มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์

ฉบับแปลเยอรมัน · พระสุตตันตปิฎก · เล่มที่ ๑๒ · ๖๐๑ หน้า

สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๖๒ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น

  1. หน้า ๑–๑๑ มูลปริยายสุตตํ ว่าด้วยมูลเหตุแห่งธรรมทั้งปวง พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลายถึงวิธีที่บุคคล 4 ระดับ คือ ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ พระเสขะ พระขีณาสพ และพระตถาคต รับรู้และคิดถึงสิ่งต่างๆ เช่น ดิน น้ำ ไฟ ลม เทวดา พรหม จนถึงนิพพาน โดยปุถุชนย่อมยึดถือปรุงแต่งและเพลิดเพลินในสิ่งเหล่านั้นเพราะไม่ได้กำหนดรู้รอบ ขณะที่พระอริยะและพระพุทธเจ้าทรงรู้แจ้งแต่ไม่ยึดถือเพราะกำหนดรู้แล้วอย่างถ่องแท้ พระสูตรชี้ว่าความทุกข์เกิดจากการยึดมั่นถือมั่นด้วยอวิชชาและตัณหาเป็นรากเหง้าของทุกข์ เป็นพระสูตรที่ลึกซึ้งมากจนภิกษุฟังแล้วไม่ยินดีเพราะเข้าใจยาก
  2. หน้า ๑๒–๒๐ สัพพาสวสังวรสุตตํ ว่าด้วยการสำรวมอาสวะทั้งปวง พระพุทธเจ้าทรงแสดงวิธีละอาสวะ (กิเลสที่หมักดองในใจ) 7 วิธี ได้แก่ ละด้วยการเห็นแจ้ง (ทัสสนะ) ด้วยการสำรวมอินทรีย์ (สังวร) ด้วยการพิจารณาใช้สอยปัจจัยสี่อย่างถูกต้อง (ปฏิเสวนา) ด้วยความอดทน (อธิวาสนา) ด้วยการหลีกเลี่ยงสิ่งอันตราย (ปริวัชชนา) ด้วยการบรรเทาความคิดชั่ว (วิโนทนา) และด้วยการเจริญโพชฌงค์เจ็ด (ภาวนา) ทรงชี้ว่าผู้รู้ผู้เห็นเท่านั้นที่จะสิ้นอาสวะได้ การมนสิการโดยแยบคายหรือไม่แยบคายเป็นตัวกำหนดว่ากิเลสจะเกิดขึ้นหรือดับไป เป็นคู่มือปฏิบัติที่ครอบคลุมที่สุดสูตรหนึ่งสำหรับควบคุมและขจัดกิเลส
  3. หน้า ๒๑–๒๗ ธัมมทายาทสุตตํ ว่าด้วยการเป็นทายาทแห่งธรรมไม่ใช่ทายาทแห่งอามิส พระพุทธเจ้าทรงสอนภิกษุให้เป็นทายาทแห่งธรรมไม่ใช่ทายาทแห่งอามิส (วัตถุ) โดยยกอุทาหรณ์ภิกษุสองรูปที่หิวโหย รูปหนึ่งฉันบิณฑบาตที่พระองค์ฉันเหลือ อีกรูปหนึ่งอดทนไม่ฉันเพราะเคารพคำสอนเรื่องความไม่โลภในวัตถุ ซึ่งพระองค์ทรงยกย่องรูปหลังมากกว่าเพราะเป็นไปเพื่อความมักน้อยสันโดษ จากนั้นพระสารีบุตรอธิบายต่อว่าภิกษุที่ไม่ฝึกฝนตามคำสอนเรื่องความสงัดย่อมถูกตำหนิ ส่วนผู้ละโลภะโทสะและเดินตามมรรคมีองค์แปดย่อมได้รับการสรรเสริญ สาระสำคัญคือการให้คุณค่าแก่ธรรมะและการฝึกจิตมากกว่าวัตถุปัจจัย
  4. หน้า ๒๘–๔๑ ภยเภรวสุตตํ ว่าด้วยความกลัวและความหวาดหวั่นในการอยู่ป่า พราหมณ์ชาณุสโสณิทูลถามพระพุทธเจ้าว่าการอยู่ป่าเพียงลำพังเป็นเรื่องยากและน่าหวาดกลัว พระองค์ทรงเล่าประสบการณ์สมัยเป็นพระโพธิสัตว์ก่อนตรัสรู้ว่าทรงพิจารณาเห็นว่าสมณพราหมณ์ที่มีกายวาจาใจไม่บริสุทธิ์ มีโลภ พยาบาท ง่วงเหงา ฟุ้งซ่าน ลังเลสงสัย อวดตน ขลาดกลัว โลภลาภยศ เกียจคร้าน หลงสติ และจิตไม่มั่นคง ต่างหากที่ทำให้เกิดความหวาดกลัวในป่า ส่วนพระองค์ทรงบริสุทธิ์ในธรรมเหล่านี้ จึงทรงฝึกเผชิญหน้าความกลัวโดยไม่หนีจากอิริยาบถที่ทรงทำอยู่จนเอาชนะได้ ในที่สุดทรงบรรลุฌานสี่และวิชชาสาม (ระลึกชาติได้ รู้การเกิดต
  5. หน้า ๔๒–๕๕ อนังคณสุตตํ ว่าด้วยผู้มีกิเลสและผู้ไม่มีกิเลสในใจ (ตอนต้น) พระสารีบุตรแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายว่าด้วยบุคคล 4 จำพวกในโลก คือ ผู้มีกิเลส(องคณะ)ในใจแต่ไม่รู้ตามจริงว่าตนมี ผู้มีกิเลสแต่รู้ตามจริง ผู้ไม่มีกิเลสแต่ไม่รู้ว่าตนไม่มี และผู้ไม่มีกิเลสและรู้ตามจริง เมื่อพระโมคคัลลานะถามถึงเหตุที่ทำให้บุคคลในกลุ่มเดียวกันมีคุณค่าต่างกัน พระสารีบุตรตอบด้วยอุปมาถาดสำริดสกปรกหรือสะอาด หากเจ้าของไม่ดูแลถาดสกปรกจะสกปรกยิ่งขึ้น หากดูแลจะสะอาดขึ้น ผู้รู้ตามจริงว่าตนมีกิเลสย่อมพยายามละได้ ส่วนผู้ไม่รู้ย่อมประมาท จากนั้นอธิบายว่า "องคณะ" คือความปรารถนาอันเป็นบาปอกุศล เช่น
  6. หน้า ๕๖–๕๗ อนังคณสูตร (ตอนจบ) - มลทินแห่งจิต ช่วงจบของพระธรรมเทศนาที่พระสารีบุตรแสดงแก่พระมหาโมคคัลลานะและภิกษุทั้งหลายเรื่องกิเลสที่เป็นดุจมลทินในใจ (อังคณะ) ท่านเปรียบว่าคำสอนของท่านซึมซาบเข้าไปในใจของภิกษุผู้บริสุทธิ์ ไม่มีมารยาและไม่โอ้อวด เหมือนดอกไม้หอมที่คนหนุ่มสาวสวมประดับศีรษะด้วยความยินดี ส่วนภิกษุผู้มีมลทินจะไม่ซาบซึ้งในธรรมเช่นนั้น จบลงด้วยพระอัครสาวกทั้งสองต่างอนุโมทนาคำพูดของกันและกัน.
  7. หน้า ๕๘–๖๓ อากังเขยยสูตร - ถ้าปรารถนาสิ่งใด พึงทำศีลให้บริบูรณ์ พระพุทธเจ้าตรัสสอนภิกษุทั้งหลายที่เชตวันให้เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศีลและปาฏิโมกข์ เห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย จากนั้นทรงแสดงเป็นชุดว่า หากภิกษุปรารถนาสิ่งใด เช่น เป็นที่รักของเพื่อนพรหมจรรย์ ได้ลาภปัจจัยสี่โดยง่าย อดทนต่อความไม่ยินดีและความกลัว ได้ฌานสมาบัติ มีอภิญญาต่างๆ เช่น หูทิพย์ ตาทิพย์ ระลึกชาติได้ หรือทำอาสวะให้สิ้นบรรลุอรหัตตผล ก็พึงทำศีลให้บริบูรณ์ เจริญสมถะและวิปัสสนา หมั่นอยู่ในที่สงัด เพราะศีลที่บริสุทธิ์เป็นรากฐานให้ปรารถนาสิ่งใดก็สำเร็จได้.
  8. หน้า ๖๔–๗๑ วัตถูปมสูตร - อุปมาผ้าเปื้อนกับจิตเศร้าหมอง พระพุทธเจ้าทรงเปรียบจิตที่เศร้าหมองด้วยอุปกิเลส 16 ประการ เช่น โลภ พยาบาท โกรธ ผูกโกรธ ริษยา ตระหนี่ มารยา มานะ กับผ้าเปื้อนที่ย้อมสีไม่สวย ส่วนผู้ละกิเลสเหล่านี้ได้แล้วจิตจะบริสุทธิ์เหมือนผ้าสะอาดที่ย้อมสีได้งาม เกิดความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยอย่างแน่วแน่ และสามารถแผ่เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาไปทั่วโลกได้ ตอนท้ายมีเรื่องพราหมณ์สุนทริกภารทวาชะที่เชื่อว่าการอาบน้ำในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ชำระบาปได้ พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่าการชำระใจให้สะอาดจากบาปต่างหากคือการอาบน้ำที่แท้จริง พราหมณ์ประทับใจจึงขอบวชและไม่นาน
  9. หน้า ๗๒–๘๔ สัลเลขสูตร - ธรรมเครื่องขัดเกลากิเลสที่แท้จริง พระมหาจุนทะทูลถามพระพุทธเจ้าว่าทำอย่างไรจึงจะละทิฏฐิต่างๆ ที่ยึดถือเรื่องตัวตนและโลกได้ พระพุทธเจ้าตรัสว่าฌานและสมาบัติทั้งแปดแม้ประณีตเพียงใดก็ยังไม่ใช่ "สัลเลขะ" (การขัดเกลากิเลส) แท้จริง แต่เป็นเพียงธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ส่วนสัลเลขะที่แท้คือการตั้งใจละความเบียดเบียน การผิดศีลห้า วาจาชั่ว มิจฉาทิฏฐิ และกิเลสนานาชนิด แล้วเจริญคุณธรรมตรงข้ามแทน โดยทรงย้ำว่าแม้เพียงคิดจะทำเช่นนี้ก็มีคุณค่ามาก ยิ่งทำได้จริงก็ยิ่งเป็นทางแห่งความหลุดพ้นและนิพพาน.
  10. หน้า ๘๕–๑๐๒ สัมมาทิฏฐิสูตร - ความเห็นถูกผ่านปฏิจจสมุปบาท พระสารีบุตรแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายที่เชตวันเพื่ออธิบายว่าสัมมาทิฏฐิคืออะไร โดยเริ่มจากการรู้จักอกุศล อกุศลมูล กุศล และกุศลมูล จากนั้นภิกษุทั้งหลายซักถามต่อเนื่องให้ท่านอธิบายสัมมาทิฏฐิผ่านมุมมองต่างๆ อีกหลายชุด ได้แก่ อาหาร ทุกข์ ชรามรณะ ชาติ ภพ อุปาทาน ตัณหา เวทนา ผัสสะ สฬายตนะ นามรูป วิญญาณ สังขาร อวิชชา และอาสวะ แต่ละหัวข้อใช้รูปแบบเดียวกันคือรู้ตัวธรรมนั้น รู้เหตุเกิด รู้ความดับ และรู้ทางปฏิบัติสู่ความดับ (อริยมรรคมีองค์แปด) ผู้เข้าใจเช่นนี้ย่อมละราคะ โทสะ และมานะได้ ถึงที่สุดแห่งทุกข์ในปัจ
  11. หน้า ๑๐๓–๑๑๐ สติปัฏฐานสูตร (ตอนต้น) - การเจริญสติพิจารณากายและเวทนา พระพุทธเจ้าประทับอยู่ในแคว้นกุรุ ทรงแสดงมหาสติปัฏฐานสี่ว่าเป็น "ทางสายเอก" ที่นำสัตว์ทั้งหลายไปสู่ความบริสุทธิ์ ดับโศกและทุกข์ บรรลุนิพพาน ได้แก่การพิจารณากาย เวทนา จิต และธรรม ในช่วงหน้านี้ทรงอธิบายกายานุปัสสนาอย่างละเอียด ทั้งการกำหนดลมหายใจ (อานาปานสติ) การรู้อิริยาบถ ความรู้ตัวทั่วพร้อม (สัมปชัญญะ) การพิจารณาร่างกายว่าเต็มไปด้วยของไม่สะอาด 32 อย่าง การพิจารณาธาตุสี่ และการพิจารณาซากศพในป่าช้าเก้าระยะเพื่อเห็นความไม่เที่ยงของกาย จากนั้นทรงแสดงเวทนานุปัสสนา (รู้เท่าทันความรู้สึกสุข ทุกข์ เฉยๆ
  12. หน้า ๑๑๑–๑๒๗ สติปัฏฐานสูตร (ตอนธัมมานุปัสสนา จบวรรค) ส่วนท้ายของสติปัฏฐานสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงต่อภิกษุทั้งหลาย อธิบายการพิจารณาธรรม (ธัมมานุปัสสนา) ซึ่งเป็นข้อสุดท้ายในสติปัฏฐานสี่ โดยไล่เรียงหมวดนิวรณ์ห้า ขันธ์ห้า อายตนะหก โพชฌงค์เจ็ด และอริยสัจสี่ พร้อมอธิบายรายละเอียดของทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรคอย่างละเอียด ปิดท้ายด้วยการยืนยันว่าผู้เจริญสติปัฏฐานสี่นี้อย่างต่อเนื่องแม้เพียงเจ็ดวันก็สามารถบรรลุอรหัตผลหรืออนาคามิผลได้ สูตรนี้เป็นสูตรที่สิบและเป็นสูตรสุดท้ายของมูลปริยายวรรค วรรคแรกของมัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์
  13. หน้า ๑๒๘–๑๓๖ จูฬสีหนาทสูตร (บันลือสีหนาทน้อย) พระพุทธเจ้าประทับที่เชตวัน ทรงสอนภิกษุให้รู้จักบันลือสีหนาทอย่างถูกต้องว่า สมณะที่แท้จริงมีอยู่เฉพาะในศาสนานี้เท่านั้น ลัทธิอื่นว่างเปล่าจากสมณะแท้ เพราะมีศรัทธาในพระศาสดา ในธรรม มีศีลบริบูรณ์ และรักใคร่เพื่อนพรหมจรรย์ ทรงชี้ว่าจุดหมายสูงสุด (นิฏฐา) มีเพียงหนึ่งเดียวคือภาวะที่ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ ตัณหา อุปาทาน และความฟุ้งซ่านทางความคิด (ปปัญจะ) จากนั้นทรงแสดงทิฏฐิสองอย่างคือภวทิฏฐิและวิภวทิฏฐิ และอุปาทานสี่ (กาม ทิฏฐิ ศีลพรตพรต อัตตวาทะ) พร้อมสายปฏิจจสมุปบาทย้อนจากอุปาทานไปถึงตัณหาและอวิชชา แสด
  14. หน้า ๑๓๗–๑๖๔ มหาสีหนาทสูตร (บันลือสีหนาทใหญ่ และการบำเพ็ญทุกรกิริยาสุดโต่ง) ที่เมืองเวสาลี พระสารีบุตรกราบทูลว่าสุนักขัตตะ ลิจฉวีบุตรผู้หนีจากพระธรรมวินัยไปกล่าวหาว่าพระพุทธเจ้าไม่มีญาณทัสสนะเหนือมนุษย์ เป็นเพียงคำสอนที่คิดค้นด้วยเหตุผล พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงทศพลญาณสิบประการ เวสารัชชธรรมสี่ ความกล้าเข้าสู่บริษัทแปดจำพวก กำเนิดสัตว์สี่ประเภท คติห้าอย่างพร้อมอุปมาเปรียบเทียบ (นรก เดรัจฉาน เปรตวิสัย มนุษย์ เทวดา และนิพพาน) ที่แสดงให้เห็นถึงพระญาณอันหยั่งรู้จิตและวิบากของสัตว์ทั้งหลาย จากนั้นทรงเล่าถึงการบำเพ็ญทุกรกิริยาอย่างสุดโต่งก่อนตรัสรู้ทั้งด้านตบะ ความเศร้าหมอง ความรั
  15. หน้า ๑๖๕ มหาทุกขักขันธสูตร (เริ่มต้น) ที่เชตวัน เมืองสาวัตถี ภิกษุกลุ่มหนึ่งออกบิณฑบาตแต่เช้า เห็นว่ายังเช้าเกินไปจึงแวะไปยังอารามของพวกปริพาชกอัญเดียรถีย์ ปริพาชกเหล่านั้นตั้งคำถามท้าทายว่าพระสมณโคดมก็บัญญัติการกำหนดรู้กาม รูป และเวทนาเช่นเดียวกับพวกตน แล้วความแตกต่างระหว่างคำสอนทั้งสองฝ่ายอยู่ตรงไหน หน้านี้เป็นจุดเริ่มต้นของสูตรซึ่งเนื้อหาหลักเรื่องโทษของกามคุณ รูป และเวทนาจะดำเนินต่อในหน้าถัดไป
  16. หน้า ๑๖๖–๑๗๗ มหาทุกขักขันธสูตร ว่าด้วยคุณ โทษ และทางออกจากกาม รูป เวทนา พระผู้มีพระภาคตรัสสอนภิกษุหลายรูปที่เพิ่งถูกปริพาชกลัทธิอื่นถามว่าคำสอนของพระองค์กับของพวกเขาต่างกันอย่างไรในเรื่องการกำหนดรู้กาม รูป และเวทนา พระองค์ทรงอธิบายอัสสาทะ (คุณ) อาทีนวะ (โทษ) และนิสสรณะ (ทางออก) ของกามด้วยอุปมาหลายเรื่อง เช่น กุลบุตรที่ต้องทนทุกข์ยากประกอบอาชีพ เมื่อได้ทรัพย์ก็ต้องคอยป้องกันรักษา และสงครามการแย่งชิงที่นำไปสู่ความตายหรือถูกลงโทษทัณฑ์ทรมาน ทรงแสดงโทษของรูปด้วยภาพหญิงสาวสวยที่ค่อยๆ แก่ชรา เจ็บป่วย และตายเน่าเปื่อยเป็นโครงกระดูก และแสดงคุณของเวทนาผ่านความสุขในฌานทั้งสี่ซ
  17. หน้า ๑๗๘–๑๘๗ จูฬทุกขักขันธสูตร เจ้ามหานามะศากยะทูลถามเรื่องโลภโทสะโมหะที่ยังครอบงำจิต เจ้ามหานามะศากยะเข้าเฝ้าทูลถามพระพุทธเจ้าว่าเหตุใดตนเข้าใจธรรมที่ว่าโลภ โทสะ โมหะเป็นเครื่องเศร้าหมองของจิตแล้ว แต่บางครั้งกิเลสเหล่านี้ก็ยังครอบงำจิตอยู่ พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าเพราะมหานามะยังละธรรมนั้นในใจไม่ได้จริง จึงยังครองเรือนเสวยกามอยู่ ทรงแสดงว่าแม้พระองค์เองก่อนตรัสรู้ก็ทรงเห็นโทษของกามมาก่อนแต่ต้องอาศัยการเข้าถึงปีติสุขที่ประณีตกว่าจึงจะหลุดพ้นจากกามได้จริง จากนั้นทรงเล่าเรื่องที่เคยเสด็จไปสนทนากับนิครนถ์ผู้บำเพ็ญตบะทรมานตนเพื่อล้างกรรมเก่า และทรงชี้ให้เห็นว่านิครนถ์เหล่านั้นไม่รู้แม้แต
  18. หน้า ๑๘๘–๒๐๓ อนุมานสูตร พระมหาโมคคัลลานะสอนภิกษุให้เทียบตนกับผู้อื่น พระมหาโมคคัลลานะแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายว่าด้วยธรรมที่ทำให้ว่ายาก (โทวจัสสกรณธรรม) และธรรมที่ทำให้ว่าง่าย (โสวจัสสกรณธรรม) อย่างละ ๑๖ ข้อ เช่น ความมักใหญ่ใฝ่สูง ความโกรธผูกโกรธ ความลบหลู่คุณท่าน เป็นต้น ท่านสอนให้ภิกษุใช้ตนเองเป็นเครื่องวัด คือเมื่อเห็นบุคคลที่มีนิสัยเสียเหล่านี้แล้วตนเองไม่ชอบใจ ก็พึงตั้งใจว่าจะไม่ประพฤติเช่นนั้นเอง แล้วหมั่นพิจารณาตนเองว่ายังมีธรรมเหล่านี้อยู่หรือไม่ เปรียบเหมือนคนหนุ่มสาวที่รักสวยรักงามส่องกระจกดูหน้าตนเพื่อหาสิ่งสกปรกแล้วรีบขจัดออก หากพบว่ายังมีกิเลสเหล่านี้
  19. หน้า ๒๐๔–๒๑๐ เจโตขีลสูตร เครื่องตรึงจิตห้าอย่างที่ขัดขวางความเจริญในธรรมวินัย พระพุทธเจ้าตรัสแสดงเจโตขีล (สิ่งที่ตรึงจิตดุจตอไม้) ๕ อย่าง ได้แก่ ความลังเลสงสัยในพระศาสดา ในธรรม ในสงฆ์ และในสิกขา รวมทั้งความโกรธเคืองไม่พอใจเพื่อนพรหมจรรย์ ซึ่งทำให้จิตไม่น้อมไปเพื่อความเพียร และเจตโสวินิพันธ์ (เครื่องผูกใจ) ๕ อย่าง คือความยังไม่หมดกำหนัดในกาม ในกาย ในรูป ความติดในการกินอิ่มนอนสบาย และความปรารถนาจะได้เกิดเป็นเทพจากการรักษาศีลพรต ภิกษุที่ยังละสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ย่อมไม่อาจเจริญงอกงามในธรรมวินัยได้ แต่เมื่อละได้แล้วและเจริญอิทธิบาทสี่ด้วยความเพียรเต็มที่ ย่อมมีโอกาสบรรลุธรรมได้แ
  20. หน้า ๒๑๑–๒๑๘ วนปัตถสูตร หลักพิจารณาว่าจะอยู่หรือจากที่อยู่ป่าและบุคคลที่พึ่งพิง พระพุทธเจ้าทรงแสดงหลักเกณฑ์แก่ภิกษุทั้งหลายว่าเมื่ออาศัยอยู่ในราวป่าแห่งหนึ่งแล้ว พึงพิจารณาว่าสติที่ยังไม่ตั้งมั่นได้ตั้งมั่นขึ้นหรือไม่ จิตที่ยังไม่เป็นสมาธิได้เป็นสมาธิหรือไม่ อาสวะสิ้นไปหรือไม่ และปัจจัยสี่หาได้ง่ายหรือยาก หากการปฏิบัติธรรมไม่ก้าวหน้าและปัจจัยก็หายาก พึงจากที่นั้นไปทันที แต่ถ้าปัจจัยหาง่ายแม้ธรรมไม่ก้าวหน้าก็ยังพึงจากไป เพราะการบวชมิใช่เพื่อปัจจัยสี่แต่เพื่อความหลุดพ้น ส่วนถ้าธรรมก้าวหน้าดีก็ควรอยู่ต่อไม่ว่าปัจจัยจะหาง่ายหรือยาก หลักการเดียวกันนี้ทรงขยายไปถึงการอาศัยหมู่บ้าน
  21. หน้า ๒๑๙–๒๒๐ มธุปิณฑิกสูตร ทัณฑปาณิศากยะทูลถามพระพุทธเจ้าถึงคำสอนของพระองค์ ตอนต้น ณ กรุงกบิลพัสดุ์ พระพุทธเจ้าเสด็จบิณฑบาตแล้วเข้าไปพักกลางวันที่ป่ามหาวัน ทัณฑปาณิศากยะเดินออกกำลังกายผ่านมาพบพระองค์ จึงทูลถามว่าพระสมณโคดมมีวาทะและคำสอนอย่างไร พระพุทธเจ้าตรัสตอบด้วยข้อความสั้นแต่ลึกซึ้งว่าพระองค์มีวาทะที่ไม่ขัดแย้งกับใครในโลก และตรัสถึงพราหมณ์ผู้พ้นจากกาม ไม่มีความสงสัย ตัดความรำคาญใจ ปราศจากตัณหาในภพน้อยภพใหญ่ จนสัญญาไม่อาจตามครอบงำได้อีก ทัณฑปาณิฟังแล้วส่ายศีรษะ แลบลิ้น ทำหน้าย่นแล้วจากไปโดยไม่เข้าใจ ตอนท้ายของช่วงหน้านี้พระพุทธเจ้าเสด็จกลับมาเล่าเหตุการณ์นี้ให้ภิกษุทั้งหลาย
  22. หน้า ๒๒๑–๒๓๐ มธุปิณฑิกสูตร: พระมหากัจจานะขยายความปปัญจสัญญาสังขา พระพุทธเจ้าทรงแสดงหัวข้อธรรมอย่างย่อว่าด้วย "ปปัญจสัญญาสังขา" คือความคิดฟุ้งซ่านปรุงแต่งที่ครอบงำบุรุษ แล้วเสด็จเข้าที่ประทับโดยไม่ทรงขยายความ ภิกษุทั้งหลายจึงไปขอให้พระมหากัจจานะซึ่งเป็นที่ยกย่องด้านปัญญาช่วยอธิบายแทน ท่านอธิบายว่าอกุศลวิตกและความฟุ้งซ่านเกิดขึ้นได้อย่างไรจากการกระทบกันของอายตนะภายในภายนอกและวิญญาณ จนกลายเป็นบัญญัติต่างๆ เมื่อภิกษุนำคำอธิบายไปกราบทูล พระพุทธเจ้าทรงรับรองว่าถูกต้องตรงตามที่พระองค์จะทรงอธิบายเอง พระอานนท์จึงเปรียบธรรมบรรยายนี้ว่าไพเราะหวานอร่อยดุจก้อนน้ำผึ้ง อันเ
  23. หน้า ๒๓๑–๒๓๙ เทวธาวิตักกสูตร: วิตกสองฝ่ายก่อนตรัสรู้ พระพุทธเจ้าทรงย้อนเล่าถึงสมัยก่อนตรัสรู้ว่าทรงแบ่งความตรึกนึกคิด (วิตก) ออกเป็นสองฝ่าย คือฝ่ายอกุศล (กามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก) กับฝ่ายกุศล (เนกขัมมวิตก อพยาบาทวิตก อวิหิงสาวิตก) ทรงเห็นโทษของฝ่ายอกุศลว่านำไปสู่ความเบียดเบียนตนและผู้อื่น จึงทรงละเสีย และทรงเจริญฝ่ายกุศลอย่างต่อเนื่องด้วยความไม่ประมาท เปรียบดังคนเลี้ยงโคที่คอยกันโคออกจากนาข้าว จนจิตสงบตั้งมั่นเป็นสมาธิ บรรลุฌานทั้งสี่และวิชชาสามในคืนตรัสรู้ ทรงเปรียบเทียบมรรคมีองค์แปดกับทางที่ปลอดภัยซึ่งพระองค์ทรงเปิดให้แก่หมู่สัตว์ดุจฝูงกวา
  24. หน้า ๒๔๐–๒๔๖ วิตักกสัณฐานสูตร: ห้าวิธีขจัดความคิดฟุ้งซ่าน พระพุทธเจ้าทรงสอนภิกษุผู้เจริญสมาธิถึงวิธีการห้าประการที่ควรพิจารณาเมื่อเกิดวิตกอกุศลที่ประกอบด้วยฉันทะ โทสะ หรือโมหะ ได้แก่ 1) เปลี่ยนไปนึกถึงอารมณ์อื่นที่เป็นกุศล 2) พิจารณาโทษของวิตกนั้น 3) ไม่ใส่ใจถึงวิตกนั้นเลย 4) พิจารณาสาเหตุที่ปรุงแต่งวิตกนั้นเพื่อระงับมันจากราก และ 5) ใช้ความเพียรอย่างแรงกล้าข่มจิตด้วยจิต กัดฟันเอาลิ้นดันเพดานปาก เมื่อทำได้ครบถ้วนแล้วภิกษุนั้นชื่อว่าเป็นผู้ชำนาญในทางแห่งวิตก สามารถตัดตัณหาและกิเลสเครื่องผูกได้ พระสูตรนี้ปิดท้ายสีหนาทวรรคที่สอง
  25. หน้า ๒๔๗–๒๕๘ กกจูปมสูตร: อดทนดุจถูกเลื่อยแม้ถูกตัดแขนขา พระโมลิยผัคคุนะคลุกคลีกับภิกษุณีมากเกินไปจนเกิดเรื่องกระทบกระทั่ง พระพุทธเจ้าทรงตักเตือนและสอนว่าแม้ถูกใครติเตียนหรือทำร้ายร่างกาย ภิกษุก็ต้องรักษาใจไม่ให้แปรปรวน ไม่กล่าววาจาชั่ว มีเมตตาจิตแผ่ไปทั่ว โดยทรงยกอุปมาแผ่นดิน อากาศ แม่น้ำคงคา และถุงหนังแมวที่ทุบตีอย่างไรก็ไม่มีเสียง เพื่อสอนความอดทน จนถึงข้อสอนที่มีชื่อเสียงว่า แม้โจรจะเลื่อยตัดอวัยวะน้อยใหญ่ด้วยเลื่อยสองมือ ภิกษุก็ยังต้องไม่ปล่อยให้จิตคิดร้ายต่อโจรนั้น นี่คือโอวาทอันควรใส่ใจเนืองๆ เรียกว่า "กกจูปมโอวาท"
  26. หน้า ๒๕๙–๒๗๕ อลคัททูปมสูตร: อุปมางูพิษกับการยึดถือธรรมผิด ภิกษุอริฏฐะมีความเห็นผิดว่าธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นอันตรายนั้นไม่ได้เป็นอันตรายแก่ผู้เสพจริง แม้ภิกษุอื่นจะทักท้วงก็ไม่ยอมเปลี่ยนใจ พระพุทธเจ้าจึงทรงตำหนิและสอนว่าการเรียนธรรมโดยไม่ใคร่ครวญด้วยปัญญาก็เหมือนจับงูพิษผิดวิธีจนถูกกัดตาย ส่วนผู้เรียนถูกวิธีก็เหมือนจับงูด้วยไม้ง่ามอย่างถูกวิธี ทรงแสดงอุปมาแพที่ใช้ข้ามฟากแล้วต้องปล่อยวาง ไม่แบกติดตัวไป เพื่อสอนว่าแม้แต่ธรรมก็ยังต้องละ ไม่ต้องพูดถึงอธรรม จากนั้นทรงแสดงฐานะแห่งทิฏฐิหกประการที่ปุถุชนยึดถือขันธ์ห้าว่าเป็นตัวตน และทรงสอนไม่ให้ยึดถือสิ่
  27. หน้า ๒๗๖–๒๗๙ อลคัททูปมสูตร (ตอนจบ) - ความไม่หวั่นไหวต่อคำติชมและระดับผู้บรรลุธรรม ส่วนท้ายของอลคัททูปมสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนภิกษุทั้งหลายว่า เมื่อมีผู้ด่าว่าหรือยกย่องพระตถาคต ก็ไม่ควรยินดียินร้าย เพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่พระองค์กำหนดรู้แล้ว ทรงสอนให้ละทิ้งสิ่งที่ไม่ใช่ของตนคือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยเปรียบกับหญ้าและกิ่งไม้ในเชตวันซึ่งไม่ใช่ของผู้ใด สุดท้ายทรงจำแนกผู้ปฏิบัติตามธรรมที่ตรัสไว้ดีแล้วเป็นระดับต่างๆ ตั้งแต่พระอรหันต์ พระอนาคามี พระสกทาคามี พระโสดาบัน จนถึงผู้มีเพียงศรัทธาและความรักในพระองค์ซึ่งจะไปสู่สวรรค์
  28. หน้า ๒๘๐–๒๘๔ วัมมิกสูตร - ปริศนาจอมปลวกที่เทวดาทูลถามผ่านพระกุมารกัสสปะ เทวดาองค์หนึ่งมาปรากฏต่อพระกุมารกัสสปะที่อันธวันยามค่ำคืน กล่าวปริศนาเปรียบกายเป็นจอมปลวกที่มีควันกลางคืนมีไฟลุกกลางวัน พร้อมคำสั่งให้พราหมณ์บอกสุเมธขุดหาสิ่งต่างๆ ๑๕ อย่างจนถึงพญานาคที่ต้องปล่อยไว้ไม่แตะต้อง แล้วให้นำปัญหานี้ไปทูลถามพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงอธิบายว่าจอมปลวกคือกายนี้เอง ส่วนสิ่งต่างๆ ที่ขุดพบล้วนเป็นสัญลักษณ์ของอวิชชา โกธะ วิจิกิจฉา นิวรณ์ ๕ อุปาทานขันธ์ ๕ กามคุณ ๕ และนันทิราคะตามลำดับ ส่วนพญานาคหมายถึงพระขีณาสพผู้ควรแก่การนอบน้อมไม่ใช่การไปกระทบกระทั่ง
  29. หน้า ๒๘๕–๒๙๕ รถวินีตสูตร - พระสารีบุตรสนทนากับพระปุณณะเรื่องบันไดแห่งความบริสุทธิ์เจ็ดขั้น พระพุทธเจ้าตรัสถามภิกษุชาวชาติภูมิว่าใครเป็นที่สรรเสริญของหมู่สงฆ์มากที่สุด ได้คำตอบว่าคือพระปุณณะ มันตานีบุตร พระสารีบุตรได้ยินจึงตั้งใจไปสนทนาด้วยและถามว่าพรหมจรรย์ในศาสนานี้มีไว้เพื่ออะไร พระปุณณะตอบด้วยการไล่เรียงความบริสุทธิ์ ๗ ขั้น ตั้งแต่ศีลวิสุทธิจนถึงญาณทัสสนวิสุทธิ ว่าแต่ละขั้นไม่ใช่จุดหมายสุดท้ายแต่เป็นบันไดไปสู่อนุปาทาปรินิพพาน โดยเปรียบกับรถเจ็ดผลัดที่พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงใช้เดินทางจากสาวัตถีถึงสาเกตอย่างรวดเร็ว ทั้งสองท่านต่างชื่นชมกันและกันเมื่อทราบว่าอีกฝ่ายคือใคร
  30. หน้า ๒๙๖–๓๐๙ นิวาปสูตร - อุปมาฝูงเนื้อกับเหยื่อล่อของนายพราน เทียบมารกับสมณพราหมณ์สี่จำพวก พระพุทธเจ้าทรงเปรียบมารเหมือนนายพรานที่วางเหยื่อล่อคือกามคุณ ๕ เพื่อดักฝูงเนื้อคือสมณพราหมณ์ ทรงเล่าว่าฝูงเนื้อรุ่นที่ ๑ และ ๒ กินเหยื่อจนติดกับหรือหนีไปอยู่ป่าแต่กลับมากินเหยื่ออีกเพราะกำลังลด รุ่นที่ ๓ ไปอาศัยใกล้เหยื่อโดยไม่กินแต่ก็ยังถูกตามพบ มีเพียงฝูงที่ ๔ ที่ไปอาศัยในที่นายพรานตามไม่ถึงจึงพ้นภัย ทรงเปรียบกับสมณพราหมณ์ที่ตกในอำนาจกามคุณหรือยึดทิฏฐิต่างๆ จนไม่พ้นบ่วงมาร มีเพียงผู้บำเพ็ญฌานทั้งสี่และอรูปสมาบัติจนถึงสัญญาเวทยิตนิโรธและสิ้นอาสวะเท่านั้นที่พ้นจากอำนาจมารได้จริง
  31. หน้า ๓๑๐–๓๓๐ ปาสราสิสูตร (อริยปริเยสนสูตร) - พระพุทธเจ้าทรงเล่าประวัติการแสวงหาจนตรัสรู้และโปรดปัญจวัคคีย์ ที่อาศรมพราหมณ์ชื่อรัมมกะ พระพุทธเจ้าตรัสสอนเรื่องการแสวงหา ๒ แบบ คือการแสวงหาที่ไม่ประเสริฐ (แสวงหาสิ่งที่มีความเกิดแก่เจ็บตายเป็นธรรมดาเหมือนตนเอง) กับการแสวงหาที่ประเสริฐ (แสวงหาพระนิพพานอันพ้นจากสิ่งเหล่านั้น) จากนั้นทรงเล่าประวัติส่วนพระองค์ตั้งแต่ออกผนวช ไปศึกษากับอาฬารดาบสกาลามโคตรและอุทกดาบสรามบุตรจนบรรลุสมาบัติสูงสุดของแต่ละท่านแต่ทรงเห็นว่ายังไม่ใช่ทางพ้นทุกข์จึงเสด็จจากไปบำเพ็ญเพียรที่อุรุเวลาจนตรัสรู้ ทรงลังเลที่จะแสดงธรรมเพราะเห็นว่าลึกซึ้งยากที่คนติดกามจะเข้าใจ จนท้าวสหัมบดีพรหมมาอ
  32. หน้า ๓๓๑–๓๓๓ ปาสราสิสูตร (ตอนจบ) ว่าด้วยกามคุณ อุปมาเนื้อติดบ่วง และการทำมารให้ตาบอด เป็นตอนจบของพระสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายเรื่องกามคุณ 5 โดยเปรียบสมณพราหมณ์ที่ยังติดใจในกามคุณว่าเหมือนเนื้อป่าที่ติดบ่วงพราน หนีพรานไปไม่พ้น ส่วนผู้ไม่ติดกามคุณเหมือนเนื้อที่พรานทำอะไรไม่ได้ จากนั้นทรงแสดงว่าภิกษุผู้เจริญฌานทั้งสี่ อรูปสมาบัติ จนถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ และสิ้นอาสวะด้วยปัญญา ชื่อว่าทำให้มารตาบอดมองไม่เห็นทาง เพราะพ้นจากบ่วงแห่งมารได้อย่างสิ้นเชิง เป็นการเน้นย้ำว่าความหลุดพ้นจากกิเลสคือชัยชนะเหนือมาร
  33. หน้า ๓๓๔–๓๔๖ จูฬหัตถิปโทปมสูตร อุปมารอยเท้าช้างกับการปลงใจเชื่อในพระพุทธเจ้า พราหมณ์ชาณุสโสณิถามปริพาชกปิโลติกะว่าเลื่อมใสในปัญญาพระโคดมเพียงใด ปิโลติกะตอบด้วยอุปมาคนชำนาญป่าเห็นรอยเท้าช้างใหญ่แล้วยังไม่ปลงใจจนกว่าจะเห็นตัวช้างจริง เช่นเดียวกับที่ตนเห็น "บท 4" คือผู้คนเลื่อมใสจนขอบวชและบรรลุธรรมกับพระโคดม จึงปลงใจว่าท่านเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต่อมาชาณุสโสณิไปเฝ้าพระพุทธเจ้าเอง พระองค์ตรัสขยายอุปมานี้อย่างสมบูรณ์ โดยอธิบายลำดับการปฏิบัติของกุลบุตรผู้บวช ตั้งแต่ถือศีล สำรวมอินทรีย์ มีสติสัมปชัญญะ เจริญฌานสี่ จนได้ญาณระลึกชาติ ทิพยจักขุ และญาณสิ้นอาสวะ อันเป็นจุดที่อริยสาว
  34. หน้า ๓๔๗–๓๕๙ มหาหัตถิปโทปมสูตร พระสารีบุตรแสดงอริยสัจสี่ผ่านธาตุสี่และรอยเท้าช้าง พระสารีบุตรแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย เปรียบว่ารอยเท้าสัตว์บกทั้งปวงรวมลงในรอยเท้าช้างเพราะใหญ่ที่สุดฉันใด กุศลธรรมทั้งปวงก็รวมลงในอริยสัจสี่ฉันนั้น ท่านอธิบายทุกขสมุทัยโดยวิเคราะห์ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ทั้งภายในกายและภายนอก ชี้ว่าแม้ธาตุระดับโลกยังไม่เที่ยง นับประสาอะไรกับร่างกายเล็กๆ ที่ยึดถือด้วยตัณหา และสอนให้เจริญอุเบกขาอันอาศัยกุศลเมื่อถูกด่าว่าหรือทำร้าย โดยระลึกถึงพระรัตนตรัยและคำสอนเรื่องอุปมาเลื่อย (แม้ถูกเลื่อยแขนขาก็ไม่ควรมีจิตประทุษร้าย) สุดท้ายอธิบายการเกิดวิญญาณอาศัยผัสสะทางอายตนะและการ
  35. หน้า ๓๖๐–๓๗๑ มหาสาโรปมสูตร อุปมาแก่นไม้ เตือนภิกษุอย่าหยุดเพียงลาภยศหรือญาณทัสสนะ หลังพระเทวทัตแยกตัวออกไป พระพุทธเจ้าตรัสเตือนภิกษุทั้งหลายไม่ให้พอใจเพียงลาภสักการะชื่อเสียง หรือแม้แต่ศีลสมบัติ สมาธิสมบัติ และญาณทัสสนะ แล้วเกิดความลำพองใจจนหยุดความเพียร โดยเปรียบกับบุรุษแสวงหาแก่นไม้แต่กลับพอใจเพียงกิ่งใบ เปลือก หรือกระพี้แล้วถือกลับไปคิดว่าได้แก่น ทั้งที่ยังไม่ได้ประโยชน์จากแก่นไม้จริง พระองค์ทรงชี้ว่าจุดหมายแท้จริงของการบวชไม่ใช่ลาภยศ ศีล สมาธิ หรือญาณทัสสนะ แต่คือเจโตวิมุตติอันไม่กำเริบ ซึ่งเป็นแก่นแท้และจุดหมายปลายทางของพรหมจรรย์
  36. หน้า ๓๗๒–๓๘๓ จูฬสาโรปมสูตร ตอบพราหมณ์ปิงคลโกจฉะเรื่องครูทั้งหกด้วยอุปมาแก่นไม้ พราหมณ์ปิงคลโกจฉะทูลถามว่าครูเจ้าลัทธิทั้งหกที่มีชื่อเสียง เช่น ปูรณกัสสปะ มักขลิโคสาล ต่างอ้างว่าตนรู้แจ้งจริงหรือไม่ พระพุทธเจ้าไม่ทรงตอบตรงแต่แสดงธรรมด้วยอุปมาบุรุษแสวงหาแก่นไม้ 6 แบบ ตั้งแต่ผู้พอใจเพียงกิ่งใบไปจนถึงผู้ได้แก่นไม้แท้จริง เปรียบกับผู้บวชที่พอใจแค่ลาภสักการะ ศีล สมาธิ หรือญาณทัสสนะแล้วหยุดความเพียร กับผู้ที่ก้าวหน้าต่อไปจนถึงเจโตวิมุตติอันไม่กำเริบซึ่งเป็นแก่นแท้ของพรหมจรรย์ พราหมณ์ปิงคลโกจฉะเลื่อมใสประกาศตนเป็นอุบาสก จบวรรคที่ 3 (โอปัมมวรรค) พร้อมคาถาสรุปรายชื่อพระสูตรทั้ง 10 ส
  37. หน้า ๓๘๔–๓๘๕ จูฬโคสิงคสาลสูตร (เริ่มต้น) พระอนุรุทธะ นันทิยะ กิมิละ อยู่ร่วมกันด้วยเมตตา เริ่มวรรคใหม่ (มหายมกวรรค) พระพุทธเจ้าเสด็จไปยังป่าโคสิงคสาลวัน ที่พระอนุรุทธะ พระนันทิยะ และพระกิมิละพำนักปฏิบัติธรรมร่วมกัน คนเฝ้าป่าห้ามไม่ให้เข้าไปเกรงจะรบกวน แต่เมื่อพระอนุรุทธะทราบว่าเป็นพระศาสดาก็รีบต้อนรับ พระพุทธเจ้าตรัสถามว่าอยู่กันผาสุกดีหรือไม่ พระอนุรุทธะทูลว่าท่านทั้งสามอยู่กันด้วยความสามัคคีกลมเกลียวดุจน้ำนมกับน้ำ มองกันด้วยดวงตาที่เปี่ยมไมตรี เมื่อถูกถามว่าทำอย่างไรจึงสามัคคีกันได้ พระอนุรุทธะเริ่มอธิบายว่าเพราะคิดว่าตนโชคดีที่ได้อยู่ร่วมกับเพื่อนพรหมจรรย์เช่นนี้ จึงตั้งกายกรรม ว
  38. หน้า ๓๘๖–๓๙๔ จูฬโคสิงคสาลสุตตัง - พระอนุรุทธะ นันทิยะ กิมิละ ทูลตอบเรื่องความสามัคคีและคุณวิเศษที่บรรลุ ส่วนต่อจากบทสนทนาระหว่างพระพุทธเจ้ากับพระอนุรุทธะ พระนันทิยะ และพระกิมิละ ณ ป่าโคสิงคสาลวัน ทั้งสามทูลตอบว่าอยู่ร่วมกันด้วยความสามัคคีโดยแต่ละองค์ละทิ้งความเห็นของตนเอง ทำตามความประสงค์ของกันและกันราวกับน้ำนมกับน้ำที่เข้ากันได้สนิท แม้กายจะต่างกันแต่จิตใจเป็นหนึ่งเดียว จากนั้นทั้งสามทูลเล่าคุณวิเศษที่ตนบรรลุตามลำดับ ตั้งแต่ฌานทั้งสี่ อรูปฌานทั้งสี่ จนถึงสัญญาเวทยิตนิโรธและความสิ้นอาสวะ เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จจากไป ยักษ์ชื่อทีฆปรชนได้มากล่าวสรรเสริญตระกูลและหมู่บ้านที่ให้กำเนิดสามกุลบุตรนี้ เสียงสร
  39. หน้า ๓๙๕–๔๐๗ มหาโคสิงคสาลสุตตัง - พระเถระผู้ใหญ่ประชุมกันสนทนาว่าภิกษุแบบใดจะทำให้ป่าโคสิงคสาลวันงดงาม ในคืนพระจันทร์เต็มดวงที่ป่าโคสิงคสาลวัน พระสารีบุตร พระมหาโมคคัลลานะ พระมหากัสสปะ พระอนุรุทธะ พระเรวตะ และพระอานนท์มาประชุมกันฟังธรรม พระสารีบุตรตั้งคำถามว่าภิกษุเช่นไรจะทำให้ป่าแห่งนี้งดงามยิ่งขึ้น แต่ละท่านตอบตามคุณสมบัติเด่นของตน เช่น พระอานนท์กล่าวถึงภิกษุพหูสูตผู้แสดงธรรมได้ไพเราะ พระเรวตะกล่าวถึงผู้ยินดีในการหลีกเร้น พระอนุรุทธะกล่าวถึงผู้มีทิพยจักษุ พระมหากัสสปะกล่าวถึงผู้ถือธุดงค์และสรรเสริญคุณธรรมเหล่านั้น พระมหาโมคคัลลานะกล่าวถึงภิกษุสองรูปสนทนาอภิธรรมกันอย่างราบรื่น และพระสารีบุตรเองก
  40. หน้า ๔๐๘–๔๑๕ มหาโคปาลสุตตัง - อุปมานายโคบาลผู้ขาดคุณสมบัติ 11 ประการกับภิกษุผู้ไม่เจริญในธรรมวินัย พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลายว่า นายโคบาลที่ประกอบด้วยองค์ 11 ประการ เช่น ไม่รู้จักรูปโค ไม่ฉลาดในลักษณะ ไม่รู้จักท่าน้ำ ไม่รู้จักทางเดิน ไม่รู้จักที่หากิน รีดนมจนไม่เหลือ ไม่ให้ความเคารพโคจ่าฝูง ย่อมไม่สามารถเลี้ยงฝูงโคให้เจริญงอกงามได้ ฉันใด ภิกษุที่ขาดธรรม 11 ประการอันเปรียบเทียบกันได้ เช่น ไม่รู้จักรูปขันธ์ตามจริง ไม่สำรวมอินทรีย์ ไม่เคารพพระเถระผู้ใหญ่ ก็ไม่อาจเจริญงอกงามไพบูลย์ในพระธรรมวินัยได้ฉันนั้น ในทางตรงข้าม นายโคบาลและภิกษุที่มีคุณสมบัติครบทั้ง 11 ประการย่อมนำฝูงโคหรือเจริญในธร
  41. หน้า ๔๑๖–๔๑๙ จูฬโคปาลสุตตัง - เปรียบเทียบนายโคบาลนำฝูงโคข้ามแม่น้ำคงคากับผู้สอนธรรมถูกและผิด พระพุทธเจ้าทรงเล่าเรื่องนายโคบาลชาวมคธผู้โง่เขลาที่นำฝูงโคข้ามแม่น้ำคงคาโดยไม่พิจารณาฝั่งทั้งสองให้ดี ทำให้ฝูงโคจมน้ำตายในกระแส เปรียบได้กับสมณพราหมณ์ผู้ไม่ฉลาดในโลกนี้โลกหน้าที่ชักนำผู้เชื่อฟังไปสู่ความพินาศ ตรงข้ามกับนายโคบาลผู้ฉลาดที่พิจารณาท่าข้ามอย่างถูกต้องจนฝูงโคทุกกลุ่มข้ามฟากได้ปลอดภัยแม้แต่ลูกโคตัวเล็กที่เพิ่งเกิด ซึ่งเปรียบได้กับพระอรหันต์ พระอนาคามี พระสกทาคามี พระโสดาบัน และผู้ปฏิบัติตามธรรมที่ล้วนข้ามพ้นกระแสของมารได้ด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้าผู้ฉลาดในโลกนี้โลกหน้า จบด้วยพระคาถาเชิญชว
  42. หน้า ๔๒๐–๔๓๔ จูฬสัจจกสุตตัง - สัจจกนิครนถบุตรนักโต้วาทะพ่ายแพ้พระพุทธเจ้าด้วยเรื่องขันธ์ห้าไม่ใช่ตัวตน สัจจกะ นิครนถบุตร นักโต้วาทะชื่อดังแห่งเมืองเวสาลี ประกาศว่าไม่มีสมณะหรือพราหมณ์ใดโต้วาทะกับตนแล้วไม่หวั่นไหว เมื่อทราบจากพระอัสสชิว่าพระพุทธเจ้าสอนว่ารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นอนิจจังและอนัตตา จึงนำบริวารไปท้าโต้วาทะ พระพุทธเจ้าทรงซักถามด้วยเหตุผลทีละขั้นจนสัจจกะจนมุมยอมรับว่าไม่มีอำนาจบังคับขันธ์ทั้งห้าให้เป็นไปตามใจปรารถนาได้ ขณะนั้นยักษ์วชิรปาณีปรากฏถือสายฟ้าขู่จะทำลายศีรษะหากสัจจกะไม่ยอมตอบคำถาม ทำให้สัจจกะตกใจกลัวและยอมจำนนอย่างสิ้นเชิง สุดท้ายสัจจกะกราบทูลนิมนต์พระพุทธเจ้าพร้อมภิก
  43. หน้า ๔๓๕–๔๔๐ มหาสัจจกสุตตัง (ตอนต้น) - สัจจกะถามเรื่องการอบรมกายและอบรมจิต และพระพุทธเจ้าทรงเล่าประวัติการออกผนวช สัจจกะ นิครนถบุตร กลับมาสนทนากับพระพุทธเจ้าอีกครั้ง คราวนี้ตั้งประเด็นว่าสมณพราหมณ์บางพวกเจริญแต่กายไม่เจริญจิต หรือเจริญแต่จิตไม่เจริญกาย จึงถูกเวทนาสุขทุกข์ครอบงำจิตได้ และกล่าวหาว่าสาวกของพระโคดมเจริญแต่จิตไม่เจริญกาย พระพุทธเจ้าทรงซักถามความเข้าใจเรื่องการอบรมกายของสัจจกะซึ่งเข้าใจผิดว่าคือการบำเพ็ญตบะอย่างนักบวชเปลือยกาย แล้วทรงอธิบายว่าผู้มีกายและจิตที่อบรมดีแล้วคือผู้ที่เวทนาสุขหรือทุกข์เกิดขึ้นแล้วไม่ครอบงำจิตได้ เมื่อสัจจกะเลื่อมใสและยอมรับ พระพุทธเจ้าจึงเริ่มตรัสเล่าเรื่องราวชีวิตของพร
  44. หน้า ๔๔๑–๔๖๑ มหาสัจจกสูตร (ตอนจบ) - พระพุทธเจ้าทรงเล่าประวัติการแสวงหาโพธิญาณ พระพุทธเจ้าตรัสเล่าแก่สัจจกนิครนถบุตรถึงเรื่องราวก่อนตรัสรู้ ทรงศึกษากับอาฬารดาบสและอุทกดาบสแต่เห็นว่าธรรมนั้นไม่นำไปสู่ความหลุดพ้นจึงเสด็จจากไป จากนั้นทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาอย่างอุกฤษฏ์ เช่น กดฟันกดเพดาน กลั้นลมหายใจ อดอาหารจนร่างกายซูบผอมแทบสิ้นพระชนม์ แต่ไม่ทรงบรรลุธรรม จึงทรงหวนระลึกถึงฌานที่เคยเกิดในวัยเยาว์และทรงเห็นว่านั่นคือหนทางตรัสรู้ที่แท้จริง เมื่อเสวยพระกระยาหารตามปกติแล้วทรงเจริญฌานทั้งสี่จนได้ญาณสาม คือ ระลึกชาติได้ รู้การจุติและอุบัติของสัตว์ และรู้การสิ้นอาสวะ อันเป็นการตรัสรู้เป็น
  45. หน้า ๔๖๒–๔๖๙ จูฬตัณหาสังขยสูตร ท้าวสักกะจอมเทพเสด็จเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าทูลถามว่าภิกษุจะหลุดพ้นเพราะสิ้นตัณหาโดยย่อได้อย่างไร พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าเมื่อภิกษุรู้ว่าธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น พิจารณาเห็นเวทนาทั้งปวงโดยความไม่เที่ยงจนไม่ยึดถือสิ่งใดในโลก ย่อมดับกิเลสถึงความหลุดพ้นได้ ท้าวสักกะทูลลาไป ฝ่ายพระมหาโมคคัลลานะสงสัยว่าท้าวสักกะเข้าใจธรรมนั้นจริงหรือไม่ จึงเหาะขึ้นสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ใช้ฤทธิ์เขย่าปราสาทเวชยันต์ด้วยปลายนิ้วเท้าจนท้าวสักกะตกใจกลัว แล้วให้ท้าวสักกะทวนคำสอนที่ได้ฟังจากพระพุทธเจ้าซึ่งตรงกันทุกประการ พระมหาโมคคัลลา
  46. หน้า ๔๗๐–๔๙๓ มหาตัณหาสังขยสูตร ภิกษุชื่อสาติ บุตรชาวประมง มีความเห็นผิดว่าวิญญาณดวงเดิมนั้นเองท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดไปโดยไม่เปลี่ยนแปลง แม้ภิกษุอื่นทักท้วงก็ไม่ยอมละทิฏฐินั้น พระพุทธเจ้าทรงตำหนิและสอนว่าวิญญาณเกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัยเท่านั้น ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นได้เองโดยไม่มีเหตุ ดุจไฟที่เรียกชื่อตามเชื้อที่เผาไหม้ จากนั้นทรงแสดงหลักปฏิจจสมุปบาทโดยละเอียดว่าธรรมทั้งปวงเกิดดับสืบเนื่องกันตั้งแต่อวิชชาจนถึงชราและมรณะ ทรงแสดงอาหารสี่อย่างที่หล่อเลี้ยงสัตว์ และอธิบายการเกิดในครรภ์ว่าต้องอาศัยมารดาบิดาอยู่ร่วมกัน มารดามีระดู แล
  47. หน้า ๔๙๔–๔๙๕ มหาอัสสปุรสูตร (เริ่มต้น) พระพุทธเจ้าประทับ ณ อัสสปุรนิคมในแคว้นอังคะ ตรัสสอนภิกษุทั้งหลายว่าผู้คนรู้จักพวกเธอว่าเป็นสมณะ เมื่อถูกถามก็ปฏิญญาตนว่าเป็นสมณะ จึงควรสมาทานธรรมที่ทำให้เป็นสมณะและพราหมณ์อย่างแท้จริง มิใช่เพียงในนาม เพื่อให้การบูชาที่ผู้อื่นถวายเกิดผลมากและการบวชของตนไม่เปล่าประโยชน์ ทรงเริ่มแสดงธรรมข้อแรกคือความมีหิริโอตตัปปะ คือความละอายและเกรงกลัวต่อบาป แล้วตรัสว่ายังต้องบำเพ็ญกิจที่สูงยิ่งขึ้นไปอีก คือมีความประพฤติทางกายและวาจาที่บริสุทธิ์ เปิดเผย ไม่มีข้อบกพร่อง โดยไม่ยกตนข่มผู้อื่นเพราะเหตุนั้น เนื้อหาสูต
  48. หน้า ๔๙๖–๕๐๙ มหาอัสสปุรสูตร (ตอนจบ) พระพุทธเจ้าตรัสสอนภิกษุที่อัสสปุระต่อเนื่องว่า เพียงมีหิริโอตตัปปะยังไม่พอ ต้องทำกิจที่ยิ่งขึ้นไปคือชำระกาย วาจา ใจ และอาชีวะให้บริสุทธิ์ สำรวมอินทรีย์ รู้จักประมาณในการบริโภค หมั่นเพียรตื่นอยู่ มีสติสัมปชัญญะ แล้วจึงไปอยู่ที่สงัดละนิวรณ์ ๕ (เปรียบเหมือนหนี้ โรค คุก ความเป็นทาส และทางกันดาร) เจริญฌานทั้งสี่ (เปรียบเหมือนผงสีอาบน้ำ สระน้ำเย็น ดอกบัวในน้ำ ผ้าขาวคลุมกาย) จนได้ปุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ และอาสวักขยญาณ สุดท้ายอธิบายว่าอะไรทำให้เป็นสมณะ พราหมณ์ นหาตกะ เวทคู โสตติยะ อริยะ และอรหัน
  49. หน้า ๕๑๐–๕๑๖ จูฬอัสสปุรสูตร พระพุทธเจ้าตรัสที่อัสสปุระว่า การได้ชื่อว่าสมณะเฉยๆ ยังไม่พอ ต้องปฏิบัติตามปฏิปทาอันสมควรแก่สมณะจริง คือละอภิชฌา พยาบาท โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปฬาสะ อิสสา มัจฉริยะ มายา และมิจฉาทิฏฐิ พระองค์ทรงเปรียบว่าเพียงถือเพศภายนอก เช่น ทรงผ้าสังฆาฏิ เปลือยกาย นุ่งห่มด้วยฝุ่นละออง อยู่โคนไม้ หรือเกล้าชฎา โดยไม่ละกิเลสเหล่านี้ ก็เหมือนดาบสองคมที่หุ้มปลอกไว้เท่านั้น เมื่อละกิเลสสมณมลาทั้งหมดได้แล้วจึงเจริญเมตตา กรุณา มุทิตา อุเปกขาแผ่ไปทั่วทุกทิศ เปรียบเหมือนสระน้ำเย็นที่ทุกวรรณะดื่มได้ ไม่ว่าจะออกบวชจากตระกูลใด
  50. หน้า ๕๑๗–๕๒๕ สาเลยยกสูตร พระพุทธเจ้าเสด็จถึงหมู่บ้านสาลาของชาวโกศล พราหมณ์คหบดีชาวสาเลยยกะทูลถามเหตุที่ทำให้สัตว์บางพวกตายแล้วไปอบาย บางพวกไปสุคติ พระองค์ทรงแสดงกรรมบถ ๑๐ ฝ่ายอกุศล คือ ทางกาย ๓ (ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม) ทางวาจา ๔ (พูดเท็จ ส่อเสียด หยาบคาย เพ้อเจ้อ) ทางใจ ๓ (โลภ พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ) ว่าเป็นเหตุให้ไปอบาย และกรรมบถ ๑๐ ฝ่ายกุศลซึ่งตรงข้ามกันเป็นเหตุให้ไปสุคติ แม้กระทั่งไปเกิดเป็นเทวดาชั้นต่างๆ หรือบรรลุความสิ้นอาสวะ พราหมณ์คหบดีเลื่อมใสประกาศตนถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ นับเป็นสูตรแรกของจูฬยมกวรรค
  51. หน้า ๕๒๖–๕๓๓ เวรัญชกสูตร ที่เมืองสาวัตถี พราหมณ์คหบดีชาวเวรัญชกะซึ่งมาพักอยู่ได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าและทูลถามคำถามเดียวกันกับในสาเลยยกสูตรเรื่องเหตุแห่งการไปอบายและสุคติ พระองค์ทรงแสดงคำสอนเรื่องกรรมบถ ๑๐ ฝ่ายอกุศลและฝ่ายกุศลเช่นเดียวกัน โดยเนื้อหาเกือบซ้ำกับสูตรก่อนหน้าทุกประการ เพียงเปลี่ยนกลุ่มผู้ฟังเป็นชาวเวรัญชกะ จบลงด้วยพราหมณ์คหบดีเหล่านั้นเลื่อมใสถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะเช่นกัน
  52. หน้า ๕๓๔–๕๔๔ มหาเวทัลลสูตร พระมหาโกฏฐิกะสนทนาถามตอบเชิงลึกกับพระสารีบุตรที่เมืองสาวัตถี เริ่มจากนิยามคนมีปัญญาทรามและมีปัญญา (คือไม่รู้หรือรู้อริยสัจสี่) ต่อด้วยความสัมพันธ์ระหว่างปัญญากับวิญญาณว่าเกี่ยวเนื่องกันแยกไม่ได้ ปัญญาควรเจริญ วิญญาณควรกำหนดรู้ เช่นเดียวกับเวทนาและสัญญาที่เกี่ยวเนื่องกับวิญญาณ อธิบายว่าอินทรีย์ ๕ อาศัยใจ ใจอาศัยอายุ อายุอาศัยไออุ่น (เปรียบเหมือนแสงตะเกียงกับเปลวไฟ) ความต่างระหว่างคนตายกับผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ เหตุแห่งฌานที่สี่ และเจโตวิมุตติชนิดต่างๆ (อัปปมาณา อากิญจัญญา สุญญตา อนิมิตตา) ที่แม้
  53. หน้า ๕๔๕–๕๕๐ จูฬเวทัลลสูตร (ตอนต้น) อุบาสกวิสาขะ (อดีตสามีของภิกษุณีธรรมทินนา) เข้าไปสนทนาถามปัญหากับพระธรรมทินนาภิกษุณีที่กรุงราชคฤห์ เริ่มถามเรื่องสักกายะ (ตัวตน) คือขันธ์ ๕ ที่ยึดมั่น เหตุเกิดคือตัณหา ความดับคือความคลายตัณหาโดยไม่เหลือ และทางดับคือมรรคมีองค์แปด อธิบายความต่างระหว่างสักกายทิฏฐิที่มีกับไม่มี องค์มรรคที่จัดเข้าในศีล สมาธิ ปัญญา ความหมายของสมาธิ นิมิต บริขาร และภาวนาของสมาธิ สังขารสามคือกายสังขาร (ลมหายใจ) วจีสังขาร (วิตกวิจาร) จิตตสังขาร (สัญญาเวทนา) และรายละเอียดการเข้าและออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธ ว่าอะไรดับก่อนดับห
  54. หน้า ๕๕๑–๕๕๓ จูฬเวทัลลสูตร (ตอนจบ) ว่าด้วยเวทนา กิเลสที่นอนเนื่อง และนิพพาน พระธรรมทินนาภิกษุณีตอบคำถามอุบาสกวิสาขะเรื่องเวทนา 3 อย่าง คือ สุข ทุกข์ และอทุกขมสุข ว่าแต่ละเวทนามีกิเลสอะไรนอนเนื่องอยู่ (ราคะ ปฏิฆะ อวิชชา) และสิ่งที่ต้องละ จากนั้นอธิบายลำดับสิ่งที่เป็นคู่ตรงข้ามกันไล่ไปจนถึงนิพพาน แต่เมื่อถูกถามว่านิพพานมีอะไรเป็นคู่ตรงข้ามอีก ท่านตอบว่าเกินกว่าจะตอบได้ เพราะพรหมจรรย์มีนิพพานเป็นที่สุดแล้ว วิสาขะจึงนำคำตอบทั้งหมดไปกราบทูลพระพุทธเจ้า ซึ่งทรงรับรองว่าคำตอบของธรรมทินนาถูกต้องครบถ้วนไม่ผิดเพี้ยนแม้แต่น้อย
  55. หน้า ๕๕๔–๕๖๐ จูฬธัมมสมาทานสูตร ว่าด้วยการประพฤติธรรม 4 แบบ พระพุทธเจ้าตรัสถึงการสมาทานประพฤติ 4 แบบตามผลที่ต่างกัน คือ สุขในปัจจุบันแต่ทุกข์ในอนาคต (เช่นลัทธิที่สอนว่าเสพกามไม่มีโทษจนตกนรก) ทุกข์ทั้งปัจจุบันและอนาคต (การทรมานตนแบบนักบวชเปลือยกาย) ทุกข์ปัจจุบันแต่สุขในอนาคต (ผู้มีกิเลสแรงกล้าแต่ฝืนใจประพฤติพรหมจรรย์จนสำเร็จ) และสุขทั้งปัจจุบันและอนาคต (ผู้มีกิเลสเบาบางเจริญฌานได้โดยง่าย) ทรงสอนให้รู้จักแยกแยะว่าการกระทำแบบใดควรเสพหรือควรเว้นเพื่อผลดีทั้งในปัจจุบันและอนาคต
  56. หน้า ๕๖๑–๕๗๓ มหาธัมมสมาทานสูตร ว่าด้วยเหตุที่คนหลงติดสิ่งไม่ดีและละเลยสิ่งดี พระพุทธเจ้าขยายความเรื่องการสมาทานธรรม 4 แบบเช่นเดียวกับสูตรก่อนหน้า โดยชี้สาเหตุว่าปุถุชนผู้ไม่รู้แจ้งจึงเสพสิ่งที่นำไปสู่ทุกข์และละเว้นสิ่งที่นำไปสู่สุข ต่างจากอริยสาวกผู้รู้แจ้งซึ่งเลือกเสพและเว้นได้ถูกต้อง ทรงเปรียบเทียบด้วยอุปมาหลายเรื่อง เช่น น้ำเต้าขมผสมยาพิษ ถ้วยน้ำสวยงามแต่มีพิษ ยาปัสสาวะเน่าผสมโอสถรักษาโรค และนมส้มผสมน้ำผึ้งเนยใสน้ำอ้อย เพื่อชี้ว่าบางสิ่งดูไม่น่าพอใจแต่ให้ผลดี บางสิ่งดูน่าพอใจแต่ให้ผลร้าย ปิดท้ายด้วยอุปมาพระอาทิตย์ในฤดูสารทที่ส่องแสงกลบสิ่งอื่นทั้งปวง เปรียบกับธรรมที่ใ
  57. หน้า ๕๗๔–๕๗๘ วีมังสกสูตร ว่าด้วยการพิจารณาตรวจสอบพระตถาคต พระพุทธเจ้าสอนภิกษุผู้ไม่สามารถหยั่งรู้ใจผู้อื่นว่า ควรพิจารณาตรวจสอบพระตถาคตอย่างไรจึงจะแน่ใจได้ว่าทรงตรัสรู้ชอบจริง โดยเริ่มจากสังเกตธรรมที่รับรู้ได้ทางตาและหูว่ามีความเศร้าหมองเจือปนหรือไม่ แล้วจึงเข้าไปถามพระตถาคตโดยตรงในเรื่องเดียวกัน และฟังธรรมที่ทรงแสดงยิ่งๆ ขึ้นไปจนประจักษ์แจ้งด้วยตนเอง ทรงสรุปว่าศรัทธาที่ตั้งมั่นด้วยการพิจารณาไตร่ตรองอย่างมีเหตุผลเช่นนี้ เป็นศรัทธาที่หยั่งรากมั่นคง ไม่มีผู้ใดในโลกทำให้คลอนแคลนได้
  58. หน้า ๕๗๙–๕๘๗ โกสัมพิยสูตร ว่าด้วยภิกษุทะเลาะวิวาทกันที่เมืองโกสัมพี ที่เมืองโกสัมพี ภิกษุกลุ่มหนึ่งทะเลาะบาดหมางกันด้วยวาจาจนไม่ยอมประนีประนอมกัน พระพุทธเจ้าทรงตำหนิว่าในขณะทะเลาะกันนั้นไม่มีเมตตาทางกาย วาจาใจต่อกันเลย แล้วทรงแสดงสาราณียธรรม 6 ประการที่ทำให้เกิดความรักใคร่เคารพและสามัคคีกัน ได้แก่ เมตตากายกรรม วจีกรรม มโนกรรม การแบ่งปันลาภ การมีศีลเสมอกัน และการมีความเห็นอันประเสริฐเสมอกัน ซึ่งข้อสุดท้ายนี้ทรงถือว่าเป็นยอดของธรรมทั้งหมด จากนั้นทรงอธิบายองค์ 7 ประการที่ทำให้อริยสาวกบรรลุโสดาปัตติผลได้สำเร็จสมบูรณ์
  59. หน้า ๕๘๘–๕๙๗ พรหมนิมันตนิกสูตร ว่าด้วยการหักล้างความเห็นผิดของพกพรหม พระพุทธเจ้าทรงเล่าเหตุการณ์ที่เสด็จไปยังพรหมโลกเพื่อหักล้างความเห็นผิดของพกพรหมที่เชื่อว่าภพของตนเที่ยงแท้ถาวรไม่มีสิ่งใดเลยไปกว่านั้น มารร้ายพยายามเข้าสิงบริษัทพรหมเพื่อขัดขวางและหลอกล่อให้พระองค์ยอมทำตามคำของพรหม แต่พระพุทธเจ้าทรงแสดงให้เห็นว่าทรงรู้จักภพภูมิที่สูงกว่าพรหมโลกนั้นอีกหลายชั้น เช่น อาภัสรา สุภกิณหา เวหัปผลา และทรงหยั่งรู้ลึกซึ้งกว่าพรหมในทุกสิ่งโดยไม่ยึดติดถือมั่น จนพรหมและบริษัทพรหมยอมรับด้วยความอัศจรรย์ใจในพระปรีชาญาณ สูตรนี้ได้ชื่อว่าพรหมนิมันตนิกสูตรเพราะมารไม่กล้าท้วงติง ส่ว
  60. หน้า ๕๙๘–๖๐๕ มารตัชชนียสูตร ว่าด้วยพระมหาโมคคัลลานะขับไล่มารที่เข้าไปในท้อง มารร้ายแอบเข้าไปสิงอยู่ในท้องของพระมหาโมคคัลลานะขณะท่านเดินจงกรม เมื่อรู้ตัวท่านจึงกล่าวขับไล่ให้มารออกไป และเล่าว่าในอดีตชาติท่านเคยเป็นมารชื่อทูสีผู้เคยยุยงให้ชาวบ้านด่าว่าทำร้ายภิกษุสาวกของพระกกุสันธพุทธเจ้าจนตกนรก แต่เมื่อพระกกุสันธะทรงสอนให้เจริญเมตตาพรหมวิหารภิกษุเหล่านั้นกลับใจได้ มารทูสีจึงเปลี่ยนอุบายยุให้ชาวบ้านสักการบูชาภิกษุแทน ซึ่งกลับทำให้ภิกษุตกอยู่ในความประมาทได้ ต่อมามารทูสีบันดาลให้เด็กขว้างก้อนหินใส่ศีรษะพระวิธุระอัครสาวกจนแตก เนื้อเรื่องยังดำเนินต่อไปไม่จบภายในหน้า 605 นี้
  61. หน้า ๖๐๖–๖๐๙ มารตัชชนียสูตร ตอนจบ: มารทูสีถูกลงโทษในนรกและพระโมคคัลลานะขู่พญามาร พระโมคคัลลานเถระเล่าเรื่องในอดีตชาติของตนเองที่เคยเป็นมารชื่อทูสี ผู้เข้าสิงพราหมณ์คนหนึ่งเพื่อด่าว่าและทำร้ายพระวิธุรเถระ อัครสาวกของพระพุทธเจ้ากกุสันธะ ผลกรรมนั้นทำให้ตายแล้วต้องไปเกิดในมหานรกชื่อฉผัสสายตนิกะ ถูกหลาวเหล็กแทงหัวใจทนทุกข์ทรมานนับพันปี มีกายประหลาดเหมือนหัวปลาบนร่างมนุษย์ จากนั้นพระโมคคัลลานะกล่าวเตือนพญามารที่มาก่อกวนพระพุทธเจ้าอยู่ในปัจจุบันชาติว่าอย่าประมาทล่วงเกินพระตถาคตและหมู่ภิกษุสงฆ์ เพราะผู้ใดทำร้ายท่านผู้บริสุทธิ์ย่อมเผาผลาญตนเองดุจคนโง่เอามือจับกองไฟ ในที่สุดพญามารได้ย
  62. หน้า ๖๐๙ โคลงบทสรุป: จบจูฬยมกวรรคและมูลปัณณาสก์ ส่วนท้ายของหน้าเป็นบทสรุปตามธรรมเนียมพระไตรปิฎก ระบุว่ามารตัชชนียสูตรจบแล้วในฐานะสูตรที่ ๑๐ ของจูฬยมกวรรค ซึ่งเป็นวรรคที่ ๕ ของมัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ พร้อมมีคาถาอุทานย่อรายชื่อสูตรทั้งสิบในวรรคนี้ไว้เป็นเครื่องช่วยจำ ได้แก่ สาเลยยกะ เวรัญชกะ เวทัลละ จูฬและมหาธรรมสมาทาน วีมังสกะ และทูสีมารตัชชนียะ เป็นต้น ปิดท้ายด้วยข้อความประกาศว่ามูลปัณณาสก์ อันเป็นหมวดห้าสิบสูตรแรกของมัชฌิมนิกาย จบบริบูรณ์แล้ว ณ ที่นี้