอันมีการพิจารณาธรรมนำหน้า นี้คือวิโมกข์และความแตกแห่งอวิชชา เมื่อถูกถามว่าอะไรเป็นเครื่องผูกโลกไว้และอะไรคือนิพพาน พระองค์ตรัสว่าความเพลิดเพลินเป็นเครื่องผูกโลก วิตกเป็นเครื่องพิจารณา และการละตัณหาได้คือนิพพาน สุดท้ายทรงสอนว่าผู้มีสติไม่เพลิดเพลินในเวทนาทั้งภายในและภายนอก วิญญาณของผู้นั้นย่อมดับไป
  187. หน้า ๕๔๗–๕๔๘ โปสาลมาณวปุจฉา โปสาลมาณพทูลถามถึงญาณของผู้ที่มีสัญญาปราศจากรูป ผู้ละสัญญาในกายทั้งปวง เห็นว่า "ไม่มีอะไร" ทั้งภายในและภายนอก ว่าพึงแนะนำผู้นั้นอย่างไร พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าพระตถาคตทรงหยั่งรู้ฐานะแห่งวิญญาณทั้งปวงด้วยพระญาณโดยตรง ทรงรู้ผู้ที่ตั้งมั่นและน้อมไปในฐานะนั้น ทรงรู้ความเกิดขึ้นแห่งอากิญจัญญายตนะอันประกอบด้วยสัญโญชน์คือความเพลิดเพลิน เมื่อรู้แจ้งเช่นนี้แล้วย่อมเห็นแจ้งยิ่งขึ้นไป นี้คือญาณของพราหมณ์ผู้อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว
  188. หน้า ๕๔๘–๕๔๙ โมฆราชมาณวปุจฉา โมฆราชมาณพทูลว่าตนเคยทูลถามพระพุทธเจ้ามาแล้วสองครั้งแต่ยังไม่ได้รับคำตอบ เคยได้ยินว่าเมื่อถามครั้งที่สามจะได้รับคำตอบ จึงทูลถามว่าควรพิจารณาเห็นโลกอย่างไร มัจจุราช(พญามาร)จึงจะไม่เห็นตน พระพุทธเจ้าตรัสตอบอย่างสั้นและลึกซึ้งว่าพึงพิจารณาเห็นโลกโดยความเป็นของว่างเปล่าอยู่เสมอ มีสติ ถอนความเห็นว่าเป็นตัวตนออกเสีย บุคคลผู้เป็นอยู่เช่นนี้ย่อมล่วงพ้นมัจจุราชได้ คำสอนนี้ถือเป็นหนึ่งในคาถาที่มีชื่อเสียงที่สุดบทหนึ่งของพระไตรปิฎก
  189. หน้า ๕๔๙–๕๕๐ ปิงคิยมาณวปุจฉา (และบทสรุปปารายนวรรค) ปิงคิยมาณพผู้ชราภาพ อ่อนกำลัง สายตาและหูไม่แจ่มใส ทูลขอให้พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเพื่อละชาติและชราในปัจจุบัน เกรงว่าตนจะตายไปทั้งที่ยังลุ่มหลง พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่าเมื่อเห็นหมู่สัตว์เดือดร้อนเพราะรูปและตัณหา พึงเป็นผู้ไม่ประมาท ละความยึดถือในรูปและตัณหาเพื่อไม่ต้องเวียนเกิดอีก คำถามนี้เป็นข้อที่ ๑๖ และเป็นข้อสุดท้ายในปารายนวรรค เมื่อจบแล้วมีความสรุปว่าพระพุทธเจ้าประทับ ณ ปาสาณกเจดีย์ แคว้นมคธ ทรงตอบปัญหาของศิษย์พราหมณ์ทั้ง ๑๖ คน และตรัสว่าผู้ใดเข้าใจอรรถและธรรมของปัญหาแม้เพียงข้อเดียวแล้วปฏิบัติต
  190. หน้า ๕๕๑–๕๕๔ บทสรุปปารายนวรรค: ปิดฉากมาณพ ๑๖ คน และบทเพลงศรัทธาของปิงคิยมาณพ หน้า ๕๕๑ เป็นบทสรุปปิดท้ายเรื่องราวมาณพ ๑๖ คนที่เดินทางไปทูลถามปัญหาพระพุทธเจ้า โดยกล่าวถึงสองคนสุดท้ายคือโมฆราชาและปิงคิยะ สรุปว่าพระพุทธองค์ทรงตอบปัญหาแต่ละข้ออย่างแจ่มแจ้งจนมาณพทั้งหมดเลื่อมใสและออกบวชในสำนักของพระองค์ พร้อมอธิบายว่าผู้ใดปฏิบัติตามคำตอบแต่ละข้อย่อมข้ามจากฝั่งนี้ไปสู่ฝั่งโน้นได้ อันเป็นที่มาของชื่อ "ปารายนะ" (ทางถึงฝั่งพ้น) จากนั้นเริ่มบทประพันธ์ใหม่ที่ปิงคิยะขับร้องเล่าความศรัทธาอันไม่เสื่อมคลายที่มีต่อพระพุทธเจ้า แม้ร่างกายชราไม่อาจเดินทางไปเฝ้าได้ แต่ใจของท่านก็มิได้ห่างจาก
  191. หน้า ๕๕๔–๕๕๖ สุตตุทฺทาน: บัญชีสรุปรายชื่อพระสูตรทั้งหมดในสุตตนิบาต ต่อจากการจบปารายนวรรค ปรากฏบทร้อยกรองที่เรียกว่า "สุตฺตุทฺทาน" ซึ่งเป็นบัญชีสรุปชื่อพระสูตรทั้งหมดในสุตตนิบาตเพื่อช่วยจดจำ โดยไล่เรียงชื่อพระสูตรในอุรควรรค (๑๒ สูตร เช่น อุรคสูตร ธนิยสูตร ขัคควิสาณสูตร กสิภารทวาชสูตร) จูฬวรรค (๑๔ สูตร) มหาวรรค (๑๒ สูตร) และอัฏฐกวรรค (๑๖ สูตร) แต่ละวรรคระบุจำนวนสูตรและกล่าวสรรเสริญว่าพระพุทธเจ้าผู้มีจักษุปราศจากมลทินทรงแสดงไว้อย่างประณีต จากนั้นย้อนกล่าวถึงบริบทของปารายนวรรคอีกครั้งว่า พระพุทธเจ้าประทับ ณ ปาสาณกเจดีย์ แคว้นมคธ มีบริษัทมาประชุมกันไกลถึง ๑๖ โยชน์ พ
  192. หน้า ๕๕๖–๕๕๘ บทสรรเสริญปิดท้ายสุตตนิบาต และการสิ้นสุดเล่มที่ ๒๕ ส่วนท้ายสุดของเล่มเป็นบทสรรเสริญคุณของสุตตนิบาตทั้งเล่ม ซ้ำคำลงท้ายทุกบทว่า "เทสยิ สุตฺตวรํ ทิปทคฺโค ฯ" (พระผู้เป็นเลิศในหมู่สัตว์สองเท้าทรงแสดงพระสูตรอันประเสริฐนี้) แต่ละบทยกย่องคุณสมบัติต่างกัน เช่น เป็นสูตรที่วิจิตรด้วยธรรมมากมาย เป็นเหตุให้หลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง ปราศจากมลทินคือราคะ โทสะ โมหะ ขจัดอาสวะ เครื่องผูก โยคะ นิวรณ์ และมลทินสามประการ ปลดปล่อยจากทุจริตและมิจฉาทิฏฐิ อีกทั้งพรรณนาคุณของพระสูตรว่าลึกซึ้ง เห็นได้ยาก ละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิต เปรียบดังทองคำ มหาสมุทร ดอกไม้หอม และดวงอาทิตย